01/09/2026
คนที่น่ากลัวที่สุดในธุรกิจ ไม่ใช่คนเก่ง แต่คือคนบ้าที่เล่นไม่เลิก
โอกาสดีที่ได้ฟังบทสัมภาษณ์ที่เป็นหนึ่งใน Episode ที่ควรค่ากับเจ้าของธุรกิจที่กำลังคิดจะเริ่มสร้างแบรนด์ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและผลลกระทบจากวิกฤติต่าง ๆ ของโลก กับ 5 ข้อคิดของดร.แสงสุข พิทยานุกุล ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผลิตภัณฑ์ Smooth E และ Dentiste ที่สรุปจากบทสัมภาษณ์ผ่านรายการ Leadership Secrets มาให้อ่านกันครับ
#1 วิกฤตคือโอกาสทอง เมื่อทุกคนถอย แต่เราลุก
การพูดคุยเริ่มจากความกังวลที่ผู้ประกอบการจำนวนมากรู้สึกตอนนี้ นั่นคือการกินอยู่และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ดูจะฝืดเคืองขึ้นทุกวัน แต่ ดร.แสงสุข ชี้ว่าธุรกิจจะโดนพิษเศรษฐกิจมหภาคจริงๆ ก็ต่อเมื่อมียอดขายระดับหมื่นล้านขึ้นไปเท่านั้น ธุรกิจระดับ 10 ล้าน 20 ล้าน 100 ล้าน 200 ล้าน หรือแม้แต่ 1,000 ล้านบาท ยังมีช่องว่างในตลาดเหลือเฟือให้โตอยู่เสมอ
เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ สมมติตลาดเสื้อยืดมีมูลค่ารวม 50,000 ล้านบาท แล้วหดตัวจากวิกฤตเหลือ 40,000 ล้านบาท ธุรกิจที่ขายได้แค่ 1,000 ล้านบาทก็ยังมีที่ว่างเหลืออีกมหาศาลในตลาดที่หดตัวนั้น ความกลัวว่าเศรษฐกิจแย่จนขายไม่ได้ จึงเป็นแค่สิ่งที่ "คิดไปเอง" เท่านั้น
เมื่อเกิดวิกฤต คู่แข่งเกือบทั้งหมดในตลาดจะเลือกถอยทัพ แต่นั่นคือโอกาสทองที่สุด เพราะถ้าเราลุกขึ้นสู้และเดินหน้าเชิงรุกอยู่คนเดียวในจังหวะที่ทุกคนถอย เราจะกลายเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นและไร้คู่แข่งทันที ดร.แสงสุข เรียกสิ่งนี้ว่า "บลูโอเชียนทางด้านอารมณ์" และพิสูจน์ด้วยตัวเองในวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ทุกแบรนด์คู่แข่งถอยและชะลอตัว แต่เขาเลือกรุกทำการตลาดอย่างรุนแรง จนพาสมูทอีจากยอดขาย 80 ล้านบาท พุ่งทะยานไปจบที่ 300 ล้านบาทท่ามกลางวิกฤต
ตลาดน่ะ คนอื่นถอย เราลุก
#2 นวัตกรรมไม่ต้องซับซ้อน ขอแค่ New and Better
ของดีจริงในมุมมองของ ดร.แสงสุข ต้องมีสามองค์ประกอบ คือสร้างคุณค่าให้ลูกค้าได้จริง แก้ Pain Point ให้เขาได้จริง และตอบโจทย์ความต้องการลึกๆ ที่เขาอยากได้จริง เพราะไม่มีสินค้าใดสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับทุกคน หัวใจสำคัญคือการนำส่วนที่ดีของสินค้าเราไปจับคู่ (Matchmaking) กับกลุ่มคนที่มีความต้องการตรงจุดนั้นพอดี แม้แต่โทรศัพท์มือถือที่ดีที่สุดในโลกก็ยังมีช่องว่างให้คู่แข่งชูจุดเด่นด้านอื่นแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นกล้อง ราคา หรือน้ำหนัก
ดร.แสงสุข ปลดล็อกความหมายของนวัตกรรมด้วยสูตรสั้นๆ ว่า "New and Better" สิ่งใหม่คือการสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อส่งมอบคุณค่า เพราะใครๆ ก็ตื่นเต้นกับของใหม่เสมอ ส่วนสิ่งที่ดีกว่าเดิมคือการปรับปรุงเวอร์ชันเดิมให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ บรรจุภัณฑ์ หรือประสิทธิภาพ และสิ่งสำคัญที่สุดคือต้อง "ทำทันที" เมื่อคิดได้แม้เพียงนิดเดียว บริษัทระดับโลกมีกฎเหล็กว่า 30% ของยอดขายรวมใน 3 ปี ต้องมาจากผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ เหมือน iPhone ที่พัฒนามาแล้วถึงรุ่น 18 คำถามที่เขาทิ้งไว้คือ สินค้าของบริษัทคุณเปลี่ยนแปลงมาแล้วกี่รุ่น
แนวคิดนี้ใช้ได้แม้แต่กับร้านอาหาร ที่เน้นความคลาสสิกอย่างเดียวเริ่มเงียบเหงา เพราะลูกค้ารุ่นใหม่ต้องการบรรยากาศและการจัดจานที่สวยงามสำหรับถ่ายรูปด้วย ดร.แสงสุข เสนอไอเดียใส่เปียโนและปรับเพลงในร้านตามธีมแต่ละเดือน เช่น เดือนนี้ยุค 80s เดือนหน้าเปลี่ยนเป็น 90s เพื่อยกระดับความรู้สึกของลูกค้า ส่วนกรณีข้าวซอยเชียงใหม่ที่เขาบอกตรงๆ ว่า "เอ็งมาให้ข้ากินก่อน ถ้าข้ากินแล้วไม่ผ่าน อย่าเพิ่งไปทำเลย" ปกติเขากินข้าวซอยไม่เคยหมดถ้วยเพราะเลี่ยนกะทิ แต่ร้านนี้เขากินจนหมดเกลี้ยง จึงต่อยอดเป็น "ข้าวซอยปูนิ่ม" เมนูใหม่ที่คนได้ยินแล้วอยากลองทันที
#3 เข้าใจลูกค้าให้ลึก แล้วขายด้วยอารมณ์
ความต้องการของลูกค้าไม่มีวันหมดสิ้น เพราะมันหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ได้สิ่งหนึ่งแล้วก็อยากได้อีกสิ่ง เหมือนคนกินส้มตำสลับกับอยากกินสเต๊ก นี่คือโอกาสที่ดีมากในการหา Pain Point ใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่การจะรู้ Pain Point จริงๆ ต้องใช้ Empathy ไม่ใช่แค่ Know & Understand ที่มาจากแบบสำรวจซึ่งอาจได้คำตอบไม่ตรงความจริง ดร.แสงสุข ยกตัวอย่างลูกค้าที่บอกว่าใช้แชมพูยี่ห้อหนึ่ง แต่พอไปสังเกตในห้องน้ำจริงกลับไม่มีเลย เขาแนะนำให้ "Work from anywhere" ออกไปสังเกตชีวิตลูกค้าจริงๆ เพราะคนที่จะเก่งการตลาด คือคนที่ช่างสังเกต
เมื่อ 30 ปีก่อน ดร.แสงสุข สร้างธุรกิจจากเงินลงทุนเพียง 100,000 บาท ไม่มีงบไปแข่งกับแบรนด์ข้ามชาติ จึงเลือกทำ Niche Marketing หรือกินเศษเนื้อที่บริษัทใหญ่โยนทิ้งไว้ เพราะบริษัทใหญ่สนใจแต่ยอดขายระดับพันล้าน แต่แบรนด์เล็กแค่ 10-50 ล้านบาทก็พอให้เติบโตได้แล้ว เขาชูจุดยืน Dentiste เป็นยาสีฟันพรีเมียมก่อนนอนสูตรไม่มีฟอง ซึ่งขัดกับความเชื่อคนไทยที่ว่ายาสีฟันต้องมีฟองเยอะๆ อย่างสิ้นเชิง
แม้จะถูกวิจารณ์ว่าทำการตลาดไม่เป็น แต่ผลลัพธ์คือชิงส่วนแบ่งตลาดในเซกเมนต์นั้นไปได้ถึง 20% และกลายเป็นกรณีศึกษาในคลาส MBA เขาสรุปกฎเหล็กว่ามนุษย์ตัดสินใจซื้อด้วยอารมณ์ถึง 80% ใช้เหตุผลเพียง 20% เท่านั้น หากเจาะตลาดในประเทศได้แค่ 1 ใน 100 คน หรือตลาดต่างประเทศได้แค่ 1 ใน 1,000 คน ก็เพียงพอสร้างรายได้มหาศาลแล้ว แม้แต่ผู้บริหารสายวิทย์ที่คิดว่าตัวเองไม่มีต่อมอารมณ์ ก็ลองถามตัวเองว่าตอนเลือกโรงแรมหรือรถยนต์ เลือกด้วยความชอบแบบไหน
อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเสมอ
#4 จัดทัพคนให้ถูกกับงาน ด้วย BOSI DNA และโครงสร้าง SPO
ผู้นำองค์กรลงมือทำเองได้ไม่หมดทุกแผนก และบ่อยครั้งไอเดียใหม่ของผู้นำก็ไปไม่ถึงระดับปฏิบัติจริง ดร.แสงสุข จึงแบ่งงานเป็น 3 ระดับชัดเจน คือ Strategic ที่คุมภาพใหญ่และทิศทางแบรนด์ซึ่งห้ามเปลี่ยนง่ายๆ เช่นกรณี Dentiste ที่วางกลยุทธ์ชัดว่าเป็นยาสีฟันพรีเมียมก่อนนอนเพื่อลดกลิ่นปากตอนเช้า Tactic ที่เป็นระดับผู้จัดการคอยแปลงนโยบายเป็นแผนที่ปรับได้ตามสถานการณ์ เช่น การศึกษาพฤติกรรมแม่บ้านในญี่ปุ่นหรือการตั้งราคาสินค้า และ Operation หรือพลทหารหน้างานที่ลงมือปฏิบัติจริง ห้ามให้พนักงานปฏิบัติการมาคิดกลยุทธ์เด็ดขาด เพราะเหมือนส่งพลทหารไปวางแผนรบ ซึ่งรบกี่ครั้งก็แพ้
อีกเครื่องมือสำคัญคือ BOSI DNA ที่เกิดจาก Pain Point ของ ดร.แสงสุข เองเรื่องการจัดการคน จนไปพบทฤษฎีที่แบ่งคนเป็น 4 แบบตามธรรมชาติ คือ Innovator นักคิดสร้างสรรค์ที่มองการณ์ไกลได้ถึง 20 ปีอย่างสตีฟ จ็อบส์ Opportunist นักมองโอกาสที่เหมาะกับงานขายและการตลาด Specialist ผู้เชี่ยวชาญละเอียดรอบคอบอย่างนักบัญชีหรือเภสัชกร และ Builder นักวางระบบโครงสร้างองค์กร องค์กรที่แข็งแกร่งต้องมีคนครบทั้ง 4 แบบอยู่ร่วมกัน
แต่เจ้าของธุรกิจไม่ต้องฝึกตัวเองให้เก่งครบทุกด้าน เพราะต้องใช้เวลาถึง 25 ปี ทางลัดที่เร็วกว่าคือจ้างคนที่มี DNA ต่างจากเรา หาพาร์ทเนอร์ที่เติมเต็มจุดขาด หรือ Outsource งานที่ไม่ใช่หัวใจหลัก เช่น งานแม่บ้าน งาน รปภ. งานบัญชี หรือพาร์ทเนอร์กระจายสินค้า เหมือนที่ Apple ผลิต iPhone ปีละกว่า 1,000 ล้านเครื่องโดยไม่มีโรงงานเอง แต่ Outsource การผลิตให้ Foxconn แล้วเก็บเทคโนโลยี การออกแบบ และแบรนด์ไว้กับตัวเอง จนคนไม่ยอมซื้อสินค้าที่ดีกว่าและถูกกว่าจากคู่แข่ง เพียงเพราะไม่มีโลโก้ที่ใช่ประทับอยู่
อย่าส่งพลทหารไปวางกลยุทธ์การรบ
#5 สร้างสติให้มั่น แล้วปล่อยให้นวัตกรรมและการตลาดตามมาเอง
ดร.แสงสุข เปรียบการทำงานผ่าน 4 Quadrants กับการขับรถไปเชียงใหม่ ถ้าตั้งเป้าถูกทิศและเตรียมพร้อมถูกวิธีจะไปถึงเร็วที่สุด แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือเตรียมพร้อมมาอย่างดีแต่ตั้งเป้าผิดทิศ เพราะกว่าจะรู้ตัวก็ไปไกลเกินแก้ ส่วนกรณีที่ผิดทั้งทิศและวิธีกลับเสียหายน้อยกว่าเพราะรู้ตัวเร็วกว่า และแม้ทิศจะถูกแต่ความพร้อมไม่พอ สุดท้ายก็ยังไปถึงเป้าหมายได้แม้จะล่าช้า ผู้ประกอบการจึงต้องถอยออกมาประเมินตัวเองระหว่าง Work IN Business กับ Work ON Business โดยธุรกิจเริ่มต้นควร Work IN สูงถึง 90% แล้วค่อยๆ ขยับมา Work ON มากขึ้นเมื่อธุรกิจโต จนธุรกิจระดับหมื่นล้านควรเหลือ Work IN แค่ 5-10%
เขาตกผลึกสิ่งที่สอนมา 12 ปีเป็น 4 คำ คือ Entrepreneur Innovation Marketing และ Mindfulness ซึ่งเป็นกุญแจที่เชื่อมทุกข้อเข้าด้วยกัน โดยอ้างงานวิจัย HBR ที่พิสูจน์ด้วย MRI ว่าการนั่งสมาธิวันละ 27 นาทีต่อเนื่อง 60 วัน ทำให้สมองส่วนคิดวิเคราะห์หนาตัวขึ้นและสมองส่วนควบคุมความกังวลทำงานลดลงจริง คลื่นสมองจะค่อยๆ ปรับจาก Beta สู่ Alpha Theta Delta และหากฝึกต่อเนื่องจะกระโดดสู่คลื่นแกมมาที่เขาเรียกว่า "Insight Wave" ซึ่งเป็นจังหวะที่ไอเดียแก้ปัญหาธุรกิจผุดขึ้นมาฉับพลัน
รับชมบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ : https://bit.ly/leaershipsecretsep80