04/08/2026
องค์กรไม่ได้อยู่รอดด้วยหน้าปัดนาฬิกาที่สวยงาม แต่เพราะฟันเฟืองข้างในทุกตัวที่ยังทำงานตรงกัน
ในฐานะคนที่นั่งฟังบทสัมภาษณ์ Leadership Secrets EP นี้ตั้งแต่ต้นจนจบ อยากชวนคุณคุยเรื่องที่คุณพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) พูดถึงตลอดการสนทนา นั่นคือคำถามที่องค์กรอายุ 50 ปีขึ้นไปหลายแห่งต้องเจอ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่เดินไปด้วยกันได้ โดยที่ผู้นำยังรักษาตัวตนของตัวเองไว้ คุณพันธ์ใช้เวลาบ่มเพาะตัวเองมา 27 ปี ก่อนจะมาถึงจุดที่ต้องคิดเรื่องการส่งต่อองค์กรไปอีก 100 ปี นี่คือ 7 ประเด็นที่ถอดออกมาจากบทสัมภาษณ์ทั้งหมดครับ
#1 ขบถที่มีวินัย ปรับกฎ ไม่ใช่แหกกฎ
ประโยคแรกที่ทำให้เห็นแนวคิดของคุณพันธ์ชัดที่สุด คือ "อย่าแหกกฎ แต่ให้เปลี่ยนกฎให้ไปตามยุคสมัย" เป็นหลักคิดที่เขาใช้จัดการกับความคิดแบบขบถในตัวเอง เขาไม่ได้เลือกฝ่าฝืนกฎระเบียบเดิมที่อาจไม่ยืดหยุ่น แต่นำความคิดขบถนั้นมาปรับปรุงกฎให้เหมาะกับยุคสมัยมากขึ้น
อีกด้านที่ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นไปอีก คือการที่เขามองตัวเองเป็น "คนขี้เกียจที่มีความรับผิดชอบ" ไม่ยึดติดว่าทุกอย่างต้องเป็นผลงานของตัวเองคนเดียว เพราะถ้าทำเองคนเดียวทั้งหมด ศักยภาพการทำงานจะถูกจำกัดไว้เพียง 24 ชั่วโมงต่อวัน วิธีที่เขาใช้ขยายงานคือระบบสามขั้นตอน ทำเองให้เป็นและรู้ให้จริงก่อน มอบหมายและสอนงานให้คนอื่นทำได้ดีเทียบเท่า และกำกับดูแลจากภาพรวมเพื่อเปิดเวลาไปหาโปรเจกต์ใหม่
จุดที่เขาย้ำเป็นพิเศษ คือการเปิดพื้นที่ให้คนอื่นทำงานแทนต้องมาคู่กับการรับฟัง ถ้าผู้นำไม่รับฟังความเห็นที่แตกต่าง คนรอบข้างจะไม่กล้าพูดความจริง จนผู้นำตกอยู่ใน "กะลา" โดยไม่รู้ตัว
ผู้นำที่แข็งแรงที่สุด ไม่ใช่คนที่ไม่มีด้านขบถ แต่คือคนที่รู้วิธีเปลี่ยนขบถนั้นให้กลายเป็นพลังในการปรับปรุงระบบ
#2 ผู้นำที่ลงรายละเอียด — เบี้ยขยัน เวลา และการแต่งกาย
ประเด็นต่อมาที่แสดงให้เห็นว่าคุณพันธ์ให้ความสำคัญกับรายละเอียดจริงๆ คือเรื่องเบี้ยขยัน ระบบเดิมของ MAMA ตัดเบี้ยขยันเป็นรายเดือน ถ้าพนักงานมาสายในวันแรกของเดือน ก็จะไม่มีโอกาสแก้ตัวไปอีก 29 วัน จนหมดกำลังใจทำงาน เขาจึงปรับให้ตัดรอบเป็นรายครึ่งเดือน เพื่อให้คนที่พลาดในครึ่งเดือนแรกยังมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ในครึ่งเดือนหลังได้
การลงรายละเอียดของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่เบี้ยขยัน แต่ยังรวมถึงเรื่องเวลาเข้างานที่ปรับให้ไม่ตึงเป๊ะระดับนาที และการอนุญาตให้พนักงานผู้หญิงนุ่งกางเกงมาทำงานได้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและความสุขในการทำงานมากขึ้น
ทั้งหมดนี้สะท้อนวัฒนธรรมที่เขาเรียกว่า "โอกาสครั้งที่สอง" เลือกให้โอกาสแก้ตัว ซึ่งเป็นจุดเด่นของการอยู่แบบครอบครัวที่ประนีประนอม มากกว่าการบริหารแบบมืออาชีพล้วนๆ ที่อาจตัดคนออกจากความผิดครั้งเดียว และเมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น เขาเชื่อว่าต้องยอมรับและช่วยกันแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรง
กฎที่ดีไม่ใช่กฎที่เข้มงวดที่สุด แต่คือกฎที่ให้โอกาสคนกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ
#3 วัฒนธรรมพี่น้องที่ต้องมีความยุติธรรม
ตลอดช่วงที่คุยกันเรื่องวัฒนธรรมองค์กร คุณพันธ์ย้ำคำว่า "ความยุติธรรม" อยู่หลายครั้ง เขาบอกว่าการบริหารแบบครอบครัวที่ไม่มีความยุติธรรม คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่จะไม่ยอมรับ พนักงานที่ MAMA เรียกกันว่าพี่น้องจริงๆ ซึ่งสืบทอดมาจากคุณพ่อ คุณพิพัฒ ที่ดูแลพนักงานโรงงานเหมือนคนในครอบครัวมาโดยตลอด
จุดที่น่าสนใจคือวิธีที่เขาจัดการความขัดแย้ง เมื่อความเห็นไม่ตรงกันในการทำงานจนเริ่มจะทะเลาะกัน เขาจะใช้หลักการให้ "หยุด" ทันที เพื่อเคลียร์ความรู้สึกส่วนตัวให้จบก่อน โดยย้ำกับทีมว่า "เราไม่ได้โกรธกันนะ แต่ความเห็นเรื่องงานไม่ตรงกัน" และเมื่อตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งไปแล้วผลออกมาผิดพลาด จะไม่มีการตำหนิหรือโทษกัน แต่จะช่วยกันแก้ไขและก้าวต่อไป
อีกเสาหลักที่มาคู่กันคือการรับฟังและการเปล่งเสียง เมื่อพนักงานพูดหรือเสนอแนะ บริษัทต้องรับฟังและตอบสนองอย่างตรงไปตรงมา ผู้นำต้องไม่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุด แต่ต้องเริ่มจากการฟังคนอื่นก่อน เพราะถ้าเราฟังเขา เขาจึงจะฟังเรา
ความเป็นพี่น้องจะไม่มีความหมาย ถ้าไม่มีความยุติธรรมค้ำอยู่ข้างใต้
#4 ฟังก่อนคุย — บริหารคนต่างวัย
ช่วงที่คุยกันเรื่อง Generation Gap เชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่หลายองค์กรกำลังเจออยู่จริง คุณพันธ์ย้ำว่าคนรุ่นเก่าต้องเป็นฝ่ายรับฟังคนรุ่นใหม่ก่อน เพื่อให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าได้รับการเห็นคุณค่าและมีส่วนร่วมในการทำงาน ผู้นำต้องไม่ยึดติดว่าตัวเองเก่งที่สุด เพราะหากต่างคนต่างไม่ฟังกัน จะเกิดภาวะที่ต่างคนต่างยึดติดความคิดตัวเอง จนอยู่ร่วมกันได้ยาก
แต่การฟังก่อนไม่ได้แปลว่าคนรุ่นใหม่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลย คุณพันธ์มองว่าก่อนจะเสนอวิธีใหม่ๆ ต้องลองทำตามวิธีเดิมที่คนรุ่นก่อนทำมาให้สำเร็จก่อน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเข้าใจงานจริงและเป็นการสร้างการยอมรับ ต้องศึกษาพื้นฐานให้เข้าใจว่าทำไมของเดิมถึงอยู่มาได้นานถึง 50 ปี เพราะถ้ามันไม่ดีจริง บริษัทคงไม่เติบโตมาถึงทุกวันนี้
การเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่นไม่ได้เกิดจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ แต่เกิดจากทั้งสองฝ่ายยอมฟังกันก่อน
#5 ช่องว่างของกำลังคน — Succession Planning
พอคุยมาถึงเรื่อง Succession Planning ก็เห็นได้ชัดว่าทำไมประเด็นก่อนหน้าถึงสำคัญมาก เพราะ MAMA เองก็กำลังเผชิญช่องว่างระหว่างผู้บริหารระดับสูงที่อายุ 60-70 ปี กับผู้บริหารระดับถัดไป ช่องว่างนี้ทำให้คนรุ่นก่อนยังต้องทำงานหนักต่อไป และการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น
คุณพันธ์เล่าว่าในอดีตเขาถูกบ่มเพาะมานานถึง 27 ปี ก่อนจะขึ้นมารับตำแหน่งบริหาร แต่คนรุ่นปัจจุบันอาจมีเวลาเพียง 10-15 ปีเท่านั้น การสร้างคนจึงต้องเร่งขึ้น โดยต้องหาคนที่มี Attitude ที่ใช่ และมีทักษะการเรียนรู้ หรือ Learnability ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
จุดที่ทำให้แนวคิดนี้สมบูรณ์ คือเขาไม่ได้มองว่าการเร่งความเร็วแปลว่าต้องทิ้งคนรุ่นเก่า เพราะบริษัทเติบโตมาได้ด้วยหยาดเหงื่อของพวกเขา การบริหารที่ดีคือการนำประสบการณ์ของคนรุ่นเก่ามาผสมผสานเข้ากับความคิดใหม่
การส่งต่อองค์กรไม่ใช่การรอให้เวลาผ่านไปเอง แต่คือการเร่งบ่มเพาะคนให้ทันกับเวลาที่เหลือน้อยลงกว่าเดิม
#6 บารมีที่พิสูจน์ผ่านกาลเวลา
อีกช่วงหนึ่งที่คุณพันธ์พูดถึงเรื่องบารมีของผู้นำ เป็นประเด็นที่ควรค่าแก่การจดไว้ เขาบอกว่าการจะบอกว่า "ผมเป็นคนดี" หรือ "ผมคิดแบบนี้" จะไม่มีใครเชื่อเลย หากยังไม่เคยพิสูจน์ให้เห็นผ่านการกระทำจริงๆ บารมีของผู้นำต้องสร้างขึ้นมาเองผ่านกาลเวลา ไม่ใช่ผ่านคำพูด
สิ่งที่ทำให้เห็นภาพชัดคือการรักษาตัวตน นิสัย และสัดส่วนทางความคิดเดิมมาตลอด 60-70 ปี ความสม่ำเสมอตรงนี้เองที่สร้าง Trust จนทุกคนเชื่อถือทันที และในฐานะผู้นำ การได้รับความไว้ใจจากพนักงานคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้เหมือนนาฬิกาที่มีกลไกเที่ยงตรง
บารมีที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เกิดจากการพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดหลายสิบปี
#7 องค์กร 100 ปี — ฟันเฟืองที่ต้องไม่บิดเบี้ยว
ประเด็นสุดท้ายที่ปิดท้ายบทสัมภาษณ์ คือเรื่องเป้าหมายการเป็นองค์กร 100 ปี คุณพันธ์ยอมรับตรงๆ ว่าในอดีตเขามีเวลาบ่มเพาะตัวเองนานถึง 27 ปี แต่คนรุ่นถัดไปอาจมีเวลาเพียง 10-15 ปีเท่านั้น เวลาที่สั้นลงนี้คือโจทย์สำคัญที่ MAMA ต้องรับมือ
การรับมือกับเวลาที่สั้นลง ต้องเร่งสร้างทีมงานและวัฒนธรรมองค์กรอย่างใส่ใจ เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีทักษะและ Attitude ที่พร้อมรับช่วงต่อ เขายอมรับว่าที่ผ่านมามีการสร้างระดับบริหารรุ่นใหม่ช้าเกินไป จนทำให้ผู้บริหารระดับสูงมีอายุเฉลี่ย 60-70 ปีจำนวนมาก จึงต้องรีบเติมอาวุธทางปัญญา เช่น Design Thinking และการคิดนอกกรอบให้กับพนักงาน
ประโยคที่สรุปภาพรวมของ EP นี้ได้ชัดที่สุด คือเรื่องที่เขาบอกว่าผู้นำเป็นเพียงหน้าปัดนาฬิกาที่คนมองเห็นว่าสวยงามและมาชื่นชม แต่หน้าปัดนั้นบอกเวลาไม่ได้ถ้าไม่มีกลไกข้างใน ความยั่งยืนขององค์กรขึ้นอยู่กับฟันเฟือง หรือพนักงานทุกระดับที่อยู่ข้างใน ถ้าเฟืองตัวเดียวบิดเบี้ยว นาฬิกาก็เดินไม่ตรง
องค์กรร้อยปีไม่ได้อยู่รอดด้วยหน้าปัดที่สวยงาม แต่อยู่รอดด้วยฟันเฟืองทุกตัวที่ยังทำงานตรงกัน
ฟัง EP นี้จบแล้ว กลับมาคิดว่าองค์กรที่จะอยู่ได้ยาว ไม่ใช่องค์กรที่ผู้นำเก่งที่สุดคนเดียว แต่คือองค์กรที่รู้จักฟังคนทุกรุ่น และดูแลรายละเอียดเล็กๆ ให้ดีพอ คุณคิดว่าองค์กรของคุณกำลังทำข้อไหนได้ดีอยู่แล้ว และข้อไหนที่ยังต้องเริ่มทำ คอมเมนต์มาคุยกันได้เลยครับ
รับชมบทสัมภาษณ์เต็ม : https://bit.ly/leadershipsecretsep77