โหราบริหาร

โหราบริหาร โหราบริหาร ศาสตร์แห่งการอ่านคนเพื่อการบริหารคนให้ตรงจุด เพื่อประสิทธิผลสูงสุดขององค์กร

บอกให้ทำหน้าหล่อๆ จะถ่ายรุปไปทำบัตร
20/10/2023

บอกให้ทำหน้าหล่อๆ จะถ่ายรุปไปทำบัตร

12/10/2021
โหราบริหาร EP.4ทำไมต้องโหราศาสตร์ ? (Why Astrology?) ได้อธิบายไปใน EP. ที่แล้วว่า ดวงดาว มีอิทธิพลต่อกมลสันดานของคน อันจ...
23/04/2021

โหราบริหาร EP.4

ทำไมต้องโหราศาสตร์ ? (Why Astrology?)
ได้อธิบายไปใน EP. ที่แล้วว่า ดวงดาว มีอิทธิพลต่อกมลสันดานของคน อันจะส่งผลต่อพฤติกรรมต่างๆ ที่เจ้าตัวกระทำออกมาเพื่อตอบสนองสภาวะ การณ์นั้นๆ ที่เผชิญอยู่ และเพื่อเป็นการอธิบายให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า โหราศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของพรหมลิขิต เพราะหากเป็นพรหมลิขิตตามความเชื่อเดิมๆ แล้วไซร้ เราทุกคนก็ไม่ควรจะรู้ในสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้เลย ความเข้าใจที่ว่าโชคชะตาเกิดจากพรหมลิขิตนั้น ฝังตัวอยู่กับสังคมไทยมาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งมีคติที่ว่า ถ้าดวงเราจะได้ สิ่งนั้นก็จะมาเอง หรือ ถ้ามันไม่ใช่ของเรา มันก็ไม่ใช่ของเราวันยังค่ำ อันทัศนคติแบบนี้ มีจุดดีที่ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติที่เจ้าตัวไม่ต้องทำอะไรเลย แค่รอให้พระพรหมจัดสรรค์ให้ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ช่างมัน แนวคิดแบบนี้เป็นแบบ “สมยอมนิยม” (compliancenism) ที่ถูกกับจริตคนไทยที่มีความสุขอยู่กับความหวัง เช่น การรอถูกหวย หรือพรุ่งนี้มันคงจะดีกว่าวันนี้ ถามว่าทัศนคติแบบนี้ผิดมั้ย? มันก็ไม่ผิดนะ เป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคล แต่มันจะไม่เจริญก้าวหน้าถ้าพระพรหมงานล้นมือ จัดสรรค์ให้ไม่ทัน

แล้ว”โหราศาสตร์” ต่างจากพรหมลิขิตยังไงกัน? ก็ต้องตอบว่า “โหราศาสตร์” เป็นเรื่องของการศึกษาให้เห็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำมาออกแบบการกระทำให้สอดรับแนวโน้มที่ว่านั้น ถ้าเขียนเป็นสมการให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ
แนวโน้มจากดวงดาว x การกระทำของตัวเรา = ผลลัพธ์ที่เราจะได้รับ

ยกตัวอย่างเช่น แนวโน้มจากดวงดาว = อันตรายจากอุบัติเหตุทางน้ำ

อันตรายจากอุบัติเหตุทางน้ำ x การกระทำของตัวเรา = การหลีกเลี่ยงการเดินทางๆ น้ำ ==> ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ การรอดพ้นจากการประสบภัยทางน้ำ
// หรือ //
แนวโน้มจากดวงดาว = ความโชคดีจากการเสี่ยงโชค

ความโชคดีจากการเสี่ยงโชค x การกระทำของตัวเรา = ซื้อล๊อตเตอรี่ไว้
==> ผลลัพธ์ที่เราได้รับก็คือ ถูกรางวัล

ถ้าตามทฤษฎีที่ว่ามานี้แล้ว เราควรต้องศึกษาแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจากการใช้เครื่องมือทางโหราศาสตร์ เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ให้ทราบว่า แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นนั้น เป็นบวกหรือเป็นลบกับเรา ถ้าเป็นบวกก็คือ”โอกาส” ซึ่งเราก็ต้องวางแผนการกระทำเพื่อ “ฉวย” โอกาสที่ว่านี้ เพื่อคาดหวังถึงผลลัพธ์ที่จะได้มา ในทางกลับกัน ถ้าแนวโน้มเป็นลบก็คือ “อุปสรรค” เราก็ต้องวางแผนเพื่อการหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดผลลัพธ์ในทางร้ายที่จะติดตามมา

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า “โหราศาสตร์” คือการศึกษาพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของดาว ให้เห็นโอกาสหรืออุปสรรค เพื่อนำไปวางแผนการกระทำของตัวเรา ต่อแนวโน้มนั้นๆ ให้สอดคล้อง เพื่อผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้ ซึ่งก็ไม่ต่างกับการจัดการยุคใหม่ ที่มุ่งเน้นการหาข้อมูลโน่นนี่นั่น เรียกว่า การศึกษาปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพล นำมาสร้างสมมติฐาน วิเคราะห์เพื่อวางแผนในการดำเนินการต่อไป การอธิบายเช่นนี้ จะช่วยเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อวิชาโหราศาสตร์ให้แตกต่างไปจากความเชื่อว่าเป็นพรหมลิขิตแบบเดิมๆ และจะช่วยให้เราใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตในอีกหลายๆ ด้าน
โหราศาสตร์ สำคัญครับ…ขอบอก!

วันนี้เอาเพียงแค่นี้ก่อน EP. ต่อไปพบกับ “อ่านคน ผ่านดาว อย่างไร?” ฝากกดไลค์และแชร์ หรือกดติดตามกันด้วยครับ …….

โหราบริหาร EP.3วิธีการอธิบายโหราศาสตร์ให้เข้าใจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิผลต่อผู้ฟังให้มากที่สุดคือ ใช้หลัก 4W1H อันประก...
20/04/2021

โหราบริหาร EP.3
วิธีการอธิบายโหราศาสตร์ให้เข้าใจอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิผลต่อผู้ฟังให้มากที่สุดคือ ใช้หลัก 4W1H
อันประกอบไปด้วย What-Why-How-When และ Who ? = อะไร ทำไม อย่างไร เมื่อไหร่ กับใคร ?????

โหราศาสตร์คืออะไร ? (What’s Astrology?)
ดูจากคำแปล “โหรา แปลว่า ดาว” “ศาสตร์ แปลว่า วิชาความรู้” รวมกันก็คือ ความรู้เกี่ยวกับวิชาที่ว่าด้วยการอ่านดาว คราวนี้มีคำถามว่า อยากรู้คน ทำไมต้องดูดาวด้วย? ก็ต้องค่อยๆปูพื้นอธิบายว่า ดวงดาวมีอิทธิพลต่อชีวิตคนในโลกนี้ (ส่วนโลกหน้าไม่แน่ใจนะ) ถามว่าดวงดาวมีอิทธิพลต่อคนได้จริงหรือ ก็ต้องขอยกวิทยาศาสตร์ระดับประถมที่เราเรียนรู้กันมาว่า ดวงจันทร์มีอิทธิพลต่อน้ำขึ้นน้ำลง ในขณะที่ร่างกายคนเราประกอบด้วยน้ำ 2 ใน 3 ส่วน ฉะนั้น ถ้าดวงจันทร์ส่งแรงดึงดูดให้น้ำในทะเลและมหาสมุทรขึ้นลงได้ทุกวัน แรงดึงดูดนั้นก็ย่อมต้องมีอิทธิพลต่อทุกคนบนโลกนี้เช่นกัน โดยเฉพาะสมองของคนนั้น ประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่

เรื่องอิทธิพลของดวงจันทร์นี่มีมากมายเลย เช่น พระจันทร์เต็มดวงช่วยให้เกิดอารมณ์โรแมนติค หนุ่มๆ สาวๆ จึงชอบที่จะชวนกันไปดูพระจันทร์, ศาสนาส่วนใหญ่ ใช้ฤกษ์ของพระจันทร์เต็มดวงเป็นตัวกำหนดการในพิธีกรรมต่างๆ หรือแม้แต่นิยายปรัมปราเรื่องมนุษย์หมาป่ากลายร่าง ก็ยังต้องอาศัยพระจันทร์เต็มดวง
อันนี้พอจะเห็นได้ว่า ดวงจันทร์ มีอิทธิพลต่อคนบนโลกนี้แค่ไหน นั่นแค่ดวงจันทร์ ที่มีศักดิ์แค่ดาวเคราะห์บริวารเองนะ หากจะใช้หลักการของแรงดึงดูดที่ว่านี้ มาอธิบายกับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในสุริยะจักรวาล ไม่ว่าจะเป็น ดวงอาทิตย์ ที่เป็นศูนย์กลางกำเนิดพลังงาน (energizer), ดาวอังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ ยูเรนัส เนปจูน…...ที่มีศักดิ์ใหญ่กว่าดวงจันทร์มากมาย คิดดูง่ายๆ ว่า ถ้าไม่มีแรงดึงดูดที่ว่านี้แล้วไซร้ ป่านนี้ดาวเคราะห์เหล่านี้คงกระจัดกระจายออกจากกัน ไม่รวมกันเป็นระบบสุริยะจักรวาลอย่างที่เป็นเช่นทุกวันนี้ ขนาดดาวเคราะห์ยังมีแรงดึงดูดส่งอิทธิพลถึงกันและกัน นับประสาอะไรกับคนในดาวโลกนี้ จะสามารถหลีกเลี่ยงไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลดังกล่าวนี้ได้ สรุปเบื้องต้นคือ ดวงดาวต่างๆในจักรวาลนี้ รวมถึงดาวฤกษ์ใน แกแลคซี่นี้ มีอิทธิพลต่อความนึกคิดจิตใจของคนที่อาศัยในโลกนี้ด้วย

ถ้าเปรียบทารกเสมือนกับแบตเตอรี่ที่ว่างเปล่า เมื่อคลอดจากครรภ์มารดาออกมาสัมผัสอณูของโลก ก็จะได้รับการบรรจุ (charge) กระแสพลังของดาวต่างๆ ที่ผสมผสานกันอยู่บนท้องฟ้าในขณะนั้นๆ ก่อให้เกิดรากฐานของนิสัย (กมลสันดาน) ขึ้นมาตามส่วนผสมของดาวในขณะนั้นๆ ซึ่งต่อมา กมลสันดาน ที่ว่านี้ ก็จะถูกขัดเกลาห่อหุ้มด้วยการเลี้ยงดูจากครอบครัว การศึกษา สังคมต่างๆ ที่หลากหลาย หล่อหลอมขึ้นมาเป็นนิสัยใจคอ บุคลิกภาพ ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนนั้นๆ

นั่นคือคำอธิบายที่ว่า ทำไมรู้หน้า แต่ไม่รู้ใจ เพราะสิ่งที่เราเห็นคนๆ นั้น เป็นแค่เปลือกนอก ที่ถูกหล่อหลอมผสมผสานมามากมาย แต่….เรารู้สันดานตัวในได้ด้วยกระบวนการทางโหราศาสตร์

นั่นคือที่มาของคำว่า “อ่านคน ผ่านดาว” ที่ไม่ใช่แค่ “อ่านคนผ่านตา” เพราะตาไม่ลึกพอที่จะเห็นสันดานตัวในที่ว่านั้นได้ เช่น คนขี้เหนียว จะปากหวาน ปากร้าย ฉลาด โง่ ผู้ดี ไพร่ คนไทย คนจีน การแสดงออกถึงความขี้เหนียวอาจแตกต่างกันไป แต่อย่างไรก็ตาม ก็คือคนขี้เหนียววันยังค่ำ รากเหง้าของอุปนิสัยเหล่านี้ ต้องอ่านจากดาวเท่านั้น !

ในซีกโลกตะวันตก มีการทุ่มเทค้นคว้าในการศึกษานิสัยของคนที่แตกต่างกัน โดยการสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกต่างๆ เก็บบันทึกข้อมูล จัดเข้าเป็นระบบเพื่อจำแนกและสรุป คำถามคือ เราไม่รู้เลยว่า พฤติกรรมที่คนแสดงออกมานั้นๆ ใช่ตัวตนจริงๆของคนๆ นั้นรึเปล่า อาจเป็นการแสดงออกเพื่อเจตนาแอบแฝงมากมาย ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับภูมิปัญญาตะวันออกที่ใช้ดวงดาวในการจำแนกนิสัยคน

ต้องขอบคุณบุรพคณาจารย์ตั้งแต่ยุคโบราณ ที่ได้เฝ้าสังเกต ศึกษา คำนวณ และรวบรวมการเดินทางของดาวต่างๆ บรรจุเข้าเป็นปฏิทินดาว เช่น คัมภีร์สุริยยาตร ทำให้โหรรุ่นต่อมาได้ใช้ในการผูกดวงที่สะดวกขึ้น การผูกดวงก็คือการเขียนดาวต่างๆ ในวันเวลาที่เกิดลงไปในแผ่นดวง ซึ่งเมื่อยกแผ่นดวงนี้ขึ้นเหนือหัวแล้วแหงนคอดู ก็เปรียบเสมือนการระบุตำแหน่งของดาวเคราะห์ต่างๆ ที่ยืนทำมุมกันบนท้องฟ้าในขณะที่เราเกิดนั่นเอง

โปรดติดตาม EP.4 “ทำไมต้องโหราศาสตร์” ? ที่นี่ เร็วๆนี้ ……

โหราบริหาร EP.2โหราศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าใจ ”งาก” คือ ง่าย+ยาก เพราะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้แบบคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสต...
14/04/2021

โหราบริหาร EP.2
โหราศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าใจ ”งาก” คือ ง่าย+ยาก เพราะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้แบบคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ แต่กระนั้นก็ตาม สามารถพิสูจน์ในเชิงตรรกะอุปมาให้เข้าใจได้ มีคนเคยมาถามว่าโหราศาสตร์เรียนยากมั้ย (ตอบไปแล้วข้างต้น) หรือก็ต้องตอบว่าขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล แต่ไม่เกี่ยวกับไอคิวใดๆ เช่นเอาแพทย์มาเรียนโหร ก็อาจจะเรียนสู้พระที่ไม่ได้เรียนหนังสือไม่ได้ คำถามคือ แล้วปัจจัยอะไรที่จะทำให้เราเรียนโหราศาสตร์ได้ดี?
อันดับแรกเลย ต้องมีฉันทะ(อิทธิบาทสี่ตามพระพุทธศาสนา) คือ สนใจรักใคร่ สมัครใจใฝ่รู้ ถ้าไม่สนใจจริงๆ เรียนอะไรก็ไม่มีวันสำเร็จ แบ่งแยกแนวลึกได้อีกว่า สนใจเรียนโหร จึงรักใคร่สมัครใจที่จะใฝ่รู้ ขวนขวายหาสำนักโหร หาอาจารย์ หาตำรา หาผู้รู้ หาสังคม ตลอดจนหาคนที่ตัวเองจะซ้อมทำนาย คนเรียนโหรใหม่ๆ มักมีนิสัยเหมือนๆ กันคือ เจอใครก็จะทายไปทั่ว ถูกมั่งผิดมั่งก็ว่ากันไป ลักษณะนี้เรียก "สนใจใฝ่รู้"

ถัดมาก็คือ “ความจำ” วิชาโหราศาสตร์ต้องอาศัยความจำเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีทั้งระดับเบสิค เทคนิคต่างๆ ร้อยแก้วร้อยกรองที่ครูบาอาจารย์ท่านกรุณาผูกแต่งขึ้นมาให้คงอยู่จนทุกวันนี้ ทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการทำนายต่างๆ อีกล้านแปด พวกนี้ใครจำใครได้ จำมากได้มาก แต่จะเอาไปใช้ได้แค่ไหนก็อีกเรื่องนะ แต่ยังไงก็จำไว้ก่อน วันนี้ยังไม่เข้าใจไม่เป็นไร วันนึงข้างหน้าก็จะเข้าใจได้เอง (แต่ไม่รู้วันไหน) อ้าวว!
สนใจ+จำ พอมั้ย? ตอบว่า “ยังอีกไกล” ต้องมีความเพียรด้วย (อึดเป็นสรณะ) เหมือนการท่องอาขยาน ต้องทวนของเก่าไปพร้อมๆ กับการรับของใหม่ไปอีกเท่าทวีคูณ คนส่วนใหญ่มาตกขั้นนี้กันเยอะมาก แพ้ตัวเองที่เพียรไม่พอ เพราะความเพียร เป็นปัจจัยที่เร่งไม่ได้ ไม่ใช้ความเร็ว แต่ใช้ความอดทนที่ต้องสม่ำเสมอด้วย
การสังเกตุ โหราศาสตร์ถือเป็นวิชาด้านมนุษยศาสตร์แขนงหนึ่ง ระหว่างเรียนทฤษฎีไป ก็ต้องหมั่นค้นคว้าวิจัยไปด้วย การวิจัยง่ายๆ คือ หมั่นฝึกฝนอ่านดวงคนที่เรารู้จัก ทำนายไปแล้วดูฟีดแบคว่าเป็นอย่างไร ถูกตรงไหน ไม่ถูกตรงไหน ทำไปเรื่อยๆ เข้า เกิดเป็นประสบการณ์ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากๆ ในอนาคต
ควรเป็นคนที่มีจิตวิทยาเป็นพรสวรรค์พื้นฐานด้วย อันนี้สำคัญ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า โหราศาสตร์เป็นเรื่องของมนุษย์ เพราะฉะนั้นคนทีมีความสามารถด้านจิตวิทยาสูงๆ จะช่วยให้เข้าใจมนุษย์ได้ง่ายและลึกซึ้งขึ้น

ต่อไปก็คือ ความสามารถด้านการประมวลผลของข้อมูลที่ได้รับเข้ามา เทียบกับทฤษฏี กับประสบการณ์ที่มี ประมวลเข้าหากันเกิดเป็นภาพรวมที่ชัดเจนในการทำนาย

สุดท้ายท้ายสุด ความสามารถในการสื่อสาร กว่าสองในสามของโหร ทำสิ่งนี้ไม่ดีนัก มีทฤษฎีอ้างอิงมากมาย แต่”ทายไม่ออก” พูดไม่ได้เท่ากับที่รู้ สื่อสารออกมาไม่ครบไม่ดี ก็อาจทำให้คนฟังเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือหนักเข้าคือ ฟังไม่รู้เรื่องเลยก็มี .....

โหราบริหาร EP.1จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คนไทยเรารู้จักโหราศาสตร์กันเป็นอย่างดี ในนิยามของการดูดวง พยากรณ์โชคเคราะห์ต่างๆ เ...
14/04/2021

โหราบริหาร EP.1
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา คนไทยเรารู้จักโหราศาสตร์กันเป็นอย่างดี ในนิยามของการดูดวง พยากรณ์โชคเคราะห์ต่างๆ เมื่อถูกถามว่า “เชื่อดวงมั้ย?” มากกว่าครึ่งตอบว่า “เชื่อ” หรืออาจจะตอบปัดๆไปแบบไว้เชิงว่า “ไม่เชื่อ แต่ก็ไม่ลบหลู่” และเมื่อถามคำถามต่อไปว่า “ไปดูหมอกันมั้ย?” มากกว่าครึ่งอีกเช่นกัน ที่ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า “กลัวเค้าทักว่าไม่ดีแล้วเราจะไม่สบายใจ”
จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เป็นจุดสังเกตุว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจในโหราศาสตร์ที่คลาดเคลื่อน ทั้งในมิติของความหมายตลอดจนการนำไปใช้ประโยชน์ให้เกิดประโยชน์อย่างน่าสียดาย เรามุ่งเน้นศึกษาจิตวิทยาตะวันตกมากมายในการจำแนกพฤติกรรมของบุคคลเพื่อการเข้าถึง แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้มองกลับมายังภูมิปัญญาเอเชีย ที่สืบทอดกันมานับพันๆ ปี เป็นองค์ความรู้ที่ล้ำค่า อันตกทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน และกำลังถูกด้อยค่า ด้วยทรรศนะและมุมมองของโลกดิจิตัลยุคใหม่อย่างน่าเสียดาย
เคยสังเกตบางมั้ยว่า ทำไมศาสดาเอกของโลกทุกพระองค์อุบัติขึ้นในซีกโลกเอเชีย? ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธเจ้า, พระเยซู, นบีโมฮัมหมัด, ขงจื๊อ, เล่าจื๊อ …..... คำอธิบายง่ายๆก็คือเพราะสภาพทางภูมิศาสตร์และปัจจัยแวดล้อมด้านการดำรงชีวิตที่เอื้ออำนวย เกิดมาในแผ่นดินที่อุดมด้วย ข้าวในนา ปลาในน้ำ ชีวิตพอเพียงไม่ต้องดิ้นรน จึงมุ่งเน้นในการพัฒนาด้านจิตใจและปรัชญาทางสังคมอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งทางตะวันตก ต้องเกิดมาในสภาพทางธรรมชาติที่แร้นแค้นและโหดร้ายทารุณ ชีวิต จึงต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์เอกๆ ของโลก เช่น เบนจามิน แฟรงคลิน, เซอร์ไอแซ็กนิวตัน, โทมัส อัลวา เอดิสัน จึงไปปรากฏในแผ่นดินฝั่งยุโรปและอเมริกาทั้งสิ้น
มาครับ เรามารู้จักภูมิปัญญาตะวันออกของเรา ผ่านทรรศนะมุมมองที่ควรจะเป็น เพื่อความเข้าใจ และการนำไปใช้ให้เกิดประโชน์กับชีวิตเรา และให้ได้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกันครับ

ที่อยู่

59 ถนนประชาชื่น เขตบางซื่อ จ. กรุงเทพมหานคร 10800
กรุงเทพมหานคร

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โหราบริหารผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์