10/01/2026
การสำรวจประจำปีล่าสุดของ Gallup ที่วัดเรื่องความผูกพันของพนักงานทั่วโลกที่มีต่องค์กรของตนเอง พบว่ามีพนักงานเพียง 32% เท่านั้นที่ระบุว่าตนเองรู้สึกผูกพันและมีส่วนร่วมกับองค์กร และการศึกษายังพบระดับคะแนนต่ำในอีกหลายประเด็น เช่น ความชัดเจนเกี่ยวกับความคาดหวังของผู้จัดการ ความเชื่อมโยงกับ Mission ขององค์กร โอกาสในการเรียนรู้และการเติบโต รวมทั้งการรับรู้ได้ว่าผู้บริหารไม่ได้สนใจพวกเขาอย่างแท้จริง
คุณ Harrison Monarth ในฐานะโค้ชผู้บริหารของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 สิ่งที่เขามักพบอยู่เสมอคือ “ผู้นำมักพลาดในการสร้างแรงบันดาลใจและการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นกับทีม, พวกเขาขาดความรู้และแนวคิดทางจิตวิทยาที่จะเตรียมพวกเขาให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง” คุณ Harrison ให้มุมมองเพิ่มว่า “เราไม่จำเป็นต้องเป็นนักจิตวิทยาองค์กรเพื่อสร้างแรงบันดาลใจหรือจูงใจผู้คน แต่เราควรมีความรู้และความเข้าใจแนวคิดทางจิตวิทยาเบื้องต้นในการประยุกต์ใช้กับทีมงาน”
บทความจาก Fast Company ได้สรุป 5 แนวคิดทางจิตวิทยาที่ผู้จัดการทุกคนต้องรู้ เพื่อดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของทีมงานออกมา ดังนี้
────────────
1) PSYCHOLOGICAL SAFETY
ความปลอดภัยเชิงจิตวิทยาในที่ทำงาน (Psychological safety) คือ พื้นที่ที่ทุกคนสามารถพูดหรือกระทำได้อย่างเต็มที่ตราบใดที่มันเป็นไปเพื่อสิ่งที่ถูกต้องและช่วยให้ทีมเดินไปข้างหน้า โดยสิ่งนั้นจะไม่กลับมาทำร้ายผู้พูดในทางใดทางหนึ่ง ขณะเดียวกันผู้ฟังก็ควรเปิดใจและวางความเชื่อใจไปก่อนว่าผู้นั้นมีความตั้งใจที่ดี (ยกเว้นแต่เพียงว่าจะพิสูจน์ได้ภายหลังว่าเกิดจากการไม่ประสงค์ดี)
2) GROWTH MINDSET
กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) คือ ความเชื่อที่ว่าความสามารถและความฉลาดของคนๆ หนึ่งสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาผ่านการเรียนรู้ ความพยายาม และการเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ที่ท้าทาย
3) EQUITY THEORY
ทฤษฎีความเท่าเทียมในองค์กร (Equity Theory) แนวคิดหลักของทฤษฏีนี้ คือ พนักงานจะเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองกับผู้อื่นหรือระบบอื่นๆ หากพบความไม่เท่าเทียมกันก็จะเริ่มมีปฏิกิริยาไม่พอใจหรือเรียกร้อง หากไม่ได้รับการตอบสนองก็จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงนิสัย เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อที่จะทำให้รู้สึกว่า “เกิดความยุติธรรมกับตัวเขาแล้ว” และหากนานๆไปยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น พวกเขาก็จะพากันลาออกไปจากบริษัท
4) SELF-DETERMINATION THEORY
การศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้คนจะมีแรงจูงใจสูงขึ้นเมื่อพวกเขารู้สึกได้ถึงการได้รับความเป็นอิสระในการตัดสินใจ การได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดการ สองสิ่งนี้มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะหาวิธีที่ทำให้องค์กรของพวกเขามีประสิทธิภาพให้มากที่สุด
5) GOAL-SETTING THEORY
ทฤษฎีของการตั้งเป้าหมาย (Goal-Setting Theory) เป็นทฤษฎีที่มีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่า การตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง และสามารถวัดผลได้นั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าการตั้งเป้าหมายแบบกว้างๆ หรือไม่ชัดเจน
อ่านเนื้อหาฉบับเต็มต่อได้ที่ ➾ brightsidepeople.com/5-แนวคิดทางจิตวิทยาที่ผู/
A Cup of Culture
──────────
#วัฒนธรรมองค์กร
==================
พูดคุยกับที่ปรึกษาในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร
📞: 0939322445 📧: [email protected]
(คุณเจตน์ Business Development Manager)