Myanmar Response Network

Myanmar Response Network ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Myanmar Response Network, 10/18 Moo 2 Superhighway Rd.,Chang Phuek, Muang, Amphoe Muang Chiang Mai.

MRN members work closely with Myanmar civil society organizations to help new Myanmar refugees in Thailand to access their rights and advocate for the expansion of mechanisms, policies and laws.

Refugee Social and Economic Inclusion: ก้าวสำคัญของผู้ลี้ภัยในการส่งเสริมความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจไทย : ဒုက္ခသည်များ၏ လူမ...
01/09/2025

Refugee Social and Economic Inclusion: ก้าวสำคัญของผู้ลี้ภัยในการส่งเสริมความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจไทย : ဒုက္ခသည်များ၏ လူမှုရေးနှင့် စီးပွားရေးဆိုင်ရာ ပူးပေါင်းပါဝင်မှု

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้ผู้หนีภัยจากการสู้รบจากเมียนมาที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว สามารถทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็น การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ ที่ไม่เพียงช่วยให้ผู้หนีภัยพึ่งพาตนเองและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว

เครือข่าย MRN ขอชื่นชมก้าวย่างสำคัญของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นทั้งด้าน เศรษฐกิจ สังคม และหลักการมนุษยธรรม และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวทางที่สร้างสมดุลระหว่างการแก้ไขปัญหาภายในประเทศกับการแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์

ในขณะเดียวกัน MRN เห็นควรว่าภาคส่วนต่าง ๆ ควรเตรียมความพร้อมเพื่อให้การดำเนินนโยบายเกิดผลอย่างเป็นระบบ เช่น การกำหนดสถานะทางกฎหมายที่ปลอดภัย การจัดโควตาแรงงาน การควบคุมและจัดทำทะเบียนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการคุ้มครองด้านการศึกษา สุขภาพ และการสร้างความเข้าใจกับชุมชน พร้อมทั้งพัฒนากลไกรองรับผู้ลี้ภัยใหม่ที่มีทักษะสูง เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร หรือครู ให้สามารถทำงานตรงตามทักษะอย่างเหมาะสม

นโยบายและข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อผู้หนีภัยและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ยังอาจกลายเป็น ต้นแบบเชิงภูมิภาค สำหรับการจัดการผู้ลี้ภัยอย่างยั่งยืน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณและบริบทที่ซับซ้อน

On 26 August 2025, the Cabinet of Thailand approved a resolution allowing refugees from the conflict in Myanmar residing in temporary shelters to work legally in Thailand. This represents a significant policy shift, which not only enables refugees to be self-reliant and improve their quality of life but also brings long-term positive impacts to Thailand’s economy and society.

Myanmar Response Network commends this important step by the Thai government, which reflects a strong commitment to economic, social, and humanitarian principles, and marks the beginning of an approach that balances domestic problem-solving with the expression of empathy for fellow human beings.

At the same time, MRN emphasizes the need for relevant stakeholders to prepare for effective implementation of this policy, including establishing safe legal status, setting labor quotas, ensuring efficient registration systems, providing protection in education and health, and fostering community understanding. Additionally, mechanisms should be developed to accommodate newly arrived skilled refugees, such as doctors, nurses, engineers, and teachers, so they can work according to their expertise.

This policy and MRN’s accompanying recommendations not only benefit refugees and all relevant stakeholders but may also serve as a regional model for sustainable refugee management, even amidst budgetary constraints and complex circumstances.

၂၀၂၅ ခုနှစ်၊ ဩဂုတ်လ ၂၆ ရက်နေ့တွင် ထိုင်းအစိုးရအဖွဲ့သည် မြန်မာနိုင်ငံမှ ပဋိပက္ခဒုက္ခသည်များအား ယာယီခိုလှုံရာနေရာများတွင် နေထိုင်ခွင့်ပြုထားရာမှ တရားဝင် အလုပ်လုပ်ကိုင်ခွင့်ပြုသည့် ဆုံးဖြတ်ချက်ကို အတည်ပြုခဲ့သည်။ ဤဆုံးဖြတ်ချက်သည် ထိုင်းနိုင်ငံ၏ မူဝါဒတွင် သိသာထင်ရှားသော အပြောင်းအလဲတစ်ခုကို ကိုယ်စားပြုပြီး ဒုက္ခသည်များအား မိမိကိုယ်ကိုရပ်တည်နိုင်ရန်နှင့် လူနေမှုဘဝ အဆင့်ကို မြှင့်တင်ပေးနိုင်ရုံသာမက ထိုင်းနိုင်ငံ၏ စီးပွားရေးနှင့် လူ့အဖွဲ့အစည်းအတွက် ရေရှည်အကျိုးသက်ရောက်မှုကောင်းများလည်း ဆောင်ကျဉ်းပေးမည်ဖြစ်သည်။

Myanmar Response Network - MRN က ထိုင်းအစိုးရ၏ ဤအရေးကြီးသောခြေလှမ်းကို ကြိုဆိုပြီး ၎င်းသည် စီးပွားရေး၊ လူမှုရေးနှင့် လူသားချင်းစာနာထောက်ထားမှုဆိုင်ရာ မူဝါဒများအပေါ် ခိုင်မာသောကတိကဝတ်ကို ထင်ဟပ်စေသည့်အပြင် ပြည်တွင်းပြဿနာဖြေရှင်းရေးနှင့် လူသားချင်းစာနာထောက်ထားမှုတို့ကို ဟန်ချက်ညီစေမည့် ချဉ်းကပ်မှုတစ်ခု၏ အစဟု မှတ်ယူသည်။

တစ်ချိန်တည်းတွင် MRN က ဤမူဝါဒကို ထိရောက်စွာ အကောင်အထည်ဖော်နိုင်ရေးအတွက် သက်ဆိုင်ရာအဖွဲ့အစည်းများအနေဖြင့် ပြင်ဆင်ရန်လိုအပ်ကြောင်း အလေးပေးပြောကြားခဲ့သည်။ ၎င်းတို့တွင် ဘေးကင်းလုံခြုံသော တရားဝင်မှုတစ်ခု ဖန်တီးပေးခြင်း၊ အလုပ်သမားခွဲတမ်းသတ်မှတ်ခြင်း၊ ထိရောက်သော မှတ်ပုံတင်စနစ် ဆောင်ရွက်ခြင်း၊ ပညာရေးနှင့် ကျန်းမာရေးစောင့်ရှောက်မှုများပေးအပ်ခြင်းနှင့် လူမှုအသိုင်းအဝိုင်း၏ နားလည်မှုကို တိုးမြှင့်ပေးခြင်းတို့ ပါဝင်သည်။ ထို့အပြင် အသစ်ရောက်ရှိလာသော ဆရာဝန်၊ သူနာပြု၊ အင်ဂျင်နီယာနှင့် ဆရာ/ဆရာမများကဲ့သို့ ကျွမ်းကျင်သူအတွက် ၎င်းတို့၏ ကျွမ်းကျင်မှုနှင့်အညီ အလုပ်လုပ်နိုင်ရန် အစီအစဥ်များကိုလည်း စီစဥ်ဆောင်ရွက်သင့်သည်။

ဤမူဝါဒနှင့် MRN ၏ ဖြည့်စွက်အကြံပြုချက်များသည် ဒုက္ခသည်များနှင့် သက်ဆိုင်ရာ တာဝန်ရှိသူအားလုံးအတွက် အကျိုးရှိရုံသာမက ရှုပ်ထွေးသောအခြေအနေနှင့် ဘဏ္ဍာရေးဆိုင်ရာ အခက်အခဲများကြားမှပင် ရေရှည်တည်တံ့သောစီမံခန့်ခွဲမှု တစ်ခုအဖြစ် ဒေသတွင်းစံနမူနာကောင်းတစ်ခုဖြစ်လာမည်ဖြစ်သည်။

On 20 August 2025, members of the Myanmar Response Network (MRN) met with professors from Chiang Mai University to discu...
20/08/2025

On 20 August 2025, members of the Myanmar Response Network (MRN) met with professors from Chiang Mai University to discuss the research papers on economic, social, political, legal, and policy issues related to the new influx of Myanmar refugees after 2021.
The meeting included exchanging key findings from three research papers, updating on relevant policy developments, and exploring ways to utilise research as a basis for policy advocacy.
🤝 This collaboration marks an important step in strengthening partnerships between academia and civil society to push forward policies that better respond to the situation of refugees from Myanmar after 2021.

ไฮไลต์จากวงเสวนา: “มุมมองของภาครัฐต่อการส่งเสริมสิทธิการทำงานและการคุ้มครองทางสังคมของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา”ช่วงเวลาสำคัญข...
31/07/2025

ไฮไลต์จากวงเสวนา: “มุมมองของภาครัฐต่อการส่งเสริมสิทธิการทำงานและการคุ้มครองทางสังคมของผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา”
ช่วงเวลาสำคัญของงานนำเสนอรายงานวิชาการ
“ผลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการให้สิทธิในการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย: กรณีศึกษาจังหวัดตาก เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร” เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา คือวงเสวนาเชิงนโยบายที่เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ต่อแนวทางการขับเคลื่อน “สิทธิในการทำงาน” ของผู้ลี้ภัยในประเทศไทย
ผู้ร่วมเสวนา:
- รศ. ดร. วรพล ยะมะกะ หัวหน้าโครงการวิจัย ศูนย์ความเป็นเลิศทางเศรษฐมิติ (Center of Excellence in Econometrics - CEE) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- คุณถิรพัฒน์ เจตินัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดระบบแรงงานต่างด้าว กระทรวงแรงงาน
- คุณสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตที่ปรึกษากรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ
- คุณธัญญกร ทิพยโภคิน ผู้แทนเครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา (Myanmar Response Network: MRN)
วงเสวนานี้ได้เน้นย้ำว่า “สิทธิในการทำงาน” ของผู้ลี้ภัยไม่ใช่เพียงเรื่องมนุษยธรรม แต่เป็นกุญแจสำคัญต่อการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลดภาระรัฐ และส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของผู้ลี้ภัยในระยะยาว
เวทีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับนโยบาย เพื่อผลักดันแนวทางที่ยั่งยืนและมีมนุษยธรรมในการบริหารจัดการผู้ลี้ภัยในประเทศไทย

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา (Myanmar Response Network: MRN) ร่วมกับศูนย์ความ...
30/07/2025

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา เครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา (Myanmar Response Network: MRN) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางเศรษฐมิติ (Center of Excellence in Econometrics - CEE) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดเวทีนำเสนอรายงานวิชาการฉบับสำคัญเรื่อง “ผลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการให้สิทธิในการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย: กรณีศึกษาจังหวัดตาก เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร” ณ ห้อง Breeze+Wave ชั้น 4 โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพฯ เวลา 09:00–12:00 น. โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
รายงานวิจัยฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายบนฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบในการจัดการผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ในประเด็นเรื่อง “สิทธิในการทำงาน” โดยมุ่งวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการให้สิทธิในการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย โดยใช้กรณีศึกษาจากสามพื้นที่ ได้แก่ จังหวัดตาก เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ เพื่อจัดทำข้อมูลเชิงวิชาการสำหรับสนับสนุนการพิจารณานโยบายของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิในการทำงานและการคุ้มครองทางสังคมโดยเฉพาะในผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาซึ่งถือว่ามีความเปราะบางมากที่สุด ทั้งกลุ่มใหม่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศเมียนมา และกลุ่มผู้ลี้ภัยที่พำนักอยู่ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเชิงโครงสร้าง เพราะเชื่อมโยงกับทั้งสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงของชีวิต และศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
การศึกษาฉบับนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามแรงงานเมียนมากว่า 500 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ ผู้ประกอบการ และภาคประชาสังคมในพื้นที่สามจังหวัดตาก เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติเข้มข้น ทีมวิจัยยังได้ใช้เครื่องมือทางเศรษฐมิติกว่า 5 รูปแบบในการวิเคราะห์ข้อมูล และออกแบบแบบจำลองเชิงนโยบายที่นำแรงงานผู้ลี้ภัยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในฐานะแรงงานข้ามชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อประเมินต้นทุนและผลประโยชน์ทั้งในมิติเศรษฐกิจและสังคมของการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด “Refugee Economic Inclusion” หรือ “การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้ลี้ภัย” ที่มุ่งส่งเสริมศักยภาพ การพึ่งพาตนเอง และการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ของผู้ลี้ภัย ควบคู่กับการรักษาสมดุลของตลาดแรงงาน ความมั่นคงทางสังคม และผลประโยชน์ร่วมในอนาคต
หนึ่งในข้อค้นพบสำคัญของรายงานคือ การให้สิทธิในการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างจากพื้นที่แม่สอด จังหวัดตาก พบว่า หากเปิดให้ผู้ลี้ภัยสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GVA) จะสูงถึง 9,684 ล้านบาท เทียบกับต้นทุนการดำเนินนโยบายเพียง 791 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน (Benefit-Cost Ratio: BCR) อยู่ที่ 7:1 นอกจากนี้ยังส่งผลดีในด้านการลดภาระของรัฐ ลดแรงจูงใจในการเข้าสู่ตลาดแรงงานผิดกฎหมาย และเพิ่มรายได้ของรัฐผ่านระบบภาษีและประกันสังคม
ในมิติด้านสังคม การมีสิทธิทำงานช่วยส่งเสริมให้ผู้ลี้ภัยมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองและดูแลครอบครัวได้ดีขึ้น ลดการพึ่งพาค่ายพักพิงและงบประมาณของรัฐ รวมถึงลดความเสี่ยงจากการถูกละเมิดสิทธิและการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ในชุมชน ผ่านการเข้าถึงบริการสาธารณะ เช่น การศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งผู้ลี้ภัยที่มีงานทำมักเลือกส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนท้องถิ่น และใช้บริการสุขภาพในระบบมากขึ้น
พฤติกรรมการใช้จ่ายของแรงงานผู้ลี้ภัยก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจระดับฐานราก โดยผู้ที่มีรายได้มั่นคงมักมีแนวโน้มบริโภคและออมเงินมากขึ้น ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นมากขึ้น การศึกษาในครั้งนี้ยังชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการได้รับสิทธิทำงาน เช่น ค่าตรวจสุขภาพ ค่าธรรมเนียม และเอกสารต่าง ๆ แรงงานผู้ลี้ภัยก็มีแนวโน้มปรับตัวด้วยการเพิ่มการออมและลดการใช้จ่ายในบางด้านเพื่อความมั่นคงในอนาคต
นอกจากนี้รายงานยังเสนอแนวทางเชิงนโยบายที่สำคัญ เช่น การจัดตั้งระบบแรงงานสำหรับผู้ลี้ภัยที่มีความชัดเจนและตรวจสอบได้ การออกใบอนุญาตชั่วคราวในพื้นที่เฉพาะ การส่งเสริมการฝึกทักษะ (Reskill/Upskill) ที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และการออกแบบระบบคัดกรองที่สามารถป้องกันการแทนที่แรงงานไทยโดยไม่เป็นธรรม รายงานยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการบริหารจัดการที่เป็นระบบ เพื่อรองรับแรงงานผู้ลี้ภัยให้สามารถมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่
งานเปิดตัวรายงานวิชาการฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีวิชาการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับแนวนโยบายและการขับเคลื่อนเชิงระบบในระดับประเทศ ซึ่งหวังว่าจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือในระดับนโยบายระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างอนาคตที่มีศักดิ์ศรี ความมั่นคง และโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้ลี้ภัยในประเทศไทย

"เมื่อสิ้นแสงจากบ้านเดิมที่เคยอยู่ ผู้คนสู้เดินทางข้ามเขตขัณฑ์ ไร้หลักมั่น ไร้สิทธิ์ ไร้คืนวัน ในแดนใหม่ต้องฝ่าฟันอยู่เด...
18/07/2025

"เมื่อสิ้นแสงจากบ้านเดิมที่เคยอยู่
ผู้คนสู้เดินทางข้ามเขตขัณฑ์
ไร้หลักมั่น ไร้สิทธิ์ ไร้คืนวัน
ในแดนใหม่ต้องฝ่าฟันอยู่เดียวดาย
MRN สร้างทางแห่งความหวัง
จึงเริ่มตั้งยุทธศาสตร์อย่างมุ่งหมาย
หลังศึกษาแนวทางนโยบาย
พบโครงสร้างมากมายยังขาดแคลน
จึงเสนอเสียงหนึ่งสู่แสงใหม่
ให้สิทธิ์งานเปิดใจไม่แบ่งแยก
พึ่งพาตน ลดภาระให้รัฐแบก
หนทางแรกสู่ชีวิตที่มั่นคง"

“เวิ้งฟ้ากว้างกลางนํ้าเรือลําน้อยล่องไปลอยล่องไป ล่องไป ถอยไป ถอยห่างดินดินแผ่นดินถิ่นฐานตัวเองโดนละเลงสงครามเสียจนสิ้นแ...
17/07/2025

“เวิ้งฟ้ากว้างกลางนํ้าเรือลําน้อยล่องไป
ลอยล่องไป ล่องไป ถอยไป ถอยห่างดิน
ดินแผ่นดินถิ่นฐานตัวเอง
โดนละเลงสงครามเสียจนสิ้นแผ่นดิน
เกลือจิ้มเกลือเหลือเพียงเรือล่องมา
มาเข้ามาเข้ามาเรฟูจี”

- เพลง เรฟูจี โดยวง คาราบาว ปี พ.ศ. 2527 🎶🎹🎧

Myanmar Response Network (MRN) and Center of Excellence in Econometrics - CEE Launch Study on Refugee Work Rights in Tha...
16/07/2025

Myanmar Response Network (MRN) and Center of Excellence in Econometrics - CEE Launch Study on Refugee Work Rights in Thailand: Advocates 'Refugee Economic Inclusion' as a Long-Term Economic Strategy
The study responds to Thailand’s ongoing labor shortages and structural shifts in the labor market amid heightened regional and global economic competition. It finds that allowing refugees to work legally could reduce the state's welfare burden, generate tax revenue, strengthen local economies, and promote social stability. It would also improve Thailand's human rights image internationally.
A key finding from the cost-benefit analysis shows that for every 1 baht invested in systems supporting refugee economic participation, Thailand stands to gain over 7 baht in overall economic benefit — making the policy not only rights-based but also a strategic economic investment.
The concept of “Refugee Economic Inclusion” proposes clear legal frameworks and regulatory systems that enable refugees to live and work with dignity. At the local level, refugees contribute to production, consumption, and employment creation — especially in rural and secondary cities — while also helping stabilize production costs and curb inflation.
The report identifies refugee and migrant workers — particularly from Myanmar — as the “foundational labor” that sustains Thailand’s agricultural, industrial, and service sectors. Legal inclusion of these workers could increase state revenues via taxation and social security contributions, which can be reinvested into public welfare. The study emphasizes the urgency of adopting a conditional economic inclusion policy — one that protects refugee rights while considering the interests of Thai workers and supports long-term structural reforms.
Assoc. Prof. Dr. Woraphon Yamaka, lead researcher at CEE, stated that the study was initiated to explore viable economic alternatives to support refugees, especially amid funding cuts expected at the end of July. He stressed that while the current conditions may not yet be optimal for integrating refugees into the workforce, this group could fill critical labor gaps in the coming years — particularly as Thailand's workforce shrinks due to aging demographics. Dr. Woraphon noted that preparations for policy implementation should begin now, allowing for proper local engagement and workforce assessments. “If we start planning now, we could begin implementing within 2–3 years — just in time to respond to labor shortages,” he said. He warned that failure to act would result in higher long-term costs for the Thai government and missed opportunities for economic value.
Full report can be accessed here 📍 https://drive.google.com/drive/folders/1tSMrXJwozYdGGxIAnmzBgrx7oLi81tb8

UPDATE: MRN-CEE เปิดผลศึกษาการให้สิทธิการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยในไทย ชี้ แรงงานข้ามชาติ ช่วยประคองอุตสาหกรรมในชนบท-รักษาต้นทุนการผลิต เสนอนโยบาย 'Refugee Economic Inclusion' เพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจ ส่งผลดีระยะยาว

วันนี้ (15 ก.ค. 68) เครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา (Myanmar Response Network: MRN) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางเศรษฐมิติ (Center of Excellence in Econometrics: CEE) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดรายงานวิชาการ “ผลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการให้สิทธิในการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย: กรณีศึกษาจังหวัดตาก เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร”

ประเทศไทยเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน ควบคู่กับภาวะขาดแคลนแรงงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งรายงานแสดงให้เห็นว่าการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยทำงานอย่างถูกกฎหมายไม่เพียงแต่จะลดภาระของรัฐและหนุนเสริมรายได้จากภาษีเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับแรงงานท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศในเวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

การศึกษาพบว่า ทุก 1 บาทที่รัฐลงทุนในการสร้างระบบคุ้มครองและส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้ลี้ภัย สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 7 บาทในภาพรวม แสดงให้เห็นถึงมูลค่าผลตอบแทนการลงทุนที่สูงและยั่งยืนของนโยบาย "Refugee Economic Inclusion" ไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อหลักสิทธิมนุษยชน แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยระยะยาว

ภายหลังการรัฐประหารเมียนมาเมื่อปี 2564 มีผู้ลี้ภัยกว่า 54,000 คนข้ามพรมแดนมายังประเทศไทยเพื่อแสวงหาความปลอดภัย แต่ไทยยังไม่มีระบบคุ้มครองผู้ลี้ภัยที่ชัดเจนและเป็นระบบ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากจึงยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสในการทำงาน การศึกษา หรือบริการขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง ส่งผลให้ประชากรเหล่านี้ต้องดำรงชีวิตอยู่ในความเปราะบางเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเป็นภาระต่อระบบสังคมในระยะยาว

การปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปไม่เพียงเป็นการเพิกเฉยต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน หากยังเท่ากับการสูญเสียโอกาสสำคัญในการสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องการ ‘ทุนมนุษย์’ ที่พร้อมมีส่วนร่วมและสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง

แนวคิด Refugee Economic Inclusion เป็นแนวทางที่มุ่งให้ผู้ลี้ภัยสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมไทยอย่างมีศักดิ์ศรี โดยอาศัยกรอบกฎหมายที่ชัดเจน ระบบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยสามารถทำงานอย่างถูกต้องจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะในระดับชุมชนที่ผู้ลี้ภัยมีบทบาทในการผลิต การบริโภค และการสร้างงาน รวมถึงการพัฒนาระบบภาษีและประกันสังคมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงงานทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

รายงานชี้ให้เห็นว่าแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะจากเมียนมาเป็น “แรงงานฐานราก” ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน และยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาต้นทุนการผลิตให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการในประเทศไม่พุ่งสูงเกินกําลังซื้อของประชาชน มีผลในการชะลอภาวะเงินเฟ้อด้านต้นทุน

แรงงานข้ามชาติจากเมียนมายังเป็น “ฟันเฟืองเงียบ” ของเศรษฐกิจไทย มีบทบาทค้ำจุนธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมทั่วประเทศ ช่วยประคองอุตสาหกรรมในชนบทและเมืองรองให้เดินหน้าในยามวิกฤต การผลักดันแรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบจะช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐผ่านระบบภาษีและประกันสังคม สามารถนํากลับมาใช้ในการพัฒนาสวัสดิการและบริการสาธารณะ

รายงานยํ้าชัดถึงความจําเป็นเร่งด่วนของการจัดทำนโยบายการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้ลี้ภัยแบบมีเงื่อนไขที่ไม่เพียงแต่คุ้มครองสิทธิผู้ลี้ภัย แต่คำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงานไทย พร้อมทั้งวางแผนเชิงโครงสร้างเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศโดยรวม

รศ.ดร.วรพล ยะมะกะ ศูนย์วิจัยความเป็นเลิศทางเศรษฐมิติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า รายงานฉบับนี้ MRN มีเป้าหมายอยากช่วยผู้ลี้ภัย จึงพยายามศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ถ้าให้ผู้ลี้ภัยมาเป็นแรงงานจะส่งผลอย่างไร และจากปัญหางบประมาณที่ถูกตัดในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ เป็นตัวเร่งให้ต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหา

รศ.ดร.วรพล กล่าวว่า การเอาผู้ลี้ภัยเข้ามาเป็นแรงงานในปัจจุบันยังไม่เหมาะ แต่ต่อไปจะสามารถมาเติมเต็มได้ ถ้าพิจารณาดี ๆ ผู้ลี้ภัยจะมาเติมช่องว่าง แรงงานที่จะหายไปจากสังคมสูงวัย โดยหลักทางเศรษฐศาสตร์ทำได้ เราต้องการแรงงานกลุ่มนี้ ย่อมเป็นผลดีกับประเทศในภาวะที่เหมาะสม

"หากจะเตรียมการในการให้สิทธิการทำงานกับผู้ลี้ภัย ก็ต้องใช้เวลา 1-2 ปี ในการสำรวจความต้องการและทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ คงจะเริ่มได้ในปีที่ 3-4 และเมื่อขาดแคลนจริงก็นำมาใช้ได้เลย" รศ.ดร.วรพล กล่าว

รศ.ดร.วรพล หวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญมากขึ้น ถ้าละเลยตรงนี้จะส่งผลเสียภาพลักษณ์ และต้นทุนที่เสียไป ถ้าไม่มีใครจ่ายให้ก็ต้องเป็นรัฐบาลไทย ถ้าเราแก้ปัญหาเร็วไม่ต้องแบกรับต้นทุนในอีก 2-3 ปี ถ้าให้เขาเป็นแรงงานได้มีรายได้ก็จะรองรับการแก้ปัญหาได้

#เดอะรีพอร์ตเตอร์ #แรงงาน #ผู้ลี้ภัย #แรงงานข้ามชาติ

เครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา (Myanmar Response Network: MRN) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางเศรษฐมิติ (Center of Excell...
15/07/2025

เครือข่ายเพื่อผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา (Myanmar Response Network: MRN) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางเศรษฐมิติ (Center of Excellence in Econometrics - CEE) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดการเปิดตัวรายงานวิชาการฉบับสำคัญในหัวข้อ “ผลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการให้สิทธิในการทำงานแก่ผู้ลี้ภัยในประเทศไทย: กรณีศึกษาจังหวัดตาก เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร” ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ณ ห้อง Breeze+Wave ชั้น 4 โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพฯ เวลา 09:00 - 12:00 น.
ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการที่โดดเด่นด้านข้อมูล การวิเคราะห์ และระเบียบวิธีวิจัย หากยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับองค์ความรู้จากประสบการณ์ตรงของภาคประชาสังคม ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับผู้ลี้ภัยในแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง ภาคประชาสังคมมีความเข้าใจลึกซึ้งต่อบริบทชีวิตจริงของผู้ลี้ภัย ทั้งในด้านความเปราะบาง สิทธิมนุษยชน และอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน องค์ความรู้ทั้งสองด้านจึงถูกหลอมรวมเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่มุ่งส่งเสริมการใช้ศักยภาพของผู้ลี้ภัยเป็นแรงขับเคลื่อนทางเลือกใหม่ของเศรษฐกิจไทย ภายใต้แนวคิด “Refugee Economic Inclusion” หรือ “การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้ลี้ภัย” ที่ตั้งอยู่บนหลักความเป็นธรรมและเสถียรภาพทางสังคมร่วมกัน
ขณะที่ประเทศไทยเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานอย่างมีนัยยะสำคัญ ควบคู่กับภาวะขาดแคลนแรงงานและการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่เข้มข้นมากขึ้น รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยทำงานอย่างถูกกฎหมาย ไม่เพียงแต่จะลดภาระของรัฐและหนุนเสริมรายได้จากภาษีเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับแรงงานท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และส่งเสริมภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยในเวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วย การศึกษาพบว่า ทุก 1 บาทที่รัฐลงทุนในการสร้างระบบคุ้มครองและส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้ลี้ภัย สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 7 บาทในภาพรวม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงมูลค่าผลตอบแทนการลงทุนที่สูงและยั่งยืนของนโยบาย "Refugee Economic Inclusion" ที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อหลักสิทธิมนุษยชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ภายหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 มีผู้ลี้ภัยกว่า 54,000 คนข้ามพรมแดนมายังประเทศไทยเพื่อแสวงหาความปลอดภัย แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีระบบคุ้มครองผู้ลี้ภัยที่ชัดเจนและเป็นระบบ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากจึงยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสในการทำงาน การศึกษา หรือบริการขั้นพื้นฐานได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้กลุ่มประชากรเหล่านี้ต้องดำรงชีวิตอยู่ในความเปราะบาง เสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ ถูกเอารัดเอาเปรียบ และเป็นภาระต่อระบบสังคมในระยะยาว การปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไป ไม่เพียงเป็นการเพิกเฉยต่อหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน หากยังเท่ากับการสูญเสียโอกาสสำคัญในการสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องการ “ทุนมนุษย์” ที่พร้อมมีส่วนร่วมและสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง
เนื้อหาหลักของงานวิจัยได้วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดจากการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยมีสิทธิในการทำงานในประเทศไทย โดยครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ เช่น รายได้ครัวเรือน การเพิ่มเงินหมุนเวียนในชุมชน การเข้าถึงตลาดแรงงาน และมิติทางสังคม เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ลี้ภัยกับคนไทย การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในการอยู่ร่วมกัน การลดความเสี่ยงในการถูกละเมิดสิทธิ และโอกาสในการพัฒนาทักษะและพึ่งพาตนเอง งานศึกษานี้ใช้ทั้งวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจากการเก็บข้อมูลภาคสนามใน 3 จังหวัดหลัก ได้แก่ ตาก เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้ลี้ภัยจากเมียนมาทั้งในค่ายและนอกค่ายอาศัยอยู่ในจำนวนมาก ยึดข้อมูลจากแบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และกลุ่มสนทนา ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้ของการปรับนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของประเทศไทย
แนวคิด “Refugee Economic Inclusion” ไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงเศรษฐกิจ แต่เป็นแนวทางที่มุ่งให้ผู้ลี้ภัยสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมไทยอย่างมีศักดิ์ศรี โดยอาศัยกรอบกฎหมายที่ชัดเจน ระบบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคม รายงานระบุอย่างแน่ชัดว่า การเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยสามารถทำงานอย่างถูกต้องจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะในระดับชุมชนที่ผู้ลี้ภัยมีบทบาทในการผลิต การบริโภค และการสร้างงาน รวมถึงการพัฒนาระบบภาษีและประกันสังคมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับแรงงานทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
รายงานชี้ให้เห็นว่าแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะจากเมียนมาได้ทำหน้าที่เป็น “แรงงานฐานราก” (Foundational Labor) ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนานในภาคธุรกิจที่ต้องใช้แรงงาน เช่น การเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป และบริการในเมืองใหญ่ โดยแรงงานกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถดำเนินกิจการต่อเนื่องได้ท่ามกลางภาวะขาดแคลนแรงงาน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาต้นทุนการผลิตให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการในประเทศไม่พุ่งสูงเกินกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งมีผลในการชะลอภาวะเงินเฟ้อด้านต้นทุนอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งนี้ แรงงานข้ามชาติจากเมียนมายังถือได้ว่าเป็น “ฟันเฟืองเงียบ” ของเศรษฐกิจไทย ที่แม้จะไม่เป็นที่พูดถึงในระดับนโยบายอย่างชัดเจน แต่กลับมีบทบาทในการค้ำจุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วประเทศ รวมถึงช่วยประคับประคองอุตสาหกรรมในชนบทและเมืองรองให้เดินหน้าได้ในยามวิกฤต ที่สำคัญการผลักดันให้แรงงานเหล่านี้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐผ่านระบบภาษีและประกันสังคม ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ในการพัฒนาสวัสดิการและบริการสาธารณะที่เข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืนสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ รายงานย้ำชัดถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการจัดทำนโยบายการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของผู้ลี้ภัยแบบมีเงื่อนไข (Conditional Inclusion Policy) ที่ไม่เพียงแต่คุ้มครองสิทธิผู้ลี้ภัยเท่านั้น แต่คำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงานไทย พร้อมทั้งวางแผนเชิงโครงสร้างเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศโดยรวม ประกอบด้วยการลงทุนในเทคโนโลยี การฝึกอบรมทักษะแรงงาน และการส่งเสริมตลาดแรงงานที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภาพ มากกว่าการพึ่งพาแรงงานต้นทุนต่ำเพียงอย่างเดียว
การเปิดตัวรายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายระหว่างนักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง ด้วยความตั้งใจว่าองค์ความรู้จากงานวิจัยจะมีส่วนผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบคุ้มครองผู้ลี้ภัยในประเทศไทย และพัฒนานโยบายการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งนี้ ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ องค์การสหประชาชาติ ภาควิชาการ และสื่อมวลชนจะเข้าร่วมงานกว่า 50 ราย เพื่อร่วมกันหารือและพัฒนาความร่วมมือในการขับเคลื่อนข้อเสนอเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
สามารถอ่านรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่ 📍 https://drive.google.com/drive/folders/1tSMrXJwozYdGGxIAnmzBgrx7oLi81tb8

ที่อยู่

10/18 Moo 2 Superhighway Rd.,Chang Phuek, Muang
Amphoe Muang Chiang Mai
50300

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Myanmar Response Networkผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์