QueenCredit.Ltd ให้คำปรึกษาด้านการเงิน

27/05/2026

คนไทย 91.9% มีบัญชีเงินฝากไว้ "เปย์" ไม่ใช่เพื่อออม แถมยังสร้างหนี้ต่อเนื่อง ต้นตอของปัญหาคืออะไร
ไทยถือว่านำหน้าหลายประเทศในเรื่องบริการทางการเงิน เพราะมีระบบพร้อมเพย์ให้คนโอน-จ่ายได้ไวแบบ Real-time ด้านการออมคนไทยกว่า 96.1% มีบัญชีเงินฝาก ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนพฤติกรรมคนไทยอย่างไร
[ มีเงินฝาก ไม่เท่ากับ มีเงินออม ]
คนไทยเก่งเรื่องการเงินแค่ไหน เรามาดูจากผลสำรวจทักษะทางการเงิน ระดับการออม และการใช้บริการทางการเงินของคนไทย ปี 2567 ของ ธปท. พบว่า คนไทยกว่า 96.1% ที่มีบัญชีเงินฝาก แต่มีเพื่อการออมโดยเฉพาะจะอยู่ที่ 56.1% เท่านั้น ส่วนใหญ่กว่า 91.9% มีบัญชีเงินฝากเพื่อใช้จ่าย
จากผลสำรวจมีแค่ 1 ใน 4 ของคนไทยประเมินว่า มีเงินออมอยู่ได้เกิน 6 เดือนถ้าขาดรายได้กะทันหัน และถ้าถามถึงแผนระยะยาวอย่างการเกษียณมีแค่ 1 ใน 7 ที่ได้วางแผนเก็บออมเพื่อยามเกษียณและสามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้
[ ทำไมคนไทยออมไม่ถึงเป้า ไปไม่ถึงฝัน ]
ถ้ามองในภาพใหญ่ คนออมไม่พอ เพราะรายได้ไม่ขึ้น ยิ่งช่วงนี้ตามโซเชียลมีเดียยังพูดกันแต่เรื่องค่าใช้จ่ายก็พุ่งขึ้น ไม่ว่าจะราคาน้ำมัน อาหารตามสั่ง ไปจนถึงของใช้ประจำวันแต่ฝั่งรายได้ หรือ เงินเดือนกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม หลายคนต้องหันไปกู้เพื่อมากินใช้ไปก่อน
ล่าสุดสภาพัฒน์ยังออกมาบอกว่าหนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 4 ปี 2568 ยังขยายตัวขึ้น 0.05%YoY มาอยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 86.7% หลังจากทรงตัวมา 2 ไตรมาส ส่วนหนึ่งมาจากสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวเร่งขึ้น 4.24% ในไตรมาสสี่ ปี 68 สินเชื่อส่วนบุคคล
ส่วนถ้าดูเรื่องหนี้เสีย พบว่ายังแย่ลง ข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่า ไตรมาส 4 ปี 2568 ยอดคงค้างสินเชื่อบุคคลธรรมดาที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท ขยายตัว 7.6%YoY (9.59% ของสินเชื่อรวม)
[ คนไทยหนี้เพิ่มขึ้น ทั้งตัวเราและรัฐต้องเร่งแก้แบบไหน ]
- ภาครัฐ ต้องทำงานหลักอย่างการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโต นโยบายการยกระดับทักษะแรงงานไทย (Upskill/Reskill) ให้รอดพ้นจากการถูก AI เข้ามาทดแทน เพื่อให้รายได้ของประชาชนเติบโตได้ พร้อมออกมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนที่เจาะถึงกลุ่มเป้าหมาย และช่วยได้จริง
- ประชาชน ต้องเริ่มวางแผนการเงินให้ดียิ่งขึ้น อาจเริ่มจากการปรับแนวคิดทางการเงินเป็น "ออมก่อนจ่าย" เริ่มวางแผนเก็บ "เงินสำรองฉุกเฉิน" เพื่อ ไม่ต้องวนกลับไปพึ่งพาสินเชื่อดอกเบี้ยสูงจนอาจกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต
#การออม #หนี้ครัวเรือน #หนี้เสีย

หุ้นไทยวันนี้ ศาลยังไม่ตัดสิน สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มติดๆหุ้นไทยวันนี้ ศาลยังไม่ตัดสิน สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มติดๆ รวมถึงผลกระ...
25/05/2026

หุ้นไทยวันนี้ ศาลยังไม่ตัดสิน สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มติดๆ

หุ้นไทยวันนี้ ศาลยังไม่ตัดสิน สินทรัพย์เสี่ยงเริ่มติดๆ รวมถึงผลกระทบทางการค้าของไทย-อิหร่าน ราย SECTOR

บล.เอเชีย พลัส เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2026 ล้วนเต็มไปด้วยความเสี่ยงหลายส่วนมีทั้งสหรัฐฯ ปฏิบัติการจู่โจมจับผู้นำเวเนซุเอลา, ทรัมป์อ้างสหรัฐฯ จำเป็นจะต้องครอบครองกรีนแลนด์ เพื่อสกัดการยึดครองของรัสเซีย-จีน

ขณะที่การหารือระหว่างประเทศร่วมกันหาทางออกความขัดแย้ง เดนมาร์กยอมรับว่า “ความเห็นยังไม่ตรงกัน” ส่วนการประท้วงในอิหร่านรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี

เหตุวิกฤตค่าเงิน เงินเฟ้อพุ่งสูง และเศรษฐกิจทรุดหนัก หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ อาจเป็นฉนวนให้สหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านได้เช่นกัน , สหรัฐฯ ระงับออกวีซ่าจาก 75 ประเทศ รวมไทย เริ่ม 21 ม.ค.นี้

กรณีความไม่สงบที่เกิดขึ้นยังคงรุนแรง อาจเป็นปัจจัยผลักให้ราคาหุ้นกลุ่มน้ำมันและปิโตรฯ ปรับตัวสูงขึ้นได้ มองเป็นบวกต่อ PTTEP, TOP, PTTGC, IVL, SCC

ปัจจัยในประเทศ
สภาพัฒน์ฯ และ ธปท. ประเมินมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยในปีนี้ มีแนวโน้มติดลบ ซึ่งจะฉุดให้ GDP ปีนี้เติบโตเพียง 1.5% – 1.6% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก 3 ปัจจัย

1. ฐานการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่สูงเกินไปในปี 2568
2. ผลกระทบจากสงครามการค้า จีน VS สหรัฐฯ
3. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ VS อิหร่าน

นักลงทุนควรจับตาทิศทางราคาน้ำมันดิบและนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางกำไร ของบริษัทจดทะเบียน และ SENTIMENT ตลาดฯ

นอกจากนี้ ยังมี ผลกระทบทางการค้าของไทย-อิหร่าน ราย SECTOR

1. เม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ โดย MAG-7 -1.3%YTD กระจาย เข้าสินทรัพย์อื่นๆ อาทิ แร่เงิน +30%YTD น้ำมัน +6%YTD ทองคำ 5%YTD, ตลาดหุ้นเอเชีย ญี่ปุ่น +8%YTD, ฮ่องกง 5.3%

2. ขณะที่ตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้นขึ้นมาบ้าง พร้อมกับ FUND FLOW สลับมาซื้อสุทธิ 2.3 พันล้านบาท โดยเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นอิงราคา COMMODITY เป็นส่วนใหญ่ ซื้อผ่าน NVDR เด่นๆ คือ PTT 862 ล้านบาท, PTTEP 283 ล้านบาท, PTTGC 91 ล้านบาท, SCC 81 ล้านบาท

23/05/2026
เจาะ 14 สัญญาสร้างรถไฟความเร็วสูง ก่อนเกิดเหตุเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้วรวมสัญญาก่อสร้างโยธารถไฟความเร็วสูง รวม 14 สัญญา ก่อน...
21/05/2026

เจาะ 14 สัญญาสร้างรถไฟความเร็วสูง ก่อนเกิดเหตุเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว

รวมสัญญาก่อสร้างโยธารถไฟความเร็วสูง รวม 14 สัญญา ก่อนเกิดเหตุเครนถล่มทับรถไฟสีคิ้ว "อิตาเลียนไทย" แถลงแสดงความเสียใจต่อผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต

อุบัติเหตุเครนก่อสร้างโครงสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ตกลงมาทับรถไฟที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีม จนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยจุดเกิดเหตุอยู่ในช่วงสัญญาที่ 3 - 4 งานโยธาสำหรับช่วงลำตะคอง - สีคิ้ว และกุดจิก - โคกกรวด ตกทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 ขณะขบวนรถกำลังแล่นผ่านช่วงระหว่าง สถานีหนองน้ำขุ่น - สถานีสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

สำหรับ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย - จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร - นครราชสีมา อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างงานโยธา แบ่งการดำเนินการ เป็น 14 สัญญา

โครงการดังกล่าว มีการดำเนินการรวมทั้งสิ้น 14 สัญญา มีรายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินการโครงการรวมทั้งสิ้น 50.20% (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568) มีรายละเอียด ดังนี้

- สัญญาที่ 1-1 ช่วงกลางดง-ปางอโศก ระยะทาง 3.5 กม. ผู้รับจ้าง : กรมทางหลวง ก่อสร้างแล้วเสร็จ 100%
- สัญญาที่ 2-1 ช่วงสีคิ้ว-กุดจิก ระยะทาง 11 กม. ผู้รับจ้าง : บจ.ซีวิล คอนสตรัคชั่น เซอร์วิสเซส แอนด์ โปรดักส์ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 100%
- สัญญาที่ 3-1 ช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า ระยะทาง 30.21 กม. ผู้รับจ้าง : บจ. กิจการร่วมค้า ITD – CREC No.10 (บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ – บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย)) ก่อสร้างแล้วเสร็จ 24.35%
- สัญญาที่ 3-2 งานอุโมงค์ มวกเหล็กและลำตะคอง ระยะทาง 12.23 กม. ผู้รับจ้าง : บมจ. เนาวรัตน์พัฒนาการ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 99.60%
- สัญญาที่ 3-3 ช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง ระยะทาง 26.10 กม. ผู้รับจ้าง : บจ. ไทย เอ็นยิเนียร์และอุตสาหกรรม ก่อสร้างแล้วเสร็จ 59.41%
- สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด ระยะทาง 37.45 กม. ผู้รับจ้าง : บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 99.45%
- สัญญาที่ 3-5 ช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา ระยะทาง 12.38 กม. ผู้รับจ้าง : กิจการร่วมค้า เอสพีทีเค ก่อสร้างแล้วเสร็จ : 16.27%
- สัญญาที่ 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ระยะทาง 15.21 กม. ผู้รับจ้าง : ยังไม่ลงนามสัญญา
- สัญญาที่ 4-2 ช่วงดอนเมือง-นวนคร ระยะทาง 21.80 กม. ผู้รับจ้าง : บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ก่อสร้างแล้วเสร็จ 8.12%
- สัญญาที่ 4-3 ช่วงนวนคร-บ้านโพ ระยะทาง 23 กม. ผู้รับจ้าง : บจ.กิจการร่วมค้า ซีเอเอ็น ก่อสร้างแล้วเสร็จ 62.18%
- สัญญาที่ 4-4 ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย ผู้รับจ้าง : บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 52.26%
- สัญญาที่ 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ระยะทาง 13.30 กม. ผู้รับจ้าง : ยังไม่ลงนามสัญญา
- สัญญาที่ 4-6 ช่วงพระแก้ว-สระบุรี ระยะทาง 31.60 กม. ผู้รับจ้าง : บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ก่อสร้างแล้วเสร็จ 16.26%
- สัญญาที่ 4-7 ช่วงสระบุรี-แก่งคอย ระยะทาง 12.99 กม. ผู้รับจ้าง : บมจ. ซีวิลเอ็นจิเนียริง ก่อสร้างแล้วเสร็จ 68.79%

โดยเหตุเครนก่อสร้างของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย - จีน สัญญาที่ 3 - 4 ระบุผู้รับเหมาก่อสร้าง คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD

เมื่อเจาะรายละเอียด สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง - สีคิ้ว และกุดจิก – โคกกรวด มีมูลค่าโครงการ 9,848 ล้านบาท โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ

- เป็นงานก่อสร้างโครงสร้างทางรถไฟ ตั้งแต่ กม.191+050 ถึง กม.214+000 และกม.225+000 ถึง กม.239+500 ระยะทางรวม 37.45 กิโลเมตร
- คันทางรถไฟระดับดิน ระยะทางประมาณ 14.12 กิโลเมตร
- โครงสร้างทางรถไฟยกระดับ ระยะทางประมาณ 23.33 กิโลเมตร
- งานอาคารและสิ่งปลูกสร้างรองรับงานระบบรถไฟฟ้า 8 แห่ง
- งานรื้อย้ายสถานีเดิม งานปรับปรุงย้ายถนน งานระบบระบายน้ำ งานรื้อย้ายระบบ
- สาธารณูปโภคต่างๆ และงานอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับโครงการ

โดยความคืบหน้าโครงการ ณ ปัจจุบัน 96.76 %

นอกจากนี้ อีก 2 สัญญา คือ สัญญาที่ 3-1 ช่วงแก่งคอย-กลางดง และ ช่วงปางอโศก-บันไดม้า มูลค่าโครงการ 9,348 ล้านบาทความคืบหน้าโครงการ 24.35% โดยบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท CHINA RAILWAY NO.10 ENGINEERING GROUP CO., LTD หรือ “กิจการร่วมค้า ITD-CREC No.10JV”

โดยรายละเอียดโครงการ คือ

- งานก่อสร้างโครงสร้างทางรถไฟ ระยะทางรวม 30.21 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็น -คันทางรถไฟระดับดิน ระยะทาง 10.18 กิโลเมตร -โครงสร้างทางรถไฟยกระดับ ระยะทาง 20.03 กิโลเมตร
- งานอาคารและสิ่งปลูกสร้างรองรับงานระบบรถไฟฟ้า 9 แห่ง
- งานรื้อย้ายรางเดิม งานรื้อย้ายสถานีเดิม งานปรับปรุงย้ายถนนเดิม งานก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ งานระบบระบายน้ำ งานรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคต่างๆและงานอื่นๆที่จำเป็นสำหรับโครงการ
- งานต่อเนื่องสัญญา1-1 ช่วงกลางดง-ปางอโศกในการก่อสร้างรั้ว

สัญญาที่ 4-4 ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย ความคืบหน้าโครงการ 52.26% รายละเอียดโครงการ คือ

- ทางรถไฟระดับพื้นในศูนย์ซ่อมบำรุง (งานโยธา)
- งานอาคารภายในศูนย์ซ่อมบำรุง จำนวน 41 หลัง 28 ชนิดอาคาร ประกอบไปด้วย
- อาคารระบบซ่อมบำรุงขบวนรถไฟ 26 อาคาร
- อาคารควบคุมระบบการจัดการเดินรถและฝึกอบรม 5 อาคาร
- อาคารสำหรับซ่อมบำรุงทาง 10 อาคาร
- งานก่อสร้างถนน งานระบบระบายน้ำ งานรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคต่างๆ และงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องสำหรับโครงการ

ขณะที่ล่าสุด บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD โพสต์หนังสือขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสีย พร้อมแสดงความรับผิดชอบที่จะให้การช่วยเหลือในการชดเชยเยียวยาให้กับครอบครัวผู้สูญเสียและการรักษาพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ พร้อมระบุด้วยว่า จะให้การสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน เพื่อเร่งดำเนินการแก้ไขให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

19/05/2026

เงินเดือนเท่าไรถึงกู้ง่าย? สภาพัฒน์เผยคนไทยหันพึ่งโรงรับจำนำ-สหกรณ์ฯ ยอดเงินกู้แบงก์พาณิชย์ยังลดลง
“ขอกู้เงินธนาคารยากขึ้น”
นี่อาจไม่ใช่แค่ความรู้สึกของคนไทย แต่เป็นความกังวลว่าถ้ามีเรื่องด่วนหรือต้องกู้แบงก์ขึ้นมาจะได้รับการอนุมัติไหม แล้วทำไมคนไทยอาจกู้ยากขึ้น หรือต้องเงินเดือนเท่าไรถึงจะกู้ง่าย บทความนี้จะชวนมาหาคำตอบกัน
[ ทำไมยอดกู้สหกรณ์-โรงรับจำนำโต
แต่ฝั่งแบงก์พาณิชย์ลดลง… ]
สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เล่าถึงสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ระดับสูงกว่า 85% ซึ่งเรื่องที่น่ากังวลคือคุณภาพสินเชื่อที่ยังมีแนวโน้มแย่ลงโดยเฉพาะสินเชื่อธุรกิจวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท คาดว่าจะด้อยลงต่อเนื่อง
แต่ปัญหาที่สำคัญกว่าคือการเข้าถึงสินเชื่อทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน เห็นได้จากไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมา เงินให้กู้ยืมจากสหกรณ์และโรงรับจำนำนี้ยังคงขยายตัวสูงขึ้น ขณะที่ตัวเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์เองยังคงลดลงอยู่
เบื้องต้นมองว่าต้องเริ่มแก้จากการลดแรงกดดันหนี้เสียลงผ่านการสนับสนุนให้ภาคครัวเรือน ปรับโครงสร้างหนี้ (เช่น โครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้) และลดค่าใช้จ่ายลงเพื่อปรับตัวให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ค่าครองชีพที่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงถัดไป
ดังนั้นอาจสรุปมุมมองของสภาพัฒน์ได้ว่า ตอนนี้คนไทยยังต้องการสินเชื่อ แต่ใช่ว่าทุกคนจะกู้กับธนาคารได้ง่ายๆ เนื่องจากสถานการณ์หนี้เสียยังเป็นปัญหา ทำให้สถาบันการเงินต้องคิดอย่างรอบคอบว่าจะให้กู้ไหมเพราะต้องรับให้ได้กับความเสี่ยงที่จะเป็นหนี้เสีย จากข้อมูลนี้ยังสะท้อนว่าคนต้องหันไปพึ่งโรงรับจำหรือแหล่งเงินอื่นๆ แทน
ในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ไตรมาส 1 ปี 2569 คนไทยยังต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (ช่วงงานมหกรรมรถยนต์) และสินเชื่อเพื่อการบริโภค เพราะคนต้องการสภาพคล่องมากขึ้น
ถ้าถามว่าคนไทยกู้ยากขึ้นเพราะเกณฑ์สูงขึ้นหรือเปล่า รายงานล่าสุดของธปท. ระบุว่า สถาบันการเงิน ส่วนใหญ่ยังคงเกณฑ์ในการขอสินเชื่อไว้ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แต่จะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง เช่น กลุ่มเสี่ยงที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท โดยอาจมีหลายแห่งปรับเพิ่ม Margin (เช่น เพิ่มอัตราดอกเบี้ย) หรือเพิ่มความเข้มงวดด้านหลักประกัน หรือมีการปรับเงื่อนไขเพิ่มเติม เป็นต้น
ขณะที่ในไตรมาส 2 ปี 2569 นี้มองว่า มาตรฐานการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัย บัตรเครดิต และเพื่อการบริโภคอื่นในภาพรวมมีแนวโน้มทรงตัว จะมีแค่เช่าซื้อรถยนต์อาจเข้มงวดขึ้นในบางบริษัทตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ฟังดูแล้วใครที่อยากกู้แบงก์ไม่ว่าสินเชื่อประเภทไหน ต้องเตรียมตัวให้ดี ถ้าวางแผนการเงินไว้แล้วก็อาจช่วยให้การขอสินเชื่อง่ายขึ้น
[ ก่อนแบงก์ให้สินเชื่อเขาดูอะไรกัน? ]
หลายคนอาจคิดว่า "เงินเดือนสูง" คือปัจจัยเดียวที่จะทำให้กู้ผ่าน แต่ในความเป็นจริง ธนาคารจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ผ่านระบบที่เรียกว่า DSR (Debt Service Ratio) หรือ สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้
ปัจจุบันสัดส่วน DSR ที่ธนาคารยอมรับได้มักจะอยู่ที่ประมาณ 40% ของรายได้ บางเจ้าอาจให้สูงถึง 50% ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละธนาคาร คำว่า DSR 40% หมายถึงอะไร เราขอยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆ เช่น รายได้ 20,000 บาท/เดือน ถ้าคำนวณ DSR ที่ 40% เท่ากับว่าจะมีวงเงินสำหรับผ่อนหนี้ต่างๆ ได้ไม่เกิน 8,000 บาท
สำหรับสินเชื่อบ้าน ข้อมูลจากธนาคารกรุงศรีอยุธยามีสูตรให้คำนวณว่าเราจะขอสินเชื่อบ้านได้วงเงินสูงสุดเท่าไร คือ (รายได้ของผู้กู้ x 40%) x 150 = วงเงินกู้สูงสุด
- ตัวอย่างที่ 1 พนักงานออฟฟิศ มีเงินเดือน 30,000 บาท
(30,000 x 40%) x 150 จะได้วงเงินกู้สูงสุดราว 1,800,000 บาท
- ตัวอย่างที่ 2 พนักงานออฟฟิศ มีเงินเดือน 50,000 บาท
(50,000 x 40%) x 150 จะได้วงเงินกู้สูงสุดราว 3,000,000 บาท
แต่ถ้ามีหนี้อื่นๆ อยู่ สงสัยว่าจะกู้บ้านได้วงเงินเท่าไรก็สามารถใช้สูตรนี้ได้เลย (รายได้ของผู้กู้ x 40% - ภาระหนี้ที่มีอยู่) x 150 = วงเงินกู้สูงสุด
ตัวอย่างที่ 1 พนักงานออฟฟิศ มีเงินเดือน 30,000 บาท และมีภาระผ่อนรถยนต์อยู่ 7,000 บาทต่อเดือน
((30,000 x 40%) - 7,000) x 150 จะได้วงเงินกู้สูงสุดราว 750,000 บาท
สินเชื่อแต่ละประเภทอาจมีสูตรในการคำนวณไม่เหมือนกัน เพราะระยะเวลาในการกู้ อัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากัน แต่ทุกวันนี้หลายธนาคารก็ทำระบบมาช่วยให้เราคำนวณว่า จะกู้ได้วงเงินเท่าไร เช่น
- สินเชื่อบ้าน: กรุงศรี, กสิกรไทย
- สินเชื่อธุรกิจ SMEs: ธนาคารกรุงเทพ
- สินเชื่อส่วนบุคคล: KKP, CardX (ในเครือ SCBX)
(บทความบนเว็บไซต์สามารถคลิก Link ไปสู่ระบบคำนวณได้)
สุดท้ายแล้ว นอกจากความสามารถในการชำระหนี้ สถาบันการเงินและธนาคารต่างๆ ยังดูประวัติในการชำระหนี้ของเราด้วย ว่าจ่ายหนี้ตรงเวลาไหม เคยเป็นหนี้เสียหรือเปล่า บริษัทที่ทำงานมั่นคงไหม มีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอแค่ไหน อายุ อาชีพ และระยะเวลากู้
เรียกว่าถ้าใครจะขอสินเชื่อก็ต้องถูกสแกนดูความเสี่ยงทั้งหมด ถ้าอยากกู้ผ่าน เราอาจต้องเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
อ้างอิงข้อมูล สภาพัฒน์, ธปท., BAY
#กู้แบงก์ยาก #สภาพัฒน์ #สินเชื่อธนาคาร

กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้ หุ้นไทยลุ้นทุนนอกไหลเข้า คาด ปีนี้เป้า 1,401 จุดกรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้ หุ้นไทยลุ้นทุนนอกไหลเข้า...
17/05/2026

กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้ หุ้นไทยลุ้นทุนนอกไหลเข้า คาด ปีนี้เป้า 1,401 จุด

กรุงไทย เอ็กซ์สปริง ชี้ หุ้นไทยลุ้นทุนนอกไหลเข้า หลังเกิดภาวะตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐฯ เป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย ที่ 1,401 จุด

นายณัฐวุฒิ จันทนะจุลพงศ์ นักกลยุทธ์ลงทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด (KTX) ประเมินภาวะการตึงตัวในตลาดการเงินสหรัฐฯ จะเปิดโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยสร้างกำไร 3 ต่อ ทั้งปันผลสูง กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยไปแตะระดับ 1,401 จุดในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ตลาดพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา จากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกลดการถือครองในฐานะทุนสำรอง บีบให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูง จนเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของรัฐบาล

และต้องหันมาระดมทุนผ่านแหล่งเงินทุนระยะสั้น เป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องกลับมาอัดฉีดสภาพคล่องชั่วคราวผ่านระบบ REPO ควบคู่กับการอัดฉีดสภาพคล่องถาวรผ่านการขยายงบดุล (QE) อีกครั้ง ปัจจัยนี้จะสนับสนุนให้ปริมาณเงินในความหมายกว้าง (M2) ของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ซึ่งยังคงช่วยขับเคลื่อนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกให้ทะยานขึ้น แม้อยู่ท่ามกลางความผันผวนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มกระจายวงกว้าง

KTX ประเมินว่า ปัจจัยดังกล่าวจะกดดันให้ดัชนีดอลลาร์เสื่อมค่าลงสู่ระดับ 97.7 จุดในปี 2026 และผลักดันให้ทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นสู่เป้าหมาย 4,697 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในไตรมาสแรกของปี 2026 และ 5,109 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นแรงส่งให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่องมาที่ 30.3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ปัจจัยดังกล่าวข้างต้น สนับสนุนให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดการเงินไทย โดยเริ่มเห็นเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยเริ่มเข้าสู่จุดนิ่ง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกลับเป็นขาขึ้น จึงมองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เม็ดเงินลงทุนย้ายเข้าสู่ “ตลาดหุ้นไทย” เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่น่าจูงใจกว่า โดยมี “กลุ่มธนาคาร” เป็นเป้าหมายหลัก ด้วยมีความพร้อมที่จะสร้างโอกาสทำกำไร 3 ต่อให้กับนักลงทุนต่างชาติ

เนื่องจากการมีสภาพคล่องล้น ขณะที่ฐานะเงินกองทุน (CE Tier 1) อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เอื้อต่อการบริหารจัดการทุนเชิงรุก ทั้งการเพิ่มอัตราปันผลจ่าย (รวมถึงการซื้อหุ้นคืน) ซึ่งจะช่วยหนุนอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อันจะนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (Re-rating Valuation) และท้ายที่สุดกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ตามการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ หุ้นเด่นน่าจับตาได้แก่ KBANK และ TTB

นอกจากนี้ KTX ยังมองเห็นโอกาสการลงทุนในหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนปันผลสูง อย่าง BA, SPRC และ THANI รวมไปถึงหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการปรับลดต้นทุนทางการเงิน ตามทิศทางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยช่วงก่อนหน้า ได้แก่ GULF, BCPG, EGCO และ LH

ด้านนายวรัท บางเจริญพรพงค์ นักกลยุทธ์การลงทุนตลาดต่างประเทศ KTX กล่าวว่า ยังคงเล็งเห็นถึงโอกาสของการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่แรงขับเคลื่อนหลักกำลังเคลื่อนย้ายจากการขยายตัวของการประเมินมูลค่า (Valuation) ไปสู่การเติบโตของกำไรบริษัท เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 มีระดับ Valuation ค่อนข้างตึงตัว ขณะที่นโยบายการเงินอาจเข้าสู่ภาวะชะงักงันชั่วคราว เนื่องด้วยอยู่ระหว่างรอประเมินข้อมูลเศรษฐกิจใหม่

ในขณะที่ธีมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ และกำไร แต่เริ่มเห็นความแตกต่างด้านคุณภาพกำไร จากภาระการลงทุน และค่าเสื่อมราคา เป็นเหตุให้การลงทุนในปี 2026 นักลงทุนควรมุ่งให้ความสำคัญไปที่การคัดเลือกหุ้นรายตัวมากขึ้น (NVDA80, GOOG80) พร้อมกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปยังกลุ่มคุณค่า (Value) (ESTEE80, MS06, ASML01, SPHLTH80) และภูมิภาคอื่นนอกสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (NIKKEI80, กองทุนรวม SCBKEQT, SCBSEMI (A), KT-JAPAN-ALL) ขณะที่ตลาดจีน มีโอกาสเก็งกำไรตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ แม้เศรษฐกิจยังไม่ส่งสัญญาณการฟื้นตัว

ก.ล.ต. ยืนยัน DR มีหลักทรัพย์ต่างประเทศรองรับเต็มจำนวน - เข้มตรวจสอบผู้ออกทุกรายก.ล.ต. ยืนยัน DR มีหลักทรัพย์ต่างประเทศร...
14/05/2026

ก.ล.ต. ยืนยัน DR มีหลักทรัพย์ต่างประเทศรองรับเต็มจำนวน - เข้มตรวจสอบผู้ออกทุกราย

ก.ล.ต. ยืนยัน DR มีหลักทรัพย์ต่างประเทศรองรับเต็มจำนวน พร้อมติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ออก DR ทุกราย

ตามที่สื่อมวลชนสอบถามกรณี DR นั้น ก.ล.ต. ขอให้ข้อมูลว่า ในปัจจุบัน DR ที่มีการออกเสนอขายส่วนใหญ่ เป็น DR แบบอ้างอิงสิทธิ (ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงต่างประเทศ) เพื่อให้หลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีราคาสูง สามารถแตกย่อยเป็น DR ได้หลายหน่วย

เช่น 1 หุ้นต่างประเทศนำมาออกได้เป็น 100 DR (1 : 100) เป็นต้น ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีราคาสูงได้

โดยปัจจุบัน DR มี 2 แบบ คือ

ตราสารแสดงสิทธิของผู้ฝากทรัพย์สิน ซึ่งมีทรัพย์สินที่ฝากเป็นหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR แบบฝาก)
ใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิง ซึ่งมีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR แบบอ้างอิงสิทธิ)
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็น DR ในรูปแบบใด ก.ล.ต. ได้มีเกณฑ์กำหนดเพื่อป้องกันความเสี่ยงและคุ้มครองผู้ลงทุนไว้ ดังนี้

1. กำหนดให้ผู้ออก DR ต้องเป็นบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือ ธนาคารพาณิชย์ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตามลำดับ เท่านั้น ซึ่งผู้ออก DR ต้องดำรงเงินกองทุนตามเกณฑ์ที่กำหนด มีการรายงานทางการเงินตามมาตรฐาน และมีระบบบริหารความเสี่ยงตามการเป็นสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้กำกับ

2. กำหนดให้ผู้ออก DR ต้องมีหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิงรองรับในจำนวนที่เพียงพอกับจำนวนที่จำหน่าย DR ให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งหมายความว่าผู้ออกต้องมีหลักทรัพย์ต่างประเทศรองรับการออกและเสนอขาย DR เต็มจำนวน เช่น การออกและเสนอขาย DR 1 : 100 หมายถึง DR ที่ออกเสนอขายให้ผู้ลงทุน 100 หน่วย ผู้ออก DR ต้องมีหุ้นต่างประเทศรองรับอย่างต่ำ 1 หุ้น และมีการจัดเก็บหลักฐานความเพียงพอของจำนวนหุ้นต่างประเทศดังกล่าว

3. กำหนดให้ผู้ออก DR จัดทำและนำส่งรายงานเกี่ยวกับจำนวนคงเหลือ DR (Outstanding) และจำนวนหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. ทุกสิ้นเดือน เพื่อให้ ก.ล.ต. ใช้ในการติดตามและตรวจสอบ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นประโยชน์ซึ่งช่วยสร้างความโปร่งใสและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนใน DR ก.ล.ต. จึงอยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการเพื่อให้นำข้อมูลดังกล่าวมาเผยแพร่ให้ผู้ลงทุนทราบด้วยต่อไป

4. กำหนดให้ผู้ออก DR เปิดเผยความเสี่ยงของการลงทุนใน DR ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงกรณีผู้ออกประสบปัญหาทางการเงิน/ล้มละลาย ในแบบแสดงรายการข้อมูลเสนอขาย (filing) ซึ่งผู้ลงทุนสามารถดูแบบ filing ได้ที่เว็บไซต์ของ ก.ล.ต. และเว็บไซต์ของผู้ออก DR เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนใน DR

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถติดตามสถานะทางการเงินของผู้ออก DR ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. และเว็บไซต์ของผู้ออก DR รวมทั้งสามารถศึกษารายละเอียดปัจจัยความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจและมาตรการบริหารความเสี่ยงของผู้ออก DR เพิ่มเติมได้จากแบบ filing ของผู้ออก DR

ในส่วนการทำหน้าที่ของ ก.ล.ต. ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ออก DR มีดังนี้

1.ในการอนุญาตการออกเสนอขาย DR ในแต่ละครั้ง ก.ล.ต. จะตรวจสอบ
- คุณสมบัติผู้ออก DR เช่น ต้องเป็นธนาคารพาณิชย์หรือ บล. ความพร้อมของระบบงานและบุคลากร และลักษณะความน่าไว้วางใจของกรรมการและผู้บริหาร เป็นต้น
- คุณสมบัติของหลักทรัพย์ต่างประเทศที่ใช้อ้างอิง ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์กำหนด
2. ก.ล.ต. ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ออก DR ตามที่กำหนดเป็นปกติ รวมทั้งสอบทานความเพียงพอของหลักทรัพย์อ้างอิงต่างประเทศของผู้ออก DR ทุกราย เป็นประจำทุกเดือน

อย่างไรก็ตาม สำหรับ DR คือ หลักทรัพย์ต่างประเทศที่สามารถนำมาเป็น underlying asset ได้แก่

1. หุ้นต่างประเทศที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีการกำกับดูแลตลาดทุนที่ ก.ล.ต. ยอมรับและหุ้นจากประเทศกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)
2. กองทุนรวมดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Foreign ETF : Foreign Exchange Traded Fund)
3. กองทุน Collective Investment Scheme (CIS) ต่างประเทศ
4. REITs และ Infrastructure Fund ต่างประเทศ

13/05/2026

ค่าใช้จ่าย “รับเปิดเทอม” พุ่งสูงสุดในรอบ 17 ปี เป็นพ่อแม่ยุคนี้จะวางแผนการเงินยังไงให้รอด
แม้เปิดเทอมแล้วพ่อแม่จะมีเวลามากขึ้นเพราะลูกไปโรงเรียนกันหมด แต่ในด้านค่าใช้จ่ายยิ่งต้องคิดหนัก เพราะต้องเตรียมเงินให้พอจ่ายกับทุกเรื่อง ยิ่งมีลูกหลายคนค่าใช้จ่ายมักเพิ่มเป็นเท่าตัว บางบ้านต้องมีหลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน
นี่ไม่ใช่แค่การหาเงินเพื่อให้ลูกไปโรงเรียน แต่ต้องพร้อมสนับสนุนให้ลูกเข้าสังคม ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอีกด้วย
[ ปี 2569 คนไทยมีค่าใช้จ่ายเปิดเทอมเท่าไร? ]
ผลสำรวจล่าสุดของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าปี 2569 นี้มูลค่าการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมอยู่ที่ 66,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าสูงสุดในรอบ 17 ปีนับตั้งแต่ปี 2553 และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ 29,930 บาท ขึ้นอยู่กับว่าเรียนโรงเรียนประเภทไหน เช่น
- โรงเรียนรัฐบาลห้องปกติ 10,975 บาท
- โรงเรียนรัฐบาลห้องพิเศษ 33,874 บาท
- โรงเรียนเอกชนภาคภาษาไทย 31,040 บาท
- โรงเรียนเอกชน 2 ภาษา 52,660 บาท
จากผลสำรวจยังพบว่า คนไทยให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาของลูกหลานมากๆ ยอมจ่ายเพิ่มให้ลูกเรียนพิเศษ และไปลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าท่องเที่ยว ค่าอาหารในบ้าน หรือ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวแทน
นอกจากนี้ เมื่อค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมเป็นก้อนใหญ่ หลายบ้านหมุนไม่ทัน จนต้องไปกู้เงินในระบบและนอกระบบมาจ่าย ไปจำนำทรัพย์สิน หรือ ยอมใช้บัตรกดเงินสดและไปผ่อนชำระทีหลัง
เรียกว่าหลายบ้านพ่อแม่ยอมลดคุณภาพชีวิตของตัวเองเพื่อแลกกับอนาคตของลูกๆ และหวังว่า เขาจะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในระยะยาว
[ พ่อแม่ในฐานะโค้ชการเงินของบ้าน ต้องวางแผนยังไง? ]
ค่าใช้จ่ายเรื่องลูกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่รายได้อาจเพิ่มตามไม่ทัน ดังนั้น พ่อแม่ควรอัปสกิลเป็น “โค้ชการเงิน” เพื่อจัดการรายจ่ายในบ้านและเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกๆ

การอัปสกิลที่ว่าไม่ใช่แค่ ความรู้ทางการเงิน แต่เป็นการปรับพฤติกรรมซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญว่า การเงินจะดีขึ้นได้ไหม? ดังนั้น เราสามารถเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ตามนี้
“ทำรายรับ-รายจ่าย”
สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การจดบันทึก แต่คือการทำให้สม่ำเสมอ การทำบัญชีก็เพื่อให้เรารู้สถานะการเงินของครอบครัวจริงๆ
“วางแผนเรื่องหนี้”
หนี้หรือสินเชื่อไม่ใช่ตัวร้ายเสมอไป เช่น ถ้าเราอยากมีบ้านแต่ไม่มีเงินก้อนใหญ่ก็ต้องขอสินเชื่อ ดังนั้น โจทย์คือเราจะบริหารยังไงให้ลงตัว อาจเริ่มจากคิดก่อนว่า ภาระหนี้ตอนนี้หนักเกินไปไหม ถ้ารวมๆ แล้วเกิน 50-70% ของรายได้ก็ต้องหาวิธีลดหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยลง
“เก็บเงินฉุกเฉิน - ใช้ประกันภัยปิดความเสี่ยง”
ไว้รับมือกับสิ่งไม่คาดฝัน เพราะอย่างน้อยจะมีเงินก้อน หรือช่วยลดค่าใช้จ่ายได้
“วางแผนลงทุน”
การแบ่งเงินออมไปทำงานแทนเรา ก็เป็นวิธีเพิ่มเงินก้อนให้ลูกไว้ใช้ในอนาคต แต่ต้องลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้จริง และลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ
#การเงินพ่อแม่ #วางแผนการเงิน #ลงทุนเพื่อลูก

เศรษฐกิจไทยปี 2026 เสี่ยงหดตัว พร้อมเปิดโผหุ้นเด่นรับมือตลาดผันผวนบล.เอเซีย พลัส มอง เศรษฐกิจไทยปี 2026 เสี่ยงหดตัว จับต...
10/05/2026

เศรษฐกิจไทยปี 2026 เสี่ยงหดตัว พร้อมเปิดโผหุ้นเด่นรับมือตลาดผันผวน

บล.เอเซีย พลัส มอง เศรษฐกิจไทยปี 2026 เสี่ยงหดตัว จับตาทองคำพุ่งทุบสถิติ-จีนฟื้นตัว พร้อมเปิดโผหุ้นเด่นรับมือตลาดผันผวน

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า ทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุน ชี้ปี 2026 ประเทศไทยกำลังเผชิญ "บททดสอบครั้งสำคัญ" ที่อาจฉุดให้ GDP ติดลบ ท่ามกลางความร้อนแรงของราคาทองคำโลกและการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีจีน

โดย บล.เอเชีย พลัส ยัง ผ่าวิกฤตเศรษฐกิจไทยปี 2026 4 มรสุมฉุด GDP เสี่ยงติดลบ 0.5%

ฝ่ายวิจัยระบุว่า หากไม่มีจุดเปลี่ยนทางนโยบายที่น่าเชื่อถือ เศรษฐกิจไทยปีนี้มีความเสี่ยงที่จะหดตัวลง 0.5% จากปัจจัยกดดัน 4 ด้านหลัก:

1. กำแพงภาษีและเศรษฐกิจโลก: ไทยเสี่ยงถูกสหรัฐฯ กีดกันทางการค้า โดยเฉพาะภาษีกลุ่ม "เซมิคอนดักเตอร์" และยานยนต์ (ภาษี 25%) ซึ่งทำให้เสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ขณะที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวช้า นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเพียง 41% ของระดับก่อนโควิด

2. กับดักการเมือง: การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 สร้างความกังวลเรื่องความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ประกอบกับ "พื้นที่ทางการคลัง" ที่ลดน้อยลงด้วยหนี้สาธารณะที่จ่อแตะเพดาน 70% ของ GDP

3. วิกฤตโครงสร้างและเสียแชมป์อาเซียน: วัยแรงงานของไทยเริ่มหดตัว และที่น่าตกใจคือในปี 2024 ไทยได้ร่วงจากอันดับ 2 ลงมาเป็นอันดับ 3 ของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยถูก "สิงคโปร์" แซงหน้าไปแล้ว

4. ปัจจัยซ้ำเติม: ปัญหาความขัดแย้งชายแดนและภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น

ขณะที่ ทองคำพุ่งแรงทะลุ 4,500 เหรียญฯ แต่ Upside เริ่มจำกัด ราคาทองคำปรับตัวขึ้นร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี (+6.4% YTD) เข้าใกล้ระดับ 4,600 เหรียญฯ จนมูลค่าตลาดแซงหน้า GDP สหรัฐฯ ไปแล้ว ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความกังวลต่อการแทรกแซง FED ของรัฐบาลสหรัฐฯ และนโยบายภาษีของทรัมป์ต่อคู่ค้าอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ด้วยสัดส่วนทองคำในสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกที่พุ่งสูงถึง 10.75% นักลงทุนควรระมัดระวังเนื่องจาก Upside อาจเริ่มจำกัด

ส่วนจีนจัดระเบียบ Food Delivery หนุนหุ้นเทคฯ ตลาดหุ้นจีนส่งสัญญาณบวกในกลุ่ม Food Delivery (Meituan, Alibaba, JD) หลังทางการจีนประกาศตรวจสอบพฤติกรรมการแข่งขัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยยุติ "สงครามราคา" และทำให้ผลประกอบการพลิกกลับมามีกำไรได้ในปี 2026 นอกจากนี้ Alibaba ยังได้รับแรงหนุนจากโมเดล AI "Qwen" ที่มียอดดาวน์โหลดทะลุ 700 ล้านครั้ง

กลยุทธ์การลงทุน : หุ้นไทย Underperform

แนะเก็งกำไรกลุ่มพลังงาน ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนติดลบ (-0.9%) สวนทางตลาดโลก (+5.7%) ทำให้มีความเสี่ยงที่หุ้นไทยหลายตัว (เช่น DELTA, CPALL, CRC, BH, CPAXT) อาจถูกปรับลดน้ำหนักหรือคัดออกจากดัชนี MSCI ในการประกาศวันที่ 10 ก.พ. นี้

หุ้นแนะนำ (Prime Pick):

- PTTEP / PTT: รับอานิสงส์ราคาน้ำมันขาขึ้น
- WHA: ได้ประโยชน์หากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ผ่อนคลาย
- Global Gem: แนะเก็งกำไรหุ้นจีน Meituan และ Alibaba

08/05/2026

พรุ่งนี้น้ำมันกลุ่มดีเซล และ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ลดราคา 85 สตางค์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พีทีที สเตชั่น และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันกลุ่มดีเซล และ กลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ ลง 85 สตางค์ต่อลิตร เริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.วันที่ 8 พฤษภาคม 2569

สำหรับราคาใหม่ มีดังนี้

GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร

GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร

GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร

GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร

เบนซินอยู่ที่ 52.04บาท/ลิตร

Hi Premium 98 Plus อยู่ที่ 55.09 บาท/ลิตร

Hi Diesel B20S อยู่ที่ 39.95 บาท/ลิตร

Hi Diesel S อยู่ที่ 39.95 บาท/ลิตร

Hi Diesel S B7 อยู่ที่ 39.95 บาท/ลิตร

Hi Premium Diesel Plus อยู่ที่ 61.25 บาท/ลิตร

(ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ กทม.)

คลิกอ่านต่อใน Comment

#ราคาน้ำมัน #ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ #ราคาน้ำมันวันนี้ #ปตท #บางจาก #น้ำมันขึ้นราคา #น้ำมันลดราคา

INVX ตลาดเคลื่อนไหวไซด์เวย์ หุ้นพลังงานมีโอกาสหนุนตลาดINVX คาด ตลาดเคลื่อนไหวไซด์เวย์ หุ้นพลังงานมีโอกาสหนุนตลาด แต่ประเ...
06/05/2026

INVX ตลาดเคลื่อนไหวไซด์เวย์ หุ้นพลังงานมีโอกาสหนุนตลาด

INVX คาด ตลาดเคลื่อนไหวไซด์เวย์ หุ้นพลังงานมีโอกาสหนุนตลาด แต่ประเมินว่าปรับขึ้นจำกัด หุ้นแนะนำวันนี้ PTTEP, OSP

InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์/พักตัว หุ้นพลังงานมีโอกาสหนุนตลาด แต่การปรับตัวขึ้นยังจำกัด

ปัจจัยภายนอก ตัวเลข NFPs ออกมาแย่กว่าที่คาด แต่ไม่ได้แย่รวดเร็ว ตลาดคงประเมินความเป็นไปได้ในการคงดอกเบี้ยปลายเดือนนี้ที่ 95% ในขณะที่ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ยังไม่ตัดสิน"ภาษีทรัมป์" ลดความผันผวน ทางเทคนิค คาดหากการรีบาวด์ยังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้าน 1265/1270 ได้ยังต้องระวังว่าในที่สุดมีโอกาสทดสอบ 1250/1244 หรือลงต่ำกว่า และเปิดทางลงรอบใหม่ได้

ทั้งนี้ ยังต้องจับตา ศาลฎีกาสหรัฐฯ ยังไม่ตัดสินคดีภาษีศุลกากรของ ปธน. ทรัมป์ แต่ตลาดติดตามกำหนดครั้งต่อไปในวันที่ 14 ม.ค. ขณะที่ ม. มิชิแกนเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ม.ค. เพิ่มขึ้นสู่ 53.5 สูงกว่าตลาดคาด และแบบจำลอง GDPNow ชี้ GDP 4Q68 จะขยายตัว 5.1%QoQ

ด้าน รมว. พาณิชย์ เผยหากศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกภาษีศุลกากร ไทยอาจพิจารณาขอภาษีคืนจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าสหรัฐฯ อาจใช้มาตรา 232 เรียกเก็บภาษีเฉพาะหมวดสินค้าได้ แต่คงมองเป็นประโยชน์ เนื่องจากประเมินว่ากลุ่มสินค้าส่วนใหญ่จะไม่ถูกเรียกเก็บ สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้พิจารณาเก็งกำไรหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ, เกษตร, ยาง และนิคมฯ

ด้าน ททท. ตั้งเป้าจำนวน นทท. ต่างชาติเดินทางเข้าไทยในปี 2569 ที่ 36.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11%YoY และสร้างรายได้ราว 2 ล้านลบ. พร้อมมุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบ Holistic Travel ซึ่งเป็นมากกว่า Wellness Tourism และกระตุ้นการใช้จ่ายสินค้ามูลค่าสูง

กลยุทธ์การลงทุน ช่วงสั้นมอง SET แกว่งตัวในกรอบ 1230–1300 จุด

ปัจจัยในประเทศติดตานโยบายหาเสียงด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองซึ่งจะมีผลต่อความคาดหวังเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมและหุ้นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเริ่มเข้าสู่ช่วงประกาศงบ 4Q68 ของกลุ่มธนาคาร

ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตามซึ่งอาจมีผลต่อจิตวิทยาการลงทุนระยะสั้น ได้แก่ ศาลฎีกาสหรัฐฯอาจมีคำตัดสินคดีภาษีทรัมป์ในวันที่ 14 ม.ค. , ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy”

Daily top picks

PTTEP : ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นจากความกังวลเหตุประท้วงในอิหร่านจะกดดันอุปทานในตะวันออกกลาง ใน 4Q68 คาดจะเป็นไตรมาสที่กำไรสุทธิแข็งแกร่งที่สุดของปี 2568 จากกำไรพิเศษจากประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน Fx และการต่อรองราคาซื้อโครงการก๊าซฯ Touat ในแอลจีเรีย เป้าหมายระยะสั้น 114 บาท

OSP : ปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากเม็ดเงินช่วงหาเสียงเลือกตั้งช่วยหนุนบรรยากาศจับจ่ายใช้สอยและต้นทุนน้ำตาลที่ปรับลงดีต่อศักยภาพทำกำไร ใน 4Q68 คาดกำไรปกติจะเติบโตดีทั้ง YoY และ QoQ จากการฟื้นตัวการบริโภคในประเทศและยอดขายต่างประเทศ รวมทั้งการคุมต้นทุนได้ดี เป้าหมายระยะสั้น 17 บาท

ที่อยู่

1701, 3 ถ. พหลโยธิน
Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 11:00 - 20:00
อังคาร 11:00 - 20:00
พุธ 11:00 - 20:00
พฤหัสบดี 11:00 - 20:00
ศุกร์ 11:00 - 20:00
เสาร์ 11:00 - 20:00
อาทิตย์ 11:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ QueenCredit.Ltdผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์