R&D BI Data Driven Business Strategy - Data Driven Decision Making

Manufacturing Productivity Excellence มาเรียนรู้วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแบบมืออาชีพอบรม 1 วัน พร้อม Workshop ลงมือทำจ...
27/05/2026

Manufacturing Productivity Excellence มาเรียนรู้วิธีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแบบมืออาชีพ

อบรม 1 วัน พร้อม Workshop ลงมือทำจริง

ช่วยให้ทีมงาน:

✅ วิเคราะห์ปัญหาได้ตรงจุด

✅ รู้ทัน “ต้นทุนแฝง” ที่ซ่อนอยู่ในโรงงาน

✅ ลด Downtime และ การสูญเสีย

✅ เพิ่ม Productivity โดยไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่

“เรียนจบ นำกลับไปใช้ได้ทันทีในโรงงาน”

อาจารย์ผู้สอน อาจารย์พิสิษฐ์ ชูยงค์
- ผู้เชี่ยวชาญด้าน Lean, Factory Management
- ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ยานยนต์ และเครื่องดื่ม มากกว่า 32 ปี
- international consultant to ITC/UNCTAD 7 ปี
- lean-kaizen consulting & training 18 years
- VP lean management Singaporean garment factories in 4 countries in ASEAN

พร้อมหัวข้อพิเศษ เพิ่มเติม
***** เรียนรู้วิธีออกแบบระบบเก็บข้อมูลการผลิตอย่างง่าย และนำมาแสดงผลในรูปแบบ Dashboard ที่ทีมงานทุกคนเข้าใจได้ทันที ****
สอนโดย Data Analyst ของ R&D BI

วันที่ 12 มิ.ย. 2569 เวลา 9.30 - 16.30 น.
สถานที่อบรม OPENSPACE สมุทรสาคร
Location https://maps.app.goo.gl/EeaRVXiPxFxfJWwA8

ค่าอบรม 5,000 บาท มา 2 ท่าน จ่าย 9,500 บาท (ยังไม่รวม Vat7%)
ออกใบกำกับภาษีได้

ลงทะเบียนอบรม : https://forms.gle/SGTdTxSyq5ho5CYU7

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับ เพื่อยืนยันการสำรองที่นั่งของท่าน
หากมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ท่านสามารถติดต่อเรา ได้ที่
ติดต่อคุณนุชนาฏ 064-798-4192 Line : อีเมล์ [email protected]

จัดโดย บริษัท อาร์ แอนด์ ดี บีไอ จำกัด

ขับเคลื่อนธุรกิจให้เร็วกว่า⚡️ แม่นยำกว่า 🎯ด้วยข้อมูลที่เห็นภาพรวมได้ในหน้าจอเดียว📊DBIz Dashboard & AI จาก R&D BIครอบคลุม...
24/02/2026

ขับเคลื่อนธุรกิจให้เร็วกว่า⚡️ แม่นยำกว่า 🎯ด้วยข้อมูลที่เห็นภาพรวมได้ในหน้าจอเดียว📊

DBIz Dashboard & AI จาก R&D BI
ครอบคลุมทั้ง Sales, Inventory, Finance และ Production📈

เมื่อข้อมูลชัด การตัดสินใจก็เหนือกว่า✅

💡 อยากรู้ว่าขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลยังไง? ดูคลิปเต็ม ๆ ได้ที่นี่ 👇

://youtu.be/gGpDJGT3LoM?si=BdghH8Ptz1YZ0l3-


and Accounting

แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจค้าปลีกอัจฉริยะ เห็นความผิดปกติในองค์กรทันที รู้จุดแข็ง จุดอ่อน ของธุรกิ.....

R&D BI ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Tokyo–Thailand Business Connecting 2026 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวทีสำ...
19/02/2026

R&D BI ได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Tokyo–Thailand Business Connecting 2026 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย–ญี่ปุ่น และส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม

คุณนุชนาฏ รงรอง CEO บริษัท อาร์ แอนด์ ดี บีไอ จำกัด และคุณเกียรติพงษ์ ได้การ CTO พร้อมทั้งทีมงานของเรา ได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการจัดการข้อมูล การนำเสนอ Dashboard การทำ Digital Transformation, AI เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME ทั้งไทย และญี่ปุ่น มีศักยภาพในการแข่งขัน ด้วยการเก็บข้อมูล นำมาวิเคราะห์ ประมวลผล กำหนดตัวชี้วัดในกระบวนการผลิต ลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และทำให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของทั้งธุรกิจได้ทันที ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ทันเวลา

คุณนุชนาฏ รงรอง CEO ได้ขึ้น Pitching ในงานด้วย บรรยากาศเต็มไปด้วยการสร้างเครือข่ายและโอกาสใหม่ ๆ ทางธุรกิจ มีทั้ง Partner และผู้ประกอบการ พนักงานจากบริษัทต่างๆ ทั้งไทย และญี่ปุ่นเข้าร่วมมากกว่า 300 คน

R&D BI ขอขอบคุณผู้จัดงาน Tokyo SME Support Center Thailand, DIPROM, FTI ที่เชื่อมโยงให้ได้รู้จักกัน ผู้ประกอบการ พนักงานทุกท่านที่เข้าร่วมงาน แล้วพบกันใหม่ในโอกาสถัดไปค่ะ


and Accounting

สวัสดี​ปีใหม่​ 2569ขอให้​เป็น​ปีที่วิ่งได้เร็ว เหมือนม้าเลยทุกคนเรื่องราว​ใดๆ ที่ดีในปีที่แล้ว​ขอให้​ดียิ่งขึ้นอุปสรรค​ใ...
01/01/2026

สวัสดี​ปีใหม่​ 2569

ขอให้​เป็น​ปีที่วิ่งได้เร็ว เหมือนม้าเลยทุกคน
เรื่องราว​ใดๆ ที่ดีในปีที่แล้ว​ขอให้​ดียิ่งขึ้น
อุปสรรค​ใดๆ ที่ขัดขวางขอให้ลดน้อยลง
ขอให้แข็งแรง​ขึ้น​ มีความสุข​ สมหวัง
ส่งกำลัง​ใจให้พี่ๆ เพื่อนๆ​ ทุกๆคนค่ะ

ขอบคุณ​ลูกค้าท​ี่ไว้วางใจ​ ขอบคุณ​คู่ค้าที่สนับสนุน​กันอย่างต่อเนื่อง​ สม่ำเสมอ​ ขอบคุณ​เพื่อน​ๆ น้องๆ ในทีม ขอบคุณ​หุ้น​ส่วน ขอบคุณ​ผู้ที่เกี่ยวข้อง​ที่อาจจะกล่าวถึง​ไม่หมด

หวัง​เป็น​อย่างยิ่ง​ว่า​ปี​นี้​จะ​เป็น​ปีที่ดี ได้รับโอกาส​ดีๆ จากลูกค้า​และคู่ค้า รวมถึง​เพื่อนๆ ที่ได้มอบโอกาส​ดีๆ ให้ค่ะ

ผู้​บริหาร​และทีมงาน
บริษัท​ อาร์​ แอนด์​ ดี​ บี​ไอ​ จำกัด

RDBI เรามาจัดบูธที่งาน BITKUB Summit​2025.มาเจอกัน​ได้นะคะ
25/10/2025

RDBI เรามาจัดบูธที่งาน BITKUB Summit​2025.
มาเจอกัน​ได้นะคะ

ในยุคที่ทุกคนต้องรับมือกับงานล้นมือและสิ่งรบกวนรอบตัว การโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ได้นาน ๆ กลายเป็นเรื่องท้าทาย หนึ่งใน...
25/09/2025

ในยุคที่ทุกคนต้องรับมือกับงานล้นมือและสิ่งรบกวนรอบตัว การโฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ได้นาน ๆ กลายเป็นเรื่องท้าทาย หนึ่งในเทคนิคที่ได้รับความนิยมและพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริงในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานคือ Pomodoro Technique
หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “เทคนิคมะเขือเทศ” วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยจัดการเวลาได้อย่างมีระบบ และลดความเครียดไปพร้อม ๆ กัน
Pomodoro Technique คืออะไร?
Pomodoro Technique ถูกคิดค้นโดย Francesco Cirillo ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 จุดเริ่มต้นมาจากนาฬิกาจับเวลาในรูปทรงมะเขือเทศที่เขาใช้ในช่วงเรียน เทคนิคนี้มีหลักการง่าย ๆ คือ การแบ่งเวลาในการทำงานออกเป็นรอบ ๆ เพื่อให้สมองได้พักผ่อนและกลับมาโฟกัสใหม่อีกครั้ง
วิธีการทำงานตาม Pomodoro
1. เลือกงานที่ต้องการทำ – เขียนลงไปให้ชัดเจน
2. ตั้งเวลา 25 นาที – ทำงานนั้นให้เต็มที่ โดยไม่วอกแวก
3. พัก 5 นาที – ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ดื่มน้ำ หรือพักสายตา
4. ทำซ้ำ – เมื่อครบ 4 รอบ ให้พักยาว 15–30 นาที
หนึ่งรอบ 25 นาทีที่โฟกัสเต็มที่ เรียกว่า “Pomodoro” การพักสั้น ๆ จะช่วยไม่ให้สมองล้า และการพักยาวหลังจบ 4 รอบจะเป็นการรีชาร์จพลังอย่างแท้จริง
ทำไม Pomodoro ถึงช่วยลดความเครียด?
โฟกัสได้จริง – เวลาจำกัด 25 นาทีทำให้เราตั้งใจทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
รู้สึกคืบหน้า – การนับจำนวน Pomodoro ที่ทำได้ช่วยสร้างแรงจูงใจและความภูมิใจในความก้าวหน้า
ป้องกันอาการสมองล้า – การพักสั้น ๆ ระหว่างรอบช่วยให้สมองได้รีเฟรช ไม่รู้สึกเหนื่อยเกินไป
ลดความกังวล – เมื่อมีกรอบเวลาและแผนชัดเจน งานที่ใหญ่ก็ดูง่ายขึ้น และไม่สร้างความเครียดสะสม
เคล็ดลับทำ Pomodoro ให้ได้ผล
- ปิดการแจ้งเตือนบนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ระหว่างทำงาน
- ใช้แอปพลิเคชันช่วยจับเวลา เช่น Focus To-Do, Forest, Pomodone
- เริ่มจากงานที่สำคัญที่สุดในแต่ละวัน
- ปรับเวลาตามสไตล์ของตัวเอง เช่น 50/10 นาที หากต้องการโฟกัสยาวขึ้น
สรุป
Pomodoro Technique เป็นวิธีจัดการเวลาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เพียงใช้เวลา 25 นาทีในการโฟกัสอย่างจริงจัง สลับกับการพักสั้น ๆ คุณจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเครียด และยังเหลือพลังไปทำสิ่งอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน
ลองเริ่มใช้ Pomodoro วันนี้ แล้วคุณจะพบว่า “งานเยอะ” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ “เหนื่อยเครียด” เสมอไป
#จัดการเวลา #โฟกัสงาน #ทำงานไม่มีเครียด
#เพิ่มประสิทธิภาพ

7 Powers: The Foundations of Business Strategy โดย Hamilton Helmer ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน...
23/09/2025

7 Powers: The Foundations of Business Strategy โดย Hamilton Helmer ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ได้อาศัยเพียงความขยันหรือการบริหารที่ดี แต่ต้องมี “พลัง” ที่สร้างความได้เปรียบถาวรเหนือคู่แข่ง ทั้ง 7 ด้านต่อไปนี้คือแกนกลางของกลยุทธ์ที่แท้จริง
1. Scale Economies – พลังจากขนาด
เมื่อธุรกิจขยายตัว ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจะลดลง ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น และมีกำไรสูงกว่าคู่แข่งที่เล็กกว่า การมีพลังจากขนาดจึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญ เพราะยิ่งธุรกิจเติบโต ยิ่งยากที่คู่แข่งใหม่จะเข้ามาแข่งขันในต้นทุนระดับเดียวกันได้
ตัวอย่าง: ซีพี ออลล์ (7-Eleven)
ด้วยจำนวนสาขากว่า 14,000 แห่งทั่วประเทศ ซีพี ออลล์ สามารถต่อรองราคาสินค้ากับซัพพลายเออร์ได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งรายเล็ก อีกทั้งยังมีระบบโลจิสติกส์ที่กระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยจึงถูกลงเรื่อย ๆ ทำให้คู่แข่งรายใหม่แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าแข่งขันในระดับเดียวกันได้
2. Network Effect – พลังจากเครือข่าย
คุณค่าของธุรกิจบางประเภทจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีจำนวนผู้ใช้มากขึ้น เมื่อผู้คนจำนวนมากอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ความน่าสนใจและการมีส่วนร่วมก็จะยิ่งสูง ส่งผลให้ผู้ใช้ใหม่ถูกดึงดูดเข้ามาโดยธรรมชาติ สิ่งนี้ทำให้ธุรกิจที่สร้างเครือข่ายได้หนาแน่น จะมีอำนาจเหนือตลาดในระยะยาว
ตัวอย่าง: LINE ประเทศไทย
LINE เริ่มต้นจากการเป็นแอปแชท แต่เมื่อผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน มูลค่าของเครือข่ายก็ยิ่งทวีคูณ ทั้งบริการทางการเงิน (LINE BK), คอนเทนต์ (LINE TV), ไปจนถึงการค้า (LINE MAN) ผู้ใช้ใหม่จึงถูกดึงเข้ามาโดยธรรมชาติ เพราะ “ทุกคนที่รู้จักก็อยู่ในนี้”
3. Counter-Positioning – พลังจากการสวนกระแส
คือการเลือกใช้โมเดลธุรกิจที่แตกต่างไปจากวิถีเดิมในตลาด โดยคู่แข่งที่มีอยู่แล้วมักไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ทันที เพราะการทำตามอาจกระทบกับธุรกิจหลักที่พวกเขาสร้างมา การสวนกระแสเช่นนี้จึงเปิดโอกาสให้ธุรกิจใหม่สร้างความได้เปรียบในตลาด โดยที่คู่แข่งเดิมยังติดกับดักความสำเร็จเก่า ๆ ของตนเอง
ตัวอย่าง: ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ
ในอดีตธุรกิจสินเชื่อถูกมองว่าเข้าถึงยากและมีขั้นตอนซับซ้อน แต่ศรีสวัสดิ์เลือกเปิดโมเดล “เงินกู้บนถนนใหญ่” ที่เข้าถึงง่ายและเร็วกว่า คู่แข่งสถาบันการเงินดั้งเดิมไม่สามารถปรับตามได้ทันทีเพราะติดกรอบระเบียบและต้นทุนการบริหารแบบเดิม ส่งผลให้ศรีสวัสดิ์สร้างพื้นที่ตลาดของตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ
4. Switching Costs – พลังจากต้นทุนการเปลี่ยนใจ
หากการเปลี่ยนไปหาคู่แข่งทำให้ลูกค้าเสียค่าใช้จ่าย เสียเวลา เสียข้อมูล หรือเสียโอกาสบางอย่าง ก็จะทำให้พวกเขาเลือกอยู่กับผู้ให้บริการเดิมต่อไป การสร้าง Switching Costs ที่สูงช่วยให้ธุรกิจรักษาฐานลูกค้าได้มั่นคง แม้จะมีคู่แข่งที่เสนอราคาถูกกว่าหรือคุณสมบัติเพิ่มเติมก็ตาม
ตัวอย่าง: SCB Easy App

เมื่อผู้ใช้เริ่มโอนเงิน จ่ายบิล และเชื่อมบัญชีกับบริการดิจิทัลของ SCB มากขึ้น การย้ายไปใช้ธนาคารอื่นจะหมายถึงการเสียเวลาในการย้ายข้อมูล ตั้งค่าบัญชีใหม่ และเรียนรู้ระบบใหม่ จึงทำให้ลูกค้ามีแนวโน้มอยู่กับธนาคารเดิมต่อ แม้ว่าคู่แข่งบางรายอาจเสนอโปรโมชั่นดีกว่าก็ตาม
5. Brand Power – พลังจากแบรนด์
แบรนด์ที่แข็งแรงไม่ใช่เพียงชื่อหรือโลโก้ แต่คือการส่งมอบคุณภาพและความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง จนลูกค้าพร้อมจะจ่ายในราคาที่สูงกว่า เพราะมั่นใจในสิ่งที่ได้รับ พลังจากแบรนด์ยังช่วยให้ธุรกิจทนต่อแรงกดดันด้านราคา และสร้างความแตกต่างในตลาดที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง
ตัวอย่าง: ไทยเบฟ (ช้าง)
แบรนด์ “ช้าง” ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่ขายภาพลักษณ์ของความสนุกสนาน การเข้าสังคม และการเฉลิมฉลอง แบรนด์ที่แข็งแรงนี้ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกดื่มแม้ว่าจะมีทางเลือกที่ถูกกว่า เพราะมั่นใจในคุณภาพและอารมณ์ร่วมที่แบรนด์ส่งมอบ
6. Cornered Resource – พลังจากทรัพยากรเฉพาะ
ธุรกิจที่สามารถควบคุมหรือครอบครองทรัพยากรที่หายากและมีคุณค่า เช่น สิทธิ์เฉพาะ เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ยาก หรือข้อมูลที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น จะมีข้อได้เปรียบอย่างมหาศาล เพราะคู่แข่งไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้ ทำให้กลายเป็นเกราะป้องกันที่ยั่งยืน
ตัวอย่าง: ปตท.
ปตท. มีสิทธิ์เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ เช่น ท่อส่งก๊าซและคลังเก็บก๊าซ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ไม่สามารถทำซ้ำได้ง่ายในระยะสั้น คู่แข่งรายใหม่แทบไม่สามารถเข้ามาแข่งขันได้เพราะติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและเงินลงทุนมหาศาล
7. Process Power – พลังจากกระบวนการ
กระบวนการที่ธุรกิจสร้างขึ้นและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็น “ความสามารถภายใน” ที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก เช่น วิธีการทำงาน ระบบการจัดการ หรือความรู้ที่สะสมมานาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และสร้างผลลัพธ์ที่คู่แข่งไม่สามารถตามทันได้ง่าย
ตัวอย่าง: บีจีซี (BG Container Glass)
ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ของไทยที่มีประสบการณ์ยาวนานในกระบวนการผลิตแก้วคุณภาพสูง การสะสมองค์ความรู้ เทคนิคการผลิต และระบบจัดการที่แม่นยำ ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง และคู่แข่งรายใหม่ไม่สามารถลอกเลียนความชำนาญได้ในเวลาอันสั้น
สรุป
“7 Power” คือกรอบคิดที่ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นว่า กลยุทธ์ที่แท้จริงไม่ใช่แค่การแข่งให้เร็วหรือถูกกว่า แต่คือการสร้างพลังเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน หากองค์กรสามารถสร้างและรักษาพลังเหล่านี้ได้ จะไม่เพียงแค่เอาชนะคู่แข่งในวันนี้ แต่จะสามารถปกป้องความเป็นผู้นำและสร้างการเติบโตระยะยาวได้อย่างมั่นคง

5 สัญญาณที่บอกว่าองค์กรคุณพร้อมสร้าง Trust ให้แข็งแรงยิ่งขึ้นTrust หรือความไว้วางใจ ไม่ได้เป็นแค่คำสวยหรูที่พูดกันในวงปร...
19/09/2025

5 สัญญาณที่บอกว่าองค์กรคุณพร้อมสร้าง Trust ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
Trust หรือความไว้วางใจ ไม่ได้เป็นแค่คำสวยหรูที่พูดกันในวงประชุม แต่คือพลังสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นคง องค์กรที่มี Trust สูงมักทำงานได้เร็วขึ้น แก้ปัญหาได้สร้างสรรค์กว่า และรักษาคนเก่ง ๆ ไว้กับองค์กรได้ยาวนานกว่า การสร้าง Trust ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
แต่เป็นผลลัพธ์ของพฤติกรรมและวัฒนธรรมเล็ก ๆ ที่สะสมกัน หากองค์กรของคุณกำลังเจอสัญญาณเหล่านี้ แสดงว่าคุณกำลังอยู่ในจังหวะที่พร้อมต่อยอด Trust ให้แข็งแรงกว่าเดิม
1. ทีมงานเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น
ถ้าในที่ประชุมไม่ใช่แค่หัวหน้าที่พูด แต่พนักงานเริ่มกล้าถามว่า “เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร?” หรือ “มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไหม?” นั่นคือสัญญาณที่ดี เพราะมันแสดงว่าคนในทีมอยากเข้าใจ อยากมีส่วนร่วม และไม่ได้ทำงานแค่เพราะถูกสั่ง การตั้งคำถามคือจุดเริ่มต้นของการคิดเชิงลึก และช่วยให้องค์กรเห็นมุมที่อาจมองข้ามไป ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ
2. ยอมรับว่า “ยังไม่สมบูรณ์”
องค์กรที่มี Trust กำลังเติบโตจะไม่พยายามปกปิดความผิดพลาด แต่กล้าที่จะบอกว่า “เรายังพลาดอยู่ตรงนี้” หรือ “สิ่งนี้ยังทำได้ไม่ดีพอ” การยอมรับความจริงเช่นนี้ช่วยให้ทีมสามารถหาทางแก้ไขอย่างสร้างสรรค์ แทนที่จะเสียเวลาไปกับการหาคนผิด
องค์กรที่โปร่งใสและกล้าเรียนรู้จากข้อบกพร่องจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เร็วกว่า และสร้างวัฒนธรรมที่คนรู้สึกมั่นใจว่าการพูดความจริงปลอดภัย
3. การสื่อสารเริ่มเปลี่ยนจากการบอกเป็นการฟัง
ถ้าในการประชุม ผู้บริหารเริ่มถามพนักงานว่า “คุณคิดเห็นยังไง?” และฟังจริง ๆ ไม่ใช่ถามไปตามมารยาท แสดงว่าการสื่อสารกำลังเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่แข็งแรงกว่าเดิม การฟังช่วยให้พนักงานรู้สึกว่าความคิดของพวกเขามีค่า และเมื่อความเห็นเล็ก ๆ ถูกนำไปปรับใช้จริง มันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้พนักงานเชื่อมั่นในองค์กร และทำงานด้วยความผูกพันมากขึ้น
4. คนเริ่มอยากรับผิดชอบมากขึ้น
ความแตกต่างระหว่าง “การทำงานเพราะกลัวถูกตำหนิ” กับ “การทำงานเพราะอยากเห็นความสำเร็จ” มองออกได้ชัดจากท่าทีของทีมงาน หากพนักงานเริ่มเสนอตัวรับผิดชอบงานเอง หรือแสดงความเป็นเจ้าของโปรเจ็กต์ นั่นแปลว่าเขาเชื่อมั่นทั้งในตัวเองและในองค์กร
องค์กรที่มีคนพร้อมรับผิดชอบจะเคลื่อนงานได้เร็วขึ้น ตัดสินใจได้คล่องกว่า และสร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจที่องค์กรคู่แข่งทำตามได้ยาก
5. เริ่มมองเห็นความสำเร็จเล็กๆ
การสร้าง Trust ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนมีความสำเร็จใหญ่โต แต่เริ่มจากการที่องค์กรเห็นคุณค่าของชัยชนะเล็ก ๆ ถ้าทีมเริ่มมีการขอบคุณกันในที่ประชุม การชื่นชมผ่านอีเมล
หรือแม้แต่การพูดคำง่าย ๆ ว่า “ทำได้ดีมาก” สิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ สร้างบรรยากาศที่ทุกคนรู้สึกว่า “ความพยายามของฉันมีค่า” เมื่อวัฒนธรรมนี้เกิดขึ้น ความร่วมมือและความไว้วางใจจะกลายเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนองค์กร
สรุป
สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนว่าองค์กร “ยังขาด Trust” แต่บอกว่าองค์กรกำลังอยู่ในจุดที่พร้อมที่สุดที่จะเสริมสร้าง Trust ให้มั่นคงยิ่งขึ้น และเมื่อความไว้วางใจหยั่งรากลึก ผลลัพธ์จะสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบของทีมที่แข็งแรง การตัดสินใจที่ดีขึ้น และการเติบโตที่ยั่งยืนกว่าเดิม
#เสริมสร้างTrust #วัฒนธรรมองค์กร

ทำไมเรารู้สึกว่างานเยอะตลอดเวลา?คุณเคยไหม…ตื่นเช้ามาก็รู้สึกว่า “วันนี้คงไม่ทันอีกแน่”ต้องขอโทษคนอื่นบ่อยๆ ว่า “ขอโทษนะ ...
18/09/2025

ทำไมเรารู้สึกว่างานเยอะตลอดเวลา?
คุณเคยไหม…
ตื่นเช้ามาก็รู้สึกว่า “วันนี้คงไม่ทันอีกแน่”
ต้องขอโทษคนอื่นบ่อยๆ ว่า “ขอโทษนะ ช่วงนี้ยุ่งมาก”
ทำงานทั้งวัน แต่พอมองย้อนกลับไป…กลับนึกไม่ออกว่าสำเร็จอะไรไปแล้วบ้าง
ถ้าใช่ — คุณอาจไม่ได้ ยุ่งจริง แต่อาจติดอยู่ใน “กับดักความเร่งรีบจอมปลอม” หรือที่ Harvard Business Review เรียกว่า False Urgency
False Urgency คืออะไร?
คือ อาการที่รู้สึกว่างานทุกอย่าง “ด่วน” ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้ด่วน
มันไม่ได้มาจากปริมาณงานที่ล้น แต่มาจากบรรยากาศที่:
- เรา คิดเองว่าต้องรีบ
- หัวหน้าพูดแค่นิดเดียว เราก็ ตีความว่าต้องส่งเดี๋ยวนี้
- กลัวว่าจะถูกมองว่า “ไม่ขยัน” ถ้าไม่ตอบทันที
- สุดท้ายเราจึง ตอบสนองต่อทุกอย่างทันที แต่ไม่ได้ “จัดการ” อะไรจริงๆ
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่างานเยอะจริง
ถามตัวเอง 3 ข้อนี้:
1. งานที่ทำวันนี้มี “ผลกระทบสำคัญ” ต่อเป้าหมายระยะยาวไหม?
2. ฉันใช้เวลาส่วนใหญ่กับงานที่ ด่วน หรือ สำคัญ?
3. ถ้ามีเวลาเพิ่มอีก 3 ชั่วโมง ฉันจะทำอะไร?
4. ถ้าคำตอบคือ “งานส่วนใหญ่ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น”
คุณอาจแค่กำลังอยู่ใน “โหมดยุ่งปลอม” ก็เป็นได้
วิธีจัดการความรู้สึก “ยุ่งเกินจริง”
1. จัดลำดับสิ่งที่ควร “ทำ” กับสิ่งที่ควร “เลิกทำ”
งานบางอย่างไม่ได้ต้องทำ — แค่มันเคยทำมาเสมอ
เช่น:
รายงานบางอย่างไม่มีคนอ่าน → ตัดออกได้
การเช็คอีเมลทุก 10 นาที → เปลี่ยนเป็นวันละ 3 รอบ
2. กล้าตั้งคำถามกับคำว่า “ด่วน”
ก่อนกระโจนใส่งาน ให้ถามกลับว่า:
“ด่วนเมื่อไหร่?”
“สำคัญกับใคร?”
“ผลลัพธ์ที่คาดหวังคืออะไร?”
บางครั้ง คนอื่นเองก็ไม่ได้คาดหวังให้คุณตอบทันทีเลย — เรา คิดไปเอง
3. ฝึก “ชะลอแบบมีเป้าหมาย” (Strategic Pause)
บางครั้ง งานที่ดีที่สุดเกิดจากการ เว้นระยะ เพื่อคิดให้ลึกขึ้น
แทนที่จะตอบกลับทันที ลองตั้งเวลาทบทวน:
- 15 นาทีเพื่อคิดก่อนตอบ
- ครึ่งวันเพื่อร่างแนวทาง
- 1 วันเพื่อเรียบเรียงให้ดีขึ้น
- ความเร็วไม่ใช่ทุกอย่าง — คุณภาพต่างหากที่อยู่ได้นานกว่า

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+6626819700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ R&D BIผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์