23/09/2026
OpenAI เสนอสร้างมาตรฐาน AI ระดับโลก รับยุค AI พัฒนาตัวเอง พร้อมย้ำมนุษย์ต้องยังควบคุมได้
OpenAI เสนอแนวทางสร้างมาตรฐานสำหรับ AI ยุคถัดไป โดยมองว่าเมื่อระบบปัญญาประดิษฐ์มีความสามารถสูงขึ้นและเริ่มเข้ามาช่วยวิจัยและพัฒนา AI รุ่นต่อไปมากขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีจำเป็นต้องเดินควบคู่กับงานด้าน AI Alignment และมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้ร่วมกันในระดับนานาชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละบริษัทหรือแต่ละประเทศกำหนดแนวทางของตนเองเพียงลำพัง
ประเด็นสำคัญคือแนวคิด Recursive Self-Improvement หรือ RSI ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่ AI มีส่วนช่วยพัฒนา AI รุ่นถัดไป จนวงจรการวิจัยและการปรับปรุงระบบอาจเกิดขึ้นเร็วขึ้นเรื่อย ๆ OpenAI ระบุว่า RSI ที่ทำงานอย่างอัตโนมัติเต็มรูปแบบยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และไม่ควรถูกผลักดันจนกว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ว่ามนุษย์ยังคงควบคุมและกำกับดูแลกระบวนการได้อย่างปลอดภัย
ในอีกด้านหนึ่ง OpenAI มองว่า Automated AI Research ไม่ได้มีแต่ความเสี่ยง เพราะ AI ที่ช่วยสร้าง AI ที่เก่งขึ้น ก็สามารถเป็น “นักวิจัยความปลอดภัย AI” ได้เช่นกัน เช่น ช่วยค้นหาวิธี Alignment ใหม่ ๆ ตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดวัตถุประสงค์ เสริมความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐาน หรือพัฒนาระบบป้องกันภัยจาก AI Agent ที่มีความสามารถสูงขึ้น ดังนั้นโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะเร่งหรือชะลอ AI แต่คือทำอย่างไรให้งานด้านความปลอดภัยเดินนำหน้าความสามารถของโมเดล
OpenAI จึงเสนอให้พัฒนามาตรฐาน AI ระหว่างประเทศในสองด้านหลัก ด้านแรกคือสร้างกลไกที่ทำให้มาตรฐานระดับประเทศและมาตรฐานสากลสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยอาศัยเครือข่ายสถาบันด้านการวัดและประเมิน AI ของหลายประเทศ เพื่อสร้างพื้นฐานร่วมในการวัดความสามารถ ประเมินความเสี่ยง และตรวจสอบว่ามาตรการป้องกันมีความเพียงพอหรือไม่ ปัจจุบันเครือข่าย International Network for Advanced AI Measurement, Evaluation, and Science ซึ่งก่อตั้งในปี 2024 มีหน่วยงานภาครัฐจากหลายประเทศเข้าร่วมและกำลังทำงานด้านแนวทางการประเมิน AI ร่วมกันอยู่แล้ว
ด้านที่สองคือการสร้าง มาตรวัดและระบบรายงานเหตุการณ์ร่วมกัน เช่น วิธีวัดว่า AI เข้ามาทำงานวิจัย AI แทนมนุษย์มากเพียงใด ระดับใดควรบังคับให้มนุษย์เข้ามาตรวจสอบทันที รวมถึงการกำหนดระดับความรุนแรง เกณฑ์การรายงาน และกระบวนการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุการณ์ด้าน Alignment หรือพฤติกรรม AI ที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หากประเทศและบริษัทต่าง ๆ ใช้มาตรวัดเดียวกัน ก็จะสามารถเปรียบเทียบข้อมูลและเรียนรู้จากเหตุการณ์ผิดพลาดร่วมกันได้ง่ายขึ้น
OpenAI ยังเน้นว่ามาตรฐานทางเทคนิคเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นระบบ “ขออนุญาตก่อนสร้าง AI” หรือการบังคับตรวจสอบโมเดลทุกตัวก่อนเปิดตัว แต่ควรทำหน้าที่เป็นฐานทางเทคนิคร่วม ส่วนแต่ละประเทศจะนำไปใช้เป็นกฎหมายหรือข้อกำหนดอย่างไรนั้นเป็นอำนาจของรัฐบาลแต่ละแห่ง นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานควรเปิดให้ทั้งผู้พัฒนาโมเดลแบบปิด โมเดล Open Weight นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อไม่ให้กฎใหม่กลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความได้เปรียบให้กับบริษัทขนาดใหญ่และกีดกันผู้เล่นรายใหม่
สำหรับบทบาทระหว่างประเทศ OpenAI เสนอว่า สหรัฐอเมริกาควรเป็นผู้นำในการประสานการสร้างมาตรฐาน AI ระดับโลก เนื่องจากมีทั้งอุตสาหกรรม AI ระดับแนวหน้าและเครือข่ายด้านเทคโนโลยี การเงิน การค้า และความมั่นคงในระดับโลก นี่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายของ OpenAI ไม่ใช่มาตรฐานสากลที่ประเทศต่าง ๆ ได้ตกลงร่วมกันแล้ว โดย OpenAI เสนอให้ใช้ความร่วมมือกับประเทศอื่นและองค์กรกำหนดมาตรฐานที่มีอยู่ แทนการสร้างระบบที่ประเทศใดประเทศหนึ่งมีอำนาจควบคุมทั้งหมด
ใจความสำคัญของข้อเสนอนี้จึงอยู่ที่การเตรียมระบบกำกับดูแลให้พร้อมก่อนที่ AI จะสามารถช่วยพัฒนา AI รุ่นต่อไปได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เพราะเมื่อถึงจุดที่กระบวนการวิจัยซับซ้อนและรวดเร็วจนมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจหรือตรวจสอบได้ทัน ปัญหาจะไม่ใช่เพียงว่า “AI ฉลาดแค่ไหน” แต่จะกลายเป็นคำถามว่า มนุษย์ยังมีอำนาจตัดสินใจและหยุดกระบวนการนั้นได้จริงหรือไม่
Sam Altman สรุปแนวคิดนี้ว่า คนที่อยู่นอกห้องทดลอง AI ก็ควรมีสิทธิมีเสียงต่อทิศทางของเทคโนโลยี และควรมีมาตรฐานที่ช่วยให้สังคมสามารถตรวจสอบได้ว่า การพัฒนา AI กำลังเกิดขึ้นอย่างปลอดภัยเพียงใด เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการสร้าง AI ที่เก่งขึ้น แต่คือการสร้างระบบที่ทำให้ความก้าวหน้าของ AI ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับของมนุษย์ ในโลกที่ AI อาจมีบทบาทในการสร้าง AI รุ่นถัดไปด้วยตัวมันเองมากขึ้นเรื่อย ๆ