07/06/2020
New Normal คืออะไร
จากข้อมูล พบว่า New Normal (นิว นอมอล) มาจากศัพท์ที่ใช้พูดถึงเกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือธุรกิจ แปลตรงตัวก็คือ”ความปกติในรูปแบบใหม่” ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 2008 โดยคุณBill Gross นักลงทุนตราสารหนี้ ซึ่งเขาได้นิยามถึงเศรษฐกิจโลกที่จะมีการเติบโตที่ชะลอตัวลงจากในอดีตและเข้าสู่อัตราการเติบโตเฉลี่ยนระดับใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมรวมถึงอัตราการจ้างงานจะสูงขึ้น แต่....แนวความคิดนี้ช่วงแรกถูกบอกว่ามันไม่เป็นเรื่องจริง เพราะมีคนจำนวนหนึ่งเชื่อว่ามันเป็นแค่ Recession ซึ่งเศรษฐกิจไม่ช้าก็เร็วจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปทำให้เรารู้ว่ามันไม่จริง
ซึ่งปัจจุบัน New Normal ตามราชบัณฑิตยสภาให้ความหมายโดยย่อว่า “รูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างใหม่ที่แตกต่างจากอดีตอันเนื่องจากมีบางสิ่งมากระทบ” เนื่องจากเหตุการณ์ Covid-19 ทำให้คำว่า New Normal ไม่ได้นำมาใช้แค่ภายในส่วนของเศรษฐกิจหรือธุรกิจเพียงเท่านั้น แต่ได้นำมาใช้กับการใช้ชีวิตประจำวัน
เมื่อมี Normal เกิดขึ้นก็จริง แต่เราจะรู้ได้ยังไงกันล่ะว่าอันไหนที่เป็น New Normalที่จะมีตลอดไป หรือมีแค่ชั่วคราว ซึ่งสิ่งที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะเป็น New Normal หลังเหตุการณ์ Covid-19 ได้แก่
1. พฤติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตที่จะมีมากขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อทุกคนไม่สามารถที่จะออกไปข้างนอกได้ อินเตอร์เน็ตถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต ยกตัวอย่างเช่น การซื้อของใช้อุปโภคบริภาค ซึ่งเมื่อก่อน เราทุกคนมักนิยมที่จะออกไปซื้อของใช้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อCovid-19 เกิดขึ้น บอกเลยว่า E-Commerce เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น หรืออีกเรื่องนึงที่เห็นได้ขัดก็คือการเรียนออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือพนักงานทำงานทั่วไปต่างต้องมาเรียนออนไลลน์มากขึ้น แต่อาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง บางคนเรียนเป็น Visual Classroom บางคนเรียนเป็น E-Learning
2. การเว้นระยะทางสังคม หรือ Social Distancing ที่คนจะเริ่มปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง ทำกิจกรรมกันที่บ้านกันมากขึ้น ลดการเดินทางไปในสถานที่คนเยอะ สาเหตุเพราะว่าการมีเหตุการณ์ Covid-19ที่เกิดขึ้น ทำให้ทุกคนมีโอกาสที่จะติดเชื้อจากการสัมผัสได้มากขึ้น ทุกคนก็เกิดการระแวงกัน ซึ่งกว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมนั้น ต้องใช้เวลาอีกนานแน่นอน
3. เทรนด์การใส่ใจสุขภาพมากยิ่งขึ้น เพราะการที่เราได้ work from home มากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ได้ขยับตัวหรืออกไปไหน ทำให้ต้องใส่ใจการกินอาหาร รวมถึงการหากิจกรรมที่จะสามารถทำที่บ้านได้ อีกทั้งจะเห็นได้ว่าเมื่อทุกคนออกไปข้างนอกจะต้องใส่หน้ากากอนามัยกับพกเจลล้างมืออีกด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว
4. การรักษาเงินสดเอาไว้มากยิ่งขึ้น เราไม่รู้แน่นอนว่าเมื่อไหร่เศรษฐกิจจะกลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่เราทำได้ก็คือไม่ใช้จ่ายในสิ่งของที่ไม่จำเป็น รวมถึงสนใจในการซื้อสิ่งที่จำเป็นสำหรับอนาคตมากขึ้น เช่น ประกันชีวิต เป็นต้น
5. อาชีพที่อาจจะมีการหายไปและอาชีพที่จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของการใช้ชีวิตประจำวัน อาชีพหรือธุรกิจบาอย่างก็ต้องถูกปรับเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น คนขับรถส่งอาหารที่เพิ่มมากขึ้น เพราะปริมาณการสั่งที่เพิ่ม คนขับก็เป็นที่ต้องการมากขึ้นเช่นกัน แต่คนขับรถแท็กซี่ต่างๆ อาจจะมีการลดลงเพราะคนเริ่มที่จะกลัวการออกไปข้างนอกได้ หรือโรงหนังหรือคอนเสิร์ตต่างก็ต้องปิดตัวหรือไม่สามารถจัดแสดงได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ แต่การดูหนังผ่าน Streaming เช่น Netflix, HBO Go, Disney Plus กลับมียอดผู้เข้าชมที่มากขึ้นในทุกๆวัน
แต่อย่างที่บอกไปเบื้องต้นว่า New Normal นั้นบางอย่างก็มาเพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้มีอยู่ตลอดไป ยกตัวอย่างเช่น พฤกติกรรมการใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นอาจะเป็น New Normal ไปตลอด เพราะมันสะดวกกว่า เราสามารถที่จะประชุม ซื้อของออนไลน์ได้ โดยไม่ต้องออกไปข้างนอกเลย แต่การออกไปเที่ยวหรือการพบปะผู้คนอาจจะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะว่ามนุษย์ของเราเป็นสัตว์สังคม เรายังต้องมีการไปพบเจอเพื่อนฝูง หรืออกไปต่างจังหวัดเพื่อพักผ่อน อีกทั้งเมื่อมีวัคซีนออกมา การเดินทางก็กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมได้
ท้ายสุดแล้วเราไม่อาจจะคาดเดาได้ว่า New Normal นั้นจะปรับเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด เพราะมันก็เป็นเพียงการคาดเดาสถานการณ์เท่านั้นนะครับ อีกทั้งในแต่ละพื้นที่ก็ไม่ได้มี New Normal ที่เหมือนกันเพราะพื้นที่ การใช้ชีวิต สังคมอาจจะไม่เหมือนกัน ซึ่งทำให้ New Normal แตกต่างกันไปด้วย และของเพื่อนๆละครับคิดว่า New Normal ของตัวเองเป็นยังไงบ้าง มาแชร์กันได้นะครับ