Stock Vitamins - วิตามินหุ้น

Stock Vitamins - วิตามินหุ้น วิเคราะห์ เจาะลึก แกะงบ หุ้นที่มี Growth

วิตามินหุ้นเกิดจากความตั้งใจที่จะแบ่งปันความรู้การลงทุนแนวพื้นฐาน นำเสนอหุ้นที่มี Growth Story ดีๆ และหาจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุน เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน เดินไปไม่หลงทางและสามารถอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นแห่งนี้ตราบนานเท่านาน

Quarterly Earning Dashboardผมลองใช้ Cluade ช่วยรวบรวมและสรุปวิเคราะห์งบรายไตรมาส แล้วทำเป็น Quarterly Earning Dashboard ...
07/10/2026

Quarterly Earning Dashboard
ผมลองใช้ Cluade ช่วยรวบรวมและสรุปวิเคราะห์งบรายไตรมาส แล้วทำเป็น Quarterly Earning Dashboard เห็นภาพทั้งรายบริษัทและราย sector เลยเอาตัวอย่างมาแชร์ไอเดียเผื่อใครสนใจไปทำกันดูนะครับ อันนี้ยังเป็น version beta ทดลองทำอยู่นะครับ.
1. เพื่อประหยัดเงินสมัครแบบ Pro $20 ต่อเดือนก่อนได้ (แต่ถ้าช่วงงบออกเยอะๆ ไม่น่าจะพอ ต้องสมัครแพคเกจแพงขึ้นเป็นเดือนๆ ไป)
2. สร้าง Folder ใหม่ในเครื่อง (หรือ google drive ก็ได้) เอางบไตรมาสล่าสุด งบในอดีตที่ทำเป็น excel ไว้ MD&A และ Note มาใส่ไว้ที่นี้ แล้วอนุญาตให้ claude เข้ามาอ่านในนี้
3. คุยกับ claude ประมาณว่าอยากได้ dashboard สรุปงบรายไตรมาส ครอบคลุมประเด็นหลักๆ คือ Key Point Summary, Key Financial Summary, Red Flag, Implication, Forward Looking
4. หาตัวอย่างให้ดู รูปแบบกราฟ ตาราง สี โลโก้ ความสั้นยาวของคำตอบ แล้วก็ปรับแก้ไปมาระหว่างทางหลายรอบ จนพอใจ
5. Save skill/plugin เก็บไว้ ถ้าอันไหนต้องทำเป็น agent เพื่อประหยัดและไม่งง ก็ถาม Claude ให้ทำให้เลย
6. หัวใจหลักของการทำแบบนี้ คือ รูปแบบการวิเคราะห์ที่เราต้องการเห็นว่า ต้องใช้ข้อมูลอะไร ผลลัพธ์ที่อยากเห็น แล้วเอาไปใช้ทำอะไรต่อ แต่ละ sector ก็จะมี input ที่ต่างกัน ก็คุยกับ AI ปรับไปเรื่อยๆ ครับ
7. บอก AI ว่า ขอแบบประหยัด token แล้วก็จะมีวิธีการบอกว่า ทำแบบไหนได้บ้าง เราก็เลือกดูว่าแบบไหนจำเป็นต้องให้ web search แบบไหนใส่ไฟล์เอง หรือลดทอนอะไรได้บ้าง.
สุดท้ายก็จะได้ Dashboad หน้าตาประมาณนี้
https://stock-vitamins-quarterly-earnings.vercel.app/
ลองเข้าไปดูเป็นไอเดียนะครับ ใครมีข้อเสนอแนะอะไรก็บอกกันได้ ผมจะได้เอาไปปรับใช้งานต่อไป อันนี้ไม่ได้เปิด subscribe เพราะยังเป็นเวอร์ชั่นทดลอง และบางอันเราใส่ prompt ให้เจาะจงลงไป ถ้า public ไปก็อาจไม่ดีมาก
หลักๆ ก็ คือผมเอาไว้ใช้ดูเองกับเอาไว้ใช้ในคอร์สสรุปงบที่เปิดสอน ถ้าใครสนใจก็สมัครได้ที่นี่ ครับ https://www.facebook.com/share/p/1E9gMygVYn/.
ผมมีทำสรุป Earnings Call กับ Broker Research Paper ไว้ เดี๋ยวจะทยอยเอาตัวอย่างมาให้ดูนะครับ
#วิตามินหุ้น

📌 เปิดรับสมัครแล้ว คอร์สหุ้นออนไลน์ 2H2026💰 สรุปงบการเงิน Earnings Call และ IPO ประจำรอบ Q3 และ Q4 ปี 20261️⃣ ช่วยกลั่นก...
03/10/2026

📌 เปิดรับสมัครแล้ว คอร์สหุ้นออนไลน์ 2H2026
💰 สรุปงบการเงิน Earnings Call และ IPO ประจำรอบ Q3 และ Q4 ปี 2026
1️⃣ ช่วยกลั่นกรองเนื้อหาที่จำเป็นในการลงทุนจาก งบการเงิน Oppday และ IPO
2️⃣ ช่วยวิเคราะห์และสรุปข้อมูลให้คุณคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น
3️⃣ ช่วยสร้างมุมมองเข้าใจเกมส์การลงทุนในตลาดหุ้นได้ดียิ่งขึ้น
4️⃣ ช่วยคัดเลือกกลุ่มหุ้นที่มีประเด็นน่าสนใจในการลงทุน
รายละเอียดคอร์ส:
🔹 สรุปงบการเงินรอบ Q3 และ Q4 ปี 2026
🔹 สรุป Oppday รอบ Q3 และ Q4 ปี 2026
🔹 สรุป IPO ที่กำลังจะเข้าตลาด
🔹 เรียน LIVE สด ผ่าน Facebook Group กลุ่มปิด ทุกวันอาทิตย์ 2 ทุ่มตรง (ดูย้อนหลังได้)
🔹 มีกลุ่ม Line พูดคุยอัพเดตข้อมูลหุ้น
🔹 เริ่มเรียน 25 ตุลาคม 2026 - 21 มีนาคม 2027 (อย่างน้อย 18 ตอน ปกติมีสอนแถมเพิ่มเติม)
🔹 Early Bird 9,000 บาท สมัครภายในวันที่ 22 ตุลาคม 2026 (หลังจากนั้นราคาปกติ 12,000 บาท)
🔹 นักเรียนเก่าราคาพิเศษ ทักมาได้เลยครับ..
#คอร์สหุ้นออนไลน์ #สรุปงบการเงิน #วิตามินหุ้น

EVEANDBOY
29/09/2026

EVEANDBOY

#หุ้นipo #หุ้นค้าปลีก #เครื่องสำอางค์ #หุ้...

🗞️ TIPAK … หุ้น IPO บริษัทที่ 4 ของปี 🗞️.1️⃣ ธุรกิจครอบครัว เริ่มต้นจากห้องแถว ริมถนนเสือป่า ผลิตกระดาษและกล่องลูกฟูก ล้...
25/09/2026

🗞️ TIPAK … หุ้น IPO บริษัทที่ 4 ของปี 🗞️.
1️⃣ ธุรกิจครอบครัว เริ่มต้นจากห้องแถว ริมถนนเสือป่า ผลิตกระดาษและกล่องลูกฟูก ล้มลุกคลุกคลาน เจอวิกฤตต้มยำกุ้ง เข้าแผนฟื้นฟูเป็น 10 ปี จนตอนนี้มี 2 โรงงานใหญ่ ยอดขายมากกว่า 2,500 ล้านบาท นับอายุได้รวม 72 ปี
2️⃣ สัดส่วนยอดขาย 60% กล่องกระดาษลูกฟูก 40% กระดาษลูกฟูก มีลูกค้า 775 ราย แต่ถ้าดูตามกลุ่มอุตสาหกรรมจะมี 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มบรรจุภัณฑ์โรงงานกล่องขนาดกลางและเล็ก 39% และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม 29%
3️⃣ TIPAK ต้องไปซื้อกระดาษม้วนอันใหญ่มาจากโรงงานอื่น ปัจจุบันซื้อจากรายหนึ่งสัดส่วน 35% แล้วเอามาเข้าโรงงานตัวเองผลิตกระดาษแบบ 3 ชั้น และ 5 ชั้น ก่อนไปทำเป็นกล่องลูกฟูกพิมพ์ลายพิมสี ส่งให้ลูกค้าต่อไป Utilization Rate กระดาษ >90% กล่องลูกฟูก 50-60%
4️⃣ Business Model คือ โรงงานลงทุนหนักแบบที่เราเห็นกันทั่วไป สินทรัพย์ 100 บาท เป็น PPE 60 บาท (โรงงาน เครื่องจักร ที่ดิน) 20 บาท ลูกหนี้การค้า 10 บาท สินค้าคงเหลือ (กระดาษม้วน กล่อง)
5️⃣ ส่วนหนี้สิน 100 บาท 60% เป็นเจ้าหนี้การค้า 10% เป็นหนี้สั้นเอาไว้หมุนเวียนซื้อกระดาษม้วน 10% เป็นหนี้ยาวเอาไว้ลงทุนปรับปรุงเครื่องจักร
6️⃣ งบ P&L ทุก 100 บาท ที่ขายกระดาษได้ เป็นต้นทุนสูงถึง 84 บาท ค่าใช้จ่ายขายและบริหารอย่างละ 5 บาทเท่ากัน ต้นทุนการเงินไม่ถึงบาท และปีนี้ได้ BOI ไม่เสียภาษี เหลือเป็นกำไรสุทธิ 5 บาท
7️⃣ รายได้ กำไร ย้อนหลัง เป็นแบบนี้
💰 ปี 2566 ยอดขาย 2,823 ล้านบาท กำไรสุทธิ 192 ล้านบาท
💰 ปี 2567 ยอดขาย 2,734 ล้านบาท กำไรสุทธิ 170 ล้านบาท
💰 ปี 2568 ยอดขาย 2,537 ล้านบาท กำไรสุทธิ 121 ล้านบาท
💰 1H69 ยอดขาย 1,328 ล้านบาท กำไรสุทธิ 69 ล้านบาท.
💸 ยอดขายและกำไรลดลงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีหลัง ทั้งราคากระดาษลดลงและปริมาณขายลดลง มีคู่แข่งเป็นกระดาษนำเข้าจากจีน เพิ่งจะมาปีนี้ที่ยอดขายเริ่มเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็มีผลจากการที่ลูกค้าตุนสินค้าจากความกังวลสงคราม ส่วนกำไรสุทธิยังลดลงต่อเนื่อง เพราะมีค่าใช้จ่ายเข้าตลาดหลักทรัพย์.
8️⃣ ถ้าเราดูจากตัวธุรกิจที่แข่งขันสูง สินค้าค่อนข้างเป็น commodity ขึ้นราคาลำบาก แต่อาจจะมีความน่าสนใจอยู่ตรง ราคาสินค้าที่เริ่มจะขยับขึ้นได้บ้างตามราคากระดาษที่เริ่มปรับขึ้น และการแข่งขันจากจีนดูเบาลง มาร์จิ้นอาจเริ่มดีขึ้นบ้าง
9️⃣ เงิน IPO หลักๆ เอาไปคืนหนี้ 170 ล้านบาท ส่วนนี้น่าจะทำให้ต้นทุนการเงินลดลงไป 10-12 ล้านบาท และการที่ได้ BOI 3 ปี น่าจะประหยัดภาษีไปอีก 25-30 ล้านบาท (ขึ้นกับยอดขายด้วย) เงินที่เหลือก็เอาไปลงทุนเครื่องจักรอัตโนมัติเพิ่มเติม ก็น่าจะช่วยเพิ่มมาร์จิ้นได้
🔟 ราคา IPO 1.85 บาท ขณะที่ Book Value 2.67 บาท หรือ P/BV = 0.69 บาท P/E ประมาณ 8.6 เท่า
…
📌 โดยสรุป ธุรกิจเป็น Old Economy และ Capital Intensive ที่มาร์จิ้นไม่สูง เพราะการแข่งขันสูง และเป็น commodity ตามราคากระดาษ แต่ในแง่ดี คือราคาขายตั้งมาให้ดูไม่แพง และกำไรน่าจะดีจากการคืนหนี้ ประโยชน์ทางภาษี และประสิทธิภาพการผลิต แต่อาจไม่ใช่จากยอดขายเท่าไรนัก.
📌 ใครสนใจ ลองทำการบ้าน วิเคราะห์กันดูนะครับว่าชอบมั้ย หรือหุ้นที่มีเรื่องราวแบบนี้ตลาดจะชอบมั้ย.
#วิตามินหุ้น

OSP พลิกโฉมองค์กร ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ เพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดดอะไร❓คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ OSP ยืนหยัดและเติบโตอย่างแ...
01/09/2026

OSP พลิกโฉมองค์กร ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ เพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด
อะไร❓คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ OSP ยืนหยัดและเติบโตอย่างแข็งแกร่งมายาวนานถึง 135 ปี ?
การเข้าใจ Consumer Insight หรือความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง
และใช้กลยุทธ์ Multi-Brand Multi-Price Point เจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน เพื่อให้ครอบคลุมถึงคนทุกกลุ่ม
🔹 ลิโพ คือ แบรนด์เริ่มต้น สำหรับกลุ่มพรีเมี่ยม ชูจุดขายด้วยคุณภาพแบบญี่ปุ่น เดิมมีขวด 12 บาท (100 มล.) และเพิ่มความคุ้มค่าด้วยขวด 15 บาท (150 มล.) พร้อมเปิดตัว “ลิโพ-ดี 0% น้ำตาล” เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
🔹 M-150 คือ แบรนด์หลักอันดับ 1 สำหรับกลุ่ม Mass ที่มีตั้งแต่ 10 บาท (Value) 12 บาท (Mainstream) และ >15 บาท (Premium)
🔹 โสมอินซัม เจาะกลุ่มผู้หญิง และเน้นเจาะตลาดภาคอีสาน
🔹 ฉลาม เจาะตลาดภาคใต้ ส่วน Shark เจาะตลาดคนเมืองและตลาดต่างประเทศ
นี่คือจุดเริ่มต้นที่เป็นรากฐานสำคัญ ทำให้ OSP เป็นบริษัทที่มีฐานรายได้มั่นคงมากกว่า 26,000 ล้านบาท และกำไรกว่า 3,500 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา.
คำถามสำคัญ ❓ คือ แล้วก้าวต่อไป ที่จะพา OSP เติบโตได้ต่อเนื่องในอนาคต คืออะไร ?
เราจะมาหาคำตอบด้วยกันผ่าน Ansoff Matrix และ Job to be Done (JTBD) Framework.
💎 Ansoff Matrix คือ การเอา 2 ตัวแปร คือ ลูกค้า และตลาด มาจับคู่กัน มองในมุมของลูกค้าเดิม/ใหม่ และตลาดเดิม/ใหม่ มาทำเป็นตาราง 4 ช่อง
💎 JTBD คือ กรอบแนวคิด ในการมองถึงความต้องการที่แท้จริงว่า ผู้บริโภคต้องการสินค้าไปเพื่อทำงานหรือตอบสนองความต้องการอะไร อาจจะเป็นได้ทั้ง Functional, Emotional หรือ Social Need.
OSP เริ่มต้นสร้างรายได้เป็นฐานที่มั่นคงผ่าน Energy Drink จนกลายมาเป็น Cash Cow ของบริษัท และตอนนี้กำลังหว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ ผ่านสินค้าหลากหลายแบรนด์และกลุ่มสินค้า ได้แก่.
🫘 C-vitt เป็นการ Diversification เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ เปิดตลาดใหม่ Functional Drink ตอบโจทย์การมีสุขภาพที่ดีแบบง่าย ๆ เข้าถึงได้ในราคาไม่แพง และตอนนี้เป็นเสาหลักต้นใหม่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 77%
🫘 Peptein เริ่มต้นด้วยการทำ Diversification จับกลุ่มนักเรียนเป็นเครื่องดื่มบำรุงสมอง และต่อยอดทำ Market Development จับกลุ่มคนทำงาน ขยับไปสู่ตลาดสุขภาพการนอน
🫘 Babi Mild แบรนด์หลักในกลุ่ม Personal Care ที่มีการทำ Pe*******on ขยายกลุ่มเป้าหมายจากเด็กทารก มาเด็กโต มากลุ่มผู้ใหญ่ (Ultra Mild by Babi Mild) และผู้สูงอายุ (Babi Mild & Beyond) โดยไม่ใช่เพียงตอบโจทย์ด้านความอ่อนโยนของผิวพรรณเท่านั้น แต่ยังเป็นความอ่อนโยนที่จริงใจและเติมเต็มความเป็นแม่และผู้หญิงทุกคนได้อีกด้วย
-----------------------------------------
💰 งบการเงิน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและจับต้องได้ เรามาลองดูตัวเลขผลประกอบการ รอบ 6M/69 กัน
💸 สินทรัพย์ 24,042 ล้านบาท ตัวที่ใหญ่ที่สุด คือ PPE (ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) 10,553 ล้านบาท และงบกระแสเงินสดจากการลงทุน -228 ล้านบาท ปัจจุบัน OSP กำลังทำ Asset Monetization และ Cost Optimization คือ เลือกที่จะลงทุนให้ถูกจุด เหมาะสม และคุ้มค่าที่สุด เช่น การปิดโรงงานผลิตขวดแก้วให้เหลือแค่ที่โรงงานอยุธยาแห่งเดียว ทำให้ใช้ประสิทธิภาพการผลิตได้เต็มที่
💸 GPM 42.6% (+150 bps) หรือถ้าดูแค่ Q2 อยู่ที่ 42.8% (+90 bps) ทำสถิติสูงสุดใหม่ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา จากผลสำเร็จของการรวมศูนย์การผลิตและการบริหาร Supply Chain ที่ยืดหยุ่น
💸 SG&A 22.2% (-240 bps) จากการบริหารค่าใช้จ่ายกิจกรรมการตลาดและค่าส่งเสริมการค้าที่เหมาะสม เน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ คำนวณ Return on Investment วัดความคุ้มค่าได้
💸 ROA from Core Operation 16.1% (vs. ปีก่อน 13.9%) และ ROE from Core Operation 23% (vs. ปีก่อน 20.2%) สะท้อนความสามารถในการใช้สินทรัพย์และเงินทุนที่จัดสรรในการทำกำไรจากการดำเนินงานจริง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
💸 Cash Cycle ลดลงจาก 80 เหลือ 51 วัน จากการคุม Inventory ที่ดี (ตัวเลขสินค้าคงเหลือลดลงจาก 2,600 เหลือ 1,900 ล้านบาท)
💸 ด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ทำให้จ่ายปันผล Payout Ratio >100% มาหลายปี คิดเป็น Dividend Yield 4-5%
-----------------------------------------
💰 รายได้และกำไรที่ปรับฐาน
นักลงทุนหลายคนอาจเผลอมองข้าม OSP ไป เพราะมองแค่งบ 6M/69 ที่รายงานยอดขาย 12,460 ล้านบาท -8.6% YoY กำไรสุทธิ 2,257 ล้านบาท -0.8% YoY เพราะมองผ่าน ๆ แล้วเห็นว่ายอดขายและกำไรชะลอตัว
แต่ความจริงคือ เป็นเรื่องทางบัญชีที่บริษัทมีการปรับใช้มาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 21 (TAS 21) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ว่าด้วยเรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสกุลเงินที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งก็คือ สกุลเงินเมียนมาจัต (MMK) จากปัญหาภายในประเทศ
อธิบายแบบง่าย ๆ คือ เมื่อก่อนใช้เรตที่ประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น 1 USD = 2,100 MMK แต่ในความเป็นจริงค่าเงินจัตที่รายงานโดยธนาคารกลางเมียนมา (Market Trading Rate) อ่อนกว่านั้นมาก เช่น 1 USD = 3,650 MMK มาตรฐานบัญชีใหม่ปรับมาใช้ค่าเงินที่สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้รายได้และกำไรเมื่อแปลงเป็นเงินบาทเลยลดลงเยอะ แต่ก็เป็นเรื่องทางบัญชี ไม่ได้กระทบกระแสเงินสดหรือความสามารถในการแข่งขันแต่อย่างใด.
💰 ถ้าเราเปรียบเทียบด้วยฐานเดียวกันของปีนี้และปีที่แล้วแบบ Like-for-Like จะได้ว่า
💸 ยอดขาย 6M/69 = 12,460 ล้านบาท และ 6M/68 = 12,256 ล้านบาท โตขึ้น 1.7%
ที่ยอดขายดูโตน้อยแม้ปรับฐานแล้วนั้น เป็นเพราะติดปัญหาเรื่องใบอนุญาตนำเข้าวัตถุดิบไปที่พม่า ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอกับความต้องการ สัดส่วนจากพม่าคิดคร่าว ๆ ก็ประมาณ 15% ของยอดขายรวมแล้ว ทำให้กระทบมากกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าเราดูยอดขายกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศขยายตัว +8.6% ใน 6M/69 และกลุ่ม Personal Care ขยายตัว +7.9% ใน 6M/69 ก็จะเห็นว่าโตสูงอยู่มาก
💸 ยิ่งถ้าเรามาดู กำไรสุทธิ 6M/69 = 2,257 ล้านบาท และ 6M/68 = 1,582 ล้านบาท โตขึ้นมากถึง 42.6%
จะเห็นว่าโตขึ้นมาก เพราะเกิดจากเรื่องประสิทธิภาพการจัดการต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายที่พูดไว้ก่อนหน้า
..
📌 ประเด็นสำคัญที่อยากฝากทิ้งท้ายที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม คือ อ่านงบให้ละเอียด ตัดผลกระทบชั่วคราว เช่น มาตรฐานบัญชีที่เป็น Accounting Impact ออกไป แล้วให้มอง Real Operation เป็นสำคัญ โดยเทียบผลการดำเนินงานแบบ Like-for-Like จะทำให้เราเห็นคุณภาพกำไรที่แท้จริงได้แบบชัดเจนมากขึ้น
📌 โดยสรุปแล้ว OSP วางเป้าหมายที่จะโตทั้งรายได้และกำไรสุทธิไปพร้อมกัน และใช้ 2 กลยุทธ์ คือ
💎 Strengthen the Core สร้าง Cash Cow เพื่อเป็นรากฐานของบริษัท
💎 Seed the Growth หว่านเมล็ดพันธุ์ แตกไลน์สินค้าใหม่ ๆ ทั้ง Functional Drink และ Personal Care
OSP วันนี้จึงไม่ใช่บริษัทเก่าแก่ที่มีอายุ 135 ปี แต่เหมือนเป็นบริษัทที่กำลังก่อร่างสร้างตัวเพื่อต่อยอดเติบโตครั้งใหม่ ถ้ายอดขายกลุ่มนี้จุดติด นักลงทุนจะได้เห็นการเติบโตครั้งใหญ่แน่นอน.
ℹ️ ใครสนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปดู รายละเอียดคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) หรือติดตามข้อมูลอัปเดตทางการเงินและแผนกลยุทธ์ของ OSP จากเว็บไซต์ของบริษัทได้ที่ https://www.osotspa.com/th/investor-relations

TACC x ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน.TACC เข้าซื้อหุ้น 30% บริษัท Betterbeam Food เจ้าของร้าน “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” มูลค่า 45 ล้...
18/08/2026

TACC x ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน.
TACC เข้าซื้อหุ้น 30% บริษัท Betterbeam Food เจ้าของร้าน “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” มูลค่า 45 ล้านบาท
แปลว่า TACC มองบริษัทนี้มีมูลค่า 150 ล้านบาท ถูกหรือแพง เรามาดูกันครับ.
ถ้าอ้างอิงจากบทสัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจ เดือนมีนาคม 2526 เจ้าของบริษัทบอกว่า ปัจจุบันยอดขาย 140 ล้านบาท 85% เป็นเครื่องดื่ม 15% เป็นขนม ถ้าดูเฉพาะเครื่องดื่มขายได้เดือนละ 100,000 แก้ว มี 27 สาขา ถ้าเราเอามาคำนวณต่อจะได้ว่า
…
💰 ขายได้เฉลี่ยวันละ 123 แก้วต่อสาขา
💰 ราคาเฉลี่ยต่อแก้ว 99 บาทต่อสาขา
💰ยอดขายเฉลี่ย 365,000 บาท ต่อสาขา ต่อเดือน.
NPM ไม่เปิดเผย แต่ก็เดาว่าอยู่ในกรอบ 10-20% แปลว่า กำไรสุทธิ 14- 28 ล้านบาท.
TACC ซื้อหุ้น 30% ด้วยเงิน 45 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ากิจการ 150 ล้านบาท ก็คำนวณได้ P/E 5-10 เท่า .
ถ้าสมมติฐาน NPM ถูกต้อง มองมุมนี้ก็อาจจะดูไม่แพง แต่คำถามที่ต้องตอบ คือ
1️⃣ ฉันจะกินชาเย็น แบรนด์นี้แข็งแรงแค่ไหน จะโตต่อไปได้ไกลแค่ไหน ถ้าพูดถึงชาเย็น แบรนด์ที่เรานึกถึงคืออะไรกัน
2️⃣ TACC จะต่อยอดอย่างไร จะต้องลงทุนเพิ่มเติมด้วยไหม เท่าที่เห็นแผนของ Betterbeam ก็คือ ทำผงชาขายให้ร้านอื่น และทำเครื่องดื่มบรรจุขวด ขายเข้า 7-11 ที่มีแล้ว คือ ชาเย็น กับ นมเย็น
…
📌 โดยสรุป ดีลนี้ ถ้าจะเอาแค่ ส่วนแบ่งกำไร 30% ก็ดูน้อยเกินไป แต่ถ้าจะต่อยอดไปทำธุรกิจ B2C ร้านคาเฟ่ ทำสินค้าบรรจุขวดขายตามร้าน หรือลองหาสูตรผงชาใหม่ๆ ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ.
#วิตามินหุ้น #ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

🫕 MK Buffet Subscription 🫕.หลายคนน่าจะได้เห็นโปรโมชั่นใหม่จาก MK กันแล้ว กับบุฟเฟต์เหมาจ่ายรายเดือน เลือกได้ 3 แพ็คเกจ📌 ...
24/07/2026

🫕 MK Buffet Subscription 🫕.
หลายคนน่าจะได้เห็นโปรโมชั่นใหม่จาก MK กันแล้ว กับบุฟเฟต์เหมาจ่ายรายเดือน เลือกได้ 3 แพ็คเกจ
📌 วัตถุประสงค์หลัก คงเป็นการทำ Pilot Test สำหรับ Loyalty Program ให้ลูกค้าประจำกินบ่อยขึ้น อย่าหนีไปกินเจ้าอื่น
และน่าจะต้องการ Trade up ลูกค้า Light >> Medium >> Heavy User ตามลำดับ
ส่วนที่หลายคนบอกว่า จะได้เงินสดเข้ามาหมุนเวียนก่อน อันนั้นก็จริง แต่คิดว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะ MK มีเงินสดล้นมากจนไม่ได้ใช้อยู่แล้ว.
ถ้าดูจากแพ็คเกจที่ออกมาแล้ว คิดว่า ความตั้งใจ คือ
1️⃣ คุ้มคุ้ม 5 ฟรี 1 = ต้องกินทุก 5 วัน >> MK น่าจะอยาก trade up ลูกค้าที่กินสัปดาห์ละครั้ง คิดว่าแพ็คนี้ขายดีสุด
2️⃣ คุ้มพลัส 7 ฟรี 2 = ต้องกินทุก 3 วันนิดๆ >> น่าจะอยาก trade up ลูกค้าที่กินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
3️⃣ คุ้มแมกซ์ 10 ฟรี 3 = ต้องกินแทบจะวันเว้นวัน >> น่าจะอยาก trade up ลูกค้าที่กินสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
4️⃣ ส่วน unlimited 100 คน กินไม่อั้นทุกวัน 2,990 บาท คิดว่าทำแค่กระแส viral .
ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มีลูกค้าบางรายกินถี่สูงสุดถึง 188 ครั้งต่อปี แปลง่ายๆ คือ ประมาณวันเว้นวัน ใกล้เคียงแพ็คเกจคุ้มแมกซ์นั่นแหละ แต่ไม่ได้บอกว่า ลูกค้า heavy users แบบนี้มีมากแค่ไหน.
===============.
ถ้าให้ผมเดา คิดว่าลูกค้าประจำ MK ส่วนมากน่าจะกินสัปดาห์ละครั้ง คิดว่าก็เยอะแล้วนะ เลยมองว่า 5 ฟรี 1 น่าจะขายดีสุด
แต่อยากตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงพฤติกรรมลูกค้าว่า อาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้
1️⃣ ลูกค้าส่วนมากไม่ได้มาคนเดียว อย่างน้อยก็ต้อง 2 คน แต่แพ็คเกจโอนสิทธิ์ไม่ได้ ของใครของมัน ถ้าจะซื้อทิ้งไว้ 3,000-6,000 บาท ก็อาจจคิดหนักหน่อย ยิ่งถ้ามาเป็นครอบครัว จ่ายเป็นหมื่นก็เยอะอยู่
2️⃣ จำกัดกินได้เฉพาะเดือนสิงหาคมเท่านั้น อันนี้ก็ดูสั้นเกินไป อย่างน้อยก็น่าจะ 3 เดือน เพราะถ้าเราดูค่าเฉลี่ยอาจจะมีคนกิน 188 วันจริง แต่ก็เป็นไปได้ว่า ช่วงไหนกินเยอะก็กินกันทุกวัน เบื่อก็หายไป แล้วกลับมากินใหม่ก็ได้
3️⃣ การที่กึ่งๆ บังคับว่าต้องกินบ่อยๆ เพราะซื้อแพ็คเกจไปแล้ว เวลาไปเดินห้าง ก็อาจจำใจต้องแวะไปกิน สุดท้ายอาจจะจำใจกินจนเอียน และถ้ามีขายแพ็คเกจรอบใหม่ก็อาจจะไม่ซื้อซ้ำอีกแล้วก็ได้ ถ้าทำให้กินร้านอื่นในเครือได้ หรือเอามาเป็นส่วนลดซื้อกุ้ง เป็ดย่าง หมี่หยกได้ ก็น่าจะดี.
📌 โดยสรุป ผู้บริหาร Gen 2 ชอบทดลองทำโปรเจ็คท์ใหม่ๆ แบบนี้แหละ ผมคิดว่าดีนะ แต่คิดว่าคงต้องเอา feedback ต่างๆ มาปรับเพิ่มถ้าจะทำ subscription จริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการจำกัดคนเดียวและจำกัดด้านเวลา อันนี้คือประเด็นหลัก ที่สำคัญ ต้องรีบทำก่อนคู่แข่งจะเห็นไอเดียแล้วไปทำตาม.
#วิตามินหุ้น

💸 AEONTS งบ Q1 (Mar-May’2026) 💸.🔹 กำไรสุทธิ 793 ล้านบาท +2.7% YoY, -13.1% QoQ ดีกว่า consensus คาด 6% หลักๆ มาจากการตั้ง...
12/07/2026

💸 AEONTS งบ Q1 (Mar-May’2026) 💸.
🔹 กำไรสุทธิ 793 ล้านบาท +2.7% YoY, -13.1% QoQ ดีกว่า consensus คาด 6% หลักๆ มาจากการตั้งสำรองที่ลดลง แต่ที่น้อยกว่าไตรมาสก่อน เพราะโดยปกติ Q4 มักจะมีการขายหนี้เสียออกไป.
🔹 ตั้งสำรอง 1,637 ล้านบาท ลดลงประมาณ 130-150 ล้านบาท เทียบ YoY, QoQ เพราะว่ามีการกลับรายการสำรองน้ำท่วมภาคใต้ 150 ล้านบาท (ตัวเลขใกล้เคียงกัน)
🔹 บริษัทบอกว่าไตรมาสมีตั้งสำรองสงครามตะวันออกกลาง 230 ล้านบาท แต่ใน AGM ตอบคำถามเรื่องนี้ว่าไม่พบกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลโดยตรงจากสงคราม เดาว่าตั้งเผื่อไว้ก่อน ถ้าสงครามสงบน่าจะกลับสำรองได้
🔹 ถ้าตัดเรื่องสำรองออกไป มาดูที่ PPOP ไตรมาสนี้ 2,626 ล้านบาท -5.5% YoY, -9.6% QoQ ก็คือ ยังดูไม่ค่อยดี เป็นผลมาจากตั้งแต่นโยบายปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด พอร์ตสินเชื่อลดลงต่อเนื่อง รายได้ลด และ NIM ก็ยังลดลงต่อเนื่อง
🔹 การหารายได้ยังไม่ดี พอร์ตสินเชื่อลดลง 8 ไตรมาสติด ทั้งสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต ที่โตได้อยู่คือเช่าซื้อ แต่สัดส่วนยังเล็กแค่ 13% และ NIM ยังลดลงต่อเนื่องเหลือ 17.3% จากฝั่ง Loan Yield ที่ลดลง
🔹 คุณภาพสินทรัพย์ดูนิ่งๆ จาก NPL 5.6% และ Stage 2 ที่ 2.9% (เพิ่มเล็กน้อย) Credit Cost ก็ลดเหลือ 7.6% ตามสำรองที่ลดลง
========================
🔥 แล้วทำไมพอประกาศงบมา 2 วัน ราคาหุ้นขึ้นไปเกือบ 7% ถ้าให้เดาอาจเป็นเพราะ.
1️⃣ งบดีกว่าคาด 6% ก็ถือว่าดีแหละ และมาจากการตั้งสำรองที่พอ net แล้วก็ไม่ได้ลดลง แถมยังอาจมีการกลับสำรองเรื่องสงครามได้ในอนาคต
2️⃣คุณภาพสินทรัพย์ก็ดูโอเค ทรงตัวได้ แต่ก็เป็นเพราะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ถ้าไม่ได้กลับไปเร่งปล่อยสินเชื่อบุคคล หรือเช่าซื้อ จำนำทะเบียนมาก ก็น่าจะคุมได้
3️⃣ แนวโน้ม NIM น่าจะเพิ่มได้ จากการ Roll Over หนี้ระยะสั้นที่มีอยู่ 23,000 ล้านบาท ในปีนี้ แม้ฝั่งปล่อยกู้จะไม่เพิ่มก็ตาม
4️⃣ ราคาโซนล่าง P/E ต่ำ 10 P/BV ต่ำ 1 พร้อมปันผล 5%
5️⃣ โครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 ยังมีอยู่ถึงไตรมาส 4
6️⃣ ราคาหุ้น KTC ขึ้นไปแล้ว นักลงทุนก็อาจมองหาหุ้นใกล้เคียงกัน
…
📌 โดยสรุป งบดีกว่าคาดจริง แต่กำไรระดับ 800 ล้านบาท ก็ไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก แต่น่าจะยืนระดับนี้หรือมากกว่านี้ได้บ้าง (โดยเฉพาะในไตรมาสที่มีการขายหนี้เสีย)
ความกังวลหลักคือ การหารายได้ที่ดูไม่ค่อยโต และการตั้งสำรองที่พร้อมตั้ง management overlay ถ้าปัจจัยภายนอกไม่ปกติ ส่วนข้อดี คือ การคุมคุณภาพสินทรัพย์ และราคาหุ้นโซนล่างบวกปันผลในระดับที่พอใช้ได้.
#วิตามินหุ้น

เจาะลึกงบ 🥩 ร้านเนื้อแท้ 🥩 ยอดขายดี แต่กระแสเงินสดมีปัญหา ไม่พอจ่ายเงินเดือนพนักงาน.ถ้าพูดให้ถูกต้อง บริษัทนี้มีชื่อว่า ...
11/07/2026

เจาะลึกงบ 🥩 ร้านเนื้อแท้ 🥩
ยอดขายดี แต่กระแสเงินสดมีปัญหา ไม่พอจ่ายเงินเดือนพนักงาน.
ถ้าพูดให้ถูกต้อง บริษัทนี้มีชื่อว่า Company B ก่อตั้งมาเมื่อปี พ.ศ. 2557 ทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทั้งทำเองและร่วมทุนกับคู่ค้า ทำฟาร์ม โรงงานแปรรูป จำหน่ายเนื้อสด ร้านอาหาร จนไปถึงแซนวิช แฮมเบอร์เกอร์ขายใน 7-11.
1️⃣ รายได้ทุกๆ 100 บาท จะเป็นต้นทุน 35 บาท เป็นค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 62 บาท ต้นทุนการเงิน 1.5 บาท มีรายได้อื่น 1.6 บาท ทำให้เหลือกำไรเพียง 2.6 บาท (เรียกได้ว่า GPM สูง แต่ SG&A ก็สูงตามไม่แพ้กัน)
2️⃣ ยอดขายดี โตต่อเนื่อง จากข้อมูล DBD ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปี 2567 โตจาก 30 เป็น 625 ล้านบาท ถ้าดูช่วง 3 ปีหลัง คือ ยอดขายโตเท่าตัว ถ้าดูแค่บรรทัดนี้ก็ต้องบอกว่า ยอดขายดีจริง (แต่ต้องวงเล็บว่าปี 2568 ยังไม่ส่งงบ)
3️⃣ กำไรโตสวนทาง ขาดทุนมาตลอดตั้งแต่ปี 2559 และขาดทุนหนักช่วง COVID ก่อนที่จะเริ่มทำกำไรได้ในปี 2565-2567 แต่มีข้อสังเกต คือ GPM ไม่ได้สูงมาตั้งแต่แรก กลับกันเหวี่ยงมากตั้งแต่ 2-27% และ SG&A ก็ใช้ระดับ 30% มาตลอด
4️⃣ ตั้งแต่ปี 2565 เริ่มเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางโครงสร้างงบของบริษัท คือ สินทรัพย์เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดในส่วนของสินค้าคงเหลือ (สต๊อค) และที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ (PPE) รวมไปถึงหนี้สินหมุนเวียน (หนี้สั้น) เป็นไปได้ว่า โครงสร้างธุรกิจบริษัทเปลี่ยนไปลงทุนมากขึ้นทั้งเปิดสาขาร้านอาหารเยอะ ลงทุนด้านฟาร์มเลี้ยง ฟาร์มขุน โรงงานแปรรูป จำหน่ายเนื้อสด เราถึงเห็นว่า GPM และ SG&A เพิ่มขึ้นเยอะกว่าในอดีต
5️⃣ แต่ด้วยความที่บริษัทขาดทุนมาตลอด การที่จะลงทุนเยอะ โดยไม่กู้เงินมาก ก็ต้องอาศัยการเพิ่มทุนเข้ามา เราเลยเห็นทุนจดทะเบียนเพิ่มมาทุกปีจากปีแรก 3 ล้านบาท มาล่าสุด 132 ล้านบาท และถ้าเราดูรายชื่อกรรมการบริษัทนอกจากบังโตกับบังตาลแล้ว เราจะเห็นทั้งเจ้าของธุรกิจขนส่ง นักลงทุนในตลาดหุ้น อยู่ด้วย
6️⃣ ประเด็นที่เป็นดรามาเรื่องจ่ายเงินเดือนพนักงานไม่ครบ ผู้บริหารแจ้งว่า เป็นการคำนวณและบันทึกต้นทุนที่ผิดพลาด ทั้งในส่วนของธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจจำหน่ายเนื้อในห้างสรรพสินค้า ทำให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าที่บริษัทคำนวณไว้ ถ้าเรามาดู ส่วนของระยะเวลาขายสินค้า 3 ปีหลัง คือ 130 วัน 611 วัน และ 475 วัน ตามลำดับ พูดง่ายๆ คือ สต๊อคนานถึง 16 เดือน
7️⃣ สต๊อคสินค้านานมากเกิน 1 ปี เป็นไปได้ เพราะเนื้อดรายเอจ เนื้อแช่แข็ง และอาจนับไปถึงธุรกิจแปรรูปต่างๆ ด้วย แต่พอระยะเวลาขายสินค้านานขนาดนั้น บวกกับการที่บริษัทระดมทุน มีหนี้สั้นเยอะ มาลง PPE เพิ่มมาก ทำให้สภาพคล่องหาย ถ้าเราดู Quick Ratio จะเหลือแค่ 0.18 เท่า (อยู่ในระดับต่ำกว่า 1 เท่า มา 4 ปี แล้ว)...
📌 โดยสรุปแล้ว เนื้อแท้ ขายดีจริง ยอดขายโตทุกปี แต่กำไรกลับสวนทาง เท่าที่ดูอาจไม่ได้แค่คำนวณและบันทึกต้นทุนผิดพลาด แต่อาจเป็นเรื่องโครงสร้างการลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย และการขยายสาขา ที่ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ ค่าใช้จ่ายการขายการตลาดเยอะ
📌 ถึงแม้ GPM จะสูงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้กำไรสูงตาม จนขาดสภาพคล่องเกิดเป็นดรามาที่เราเห็นกัน.
ทางแก้หลักๆ ที่คิดออก คือ
1️⃣ ระยะสั้น ต้องหาแหล่งเงินทุน หรือหานักลงทุนเพิ่มเงินลงทุนไปเติมสภาพคล่อง จ่ายเงินเดือนพนักงานให้ครบก่อน
2️⃣ ปรับโครงสร้างใหม่ เลือกธุรกิจที่จำเป็นที่ทำกำไรดี ที่ถนัดจริงๆ เพื่อลดทั้งเงินลงทุน และค่าใช้จ่าย โดยในช่วงสั้นอาจ
3️⃣ ถ้าอะไรๆ ยังไม่ดีขึ้น อาจต้องไปจิ๊จ๊ะ ที่ราชมังฯ ซักรอบนึง .
#เนื้อแท้ #วิตามินหุ้น

MAI FORUM 2026พรุ่งนี้ใครไปบ้างครับ ผมมีพูด session 3 ตอน 11.30 กับพี่มี่ คุณบอล ใครไปมาทักทายกันนะ.📅 วันเสาร์ที่ 4 กรกฎ...
03/07/2026

MAI FORUM 2026
พรุ่งนี้ใครไปบ้างครับ ผมมีพูด session 3 ตอน 11.30 กับพี่มี่ คุณบอล ใครไปมาทักทายกันนะ.
📅 วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569
⏰ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป
📍 ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์
🎟️ เข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
📲 ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่
https://evcnx.co/mai2026

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Stock Vitamins - วิตามินหุ้น โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์