01/09/2026
OSP พลิกโฉมองค์กร ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ เพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด
อะไร❓คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ OSP ยืนหยัดและเติบโตอย่างแข็งแกร่งมายาวนานถึง 135 ปี ?
การเข้าใจ Consumer Insight หรือความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง
และใช้กลยุทธ์ Multi-Brand Multi-Price Point เจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน เพื่อให้ครอบคลุมถึงคนทุกกลุ่ม
🔹 ลิโพ คือ แบรนด์เริ่มต้น สำหรับกลุ่มพรีเมี่ยม ชูจุดขายด้วยคุณภาพแบบญี่ปุ่น เดิมมีขวด 12 บาท (100 มล.) และเพิ่มความคุ้มค่าด้วยขวด 15 บาท (150 มล.) พร้อมเปิดตัว “ลิโพ-ดี 0% น้ำตาล” เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
🔹 M-150 คือ แบรนด์หลักอันดับ 1 สำหรับกลุ่ม Mass ที่มีตั้งแต่ 10 บาท (Value) 12 บาท (Mainstream) และ >15 บาท (Premium)
🔹 โสมอินซัม เจาะกลุ่มผู้หญิง และเน้นเจาะตลาดภาคอีสาน
🔹 ฉลาม เจาะตลาดภาคใต้ ส่วน Shark เจาะตลาดคนเมืองและตลาดต่างประเทศ
นี่คือจุดเริ่มต้นที่เป็นรากฐานสำคัญ ทำให้ OSP เป็นบริษัทที่มีฐานรายได้มั่นคงมากกว่า 26,000 ล้านบาท และกำไรกว่า 3,500 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา.
คำถามสำคัญ ❓ คือ แล้วก้าวต่อไป ที่จะพา OSP เติบโตได้ต่อเนื่องในอนาคต คืออะไร ?
เราจะมาหาคำตอบด้วยกันผ่าน Ansoff Matrix และ Job to be Done (JTBD) Framework.
💎 Ansoff Matrix คือ การเอา 2 ตัวแปร คือ ลูกค้า และตลาด มาจับคู่กัน มองในมุมของลูกค้าเดิม/ใหม่ และตลาดเดิม/ใหม่ มาทำเป็นตาราง 4 ช่อง
💎 JTBD คือ กรอบแนวคิด ในการมองถึงความต้องการที่แท้จริงว่า ผู้บริโภคต้องการสินค้าไปเพื่อทำงานหรือตอบสนองความต้องการอะไร อาจจะเป็นได้ทั้ง Functional, Emotional หรือ Social Need.
OSP เริ่มต้นสร้างรายได้เป็นฐานที่มั่นคงผ่าน Energy Drink จนกลายมาเป็น Cash Cow ของบริษัท และตอนนี้กำลังหว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ ผ่านสินค้าหลากหลายแบรนด์และกลุ่มสินค้า ได้แก่.
🫘 C-vitt เป็นการ Diversification เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ เปิดตลาดใหม่ Functional Drink ตอบโจทย์การมีสุขภาพที่ดีแบบง่าย ๆ เข้าถึงได้ในราคาไม่แพง และตอนนี้เป็นเสาหลักต้นใหม่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 77%
🫘 Peptein เริ่มต้นด้วยการทำ Diversification จับกลุ่มนักเรียนเป็นเครื่องดื่มบำรุงสมอง และต่อยอดทำ Market Development จับกลุ่มคนทำงาน ขยับไปสู่ตลาดสุขภาพการนอน
🫘 Babi Mild แบรนด์หลักในกลุ่ม Personal Care ที่มีการทำ Pe*******on ขยายกลุ่มเป้าหมายจากเด็กทารก มาเด็กโต มากลุ่มผู้ใหญ่ (Ultra Mild by Babi Mild) และผู้สูงอายุ (Babi Mild & Beyond) โดยไม่ใช่เพียงตอบโจทย์ด้านความอ่อนโยนของผิวพรรณเท่านั้น แต่ยังเป็นความอ่อนโยนที่จริงใจและเติมเต็มความเป็นแม่และผู้หญิงทุกคนได้อีกด้วย
-----------------------------------------
💰 งบการเงิน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและจับต้องได้ เรามาลองดูตัวเลขผลประกอบการ รอบ 6M/69 กัน
💸 สินทรัพย์ 24,042 ล้านบาท ตัวที่ใหญ่ที่สุด คือ PPE (ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) 10,553 ล้านบาท และงบกระแสเงินสดจากการลงทุน -228 ล้านบาท ปัจจุบัน OSP กำลังทำ Asset Monetization และ Cost Optimization คือ เลือกที่จะลงทุนให้ถูกจุด เหมาะสม และคุ้มค่าที่สุด เช่น การปิดโรงงานผลิตขวดแก้วให้เหลือแค่ที่โรงงานอยุธยาแห่งเดียว ทำให้ใช้ประสิทธิภาพการผลิตได้เต็มที่
💸 GPM 42.6% (+150 bps) หรือถ้าดูแค่ Q2 อยู่ที่ 42.8% (+90 bps) ทำสถิติสูงสุดใหม่ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา จากผลสำเร็จของการรวมศูนย์การผลิตและการบริหาร Supply Chain ที่ยืดหยุ่น
💸 SG&A 22.2% (-240 bps) จากการบริหารค่าใช้จ่ายกิจกรรมการตลาดและค่าส่งเสริมการค้าที่เหมาะสม เน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ คำนวณ Return on Investment วัดความคุ้มค่าได้
💸 ROA from Core Operation 16.1% (vs. ปีก่อน 13.9%) และ ROE from Core Operation 23% (vs. ปีก่อน 20.2%) สะท้อนความสามารถในการใช้สินทรัพย์และเงินทุนที่จัดสรรในการทำกำไรจากการดำเนินงานจริง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
💸 Cash Cycle ลดลงจาก 80 เหลือ 51 วัน จากการคุม Inventory ที่ดี (ตัวเลขสินค้าคงเหลือลดลงจาก 2,600 เหลือ 1,900 ล้านบาท)
💸 ด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ทำให้จ่ายปันผล Payout Ratio >100% มาหลายปี คิดเป็น Dividend Yield 4-5%
-----------------------------------------
💰 รายได้และกำไรที่ปรับฐาน
นักลงทุนหลายคนอาจเผลอมองข้าม OSP ไป เพราะมองแค่งบ 6M/69 ที่รายงานยอดขาย 12,460 ล้านบาท -8.6% YoY กำไรสุทธิ 2,257 ล้านบาท -0.8% YoY เพราะมองผ่าน ๆ แล้วเห็นว่ายอดขายและกำไรชะลอตัว
แต่ความจริงคือ เป็นเรื่องทางบัญชีที่บริษัทมีการปรับใช้มาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 21 (TAS 21) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ว่าด้วยเรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสกุลเงินที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งก็คือ สกุลเงินเมียนมาจัต (MMK) จากปัญหาภายในประเทศ
อธิบายแบบง่าย ๆ คือ เมื่อก่อนใช้เรตที่ประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น 1 USD = 2,100 MMK แต่ในความเป็นจริงค่าเงินจัตที่รายงานโดยธนาคารกลางเมียนมา (Market Trading Rate) อ่อนกว่านั้นมาก เช่น 1 USD = 3,650 MMK มาตรฐานบัญชีใหม่ปรับมาใช้ค่าเงินที่สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้รายได้และกำไรเมื่อแปลงเป็นเงินบาทเลยลดลงเยอะ แต่ก็เป็นเรื่องทางบัญชี ไม่ได้กระทบกระแสเงินสดหรือความสามารถในการแข่งขันแต่อย่างใด.
💰 ถ้าเราเปรียบเทียบด้วยฐานเดียวกันของปีนี้และปีที่แล้วแบบ Like-for-Like จะได้ว่า
💸 ยอดขาย 6M/69 = 12,460 ล้านบาท และ 6M/68 = 12,256 ล้านบาท โตขึ้น 1.7%
ที่ยอดขายดูโตน้อยแม้ปรับฐานแล้วนั้น เป็นเพราะติดปัญหาเรื่องใบอนุญาตนำเข้าวัตถุดิบไปที่พม่า ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอกับความต้องการ สัดส่วนจากพม่าคิดคร่าว ๆ ก็ประมาณ 15% ของยอดขายรวมแล้ว ทำให้กระทบมากกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าเราดูยอดขายกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศขยายตัว +8.6% ใน 6M/69 และกลุ่ม Personal Care ขยายตัว +7.9% ใน 6M/69 ก็จะเห็นว่าโตสูงอยู่มาก
💸 ยิ่งถ้าเรามาดู กำไรสุทธิ 6M/69 = 2,257 ล้านบาท และ 6M/68 = 1,582 ล้านบาท โตขึ้นมากถึง 42.6%
จะเห็นว่าโตขึ้นมาก เพราะเกิดจากเรื่องประสิทธิภาพการจัดการต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายที่พูดไว้ก่อนหน้า
..
📌 ประเด็นสำคัญที่อยากฝากทิ้งท้ายที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม คือ อ่านงบให้ละเอียด ตัดผลกระทบชั่วคราว เช่น มาตรฐานบัญชีที่เป็น Accounting Impact ออกไป แล้วให้มอง Real Operation เป็นสำคัญ โดยเทียบผลการดำเนินงานแบบ Like-for-Like จะทำให้เราเห็นคุณภาพกำไรที่แท้จริงได้แบบชัดเจนมากขึ้น
📌 โดยสรุปแล้ว OSP วางเป้าหมายที่จะโตทั้งรายได้และกำไรสุทธิไปพร้อมกัน และใช้ 2 กลยุทธ์ คือ
💎 Strengthen the Core สร้าง Cash Cow เพื่อเป็นรากฐานของบริษัท
💎 Seed the Growth หว่านเมล็ดพันธุ์ แตกไลน์สินค้าใหม่ ๆ ทั้ง Functional Drink และ Personal Care
OSP วันนี้จึงไม่ใช่บริษัทเก่าแก่ที่มีอายุ 135 ปี แต่เหมือนเป็นบริษัทที่กำลังก่อร่างสร้างตัวเพื่อต่อยอดเติบโตครั้งใหม่ ถ้ายอดขายกลุ่มนี้จุดติด นักลงทุนจะได้เห็นการเติบโตครั้งใหญ่แน่นอน.
ℹ️ ใครสนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปดู รายละเอียดคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) หรือติดตามข้อมูลอัปเดตทางการเงินและแผนกลยุทธ์ของ OSP จากเว็บไซต์ของบริษัทได้ที่ https://www.osotspa.com/th/investor-relations