Stock Vitamins - วิตามินหุ้น

Stock Vitamins - วิตามินหุ้น วิเคราะห์ เจาะลึก แกะงบ หุ้นที่มี Growth

วิตามินหุ้นเกิดจากความตั้งใจที่จะแบ่งปันความรู้การลงทุนแนวพื้นฐาน นำเสนอหุ้นที่มี Growth Story ดีๆ และหาจังหวะที่เหมาะสมในการลงทุน เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน เดินไปไม่หลงทางและสามารถอยู่รอดปลอดภัยในตลาดหุ้นแห่งนี้ตราบนานเท่านาน

OSP พลิกโฉมองค์กร ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ เพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดดอะไร❓คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ OSP ยืนหยัดและเติบโตอย่างแ...
01/09/2026

OSP พลิกโฉมองค์กร ปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ เพื่อการเติบโตแบบก้าวกระโดด
อะไร❓คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ OSP ยืนหยัดและเติบโตอย่างแข็งแกร่งมายาวนานถึง 135 ปี ?
การเข้าใจ Consumer Insight หรือความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง
และใช้กลยุทธ์ Multi-Brand Multi-Price Point เจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน เพื่อให้ครอบคลุมถึงคนทุกกลุ่ม
🔹 ลิโพ คือ แบรนด์เริ่มต้น สำหรับกลุ่มพรีเมี่ยม ชูจุดขายด้วยคุณภาพแบบญี่ปุ่น เดิมมีขวด 12 บาท (100 มล.) และเพิ่มความคุ้มค่าด้วยขวด 15 บาท (150 มล.) พร้อมเปิดตัว “ลิโพ-ดี 0% น้ำตาล” เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น
🔹 M-150 คือ แบรนด์หลักอันดับ 1 สำหรับกลุ่ม Mass ที่มีตั้งแต่ 10 บาท (Value) 12 บาท (Mainstream) และ >15 บาท (Premium)
🔹 โสมอินซัม เจาะกลุ่มผู้หญิง และเน้นเจาะตลาดภาคอีสาน
🔹 ฉลาม เจาะตลาดภาคใต้ ส่วน Shark เจาะตลาดคนเมืองและตลาดต่างประเทศ
นี่คือจุดเริ่มต้นที่เป็นรากฐานสำคัญ ทำให้ OSP เป็นบริษัทที่มีฐานรายได้มั่นคงมากกว่า 26,000 ล้านบาท และกำไรกว่า 3,500 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา.
คำถามสำคัญ ❓ คือ แล้วก้าวต่อไป ที่จะพา OSP เติบโตได้ต่อเนื่องในอนาคต คืออะไร ?
เราจะมาหาคำตอบด้วยกันผ่าน Ansoff Matrix และ Job to be Done (JTBD) Framework.
💎 Ansoff Matrix คือ การเอา 2 ตัวแปร คือ ลูกค้า และตลาด มาจับคู่กัน มองในมุมของลูกค้าเดิม/ใหม่ และตลาดเดิม/ใหม่ มาทำเป็นตาราง 4 ช่อง
💎 JTBD คือ กรอบแนวคิด ในการมองถึงความต้องการที่แท้จริงว่า ผู้บริโภคต้องการสินค้าไปเพื่อทำงานหรือตอบสนองความต้องการอะไร อาจจะเป็นได้ทั้ง Functional, Emotional หรือ Social Need.
OSP เริ่มต้นสร้างรายได้เป็นฐานที่มั่นคงผ่าน Energy Drink จนกลายมาเป็น Cash Cow ของบริษัท และตอนนี้กำลังหว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ ผ่านสินค้าหลากหลายแบรนด์และกลุ่มสินค้า ได้แก่.
🫘 C-vitt เป็นการ Diversification เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ เปิดตลาดใหม่ Functional Drink ตอบโจทย์การมีสุขภาพที่ดีแบบง่าย ๆ เข้าถึงได้ในราคาไม่แพง และตอนนี้เป็นเสาหลักต้นใหม่ที่ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 77%
🫘 Peptein เริ่มต้นด้วยการทำ Diversification จับกลุ่มนักเรียนเป็นเครื่องดื่มบำรุงสมอง และต่อยอดทำ Market Development จับกลุ่มคนทำงาน ขยับไปสู่ตลาดสุขภาพการนอน
🫘 Babi Mild แบรนด์หลักในกลุ่ม Personal Care ที่มีการทำ Pe*******on ขยายกลุ่มเป้าหมายจากเด็กทารก มาเด็กโต มากลุ่มผู้ใหญ่ (Ultra Mild by Babi Mild) และผู้สูงอายุ (Babi Mild & Beyond) โดยไม่ใช่เพียงตอบโจทย์ด้านความอ่อนโยนของผิวพรรณเท่านั้น แต่ยังเป็นความอ่อนโยนที่จริงใจและเติมเต็มความเป็นแม่และผู้หญิงทุกคนได้อีกด้วย
-----------------------------------------
💰 งบการเงิน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและจับต้องได้ เรามาลองดูตัวเลขผลประกอบการ รอบ 6M/69 กัน
💸 สินทรัพย์ 24,042 ล้านบาท ตัวที่ใหญ่ที่สุด คือ PPE (ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) 10,553 ล้านบาท และงบกระแสเงินสดจากการลงทุน -228 ล้านบาท ปัจจุบัน OSP กำลังทำ Asset Monetization และ Cost Optimization คือ เลือกที่จะลงทุนให้ถูกจุด เหมาะสม และคุ้มค่าที่สุด เช่น การปิดโรงงานผลิตขวดแก้วให้เหลือแค่ที่โรงงานอยุธยาแห่งเดียว ทำให้ใช้ประสิทธิภาพการผลิตได้เต็มที่
💸 GPM 42.6% (+150 bps) หรือถ้าดูแค่ Q2 อยู่ที่ 42.8% (+90 bps) ทำสถิติสูงสุดใหม่ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา จากผลสำเร็จของการรวมศูนย์การผลิตและการบริหาร Supply Chain ที่ยืดหยุ่น
💸 SG&A 22.2% (-240 bps) จากการบริหารค่าใช้จ่ายกิจกรรมการตลาดและค่าส่งเสริมการค้าที่เหมาะสม เน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้ คำนวณ Return on Investment วัดความคุ้มค่าได้
💸 ROA from Core Operation 16.1% (vs. ปีก่อน 13.9%) และ ROE from Core Operation 23% (vs. ปีก่อน 20.2%) สะท้อนความสามารถในการใช้สินทรัพย์และเงินทุนที่จัดสรรในการทำกำไรจากการดำเนินงานจริง ๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
💸 Cash Cycle ลดลงจาก 80 เหลือ 51 วัน จากการคุม Inventory ที่ดี (ตัวเลขสินค้าคงเหลือลดลงจาก 2,600 เหลือ 1,900 ล้านบาท)
💸 ด้วยกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง ทำให้จ่ายปันผล Payout Ratio >100% มาหลายปี คิดเป็น Dividend Yield 4-5%
-----------------------------------------
💰 รายได้และกำไรที่ปรับฐาน
นักลงทุนหลายคนอาจเผลอมองข้าม OSP ไป เพราะมองแค่งบ 6M/69 ที่รายงานยอดขาย 12,460 ล้านบาท -8.6% YoY กำไรสุทธิ 2,257 ล้านบาท -0.8% YoY เพราะมองผ่าน ๆ แล้วเห็นว่ายอดขายและกำไรชะลอตัว
แต่ความจริงคือ เป็นเรื่องทางบัญชีที่บริษัทมีการปรับใช้มาตรฐานบัญชี ฉบับที่ 21 (TAS 21) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ว่าด้วยเรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพื่อรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสกุลเงินที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้ ซึ่งก็คือ สกุลเงินเมียนมาจัต (MMK) จากปัญหาภายในประเทศ
อธิบายแบบง่าย ๆ คือ เมื่อก่อนใช้เรตที่ประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น 1 USD = 2,100 MMK แต่ในความเป็นจริงค่าเงินจัตที่รายงานโดยธนาคารกลางเมียนมา (Market Trading Rate) อ่อนกว่านั้นมาก เช่น 1 USD = 3,650 MMK มาตรฐานบัญชีใหม่ปรับมาใช้ค่าเงินที่สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้รายได้และกำไรเมื่อแปลงเป็นเงินบาทเลยลดลงเยอะ แต่ก็เป็นเรื่องทางบัญชี ไม่ได้กระทบกระแสเงินสดหรือความสามารถในการแข่งขันแต่อย่างใด.
💰 ถ้าเราเปรียบเทียบด้วยฐานเดียวกันของปีนี้และปีที่แล้วแบบ Like-for-Like จะได้ว่า
💸 ยอดขาย 6M/69 = 12,460 ล้านบาท และ 6M/68 = 12,256 ล้านบาท โตขึ้น 1.7%
ที่ยอดขายดูโตน้อยแม้ปรับฐานแล้วนั้น เป็นเพราะติดปัญหาเรื่องใบอนุญาตนำเข้าวัตถุดิบไปที่พม่า ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอกับความต้องการ สัดส่วนจากพม่าคิดคร่าว ๆ ก็ประมาณ 15% ของยอดขายรวมแล้ว ทำให้กระทบมากกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าเราดูยอดขายกลุ่มเครื่องดื่มในประเทศขยายตัว +8.6% ใน 6M/69 และกลุ่ม Personal Care ขยายตัว +7.9% ใน 6M/69 ก็จะเห็นว่าโตสูงอยู่มาก
💸 ยิ่งถ้าเรามาดู กำไรสุทธิ 6M/69 = 2,257 ล้านบาท และ 6M/68 = 1,582 ล้านบาท โตขึ้นมากถึง 42.6%
จะเห็นว่าโตขึ้นมาก เพราะเกิดจากเรื่องประสิทธิภาพการจัดการต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายที่พูดไว้ก่อนหน้า
..
📌 ประเด็นสำคัญที่อยากฝากทิ้งท้ายที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม คือ อ่านงบให้ละเอียด ตัดผลกระทบชั่วคราว เช่น มาตรฐานบัญชีที่เป็น Accounting Impact ออกไป แล้วให้มอง Real Operation เป็นสำคัญ โดยเทียบผลการดำเนินงานแบบ Like-for-Like จะทำให้เราเห็นคุณภาพกำไรที่แท้จริงได้แบบชัดเจนมากขึ้น
📌 โดยสรุปแล้ว OSP วางเป้าหมายที่จะโตทั้งรายได้และกำไรสุทธิไปพร้อมกัน และใช้ 2 กลยุทธ์ คือ
💎 Strengthen the Core สร้าง Cash Cow เพื่อเป็นรากฐานของบริษัท
💎 Seed the Growth หว่านเมล็ดพันธุ์ แตกไลน์สินค้าใหม่ ๆ ทั้ง Functional Drink และ Personal Care
OSP วันนี้จึงไม่ใช่บริษัทเก่าแก่ที่มีอายุ 135 ปี แต่เหมือนเป็นบริษัทที่กำลังก่อร่างสร้างตัวเพื่อต่อยอดเติบโตครั้งใหม่ ถ้ายอดขายกลุ่มนี้จุดติด นักลงทุนจะได้เห็นการเติบโตครั้งใหญ่แน่นอน.
ℹ️ ใครสนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปดู รายละเอียดคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ (MD&A) หรือติดตามข้อมูลอัปเดตทางการเงินและแผนกลยุทธ์ของ OSP จากเว็บไซต์ของบริษัทได้ที่ https://www.osotspa.com/th/investor-relations

TACC x ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน.TACC เข้าซื้อหุ้น 30% บริษัท Betterbeam Food เจ้าของร้าน “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” มูลค่า 45 ล้...
18/08/2026

TACC x ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน.
TACC เข้าซื้อหุ้น 30% บริษัท Betterbeam Food เจ้าของร้าน “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” มูลค่า 45 ล้านบาท
แปลว่า TACC มองบริษัทนี้มีมูลค่า 150 ล้านบาท ถูกหรือแพง เรามาดูกันครับ.
ถ้าอ้างอิงจากบทสัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจ เดือนมีนาคม 2526 เจ้าของบริษัทบอกว่า ปัจจุบันยอดขาย 140 ล้านบาท 85% เป็นเครื่องดื่ม 15% เป็นขนม ถ้าดูเฉพาะเครื่องดื่มขายได้เดือนละ 100,000 แก้ว มี 27 สาขา ถ้าเราเอามาคำนวณต่อจะได้ว่า

💰 ขายได้เฉลี่ยวันละ 123 แก้วต่อสาขา
💰 ราคาเฉลี่ยต่อแก้ว 99 บาทต่อสาขา
💰ยอดขายเฉลี่ย 365,000 บาท ต่อสาขา ต่อเดือน.
NPM ไม่เปิดเผย แต่ก็เดาว่าอยู่ในกรอบ 10-20% แปลว่า กำไรสุทธิ 14- 28 ล้านบาท.
TACC ซื้อหุ้น 30% ด้วยเงิน 45 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ากิจการ 150 ล้านบาท ก็คำนวณได้ P/E 5-10 เท่า .
ถ้าสมมติฐาน NPM ถูกต้อง มองมุมนี้ก็อาจจะดูไม่แพง แต่คำถามที่ต้องตอบ คือ
1️⃣ ฉันจะกินชาเย็น แบรนด์นี้แข็งแรงแค่ไหน จะโตต่อไปได้ไกลแค่ไหน ถ้าพูดถึงชาเย็น แบรนด์ที่เรานึกถึงคืออะไรกัน
2️⃣ TACC จะต่อยอดอย่างไร จะต้องลงทุนเพิ่มเติมด้วยไหม เท่าที่เห็นแผนของ Betterbeam ก็คือ ทำผงชาขายให้ร้านอื่น และทำเครื่องดื่มบรรจุขวด ขายเข้า 7-11 ที่มีแล้ว คือ ชาเย็น กับ นมเย็น

📌 โดยสรุป ดีลนี้ ถ้าจะเอาแค่ ส่วนแบ่งกำไร 30% ก็ดูน้อยเกินไป แต่ถ้าจะต่อยอดไปทำธุรกิจ B2C ร้านคาเฟ่ ทำสินค้าบรรจุขวดขายตามร้าน หรือลองหาสูตรผงชาใหม่ๆ ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ.
#วิตามินหุ้น #ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน

🫕 MK Buffet Subscription 🫕.หลายคนน่าจะได้เห็นโปรโมชั่นใหม่จาก MK กันแล้ว กับบุฟเฟต์เหมาจ่ายรายเดือน เลือกได้ 3 แพ็คเกจ📌 ...
24/07/2026

🫕 MK Buffet Subscription 🫕.
หลายคนน่าจะได้เห็นโปรโมชั่นใหม่จาก MK กันแล้ว กับบุฟเฟต์เหมาจ่ายรายเดือน เลือกได้ 3 แพ็คเกจ
📌 วัตถุประสงค์หลัก คงเป็นการทำ Pilot Test สำหรับ Loyalty Program ให้ลูกค้าประจำกินบ่อยขึ้น อย่าหนีไปกินเจ้าอื่น
และน่าจะต้องการ Trade up ลูกค้า Light >> Medium >> Heavy User ตามลำดับ
ส่วนที่หลายคนบอกว่า จะได้เงินสดเข้ามาหมุนเวียนก่อน อันนั้นก็จริง แต่คิดว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะ MK มีเงินสดล้นมากจนไม่ได้ใช้อยู่แล้ว.
ถ้าดูจากแพ็คเกจที่ออกมาแล้ว คิดว่า ความตั้งใจ คือ
1️⃣ คุ้มคุ้ม 5 ฟรี 1 = ต้องกินทุก 5 วัน >> MK น่าจะอยาก trade up ลูกค้าที่กินสัปดาห์ละครั้ง คิดว่าแพ็คนี้ขายดีสุด
2️⃣ คุ้มพลัส 7 ฟรี 2 = ต้องกินทุก 3 วันนิดๆ >> น่าจะอยาก trade up ลูกค้าที่กินสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
3️⃣ คุ้มแมกซ์ 10 ฟรี 3 = ต้องกินแทบจะวันเว้นวัน >> น่าจะอยาก trade up ลูกค้าที่กินสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง
4️⃣ ส่วน unlimited 100 คน กินไม่อั้นทุกวัน 2,990 บาท คิดว่าทำแค่กระแส viral .
ผู้บริหารให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มีลูกค้าบางรายกินถี่สูงสุดถึง 188 ครั้งต่อปี แปลง่ายๆ คือ ประมาณวันเว้นวัน ใกล้เคียงแพ็คเกจคุ้มแมกซ์นั่นแหละ แต่ไม่ได้บอกว่า ลูกค้า heavy users แบบนี้มีมากแค่ไหน.
===============.
ถ้าให้ผมเดา คิดว่าลูกค้าประจำ MK ส่วนมากน่าจะกินสัปดาห์ละครั้ง คิดว่าก็เยอะแล้วนะ เลยมองว่า 5 ฟรี 1 น่าจะขายดีสุด
แต่อยากตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงพฤติกรรมลูกค้าว่า อาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้
1️⃣ ลูกค้าส่วนมากไม่ได้มาคนเดียว อย่างน้อยก็ต้อง 2 คน แต่แพ็คเกจโอนสิทธิ์ไม่ได้ ของใครของมัน ถ้าจะซื้อทิ้งไว้ 3,000-6,000 บาท ก็อาจจคิดหนักหน่อย ยิ่งถ้ามาเป็นครอบครัว จ่ายเป็นหมื่นก็เยอะอยู่
2️⃣ จำกัดกินได้เฉพาะเดือนสิงหาคมเท่านั้น อันนี้ก็ดูสั้นเกินไป อย่างน้อยก็น่าจะ 3 เดือน เพราะถ้าเราดูค่าเฉลี่ยอาจจะมีคนกิน 188 วันจริง แต่ก็เป็นไปได้ว่า ช่วงไหนกินเยอะก็กินกันทุกวัน เบื่อก็หายไป แล้วกลับมากินใหม่ก็ได้
3️⃣ การที่กึ่งๆ บังคับว่าต้องกินบ่อยๆ เพราะซื้อแพ็คเกจไปแล้ว เวลาไปเดินห้าง ก็อาจจำใจต้องแวะไปกิน สุดท้ายอาจจะจำใจกินจนเอียน และถ้ามีขายแพ็คเกจรอบใหม่ก็อาจจะไม่ซื้อซ้ำอีกแล้วก็ได้ ถ้าทำให้กินร้านอื่นในเครือได้ หรือเอามาเป็นส่วนลดซื้อกุ้ง เป็ดย่าง หมี่หยกได้ ก็น่าจะดี.
📌 โดยสรุป ผู้บริหาร Gen 2 ชอบทดลองทำโปรเจ็คท์ใหม่ๆ แบบนี้แหละ ผมคิดว่าดีนะ แต่คิดว่าคงต้องเอา feedback ต่างๆ มาปรับเพิ่มถ้าจะทำ subscription จริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการจำกัดคนเดียวและจำกัดด้านเวลา อันนี้คือประเด็นหลัก ที่สำคัญ ต้องรีบทำก่อนคู่แข่งจะเห็นไอเดียแล้วไปทำตาม.
#วิตามินหุ้น

💸 AEONTS งบ Q1 (Mar-May’2026) 💸.🔹 กำไรสุทธิ 793 ล้านบาท +2.7% YoY, -13.1% QoQ ดีกว่า consensus คาด 6% หลักๆ มาจากการตั้ง...
12/07/2026

💸 AEONTS งบ Q1 (Mar-May’2026) 💸.
🔹 กำไรสุทธิ 793 ล้านบาท +2.7% YoY, -13.1% QoQ ดีกว่า consensus คาด 6% หลักๆ มาจากการตั้งสำรองที่ลดลง แต่ที่น้อยกว่าไตรมาสก่อน เพราะโดยปกติ Q4 มักจะมีการขายหนี้เสียออกไป.
🔹 ตั้งสำรอง 1,637 ล้านบาท ลดลงประมาณ 130-150 ล้านบาท เทียบ YoY, QoQ เพราะว่ามีการกลับรายการสำรองน้ำท่วมภาคใต้ 150 ล้านบาท (ตัวเลขใกล้เคียงกัน)
🔹 บริษัทบอกว่าไตรมาสมีตั้งสำรองสงครามตะวันออกกลาง 230 ล้านบาท แต่ใน AGM ตอบคำถามเรื่องนี้ว่าไม่พบกลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลโดยตรงจากสงคราม เดาว่าตั้งเผื่อไว้ก่อน ถ้าสงครามสงบน่าจะกลับสำรองได้
🔹 ถ้าตัดเรื่องสำรองออกไป มาดูที่ PPOP ไตรมาสนี้ 2,626 ล้านบาท -5.5% YoY, -9.6% QoQ ก็คือ ยังดูไม่ค่อยดี เป็นผลมาจากตั้งแต่นโยบายปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด พอร์ตสินเชื่อลดลงต่อเนื่อง รายได้ลด และ NIM ก็ยังลดลงต่อเนื่อง
🔹 การหารายได้ยังไม่ดี พอร์ตสินเชื่อลดลง 8 ไตรมาสติด ทั้งสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต ที่โตได้อยู่คือเช่าซื้อ แต่สัดส่วนยังเล็กแค่ 13% และ NIM ยังลดลงต่อเนื่องเหลือ 17.3% จากฝั่ง Loan Yield ที่ลดลง
🔹 คุณภาพสินทรัพย์ดูนิ่งๆ จาก NPL 5.6% และ Stage 2 ที่ 2.9% (เพิ่มเล็กน้อย) Credit Cost ก็ลดเหลือ 7.6% ตามสำรองที่ลดลง
========================
🔥 แล้วทำไมพอประกาศงบมา 2 วัน ราคาหุ้นขึ้นไปเกือบ 7% ถ้าให้เดาอาจเป็นเพราะ.
1️⃣ งบดีกว่าคาด 6% ก็ถือว่าดีแหละ และมาจากการตั้งสำรองที่พอ net แล้วก็ไม่ได้ลดลง แถมยังอาจมีการกลับสำรองเรื่องสงครามได้ในอนาคต
2️⃣คุณภาพสินทรัพย์ก็ดูโอเค ทรงตัวได้ แต่ก็เป็นเพราะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ถ้าไม่ได้กลับไปเร่งปล่อยสินเชื่อบุคคล หรือเช่าซื้อ จำนำทะเบียนมาก ก็น่าจะคุมได้
3️⃣ แนวโน้ม NIM น่าจะเพิ่มได้ จากการ Roll Over หนี้ระยะสั้นที่มีอยู่ 23,000 ล้านบาท ในปีนี้ แม้ฝั่งปล่อยกู้จะไม่เพิ่มก็ตาม
4️⃣ ราคาโซนล่าง P/E ต่ำ 10 P/BV ต่ำ 1 พร้อมปันผล 5%
5️⃣ โครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 ยังมีอยู่ถึงไตรมาส 4
6️⃣ ราคาหุ้น KTC ขึ้นไปแล้ว นักลงทุนก็อาจมองหาหุ้นใกล้เคียงกัน

📌 โดยสรุป งบดีกว่าคาดจริง แต่กำไรระดับ 800 ล้านบาท ก็ไม่ได้ตื่นเต้นมากนัก แต่น่าจะยืนระดับนี้หรือมากกว่านี้ได้บ้าง (โดยเฉพาะในไตรมาสที่มีการขายหนี้เสีย)
ความกังวลหลักคือ การหารายได้ที่ดูไม่ค่อยโต และการตั้งสำรองที่พร้อมตั้ง management overlay ถ้าปัจจัยภายนอกไม่ปกติ ส่วนข้อดี คือ การคุมคุณภาพสินทรัพย์ และราคาหุ้นโซนล่างบวกปันผลในระดับที่พอใช้ได้.
#วิตามินหุ้น

เจาะลึกงบ 🥩 ร้านเนื้อแท้ 🥩 ยอดขายดี แต่กระแสเงินสดมีปัญหา ไม่พอจ่ายเงินเดือนพนักงาน.ถ้าพูดให้ถูกต้อง บริษัทนี้มีชื่อว่า ...
11/07/2026

เจาะลึกงบ 🥩 ร้านเนื้อแท้ 🥩
ยอดขายดี แต่กระแสเงินสดมีปัญหา ไม่พอจ่ายเงินเดือนพนักงาน.
ถ้าพูดให้ถูกต้อง บริษัทนี้มีชื่อว่า Company B ก่อตั้งมาเมื่อปี พ.ศ. 2557 ทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทั้งทำเองและร่วมทุนกับคู่ค้า ทำฟาร์ม โรงงานแปรรูป จำหน่ายเนื้อสด ร้านอาหาร จนไปถึงแซนวิช แฮมเบอร์เกอร์ขายใน 7-11.
1️⃣ รายได้ทุกๆ 100 บาท จะเป็นต้นทุน 35 บาท เป็นค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 62 บาท ต้นทุนการเงิน 1.5 บาท มีรายได้อื่น 1.6 บาท ทำให้เหลือกำไรเพียง 2.6 บาท (เรียกได้ว่า GPM สูง แต่ SG&A ก็สูงตามไม่แพ้กัน)
2️⃣ ยอดขายดี โตต่อเนื่อง จากข้อมูล DBD ตั้งแต่ปี 2559 ถึงปี 2567 โตจาก 30 เป็น 625 ล้านบาท ถ้าดูช่วง 3 ปีหลัง คือ ยอดขายโตเท่าตัว ถ้าดูแค่บรรทัดนี้ก็ต้องบอกว่า ยอดขายดีจริง (แต่ต้องวงเล็บว่าปี 2568 ยังไม่ส่งงบ)
3️⃣ กำไรโตสวนทาง ขาดทุนมาตลอดตั้งแต่ปี 2559 และขาดทุนหนักช่วง COVID ก่อนที่จะเริ่มทำกำไรได้ในปี 2565-2567 แต่มีข้อสังเกต คือ GPM ไม่ได้สูงมาตั้งแต่แรก กลับกันเหวี่ยงมากตั้งแต่ 2-27% และ SG&A ก็ใช้ระดับ 30% มาตลอด
4️⃣ ตั้งแต่ปี 2565 เริ่มเห็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางโครงสร้างงบของบริษัท คือ สินทรัพย์เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดในส่วนของสินค้าคงเหลือ (สต๊อค) และที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ (PPE) รวมไปถึงหนี้สินหมุนเวียน (หนี้สั้น) เป็นไปได้ว่า โครงสร้างธุรกิจบริษัทเปลี่ยนไปลงทุนมากขึ้นทั้งเปิดสาขาร้านอาหารเยอะ ลงทุนด้านฟาร์มเลี้ยง ฟาร์มขุน โรงงานแปรรูป จำหน่ายเนื้อสด เราถึงเห็นว่า GPM และ SG&A เพิ่มขึ้นเยอะกว่าในอดีต
5️⃣ แต่ด้วยความที่บริษัทขาดทุนมาตลอด การที่จะลงทุนเยอะ โดยไม่กู้เงินมาก ก็ต้องอาศัยการเพิ่มทุนเข้ามา เราเลยเห็นทุนจดทะเบียนเพิ่มมาทุกปีจากปีแรก 3 ล้านบาท มาล่าสุด 132 ล้านบาท และถ้าเราดูรายชื่อกรรมการบริษัทนอกจากบังโตกับบังตาลแล้ว เราจะเห็นทั้งเจ้าของธุรกิจขนส่ง นักลงทุนในตลาดหุ้น อยู่ด้วย
6️⃣ ประเด็นที่เป็นดรามาเรื่องจ่ายเงินเดือนพนักงานไม่ครบ ผู้บริหารแจ้งว่า เป็นการคำนวณและบันทึกต้นทุนที่ผิดพลาด ทั้งในส่วนของธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจจำหน่ายเนื้อในห้างสรรพสินค้า ทำให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงสูงกว่าที่บริษัทคำนวณไว้ ถ้าเรามาดู ส่วนของระยะเวลาขายสินค้า 3 ปีหลัง คือ 130 วัน 611 วัน และ 475 วัน ตามลำดับ พูดง่ายๆ คือ สต๊อคนานถึง 16 เดือน
7️⃣ สต๊อคสินค้านานมากเกิน 1 ปี เป็นไปได้ เพราะเนื้อดรายเอจ เนื้อแช่แข็ง และอาจนับไปถึงธุรกิจแปรรูปต่างๆ ด้วย แต่พอระยะเวลาขายสินค้านานขนาดนั้น บวกกับการที่บริษัทระดมทุน มีหนี้สั้นเยอะ มาลง PPE เพิ่มมาก ทำให้สภาพคล่องหาย ถ้าเราดู Quick Ratio จะเหลือแค่ 0.18 เท่า (อยู่ในระดับต่ำกว่า 1 เท่า มา 4 ปี แล้ว)...
📌 โดยสรุปแล้ว เนื้อแท้ ขายดีจริง ยอดขายโตทุกปี แต่กำไรกลับสวนทาง เท่าที่ดูอาจไม่ได้แค่คำนวณและบันทึกต้นทุนผิดพลาด แต่อาจเป็นเรื่องโครงสร้างการลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย และการขยายสาขา ที่ทำให้ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ ค่าใช้จ่ายการขายการตลาดเยอะ
📌 ถึงแม้ GPM จะสูงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้กำไรสูงตาม จนขาดสภาพคล่องเกิดเป็นดรามาที่เราเห็นกัน.
ทางแก้หลักๆ ที่คิดออก คือ
1️⃣ ระยะสั้น ต้องหาแหล่งเงินทุน หรือหานักลงทุนเพิ่มเงินลงทุนไปเติมสภาพคล่อง จ่ายเงินเดือนพนักงานให้ครบก่อน
2️⃣ ปรับโครงสร้างใหม่ เลือกธุรกิจที่จำเป็นที่ทำกำไรดี ที่ถนัดจริงๆ เพื่อลดทั้งเงินลงทุน และค่าใช้จ่าย โดยในช่วงสั้นอาจ
3️⃣ ถ้าอะไรๆ ยังไม่ดีขึ้น อาจต้องไปจิ๊จ๊ะ ที่ราชมังฯ ซักรอบนึง .
#เนื้อแท้ #วิตามินหุ้น

MAI FORUM 2026พรุ่งนี้ใครไปบ้างครับ ผมมีพูด session 3 ตอน 11.30 กับพี่มี่ คุณบอล ใครไปมาทักทายกันนะ.📅 วันเสาร์ที่ 4 กรกฎ...
03/07/2026

MAI FORUM 2026
พรุ่งนี้ใครไปบ้างครับ ผมมีพูด session 3 ตอน 11.30 กับพี่มี่ คุณบอล ใครไปมาทักทายกันนะ.
📅 วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2569
⏰ เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป
📍 ห้องบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์
🎟️ เข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
📲 ลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่
https://evcnx.co/mai2026

BH งบ Q1’26กำไร 1,790 ล้านบาท +3.2% YoY ดีกว่าคาด 9%ถ้าเทียบ QoQ จะติดลบ เพราะมี seasonal effect…🏥 รายได้โตไม่เยอะ 6,204...
23/04/2026

BH งบ Q1’26
กำไร 1,790 ล้านบาท +3.2% YoY ดีกว่าคาด 9%
ถ้าเทียบ QoQ จะติดลบ เพราะมี seasonal effect

🏥 รายได้โตไม่เยอะ 6,204 ล้านบาท +1.4% YoY มาจากคนไข้ต่างชาติ +4% คนไข้ไทย -4% บวกลบเท่ากันเลย แต่คนไข้ต่างชาติมาด้วยความรุนแรงของโรคมากกว่า และเข้า admit มากกว่า ทำให้รายได้รวมโตได้
🏥ถ้าเรามาแยกดูคนไข้ต่างชาติจะพบว่า บังกลาเทศ +25% ตะวันออกกลาง +21% เมียนมา +15% ดูบวกเยอะ เพราะว่าช่วงมกรา กุมภา ยังไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม คนไข้เลยเข้ามาเยอะ ผลจริงๆ จะเริ่มเห็นตั้งแต่ Q2 เป็นต้นไป แต่สุดท้ายก็เชื่อว่า เหตุการณ์จะคล้ายๆ COVID คือ พอสงบจะมี pent up demand กลับเข้ามาเยอะ (ดูรูปประกอบใน comment)
🏥 ต้นทุน -0.6% และ SG&A -2.2% แบบนี้ คือดี รายได้เพิ่ม ต้นทุนลด ค่าใช้จ่ายลด โดยเฉพาะ admin expense ที่เป็น fix cost ด้วย ทำให้ margin จะเพิ่มเยอะ เพราะได้ operating leverage เราถึงเห็นว่า GPM = 51.3% +100 bps และ NPM = 28.6% +70 bps
🏥 สุดท้าย กำไรสุทธิ ก็เลยโตได้มากกว่าเป็น +3.2%.
📌 โดยสรุป BH ยังรักษาการเติบโตไว้ได้ดี แต่ผลกระทบจากสงครามกำลังจะแสดงให้เห็นใน Q2 เป็นต้นไป ต้องดูการแก้เกมส์ว่าจะทำอย่างไร เราอาจจะได้เห็นแคมเปญการเพิ่มคนไข้ไทย คนไข้ CLMV มากขึ้น ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพการคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย รวมไปถึงอาจจะมีการจ่ายปันผลพิเศษเหมือนปีที่ผ่านมา
📌 แล้วพอสงครามสงบ ก็น่าจะเป็นโอกาสครั้งใหม่เมื่อโรงพยาบาลที่ภูเก็ตเสร็จพอดี
แต่ช่วงนี้ก็คงต้องอดทนและให้กำลังใจกันไปครับ.
🔥 ใครชอบการวิเคราะห์ง่ายๆ รวบรัดแบบนี้ สมัครคอร์สสรุปงบ 1H2026 ได้เลย เริ่มเรียน 26 เมษายนนี้.
รายละเอียดเพิ่มเติม https://stockvitaminscourse1h2026.my.canva.site/
#วิตามินหุ้น

KBANK งบ Q1'26.💰 กำไรดูเหมือนโตดี 14,667 ล้านบาท +6.4% YoY แต่เพราะมีรายได้ one time 1,455 ล้านบาท (รายได้ชดเชยมูลค่าการ...
21/04/2026

KBANK งบ Q1'26.
💰 กำไรดูเหมือนโตดี 14,667 ล้านบาท +6.4% YoY แต่เพราะมีรายได้ one time 1,455 ล้านบาท (รายได้ชดเชยมูลค่าการลงทุน 1,455 ล้านบาท เกิดจากการลงทุนในอดีต 5 ปีที่แล้ว เข้าเงื่อนไขพอดี) ถ้าตัดออก กำไร -3% YoY
💰 ในฝั่งของรายได้ที่ดี คือ ค่าธรรมเนียมจากกองทุน และธุรกิจหลักทรัพย์ แต่ส่วนที่ยังไม่ดี คือ รายได้ดอกเบี้ย ที่ลดลงทั้ง สินเชื่อและ NIM
💰 แต่ถ้ามองในแง่ดี ก็ยังมี 3 เรื่อง คือ 1) ค่าใช้จ่ายคุมได้ดีลดลงทั้ง YoY, QoQ หลักๆ จากค่าเงินเดือนพนักงาน 2) คุณภาพสินทรัพย์ยังคุมได้อยู่ NPL 3.2% และ Credit Cost 1.6% และ 3) ตั้งสำรองลดลง ถึงแม้ว่าปัจจัยภายนอกไม่ดีนัก
💰 ราคาหุ้นดูเหมือนลงเยอะ 5 บาท แต่วันนี้มี XD 12 บาท ก็แปลว่าตลาดมองดีกว่าที่คิด.
📌 โดยสรุป KBANK มีรายการพิเศษ ทำให้กำไรดูดีเกินจริง ส่วนที่ดีคือ รายได้ฝั่งค่าธรรมเนียม กำไรเงินลงทุน และการคุมค่าใช้จ่าย แต่ส่วนที่ยังต้องติดตาม คือ รายได้หลักจากฝั่งดอกเบี้ยยังดูไม่ดี และต้องดูว่าการตั้งสำรองถ้าไม่เพิ่มจะเอาอยู่มั้ย.
📌 แต่ทั้งเรื่องดีและไม่ดีก็อาจจะถัวๆ กันไป แล้วมาชดเชยด้วยการจ่ายปันผลที่มากขึ้นก็ได้.
📣 ใครชอบการวิเคราะห์ง่ายๆ รวบรัดแบบนี้ สมัครคอร์สสรุปงบ 1H2026 ได้เลย เริ่มเรียน 26 เมษายนนี้
รายละเอียดเพิ่มเติม https://stockvitaminscourse1h2026.my.canva.site/
#วิตามินหุ้น

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Stock Vitamins - วิตามินหุ้นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แนะนำ

แชร์