HR อย่างง่าย เพื่อผู้นำยุคใหม่

HR อย่างง่าย เพื่อผู้นำยุคใหม่ มีเทคนิค Basic HR+How to บริหารคนแบบง่ายเพื่?

25/01/2026

เรื่องใกล้ตัวคนทำงานไม่รู้ไม่ได้!
เงินประกันสังคมของเรา...ถูกบริหารดีแค่ไหน???
แล้วจะยอมปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปจริงหรือ ลองมาดูคลิปนี้กันค่ะ

https://www.facebook.com/share/v/18J1UCb9Vd/

รู้ยังเอ่ย?...เรายังเป็น "วัยรุ่น" ได้จนอายุ 45 !ใช่ค่ะ...เมื่อโลกเปลี่ยนไปและคนละอายุยืนขึ้นตลอดจน Lifestyle ที่เปลี่ยน...
21/01/2026

รู้ยังเอ่ย?...เรายังเป็น "วัยรุ่น" ได้จนอายุ 45 !

ใช่ค่ะ...เมื่อโลกเปลี่ยนไปและคนละอายุยืนขึ้น
ตลอดจน Lifestyle ที่เปลี่ยนไป

การนิยามช่วงอายุใหม่ก็เกิดขึ้น!
(อ่านอ้างอิงข้อมูลได้จาก https://salehere.co.th/articles/a-new-way-of-thinking-about-age)

แน่นอนค่ะ ว่า...
การแบ่งช่วงวัย แบบนี้ทางราชการไทย อาจยังไม่ยอมรับ...
แต่ว่า...
ในการใช้ชีวิตแบบ anti- aging แนวคิด การแบ่งช่วงอายุแบบนี้ ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น
แล้ววันนี้...มีใคร ที่พร้อมจะเป็นวัยรุ่นกันอีกครั้งรึยังคะ?🤣🤭

่างง่าย

🎉พิเศษสุดๆ 🎁 สำหรับแฟนเพจที่น่ารักของก้อยค่า 🤗..ให้ของขวัญคนอื่นมากมาย แล้วเรามีของขวัญดีๆ ให้ตัวเองรับปีใหม่ กันหรือยัง...
14/01/2026

🎉พิเศษสุดๆ 🎁 สำหรับแฟนเพจที่น่ารักของก้อยค่า 🤗..ให้ของขวัญคนอื่นมากมาย แล้วเรามีของขวัญดีๆ ให้ตัวเองรับปีใหม่ กันหรือยังคะ?

ใครสนใจ Upgrade ตัวเองแบบเห็นผลลัพธ์แน่นอน ในปีนี้ !

ไปเช็คเอาท์ (หนังสือราคาพิเศษ 69 บาท) หนังสือ "ขอแค่ 1 อย่างที่คนรอบข้างไม่มี สมอง CEO"
กันเลยจ้า

หนังสือ จากใจก้อย ที่อยากให้ทุกคน เป็นที่ 1 ได้ใน version ที่ดีที่สุดในแบบของเรา!! 🤗❤️

ซื้อไปเป็นของขวัญ ให้คนที่เราห่วงใย ก็เริ่ดเลิศ น้า 🎁😘
ช้อปเลยที่ลาซาด้า | https://s.lazada.co.th/s.ZbCtQ6

With love 😘
ดร.ก้อย
่างง่าย
PS - ก้อยขอบคุณทุกคน ที่สนับสนุนหนังสือเล่มนี้นะคะ แม้จะออกมา 2-3 ปี แล้ว ยังคงติด Top 10 ของหนังสือหมวดพัฒนาตัวเอง ของผู้จัดจำหน่ายหนังสืออยู่เลย ก้อยซาบซึ้งทุกคน+ ทุกรีวิว เลยค่า 🤗🙏😘

มีใครอยากพัฒนาตัวเอง แบบก้าวกระโดดในปีหน้าบ้างมั้ยคะ? ถ้าคำตอบคือ...ก็ "ฉัน" น่ะซินี่เลยค่ะ...รวมมาให้แล้ว กับกฏทางจิตวิ...
19/12/2025

มีใครอยากพัฒนาตัวเอง แบบก้าวกระโดดในปีหน้าบ้างมั้ยคะ?
ถ้าคำตอบคือ...ก็ "ฉัน" น่ะซิ
นี่เลยค่ะ...รวมมาให้แล้ว กับกฏทางจิตวิทยาที่ popular เพื่อการพัฒนาตัวเองอย่างได้ผล!
ไปลองเลือกซักอัน...แล้วมาเริ่มเลยนะคะ
่างง่าย
#แชร์ไว้ได้ใช้แน่นอน

ขอร่วมน้อมส่งพระองค์ สู่สวรรคาลัย 🙏ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ่างง่าย
25/10/2025

ขอร่วมน้อมส่งพระองค์ สู่สวรรคาลัย 🙏
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
่างง่าย

ไม่ใช่แค่ข้าราชการสาวคนดังที่ควรรู้...แต่...พนักงานรัฐและข้าราชการทุกคนก็ควรรู้จ้า!รู้ยัง...การลาออกไม่ใช่ยื่นแล้วไปเลย!...
02/10/2025

ไม่ใช่แค่ข้าราชการสาวคนดังที่ควรรู้...แต่...
พนักงานรัฐและข้าราชการทุกคนก็ควรรู้จ้า!

รู้ยัง...การลาออกไม่ใช่ยื่นแล้วไปเลย!?
มีข้อกำหนดอะไรบ้าง ดูได้ตามรูปเลยค่า
่างง่าย
#แชร์ไว้เผื่อได้ใช้ 🤣

Photo credit : ขอบคุณเพจ The Nation

13/08/2025

มาลองเช็คกันดู
งานที่เราทำอยู่ ได้กี่คะแนนเอ่ย?!

มาค่ะ...มา upskill ให้ตัวเองกัน เมื่อมหาวิทยาลัยไม่เคยสอน แต่เราก็เตรียมตัว ไว้ก่อนได้...เพราะของมันต้องมี!
02/06/2025

มาค่ะ...มา upskill ให้ตัวเองกัน เมื่อมหาวิทยาลัยไม่เคยสอน แต่เราก็เตรียมตัว ไว้ก่อนได้...เพราะของมันต้องมี!

🤩 รวม 12 คอร์สเรียนวัยทำงาน ที่ตั้งแต่เด็กจนโตไม่มีใครสอน!

💬 ชาววัยทำงานห้ามพลาดโพสต์นี้เลย #ชอบโปรเลเวลอัป ได้รวมเอาสารพัดคอร์สเรียนฟรีจากเว็บต่าง ๆ มาฝากทุกคนถึง 12 คอร์สด้วยกัน! ซึ่งแต่ละคอร์สเป็นคอร์สที่เหมาะกับวัยเรามาก ๆ มีหลายอย่างเลยที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่เคยสอนเรา ไม่ว่าจะเป็นทริคการสมัครงาน ทั้งในเรื่องภาษา เรซูเม่ และพอร์ตต่าง ๆ หรือเรื่องภาษี การวางแผนทางการเงิน ที่จะส่งผลต่อเราในอนาคต น่าเรียนทุกคอร์สเลย ใครสนใจคอร์สไหนตามพิกัดที่แอดแปะไว้ไปเรียนได้เลยนะ ทั้งหมดนี้เรียนฟรี!

📍 พิกัดคอร์สเรียนใต้คอมเมนต์นะ

#ชอบโปร #คอร์สเรียนออนไลน์ #คอร์สออนไลน์ #คอร์สเรียนฟรี

31/05/2025

อยากรู้มั้ยคะ? ว่า...
ใครกันนะ เป็นคนคิดให้เรา ต้องทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน? แล้วก็ทำวันละ 8 ชั่วโมง??

อยากรู้...ไปดู คลิปสนุกๆนี้กันเลยค่า

https://www.facebook.com/share/v/16FM8fcfuV/

พวกเราพร้อมรับยุค AI กันรึยังคะ?อยากเตรียมตัวให้ดี...ไปอ่านเรื่องนี้กันเลยค่า
05/05/2025

พวกเราพร้อมรับยุค AI กันรึยังคะ?
อยากเตรียมตัวให้ดี...ไปอ่านเรื่องนี้กันเลยค่า

5 ข้อคิดฝากบอร์ด AI แห่งชาติ

ประเทศไทยเพิ่งตั้งคณะกรรมการ AI แห่งชาติ ขึ้นมาใหม่และเริ่มผลักดันการวาง ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติอย่างจริงจัง

ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะการตั้งใจเอา AI มาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของเศรษฐกิจไทย เพราะเอไอควรสอดแทรกเติมพลังให้ทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่อยู่แค่ในภาคเทคโนโลยีเท่านั้น

ในฐานะคนที่สนใจและติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ผมมีข้อสังเกต 5 ข้อ ที่อยากฝากไว้เพิ่มเติมเผื่อจะมีประโยชน์ต่อคณะกรรมการ AI แห่งชาติบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ

1. นโยบาย “ปัญญาประดิษฐ์” ควรมาจาก “หลากหลายปัญญามนุษย์”

เพื่อให้แผนนี้เป็นของทุกคน และเกิดได้จริง
“กระดุมเม็ดแรก” คือ โครงสร้างของคณะกรรมการฯ ควรเปิดให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีบทบาทร่วมกันออกแบบและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เอไอแห่งชาติมากขึ้น

-ภาคเอกชน ที่เข้าใจโอกาส-ความเสี่ยง-อุปสรรคของการใช้ AI ในสนามจริง
-ภาควิชาการ ที่ตามทัน รู้ลึกเทคโนโลยี และประเด็นทางนโยบายที่ถกกันในระดับโลก ยิ่งเรามีนักวิจัยคนไทยเก่งๆอยู่สถาบันระดับโลกในต่างประเทศ ยิ่งควรมีเวทีให้เขามาร่วมคิด (ดูในคอมเมนท์)
-ภาคประชาชน ที่ได้รับผลกระทบทั้งในหมวกผู้บริโภคและแรงงาน ทั้งยังมีหลายกลุ่มเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ตัวอย่าง: อังกฤษ และเกาหลีใต้ ล้วนมีคณะกรรมการ AI ที่เปิดให้ภาคเอกชนและนักวิจัยเข้ามาร่วมโต๊ะตั้งแต่ต้น

2. พัฒนาไกด์ไลน์การใช้ AI รายอุตสาหกรรม

เพราะ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่มันคือ “การปฏิวัติทางปัญญา”

ถ้าเราใช้ AI แบบกำปั้นทุบดิน หรือทำเพราะ “เขาก็ทำกัน” ผลที่ตามมาอาจเสี่ยงมากกว่าดี
หลายเคสทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า...

-ลงทุนแพงแต่คนใช้ไม่เป็น → สูญเปล่า
-ใช้AI แบบไม่รู้จัก “เอ้ะ” → โดนมันหลอน
-ใช้ AI โดยไม่ตรวจสอบ bias → เกิดการเลือกปฏิบัติ เพิ่มความเหลื่อมล้ำ
-ใช้ในงานเสี่ยงสูงแต่ไม่มี oversight → เสี่ยงอุบัติเหตุ-อันตราย
เป็นต้น

สิ่งที่ควรทำคือ “รีดีไซน์กระบวนการทำงาน” ให้ปัญญามนุษย์คนและ ปัญญาประดิษฐ์ ทำงานร่วมกันได้อย่างเหมาะสมในแต่ละอุตสาหกรรมและวิชาชีพ

โดยเอกชน-รัฐ-ภาควิชาการ อาจร่วมกันจัดทำ “AI for Industry Playbook” รายอุตสาหกรรม-วิชาชีพ ที่ระบุ
- สิ่งที่ควรทำ
- สิ่งที่ไม่ควรทำ
- สิ่งที่ควรระวัง

เขียนให้เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง สอดคล้องกับหลักสากล และมีการปรับปรุงอยู่เสมอ โดยอาจมีบริษัทที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญช่วยพัฒนาคู่มือนี้ด้วย

ตัวอย่าง: สิงคโปร์มีคู่มือ “AI Job Redesign Guide” ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจรู้ว่า AI ควรใช้กับ task แบบไหน และควรหลีกเลี่ยงอะไร

3. Reskill คนไทยให้ “พร้อมสำหรับยุค AI” ไม่ใช่แค่ “เพื่อใช้ AI”

AI ไม่ได้แค่เปลี่ยน “เครื่องมือ” แต่กำลังเปลี่ยน “งาน” เกือบทุกประเภท ทั้งบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ

หลายอาชีพจะหายไป หลายอาชีพจะถูกออกแบบใหม่ และทักษะที่จำเป็นจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เราจึงควรแยกให้ชัดระหว่าง:

-ทักษะการใช้เอไอ (AI Skills) เช่น การเขียน Prompt, การรู้เท่าทันข้อจำกัดและภัยของ AI ฯลฯ
- ทักษะมนุษย์สำหรับยุคเอไอ (Human-Centered Skills for the Age of AI) เช่น ความคิดสร้างสรรค์, Empathy, Critical Thinking, การสื่อสารและทำงานเป็นทีม ฯลฯ

ในกลุ่ม Global Future Council ของ WEF ที่ผมได้ร่วมงานด้วย หลายคนมองว่า “ทักษะมนุษย์” เหล่านี้อาจยิ่งมีความสำคัญขึ้นในยุค AI ด้วยซ้ำ

การเรียนรู้ในอนาคต จึงไม่ใช่แค่ การใช้เอไอในการศึกษา แต่ควรเป็นใช้การศึกษาเพื่อสร้างคนให้พร้อมกับยุคเอไอ

อย่างน้อยประเทศไทยอาจต้องมีนโยบาย Reskilling ระดับชาติ บ่มสร้างทักษะทั้งสองกลุ่ม โดยมีพร้อมระบบประเมินผล ไม่ใช่แค่เรียนคอร์สแล้วจบ

ตัวอย่าง: สิงคโปร์มี SkillsFuture สำหรับทุกวัย ส่วนแคนาดาก็มีโครงการ Reskill ผู้ได้รับผลกระทบจาก AI อย่างเป็นระบบ

4. ทบทวนระบบนิเวศนวัตกรรมไทย – AI คือโอกาสทองในการ “แก้จุดตัน” ที่เคยถ่วงเราไว้

แม้เราจะมีคนเก่ง ทุน และความตั้งใจ แต่สตาร์ทอัพไทยที่ไปไกลระดับภูมิภาคหรือโลกยังมีน้อยมาก

คำถามสำคัญคือ...
-เราสนับสนุนการวิจัยพัฒนาและเปิดโอกาสให้นักวิจัยต่อยอดงานวิจัยเป็นนวัตกรรมพอไหม
-เรามีทุนที่เข้าใจธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย tech และช่วยพาเขาไประดับโลก-ภูมิภาคไดจริงหรือเปล่า
-เราดึงดูดหัวกะทิจากทั่วโลกได้แค่ไหน

นี่อาจเป็นโอกาสให้กลับมาผลักดันนโยบายที่ทำไว้ยังไม่เสร็จตั้งแต่ยุคดิจิทัล เช่น

-การสร้าง Innovation ecosystem เชื่อม กองทุน VC-มหาวิทยาลัย-สตาร์ทอัพ-รัฐ เข้าด้วยกัน
-การออกนโยบายแบบ Proactive ดึงดูดหัวกะทิด้าน AI เข้าประเทศ ฉกฉวยจังหวะที่ภูมิรัฐศาสตร์ร้อนแรงทำให้อาจมี Talent จำนวนมากย้ายประเทศ

เราอาจทำทุกเรื่องไม่ได้แต่อย่างน้อยน่าจะมีโอกาสในการสร้าง นวัตกรรมที่มาจาก AI x อุตสาหกรรมที่ไทยเก่งอยู่แล้วเช่น สุขภาพ Creative ท่องเที่ยว อาหาร ฯลฯ

5. ยกระดับภาครัฐด้วย AI – โปร่งใส คล่องตัว ตรวจสอบได้

ในช่วงที่ผ่านมาประเด็นเรื่องธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และคุณภาพของบริการภาครัฐ เป็นหัวข้อที่สังคมให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเราใช้ AI อย่างมียุทธศาสตร์ อาจช่วยเปลี่ยนบริการภาครัฐให้เป็นแบบที่ประชาชนอยากเห็น:
– เปิดข้อมูลผ่านระบบที่เข้าใจง่าย
– วิเคราะห์ bottleneck ในขั้นตอนอนุญาต
– ตรวจจับความเสี่ยงการทุจริต

ส่วนตัวผมกำลังพยายามคิดต่อว่า เราจะเอา AI มาใช้ต่อยอด พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ใน กมธ.ของสภา (ที่ผมมีส่วนร่วมด้วย) ได้อย่างไรบ้าง

สุดท้ายนี้...
ยุคของ AI คงจะมาแน่
แต่ส่วนตัวผมอยากเห็นมากกว่าแค่
“การใช้ AI in Thailand”
อยากให้ยุทธศาสตร์ชาติก่อให้เกิด
“AI for Thailand”
คือการพัฒนาและใช้เอไออย่างปลอดภัย (safe) สร้างสรรค์ (productive) และทั่วถึง (inclusive)

และเชื่อว่า“ปัญญาประดิษฐ์” จะสร้าง “ปัญญา” ได้เมื่อได้ “ปัญญามนุษย์” จากหลากหลายวงการมาช่วยกันคิดและทำ

หวังว่า 5 ข้อนี้จะพอเป็นประโยชน์บ้างกับคณะกรรมการ AI แห่งชาติของไทย และทุกคนที่เกี่ยวข้องครับ

จะเป็นยังไงบ้าง? ถ้าเรากล้าโดนปฏิเสธ 100 ครั้ง!?ไปเรียนรู้เรื่องราวที่น่าทึ่งนี้กันได้เลยค่าhttps://www.facebook.com/sha...
10/04/2025

จะเป็นยังไงบ้าง? ถ้าเรากล้าโดนปฏิเสธ 100 ครั้ง!?
ไปเรียนรู้เรื่องราวที่น่าทึ่งนี้กันได้เลยค่า

https://www.facebook.com/share/p/16U9AV6Ry9/

🗿[ 6 บทเรียน
จากการถูกปฏิเสธ 100 ครั้ง ]
📍 เมื่อเขาอายุ 6 ขวบ เจีย เจียง (Jia Jiang) เด็กชายสัญชาติจีนที่ปักกิ่งได้รับประสบการณ์ที่ทำให้เขาลืมไม่ลงไปตลอดชีวิต
คุณครูประจำชั้นมีไอเดียในการมอบของขวัญให้เด็ก ๆ ที่น่าสนใจ ในชั้นประถมมีเด็กทั้งหมด 40 คน คุณครูจะให้เด็กออกมาหน้าชั้นทีละคนแล้วเรียกชื่อเพื่อนในห้องที่ทำความดี เพื่อนคนที่ถูกเรียกชื่อก็เดินของมาเอาของขวัญได้
40 คน เหลือ 20 คน เจียงคิดว่าเพื่อนคงจะเรียกชื่อเขาเป็นคนต่อไป แต่ก็ไม่ใช่ จนเหลือ 10 คน ก็ยังไม่มีใครเรียกชื่อเขา ความกังวลเริ่มเข้ามาจับที่หัวใจน้อย ๆ ของเด็กชายคนนั้น จนสุดท้ายเหลืออยู่ 3 คน และเจียงก็เป็นหนึ่งในนั้น และคำชมเชยก็หยุดลง
เจียงร้องไห้เสียใจ คุณครูบอกเพื่อน ๆ “ใครสักคนก็ได้ พูดอะไรดีๆเกี่ยวกับนักเรียนพวกนี้หน่อยซิ”
แต่ทั้งห้องก็เงียบ ด้วยความสงสารครูเลยบอกว่า “งั้นพวกเธอก็ไปหยิบของขวัญมาเลยละกัน แล้วปีนี้ก็ทำตัวดี ๆ หล่ะ ปีหน้าอาจจะมีคนพูดอะไรดี ๆ เกี่ยวกับพวกเธอบ้าง”
โอ้วโหว...มันเป็นประสบการณ์ที่โหดร้ายที่ฝังอยู่ในตัวของเจียงมาตั้งแต่ตอนนั้น เขาเรียนรู้ว่าการไม่ถูกเลือกและถูกปฏิเสธมันเจ็บปวดใจมากขนาดไหน มันเหมือนถูกล้อเลียนและคุณค่าในตัวเขาถูกทุบจนแตกสลายไปจนหมด ต่อจากนั้นมาเขาพยายามหลีกเลี่ยงและวิ่งหนีการถูกปฏิเสธมาโดยตลอด
💫 8 ปีต่อมาเมื่ออายุได้ 14 ปี เขามีโอกาสไปฟัง บิล เกตส์ (Bill Gates) กล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองปักกิ่งและรู้สึกว่าเกตส์เป็นคนที่น่าทึ่งมาก กลับบ้านมาคืนนั้นเขาตั้งเป้าหมายในชีวิตว่า ‘ภายในอายุ 25 ปี เขาจะสร้างบริษัทและซื้อ Microsoft ให้ได้’
มันเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ และสองปีต่อมาเขามีโอกาสมาเรียนต่อที่อเมริกาและก็ตั้งใจว่านี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้เขาตามความฝันจนเป็นจริงได้
แต่ 14 ต่อมาเขาอายุ 30 ปี ความฝันที่จะซื้อ Microsoft ไม่ได้เกิดขึ้น แม้แต่ความฝันในการเป็นผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจก็ไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ เขาเรียนจบและทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่บริษัทแห่งหนึ่ง แล้วก็รู้สึกว่าตัวเอง ‘ติด’ อยู่กับที่ ไปไหนไม่ได้และไม่พอใจกับชีวิตเลย
เขาก็ถามตัวเองว่าทำไม? ไม่ใช่เพราะไม่อยากทำ เพราะเด็กชายวัย 14 ปีที่อยากสร้างอะไรบางอย่าง อยากประสบความสำเร็จในชีวิตยังมีอยู่ แต่เขากลับกลัวทุกครั้งที่จะเริ่มอะไรใหม่ ๆ อยากนำเสนอแผนงาน หรือพูดต่อหน้าคนอื่น ๆ ความกลัวของเด็กชาย 6 ขวบที่ถูกปฏิเสธก็จะผุดขึ้นมาและกดเขาให้ติดอยู่กับที่ตลอด
แต่เขาก็ตัดสินใจครับว่าจะลองเปิดบริษัทของตัวเองและไปขอทุนเหมือนสตาร์ตอัปอื่น ๆ นั่นแหละ และแน่นอนเขาก็ถูกปฏิเสธ มันทำให้เขาเสียใจมาก มากจนอยากจะล้มเลิกทุกอย่าง แล้วก็เขาก็นึกถึงวันที่ได้ฟังเกตส์พูดที่ปักกิ่งวันนั้นแล้วก็ตั้งคำถามว่า ‘ถ้าเป็นเกตส์จะยอมแพ้เหรอ? จะมีผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ คนไหนยอมแพ้อย่างนี้บ้าง?’
เขาลุกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จะไม่ยอมปล่อยให้เด็กหกขวบคนนั้น มากำหนดชีวิตผมอีกต่อไป และก็ไปเจอเว็บไซต์ที่เรียกว่า rejectiontherapy.com เข้า ซึ่งเป็นเกม สร้างขึ้นมาโดยผู้ประกอบการชาวแคนาดา ชื่อว่า เจสัน คัมลี่ ซึ่งใน 30 วันให้คุณออกไป แล้วไปหาการปฏิเสธทุกๆวัน จนสุดท้ายคุณจะชินชากับการถูกปฏิเสธและจะเลิกกลัวมันไปเลย
เจียงชอบไอเดียนี้มาก แต่เขาบอกว่า 30 วันมันน้อยไป เขาทำ 100 วันเลยละกัน และก็ทำบล็อกเขียนเกี่ยวกับมันด้วย และนี่คือสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จาก ‘การถูกปฏิเสธ 100 ครั้ง’ จนมันเป็นประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตของเขาให้กลายเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง นักพูดให้แรงบันดาลใจให้กับคนหลายล้านคนผ่านเวที Ted Talk และผู้ประกอบการอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้สำเร็จแล้ว
✅ 1. อย่าเพิ่งวิ่งหนี
ภารกิจ ‘การถูกปฏิเสธ 100 ครั้ง’ แรกคือ ขอยืมเงินคนแปลกหน้า $100 (ประมาณ 3,800 บาท)’ ซึ่งวันนั้นเขาก็ประหม่ามาก ขนลุก หัวใจเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมาจากหน้าอก เขาสูดหายใจลึก ๆ แล้วเดินดุ่ม ๆ ไปหาชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์บริษัท
เจียง : “คุณครับ ผมขอยืม 100 ดอลลาร์ได้ไหม?”
ชายคนนั้น : “ไม่ได้...เอาไปทำไม?”
เจียงงึมงำ “อ๋อ ไม่ได้เหรอครับ? ขอโทษนะครับ” แล้วก็เดินหนีไปเลย
เขารู้สึกอาย ขายหน้า แต่ระหว่างนั้นเขาก็อัดวิดีโอของตัวเองไปด้วยเพื่อจะได้เห็นปฏิกิริยาของตัวเอง คืนนั้นเขานั่งวิดีโอนั้นซ้ำ ๆ แล้วเห็นตัวเองที่กลัวมาก แล้วเขาก็คิดว่าชายคนนั้นก็ไม่ได้ดูน่ากลัวอะไร แถมยังถามเขาด้วยว่า ‘เอาไปทำไม?’ ซึ่งเจียงสามารถใช้โอกาสนี้ในการอธิบายเหตุผลให้เขาฟังก็ได้ แต่เขากลับวิ่งหนี
เขาเห็นเลยว่าที่ผ่านมาเขาทำแบบนี้ตลอด เจอปฏิเสธปุ๊บวิ่งหนีทันที
นั่นคือจุดที่เขาตั้งปณิธานว่าวันรุ่งขึ้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะไม่วิ่งหนีอีกต่อไป จะประจันหน้าสู้กับมัน
✅ 2. จงอธิบาย
วันที่สองครับ เขาจะ ‘ขอเติมแฮมเบอร์เกอร์’ ที่ร้านเบอร์เกอร์แห่งหนึ่ง ถ้าใครเคยไปกินเบอร์เกอร์ที่ร้านอย่าง Burger King หรือ KFC มันจะมีออปชัน ‘Drink Refill’ หรือเติมเครื่องดื่มไม่อั้น อันนี้เจียงจะขอเติมเบอร์เกอร์ครับ หลังจากทานเสร็จเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์
เจียง : “ผมขอเติมเบอร์เกอร์ได้ไหมครับ?”
พนักงาน : “เติมเบอร์เกอร์? คุณหมายความว่าไงเติมเบอร์เกอร์?”
หลังจากนั้นเขาก็อธิบายให้ฟังว่าก็เหมือนเติมเครื่องดื่ม แต่เป็นเบอร์เกอร์แทน แน่นอนพนักงานที่ร้านตอบปฏิเสธ
แต่ครั้งนี้แทนที่เจียงจะวิ่งหนี เขารวบรวมความกล้าแล้วเริ่มอธิบายและต่อรองครับ
“ผมชอบเบอร์เกอร์ร้านคุณมากเลยนะ ถ้ามีแบบเติมเบอร์เกอร์ด้วยนี้จะเยี่ยมมาก ๆ เลย ผมจะยิ่งชอบพวกคุณเข้าไปอีก”
พนักงานของร้านก็หัวเราะแล้วก็บอกว่าจะไปบอกหัวหน้าให้เผื่อว่าจะมีบริการนี้ในอนาคต
เจียงเดินออกจากร้านแล้วรู้สึกว่า ‘เออ...มันก็ไม่ได้ตายนี่” ความกลัวที่จะวิ่งหนีในวันแรกเริ่มจางหายไป เขาได้เรียนรู้บางอย่างแล้วว่าการถูกปฏิเสธไม่ถึงกับตายและถ้าไม่วิ่งหนีก็จะมีโอกาสอธิบายมุมมองของตัวเองด้วย
✅ 3. บางครั้งเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
วันที่สามเขาไปที่ร้านโดนัทคริสปี้ครีมครับ ครั้งนี้เขาขอให้ทางร้านทำโดนัทเชื่อมกันเป็นสัญลักษณ์โอลิมปิกครับ (แต่ละอย่าง!) เจียงก็คิดในใจว่าเขาก็คงถูกปฏิเสธอีกนั่นแหละ แต่ก็ไม่เป็นไรเขาเตรียมรับมือแล้ว
แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือพนักงานขายมารวมตัวกันแล้วนั่งวางแผนกันว่าจะเอาแป้งมาเชื่อมกันยังไงแล้วทอดยังไงดี จริงจังเลย
15 นาทีต่อมา พนักงานก็เอากล่องคริสปี้ครีมออกมาให้ ข้างในมีโดนัทห้าวงเป็นสัญลักษณ์โอลิมปิกให้เขาได้สำเร็จ มันเป็นเรื่องน่าตกใจ เขาก็ตกใจ พนักงานก็ตกใจว่าทำได้จริง ๆ
เขาเอาวิดีโอนั้นลงยูทูบและมีคนเข้ามาดูถึง 5 ล้านคน โลกก็ตกใจเหมือนกัน และหลังจากนั้นคนก็เริ่มมาติดตามภารกิจถูกปฏิเสธ 100 วันของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ได้ลงหนังสือพิมพ์ รายการทอล์กโชว์ กลายเป็นคนดังไปเลย หลายๆคนส่งอีเมลหาเขา บอกว่า “สิ่งที่คุณทำ มันสุดยอดไปเลย”
แต่เป้าหมายของเขาไม่ใช่ชื่อเสียง แต่เป็นการเอาชนะเด็กหกขวบคนนั้นให้ได้ ยังเหลืออีกหลายวันกว่าภารกิจจะสำเร็จ แต่หลังจากนั้นเขาก็เริ่มสนุกกับมันแล้ว
✅ 4. เวทมนตร์ของคำว่า ‘ทำไม’
ระหว่างทำภารกิจวันหนึ่งที่ต้อง ‘ขอเข้าไปปลูกต้นไม้ที่สวนหลังบ้านคนแปลกหน้า’ เขาไปเคาะประตูบ้านของชายคนหนึ่ง ชายคนนั้นปฏิเสธเขาอย่างสุภาพ ซึ่งแน่นอนตอนนี้เจียงเริ่มทำว่า ‘ผมขอรู้เหตุผลได้ไหมว่าทำไมครับ?’
สำหรับคนที่ถูกปฏิเสธคงรู้ดีว่าความรู้สึกที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่แค่การถูกปฏิเสธเท่านั้น แต่มันคือ ‘การไม่รู้เหตุผลว่าทำไมตัวเองถึงถูกปฏิเสธ’
ชายคนนั้นก็อธิบายว่าเขามีหมาตัวหนึ่งที่ชอบขุดดิน ถ้าเจียงเอาต้นไม้ไปปลูกก็ตายอยู่ดี เสียดายด้วย ลองไปคุยกับบ้านตรงกันข้ามฝั่งถนนไหม บ้านนั้นชอบต้นไม้มากเลย
เขาไปเคาะประตูบ้านตรงข้ามแล้วเจ้าของบ้านก็ยินดีมากที่เจียงจะเอาต้นไม้มาปลูกที่สวนด้วย
เจียงเข้าใจแล้วว่าคนอื่นมีเหตุผลในการปฏิเสธ การคิดไปเองว่าตัวเองถูกปฏิเสธเพราะไม่ดีพอ อีกฝ่ายไม่เชื่อใจ แปลก แตกต่าง หรืออะไรก็ตามบางทีไม่ใช่เรื่องจริงเลย แต่เป็นเพราะสิ่งที่เจียงเสนอ ไม่ตรงกับสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการมากกว่า และอีกฝ่ายก็เชื่อใจมากพอที่จะบอกต่อว่าควรไปที่ไหนด้วย
✅ 5. สร้างความเชื่อใจ
วันหนึ่งเขาเดินไปที่สตาร์บัคส์เพื่อไป ‘ขอเป็นคนยืนต้อนรับหน้าร้าน’ พนักงานสตาร์บัคส์หน้าเหวอไปเลยครับ อะไรคือคนยืนต้อนรับหน้าร้าน เจียงก็อธิบายให้ฟังว่าก็คนยืนต้อนรับลูกค้าเวลาเดินเข้าร้าน ทักทายนู้นนั่นนี้
พนักงานคนนั้นก็ทำหน้าคิดหนักเลย เจียงเลยพูดว่า ‘มันแปลกใช่ไหม?’ พนักงานก็ตอบ ‘แปลกมากเลยหล่ะ’ แล้วเจียงก็หัวเราะ แต่หลังจากนั้นท่าทีของพนักงานก็เปลี่ยนไปแล้วบอกเจียงว่า ‘ลองทำก็ได้นะ แต่อย่าแปลกเกินไปละกัน’
เจียงอธิบายว่าพูดออกไปว่า ‘มันแปลกใช่ไหม?’ เป็นเหมือนการทลายกำแพงของความแตกต่างระหว่างเขากับพนักงานคนนั้น คือเจียงรู้ว่ามันแปลกและก็ทราบดีว่าอีกฝ่ายก็คิดว่ามันแปลกเหมือนกัน งั้นก็แสดงว่าทั้งคู่ก็คิดเหมือนกันนั่นแหละ เป็นการสร้างความเชื่อใจว่าเจ้านี้มันก็ไม่ได้แปลกมากอะไร
✅ 6. เราแค่ต้องถาม (อาจจะไม่ใช่ครั้งเดียว)
ครอบครัวของเจียงทำอาชีพอาจารย์มาสี่รุ่น คุณยายของเขาก็อยากให้เขาเป็นครู แต่ส่วนตัวเขาอยากเป็นผู้ประกอบการมากกว่า แต่ก็มีความฝันว่าอยากสอนสักครั้งเหมือนกัน
เขาเลยคิดว่างั้น ‘ลองไปขอสอนเด็กมหาวิทยาลัยได้ไหม?’ ก็ไปเคาะห้องอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย University of Texas, Austin (เพราะอยู่ที่เมืองนั้น) แล้วก็ขอสอนคลาสหนึ่ง อาจารย์ก็บอกไม่ได้ เขาก็พยายามอธิบาย แต่ก็ยังไม่ได้สุดท้ายก็กลับไป แล้วก็กลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้ก็ยังถูกปฏิเสธเหมือนเดิม
แต่เขาก็กลับมาอีกครั้งเป็นครั้งที่สาม ตอนนี้เขาก็กลับมาพร้อมกับพาวเวอร์พอยต์และสิ่งที่จะสอน อาจารย์ก็รู้สึกว่า ‘เออ..น่าจะใช้ได้ งั้นอีกสองเดือนกลับมาใหม่ เดี๋ยวจะจัดคลาสให้สอน”
สองเดือนต่อมาเขาก็กลับมาสอนอย่างเต็มที่เกี่ยวกับเรื่องประสบการณ์ที่ถูกปฏิเสธมาเป็นร้อยครั้งนี่แหละ หลังจากสอนเสร็จเขาร้องไห้เลยและบอกกับตัวเองว่าเขาทำตามความฝันได้แล้ว เขาเอาชนะเด็กชายวัยหกขวบคนนั้นได้แล้วจริง ๆ
คนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกไม่ว่าจะเป็น มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์, มหาตมา คานธี, เนลสัน แมนเดลา, บิล เกตส์, สตีฟ จ๊อบส์, ไอน์สไตน์, โรซา ปาร์คส์ ฯลฯ ต่างเคยถูกปฏิเสธมาทั้งหมด แต่ไม่เคยให้การถูกปฏิเสธมาเป็นตัวกำหนดเส้นทางเดินของชีวิตพวกเขาเลย
บทเรียนของเจียงทำให้เห็นว่าการถูกปฏิเสธสามารถเปลี่ยนมาเป็นโอกาสได้ เป็นเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจช่วยคนอื่นๆ ให้เอาชนะกับความกลัวกับการถูกปฏิเสธได้
ถ้าตอนนี้คุณกำลังกลัวการถูกปฏิเสธ กำลังเผชิญหน้าอุปสรรค กลัวจะล้มเหลว ขอให้ย้อนกลับมาดูเรื่องราวของเจียง มองดูว่ามันเป็นโอกาส อย่าเพิ่งวิ่งหนี โอบกอดมันไว้ มันอาจจะเป็นของขวัญและเปลี่ยนชีวิตคุณเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับเจียงก็ได้
ชีวิตที่คุณต้องการอาจจะห่างออกไปแค่การตัดสินใจเพียงครั้งเดียว
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆]

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HR อย่างง่าย เพื่อผู้นำยุคใหม่ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง HR อย่างง่าย เพื่อผู้นำยุคใหม่:

แนะนำ

แชร์