20/02/2026
“Bitcoin ช่วยให้พอร์ตนิ่งขึ้นจริงไหม…หรือเรากำลังเอา ‘ระเบิดเวลา’ มาใส่พอร์ตตัวเอง ?”
“Bitcoin ช่วยให้พอร์ตนิ่งขึ้นจริงไหม…หรือเรากำลังเอา ‘ระเบิดเวลา’ มาใส่พอร์ตตัวเอง ?”
ในวันที่ตลาดเต็มไปด้วยความผันผวน ในวันที่คนทั้งโลกพูดถึง “Bitcoin” ราวกับเป็นคำตอบของทุกอย่าง และในวันที่หุ้นเทคฯ กลายเป็นสิ่งที่ทุกพอร์ต “ถือเหมือนกันหมด”…
คำถามที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่ “ควรซื้ออะไร ?” แต่คือ…
“เรากำลังสร้างพอร์ตที่ดูดี…แต่พร้อมพังพร้อมกันหรือเปล่า ?”
จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Business Tomorrow On Ground พูดคุยกับ ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน (อาจารย์เอ็ม) ผู้ร่วมก่อตั้งและที่ปรึกษา FWX แพลตฟอร์ม DeFi อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเจ้าของเพจ “ติดเล่าเรื่องลงทุน”
—————
1) โลกนี้มี “คนคุมราคา” Bitcoin จริงไหม ?
:
คำถามนี้ไม่ใช่คำถามเล่น ๆ เพราะ Bitcoin ไม่ได้เป็นแค่ “สินทรัพย์”
แต่มันคือ “เวที” ที่เงินจากทั่วโลกกำลังแห่เข้ามาเดิมพัน และเมื่อเงินเข้ามามากพอ…
Bitcoin ก็เริ่มมีหน้าตาเหมือนตลาดหุ้นมากขึ้นทุกวัน
อาจารย์เอ็มเล่าว่า ถ้าในหุ้น ใครถือหุ้นเยอะ = มีอิทธิพลต่อราคาได้
ใน Bitcoin ก็เหมือนกัน คนถือเยอะ…ก็มีแรงกระเพื่อมต่อราคาได้
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่ากลัวขึ้น คือ “Bitcoin ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยตลาดอย่างเดียว”
มันถูกกระแทกด้วย การเมือง นโยบาย เกมของประเทศ เกมของธนาคารกลาง และบางครั้ง…เกมของ “คนที่รู้ก่อน”
—————
2) ถ้า Bitcoin ถูกคุมไม่ได้…แล้วทำไมบางจังหวะมันเหมือน “โดนสั่ง” ?
:
ทำไมบางข่าว…เหมือนมีคน “เตรียมตัวมาก่อน” ทำไมบางเหตุการณ์…ราคาเหมือน “รู้ก่อนโลก”
อาจารย์เอ็มไม่ได้ฟันธงว่ามี “มือที่มองไม่เห็น” แต่เขาชี้ให้เห็นว่า ตลาดที่มีเงินเยอะพอ จะมี “คนพยายามควบคุม” เสมอ และเมื่อเอา Bitcoin ไปโยงกับ ประเด็นการเมือง ตัวละครอย่าง CZ / Binance และความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับอำนาจ มันยิ่งทำให้คำถามนี้…ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ
—————
3) ตลาดวันนี้เหมือน “ขับรถตอนฝนตก” คุณยังเหยียบคันเร่งสุดอยู่ไหม ?
:
นี่คือเปรียบเทียบที่คนดูเข้าใจทันที
อาจารย์เอ็มบอกว่า การเทรดมันเหมือนการขับรถ
▪️ถ้าทางตรง วิสัยทัศน์ชัด → leverage ได้
▪️แต่ถ้าทางคดเคี้ยว ฝนตก ลมแรง → ต้อง “ผ่อนคันเร่ง”
เพราะตลาดวันนี้คือโลกที่ “กระจกหน้ามัว” มองไม่เห็นข้างหน้า แต่คนจำนวนมากยังขับเหมือนอยู่บนทางด่วน และนั่นคือเหตุผลที่ช่วงนี้ “อันตรายที่สุด”
—————
4) Futures ไม่ใช่ของนักพนัน…แต่มืออาชีพใช้มัน “กันพอร์ตพัง”
:
นี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิดที่สุด
คนส่วนใหญ่คิดว่า Futures มีไว้ ลุ้นขึ้น ลุ้นลง หรือเล่นเลเวอเรจให้รวยเร็ว แต่ในโลกมืออาชีพ Futures ถูกใช้เป็น “เครื่องมือปิดความเสี่ยง” ที่ทรงพลังมาก
ตัวอย่างที่อาจารย์เอ็มยก:
ถ้าคุณถือ Spot 1 BTC แต่คุณกลัวตลาดจะลง คุณไม่จำเป็นต้องขาย BTC ทิ้ง คุณแค่ “ช็อตฟิวเจอร์” เพื่อปิดความเสี่ยง
นั่นแปลว่า…คุณยังถือสินทรัพย์เดิม แต่คุณ “ล็อกความเสี่ยง” ไว้ได้
—————
5) ทำไมรายใหญ่ชอบ “ช็อต Futures” มากกว่าขาย Spot ?
:
อาจารย์เอ็มให้เหตุผลแบบเป็นระบบ และนี่คือสิ่งที่คนทั่วไปแทบไม่รู้
▪️เหตุผลที่ 1: ค่าธรรมเนียมต่างกันเป็น 10 เท่า
Spot ประมาณ 0.25%
Futures ประมาณ 0.02%
พอร์ตเล็กอาจไม่รู้สึก แต่พอร์ตใหญ่…นี่คือ “เงินเป็นล้าน” ต่อการเข้าออกหนึ่งครั้ง
▪️เหตุผลที่ 2: Futures มี Order Book หนากว่า
ทำให้สลิปเพจน้อยกว่า รายใหญ่เข้าออกได้ “เนียนกว่า”
▪️เหตุผลที่ 3: ช่วยหลุดจาก “กับดักจิตวิทยา”
ขาย Spot แล้วคนมักไม่กล้าซื้อกลับ เพราะกลัวซื้อแพง
แต่ถ้าถือ Spot แล้วช็อต Futures สุดท้ายคุณ “ต้องปลดช็อตอยู่ดี” จิตวิทยามันกลับไปจุดเดิมง่ายกว่า
▪️เหตุผลที่ 4: ได้ผลตอบแทนเพิ่มจาก Funding / Cash & Carry
ถือ Spot + ช็อต Futures บางช่วงสามารถได้ส่วนต่างประมาณ 4–5% ต่อปี
พูดง่าย ๆ คือ ถือเหมือนเดิม แต่มีรายได้เพิ่ม
—————
6) Options คือ “ประกันชีวิตของพอร์ต” และมันไม่ใช่เกมเดียวกับ Futures
:
อาจารย์เอ็มแยกให้ชัดว่า
ถ้าคุณ “มั่นใจว่ามันลง” → Futures ตอบโจทย์
แต่ถ้าคุณ “ยังเชื่อว่ามันไปต่อได้” แต่กลัว crash → Put Option เหมาะกว่า
เพราะ Put Option คือการซื้อ “สิทธิ์ในการขาย” โดยยอมเสียค่าเบี้ยเหมือนทำประกันรถ คุณอาจไม่ได้ใช้มัน แต่ถ้าเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น มันคือสิ่งเดียวที่ช่วยให้คุณไม่ถูกกระแทกจนพอร์ตแตก
—————
7) Options ทำให้คุณ “เดิมพันการระเบิด” ได้…โดยไม่ต้องช็อต
:
อาจารย์เอ็มยกตัวอย่างแนวคิดว่า บางสินทรัพย์มีความเสี่ยง “ระเบิด” เช่น MicroStrategy แต่ถ้าคุณช็อต…มันอาจพุ่งแรงจนคุณโดนล้างพอร์ต
ดังนั้น Options ทำให้คุณ ซื้อ Put เพื่อเดิมพันว่า “มันจะ crash” โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงแบบช็อต
นี่คือสิ่งที่ทำให้ Options ไม่ใช่เครื่องมือของนักพนัน แต่มันคือเครื่องมือของ “คนที่คิดเป็นระบบ”
—————
8 ) ค่าเบี้ยประกันแพง-ถูก…ขึ้นกับ “ความผันผวน”
:
อาจารย์เอ็มเล่าเคสจริงว่า ช่วงที่ BTC เริ่มลงตอนบ่าย แล้วเหวี่ยงทั้งคืน ถ้าคุณรีบซื้อ Put ตอนนั้น คุณจะซื้อ “ประกันที่แพงที่สุดในชีวิต”
เขาจึงรอให้ volatility เริ่มนิ่ง แล้วค่อยซื้อ Put แบบคุ้มค่า เพื่อปิดความเสี่ยงช่วงสั้น ๆ แค่ 2 สัปดาห์
เพราะเขากำลังรอดูว่า “ทรัมป์จะกลับลำไหม ?”
—————
9) “อย่าถือของที่ Correlate กันไว้ด้วยกัน” เพราะมันพังพร้อมกันได้
:
นี่คือบทเรียนที่เจ็บที่สุดในปีหลัง ๆ หลายพอร์ตในโลก ดูเหมือนกระจายความเสี่ยงแล้ว แต่ความจริงคือ…
▪️หุ้นเทคฯ
▪️AI
▪️Growth
▪️Nasdaq
▪️Crypto
ทั้งหมดนี้ “พังพร้อมกันได้” เพราะมัน correlate กันสูงมาก
อาจารย์เอ็มบอกว่า คุณสามารถสร้างพอร์ตที่ให้ผลตอบแทน 10% เหมือนกันได้ แต่… พอร์ตหนึ่ง “นิ่ง” อีกพอร์ตหนึ่ง “เหวี่ยงเหมือนรถแข่ง” Average return เท่ากัน แต่ประสบการณ์การลงทุน “คนละโลก”
—————
10) ใส่ Bitcoin แล้วพอร์ตนิ่งขึ้นจริงไหม ?
:
อาจารย์เอ็มตอบแบบนักคณิตศาสตร์ มัน generalize ไม่ได้ เพราะต้องดูว่า พอร์ตเดิมคุณถืออะไร สัดส่วนเป็นยังไง และคุณเอา Bitcoin เข้าไป “แทนอะไร”
บางพอร์ตใส่ Bitcoin แล้วดีขึ้น บางพอร์ตใส่แล้ว…ยิ่งเสี่ยง และนี่คือจุดที่เขาชวน “ถอยออกมาก่อน”
—————
11) คำถามที่สำคัญกว่า “ควรลงทุนอะไร” คือ…คุณจำเป็นต้องลงทุนไหม ?
:
อาจารย์เอ็มย้อนกลับไปที่แก่นที่สุดของชีวิตว่า การลงทุนไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน ถ้าคุณมีรายได้สูง เก็บเงินได้มากพอ คุณอาจไม่จำเป็นต้องเสี่ยง
อาจารย์เอ็มยกตัวอย่างแบบชัด ๆ
▪️เก็บเดือนละ 100,000 → 60 ล้าน
▪️เก็บเดือนละ 200,000 → 120 ล้าน
บางคน “พอแล้ว” กับชีวิตแบบนี้ และถ้าพอแล้ว… ทำไมต้องเอาตัวเองไปเสี่ยง ?
เขายกตัวอย่างคำพูดของ “สรยุทธ” ที่บอกว่า เงินไม่ต้องทำงาน ผมจะทำงานเอง อาจารย์เอ็มบอกว่า…คำพูดนี้ไม่ผิดเลย เพราะคนที่หาเงินได้เยอะพอ ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเหมือนคนที่ต้องพึ่งการลงทุน
—————
12) แต่ถ้าคุณอยากได้ 2,000 ล้าน…หุ้นเทคฯ อาจไม่พอ
:
อีกด้านหนึ่ง ถ้าคุณมีรายได้จำกัด แต่ตั้งเป้าหมายสูงมาก
เช่น เก็บเดือนละ 10,000 แต่ฝันอยากมี 2,000 ล้าน
คุณจะต้องการผลตอบแทนระดับ 20% ต่อปี ซึ่งมันไม่ใช่โลกของ “หุ้น Defensive” หรือ “หุ้นรายได้มั่นคง”
นั่นแปลว่า ถ้าคุณต้องการผลตอบแทนสูงมาก คุณอาจต้องใช้สินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้น เช่น Bitcoin
และนี่คือเหตุผลที่อาจารย์เอ็มย้ำว่า ทุกอย่างต้องเริ่มจาก “คุณต้องการอะไรในชีวิต” ไม่ใช่เริ่มจาก “ตลาดกำลังฮิตอะไร”
—————
13) บทสรุป: คนลงทุนเก่ง ไม่ใช่คนรวยที่สุด…แต่คือคนที่ “ตอบโจทย์ชีวิตตัวเองได้ดีที่สุด”
:
อาจารย์เอ็มสรุปว่า คนลงทุนเก่งไม่ใช่คนที่มีเงินเยอะที่สุด แต่คือคนที่ลงทุนแล้ว ได้ผลตอบแทนตามแผน รับความเสี่ยงได้จริง ไม่พังตอนตลาดตก และไปถึงเป้าหมายชีวิตที่ตัวเองต้องการ
และนี่คือสิ่งที่เขาเตือนหนักมากว่า อย่ามองหาแค่ “เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทน” จนกลายเป็นการรับความเสี่ยงที่คุณไม่ได้อยากรับจริง ๆ
แล้วคำถามสุดท้ายคือ ในวันที่โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ทุกสินทรัพย์ดูเหมือนจะพังพร้อมกันได้”
คุณกำลังสร้างพอร์ตแบบไหนอยู่ ?
พอร์ตที่ผลตอบแทนดูดี…แต่เหวี่ยงจนหลับไม่ลง หรือ พอร์ตที่ผลตอบแทนพอดี…แต่คุณไปถึงปลายทางได้จริง
และถ้าวันนี้คุณยังไม่รู้คำตอบ บางที “สิ่งที่ควรลงทุนก่อน” อาจไม่ใช่ Bitcoin ไม่ใช่หุ้นเทคฯ ไม่ใช่ Options
แต่อาจเป็น การลงทุนในความเข้าใจของตัวเอง ว่าชีวิตนี้…คุณต้องการอะไรจริง ๆ
#วางแผนการเงิน #ตลาดหุ้นสหรัฐ