ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน 泰国华商中心

ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน 泰国华商中心 ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน 泰国华商中心, ที่ปรึกษาทางธุรกิจ, 43 Thai CC Tower , Sathorn Road , Sathorn District, Bangkok.

ร่วมกันสร้าง “กรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง 2.0” ยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคสู่ระดับใหม่แม่น้ำล้านช้าง–แม่โขง “แม่น้ำแห...
26/03/2026

ร่วมกันสร้าง “กรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง 2.0” ยกระดับความร่วมมือในภูมิภาคสู่ระดับใหม่

แม่น้ำล้านช้าง–แม่โขง “แม่น้ำแห่งชีวิต” ที่ทอดยาวคดเคี้ยวนับพันกิโลเมตร ไม่เพียงหล่อเลี้ยงผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของลุ่มน้ำ หากยังเชื่อมโยงสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งของประชาชนทั้งหกประเทศเข้าด้วยกัน ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของการจัดการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขงครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้ง กรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขงได้ยึดมั่นในเจตนารมณ์ “ดื่มน้ำสายธารเดียวกัน โชคชะตาผูกพันกัน” ส่งเสริมวัฒนธรรมล้านช้าง–แม่โขงที่ตั้งอยู่บนหลัก “ความเสมอภาค ความจริงใจ และความเป็นครอบครัวเดียวกัน” พร้อมทั้งยึดถือจิตวิญญาณแห่งล้านช้าง–แม่โขง ได้แก่ “การพัฒนาเป็นลำดับแรก การปรึกษาหารืออย่างเท่าเทียม ความร่วมมือเชิงปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ และความเปิดกว้างครอบคลุม” ขับเคลื่อนความร่วมมือใน 3 เสาหลัก และ 5 สาขาความสำคัญ สร้าง “ความเร็วแบบล้านช้าง–แม่โขง” ที่มีความก้าวหน้าทุกวัน มีผลลัพธ์ทุกเดือน และยกระดับทุกปี จนกลายเป็น “ต้นแบบสีทอง” ของความร่วมมือระดับภูมิภาคที่มีพลวัตและศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตลอดระยะเวลา 10 ปีแห่งการร่วมมือและก้าวเดินไปข้างหน้า ได้ประจักษ์ถึงผลสำเร็จอันอุดมสมบูรณ์

ความเชื่อมั่นเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งหกประเทศเพิ่มพูนอย่างต่อเนื่อง การสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันได้ครอบคลุมความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างรอบด้าน ความร่วมมือด้านความมั่นคงมีความลึกซึ้งและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น “ปฏิบัติการล้านช้าง–แม่โขงปลอดภัย” ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และบรรลุผลเชิงประจักษ์ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ การพนันออนไลน์และการหลอกลวงทางโทรคมนาคม ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับ 5 ประเทศลุ่มน้ำเพิ่มขึ้นถึง 125% โครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาเชื่อมโยงทั้งในมิติทางกายภาพและดิจิทัล ห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานมีการยกระดับเชิงลึก ขณะที่ “ระเบียงนวัตกรรม” กลายเป็นจุดเด่นใหม่ ในขณะเดียวกัน ความใกล้ชิดระหว่างประชาชนเพิ่มมากขึ้น “วีซ่าล้านช้าง–แม่โขง” ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และกองทุนพิเศษของกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขงได้สนับสนุนโครงการ “Small but Beautiful” กว่าพันโครงการในด้านทรัพยากรน้ำ เกษตรกรรม การลดความยากจน และสาธารณสุข ซึ่งสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่ประชาชนทั้งหกประเทศ

มุ่งสู่ “กรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง 2.0” เพื่อยกระดับความร่วมมือในภูมิภาค

เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งหกประเทศได้พบปะกัน ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน และประสบความสำเร็จในการจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง ครั้งที่ 10 โดยนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เน้นย้ำว่าทุกฝ่ายควรร่วมกันผลักดันการสร้าง “กรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง 2.0” ที่ตั้งอยู่บนหลัก “ความเป็นหนึ่งเดียว การเปิดกว้างเพื่อผลประโยชน์ร่วม นวัตกรรมสีเขียว และสันติภาพ” เพื่อร่วมกันเปิดศักราชแห่ง “ทศวรรษทอง” บทใหม่ของความร่วมมือ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างแข็งขันจากทุกประเทศ ในระยะต่อไป ควรพัฒนากลไกกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขงให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เสริมสร้างการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูง และผลักดันการจัดตั้งสำนักเลขาธิการกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง เร่งรัดกระบวนการบูรณาการทางเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจลุ่มน้ำล้านช้าง–แม่โขง สร้างเครือข่ายการคมนาคม อุตสาหกรรม และพลังงานที่เชื่อมโยงกันและมีประสิทธิภาพยิ่งในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค พร้อมทั้งส่งเสริมการบริหารจัดการร่วมในระดับภูมิภาค โดยร่วมกันดำเนินการในประเด็นสำคัญ เช่น การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างศูนย์ความร่วมมือและบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายล้านช้าง-แม่โขง (LMLECC) ให้เข้มแข็ง และสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงในภูมิภาค ตลอดจนปลูกฝังจิตสำนึก “ครอบครัวล้านช้าง–แม่โขง” ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนด้านมนุษยวัฒนธรรม การท่องเที่ยว การศึกษา สื่อ และคลังสมอง เพื่อให้ผลลัพธ์ของความร่วมมือเข้าถึงได้และสัมผัสได้มากยิ่งขึ้น

เสริมสร้างความสามัคคีและความร่วมมือในลุ่มน้ำ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายระดับโลก

ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบศตวรรษ ลัทธิความเป็นเจ้าและการเมืองเชิงอำนาจกำลังแพร่หลายอย่างมาก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระเบียบระหว่างประเทศ ความสงบสุขและเสถียรภาพในเอเชียที่ดำรงมาอย่างยาวนานนั้นมิใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย จึงควรค่าแก่การรักษาไว้ ประเทศจีนยังคงเป็นหลักยึดด้านความมั่นคงของภูมิภาค เป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนา และเป็นผู้ยึดมั่นในคุณค่าร่วมของเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยยึดมั่นในแนวคิดภูมิภาคนิยมแบบเปิดกว้างและพหุภาคีนิยมที่แท้จริง และดำเนินนโยบายเพื่อนบ้านที่ดี มั่นคง และเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน พร้อมทั้งยึดหลัก “ใกล้ชิด จริงใจ เกื้อกูล และครอบคลุม” ตลอดจนแนวคิด “มีชะตากรรมร่วมกัน” ลุ่มน้ำล้านช้าง–แม่โขงควรมุ่งสู่การเป็นภูมิภาคต้นแบบของข้อริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ข้อริเริ่มการพัฒนาระดับโลก ข้อริเริ่มความมั่นคงระดับโลก ข้อริเริ่มอารยธรรมระดับโลกและข้อริเริ่มธรรมภิบาลระดับโลก อีกทั้งควรเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและการได้ประโยชน์ร่วมกัน จีนยินดีร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการสร้าง “ห้าบ้านเรือน” ได้แก่ บ้านเรือนแห่งความสงบสุข ความปลอดภัย ความมั่งคั่ง ความสวยงาม และมิตรภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดียิ่งขึ้นของลุ่มน้ำล้านช้าง–แม่โขง

สานต่อมิตรภาพพิเศษไทย–จีน สู่ อีก“50 ปีทอง” ถัดไป

ไทยและจีนเป็นทั้งญาติสนิท มิตรแท้ และหุ้นส่วนที่ดี ทั้งสองประเทศได้ผ่านบททดสอบจากความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก และยังคงยึดมั่นในความเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาค ความไว้วางใจ และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จเยือนจีนภายหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตจีน–ไทย สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” และความสำคัญที่ราชวงศ์ไทยทรงให้ต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างยิ่ง การนำเชิงยุทธศาสตร์ของประมุขทั้งสองประเทศได้เสริมพลังให้การสร้างประชาคมจีน–ไทยที่มีอนาคตร่วมกันมีความมั่นคง เจริญรุ่งเรือง และยั่งยืนยิ่งขึ้น

ประเทศไทยประเทศผู้ริเริ่มและผู้มีบทบาทสำคัญในกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขง อีกทั้งยังเป็นประเทศเจ้าภาพร่วมในปัจจุบัน ปีนี้ยังเป็นปีเริ่มต้นของ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15” ของจีน และเป็นจุดเริ่มต้นของอีก “50 ปีทอง” ถัดไปของความสัมพันธ์จีน–ไทย จีนพร้อมเดินหน้าร่วมกับประเทศไทย เสริมสร้างการเชื่อมโยงระหว่างแผนพัฒนา “ฉบับที่ 15” กับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทย ยกระดับการประสานงานเชิงยุทธศาสตร์และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม สนับสนุนประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือล้านช้าง–แม่โขงครั้งที่ 5 และผลักดันการสร้างประชาคมจีน–ไทยที่มีอนาคตร่วมกันให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศและประชาชนของทั้งสองฝ่าย โดยใช้ความมั่นคงของความสัมพันธ์จีน–ไทยเป็นพลังเสริมสร้างความแน่นอนให้แก่สถานการณ์โลกที่ผันผวน

21/03/2026

Big market, big opportunity, Let's Export to China 🇨🇳 ยกระดับธุรกิจ ขยายตลาดสู่จีน 💪
China’s consumer market is one of the largest and most dynamic in the world. For Thai businesses, the path is more open than ever.
ตลาดผู้บริโภคของจีนเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีพลังมากที่สุดในโลก สำหรับธุรกิจไทยนี่คือเส้นทางสู่ความสำเร็จเปิดกว้างกว่าที่เคยเป็นมา
📩 ปรึกษาการส่งออกสู่ตลาดจีน ติดต่อ ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน 🇨🇳🇹🇭

EECO บุกโรดโชว์นครเฉิงตู สร้างความร่วมมือดึงดูดนักลงทุนจีน พร้อมลงนาม LOI เตรียมลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมกว่า 1 พันล้าน...
21/03/2026

EECO บุกโรดโชว์นครเฉิงตู สร้างความร่วมมือดึงดูดนักลงทุนจีน พร้อมลงนาม LOI เตรียมลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดกิจกรรม Thailand EEC – Chengdu Investment Promotion Roadshow 2026 ณ นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 9 – 13 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับภูมิภาคจีนตะวันตก และเป็นภารกิจในการชักชวนการลงทุนใน อุตสาหกรรมเป้าหมายด้านดิจิทัล ของ EECO โดยดำเนินการร่วมกับ สมาคม Sichuan Youth Entrepreneurs Center และได้รับการสนับสนุนจาก สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือและเชื่อมโยงโอกาสทางการลงทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยและจีน ซึ่งได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนเข้าร่วมงานกว่า 350 บริษัท

ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ EECO กล่าวในหัวข้อ “EEC Opportunities for Prosperity” ถึงศักยภาพของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุน ตลอดจนโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนในระยะยาว รวมทั้งได้นำเสนอวีดิทัศน์แนะนำโครงการอีอีซี ซึ่งเป็นพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยที่มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายและการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง รวมทั้งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Thailand Digital Hub

นอกจากนี้ ภายในงานฯ ได้มีไฮไลท์สำคัญ พิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงในการลงทุน (Letter of Intent) ระหว่าง EECO กับภาคธุรกิจและองค์กรจากสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมจำนวน 10 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ โดยมี นายเสก นพไธสง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยบริษัทที่เข้าร่วมกิจกรรมมาจากหลากหลายสาขาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ อากาศยานไร้คนขับ (UAV) หุ่นยนต์และหุ่นยนต์สุนัข eVTOL ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจดิจิทัล ดาวเทียมเชิงพาณิชย์ โทรคมนาคม พลังงานความร้อนใต้พิภพ ยานยนต์พลังงานใหม่ และแบตเตอรี่ ซึ่งสอดคล้องกับการขับเคลื่อนการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของ EECO

ความสำเร็จของกิจกรรม Thailand EEC – Chengdu Investment Promotion Roadshow ครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะกับภูมิภาคจีนตะวันตก อีกทั้งยังช่วยตอกย้ำบทบาทของพื้นที่อีอีซี ในฐานะแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในอนาคต

🇨🇳🇹🇭 เปิดโอกาสใหม่ของธุรกิจไทย ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ของจีน... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ https://www.matichon.co....
17/03/2026

🇨🇳🇹🇭 เปิดโอกาสใหม่ของธุรกิจไทย ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ของจีน... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ https://www.matichon.co.th/economy/news_5638521

ขอบคุณมติชน

โอกาสใหม่ของธุรกิจไทย ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ของจีน。ในช่วงปี 2026–2030 จีนกำลังก้าวเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและส...
17/03/2026

โอกาสใหม่ของธุรกิจไทย ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ของจีน

ในช่วงปี 2026–2030 จีนกำลังก้าวเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจจีน จากเดิมที่พึ่งพาการผลิตและการส่งออก กำลังปรับสู่เศรษฐกิจที่ ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะภายในจีน แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังประเทศคู่ค้าอย่างไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้โดยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและพัฒนาผู้ประกอบการไทย นายพุฒิเศรษฐ์ จิรพิศาลกุล กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย แผนพัฒนาฯฉบับนี้เป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ในเวลาเดียวกัน หากทำความเข้าใจทิศทางและวางกลยุทธ์ได้ถูกต้อง ไทยมีโอกาสยกระดับเศรษฐกิจไปอีกขั้น แต่หากปรับตัวไม่ทัน ก็อาจถูกลดบทบาทในห่วงโซ่เศรษฐกิจภูมิภาค มีรายละเอียดดังนี้

อานิสงส์ที่ไทยจะได้รับ
ประการแรก คือการไหลเข้าของเงินลงทุนจากจีน (FDI) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แผนฉบับที่ 15 จีนมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ และพลังงานสะอาด ซึ่งต้องการฐานการผลิตและการกระจายความเสี่ยงออกนอกประเทศ ไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน โดยเฉพาะพื้นที่ EEC จึงกลายเป็นจุดหมายสำคัญของนักลงทุนจีน
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรม การจ้างงาน และโอกาสของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โลจิสติกส์ ทรัพยากรบุคคล และบริการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม
ประการที่สอง ไทยมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ “ห่วงโซ่อุปทานใหม่ของจีน” เมื่อจีนยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น จะมีความต้องการ supplier จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในหมวดชิ้นส่วนอุตสาหกรรม อาหาร และสินค้าเกษตรแปรรูป หากผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับมาตรฐานและคุณภาพ ก็มีโอกาสเข้าไปอยู่ใน ecosystem นี้ได้
ประการที่สาม คือการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ในภูมิภาค จีนยังคงเดินหน้านโยบายเชื่อมโยงเศรษฐกิจผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น เส้นทางรถไฟจีน–ลาว–ไทย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน ส่งผลให้ไทยมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค
ประการที่สี่ คือการเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคจีนที่มี
คุณภาพมากขึ้น เมื่อจีนเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ รายได้ของประชาชนจะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการระดับกลางถึงพรีเมียม ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านการท่องเที่ยว สุขภาพ และบริการ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้
สุดท้าย คือโอกาสในการร่วมมือด้านเทคโนโลยี แม้จีนจะเน้นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น แต่ยังเปิดรับความร่วมมือกับต่างประเทศในรูปแบบสร้างความร่วมมือ (Joint Venture) หรือการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ไทยสามารถใช้จุดนี้สร้างความร่วมมือเชิงลึกกับบริษัทจีนเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ
สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญ และควรเตรียมพร้อมเพื่อสร้างความร่วมมือในอนาคต
ในอีกด้านหนึ่ง โอกาสมักมาพร้อมความเสี่ยง ประเด็นแรกที่ต้องจับตาคือการแข่งขันจากสินค้าจีนที่รุนแรงขึ้น เมื่อจีนพัฒนาศักยภาพการผลิตและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จะสามารถผลิตสินค้าได้ในต้นทุนต่ำและคุณภาพสูง ส่งผลให้สินค้าไทย โดยเฉพาะ SME ถูกกดดันอย่างหนัก ทั้งในตลาดออนไลน์และออฟไลน์
ประการที่สอง ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกลดบทบาทในห่วงโซ่มูลค่า หากยังคงอยู่ในระดับการผลิตแบบเดิม (OEM) โดยไม่พัฒนาเทคโนโลยีหรือแบรนด์ของตนเอง จีนจะค่อย ๆ ทำทุกอย่างได้เองมากขึ้น ทำให้บทบาทของไทยอาจเหลือเพียงฐานการผลิตต้นทุนต่ำ
ประการที่สาม คือการแข่งขันโดยตรงจากบริษัทจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน แพลตฟอร์ม e-commerce หรือแบรนด์สินค้า ซึ่งมีทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เหนือกว่า หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัว ก็อาจเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว
ภายใต้บริบทใหม่นี้ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น โดยสามารถแบ่งแนวทางออกเป็น 3 ทิศทางหลัก
ทิศทางแรก คือ “การร่วมมือกับจีน” (China-linked strategy) แทนที่จะพยายามแข่งขันโดยตรง ผู้ประกอบการควรเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจจีน เช่น การเป็น supplier ให้โรงงานจีนในไทย การให้บริการสนับสนุนบริษัทจีน หรือการร่วมผลิตสินค้าหรือร่วมกันทำแบรนด์สินค้าเพื่อเข้าสู่ตลาดท้องถิ่น หรือเรียกได้ว่าเป็นการสร้างความร่วมมือแบบผสมผสาน (Hybrid) ไทย–จีน โดยใช้จุดแข็งของทั้งสองฝ่าย จีนมีเทคโนโลยีและเงินทุน ขณะที่ไทยมีความเข้าใจตลาดและความสามารถในการดำเนินงาน หากผสานกันได้อย่างลงตัว จะเกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างมาก แนวทางนี้ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างรายได้จากการเติบโตของจีนโดยตรง
ทิศทางที่สอง คือ “การเจาะตลาดจีน” โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางและกลุ่มรายได้สูงที่กำลังเติบโต สินค้าไทยที่มีศักยภาพ ได้แก่ อาหารสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ความงาม สินค้ากลุ่ม wellness และสินค้าไลฟ์สไตล์ ผู้ประกอบการควรเรียนรู้การใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลของจีน เช่น Douyin หรือ Xiaohongshu เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง
ทิศทางที่สาม คือ “การยกระดับสู่มูลค่าสูง” (High Value Strategy) ซึ่งเป็นทางรอดระยะยาว ผู้ประกอบการต้องเลิกแข่งขันด้านราคา และหันไปเน้นการสร้างแบรนด์ การออกแบบ และประสบการณ์ลูกค้า เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โรงแรมระดับพรีเมียม หรือบริการเฉพาะทางที่ใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางที่ไม่ควรมองข้ามคือ “Soft Power” ของไทย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร วัฒนธรรม หรือการบริการ ซึ่งเป็นสิ่งที่จีนยังไม่สามารถเลียนแบบได้ทั้งหมด การใช้จุดแข็งนี้ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี จะช่วยให้ธุรกิจไทยแตกต่างและยั่งยืน ซึ่งผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวด้านดิจิทัลและ AI เนื่องจากจีนให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างมาก ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวจะเสียเปรียบอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่ปี
ในฐานะองค์กรที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย-จีน ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน หอการค้าไทย-จีน (ThaiCBC) ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคีเป็นอย่างดี จีนยังคงเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยติดต่อกันเป็นเวลา 12 ปี และคาดการณ์ว่าปริมาณการค้าไทย-จีนจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ จีนไม่เพียงแต่เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตของการลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย
ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน (ThaiCBC) มีปณิธานคือการเป็น "พันธมิตรแบบครบวงจร" ของผู้ประกอบการไทย-จีนในเส้นทางการลงทุนระหว่างประเทศ ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในนโยบาย กฎหมาย และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของทั้งจีนและไทย เราจึงให้บริการแบบครบวงจรแก่ธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและการปรับใช้นโยบาย ไปจนถึงการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกฎระเบียบท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ รวมถึงการหาพันธมิตรที่เหมาะสมในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างผู้ประกอบการไทย-จีน

📢 ด้วยสำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนรัฐบาลที่จัดสรรให้กระทรวงการต่างประเทศ ประจำปี 2569...
11/03/2026

📢 ด้วยสำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนรัฐบาลที่จัดสรรให้กระทรวงการต่างประเทศ ประจำปี 2569‎ 📚 (ทุนสำหรับบุคคลทั่วไปในต่างประเทศหรือบุคคลที่มีสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ‎ตอบรับ)‎

🔷 ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้ารับราชการในสายงานนักการทูตสมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อรับทุนหน่วยที่ 1 เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทในสาขาวิชารัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และกฎหมายระหว่างประเทศ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน (เรียนเป็นภาษาจีน) ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2569 ดังรายละเอียดตามเอกสารแนบ📑

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองอธิการบดีฯ (ร...
09/03/2026

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ - 3 มีนาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองอธิการบดีฯ (รองศาสตราจารย์ ดร.ปาลนี อัมรานนท์) นำทีมผู้บริหารและคณาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดี
🤝กระชับความสัมพันธ์และร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในประเทศจีน 3 แห่ง และหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอีก 1 แห่ง ได้แก่

1) University of Science and Technology of China (USTC) ( #51 in THE World University Rankings 2026) เน้นสร้างความร่วมมือด้าน Quantum Science & Technology และ AI Chemistry

2) Jiangnan University มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของโลกในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร (โดย U.S. News และ Shanghai Ranking) มีการลงนามใน MOU ระดับมหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของการพัฒนาด้านเกษตรและอาหาร สอดคล้องกับการจัดตั้ง Center of Future Food Industry Promotion ขึ้นในคณะวิทยาศาสตร์

3) Shanghai Jiao Tong University (SJTU) ( #41 in THE World University Rankings 2026 และ #47 in QS World University Rankings 2026) จัดให้มีพิธีลงนามใน MOU ระดับมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างความร่วมมือในหลากหลายด้าน อาทิ Oceanography และ AI Materials โดยมีผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ (ศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์) เข้าร่วมพิธีด้วย

4) Shanghai Synchrotron Radiation Facility (SSRF), Shanghai Advanced Research Institute (SARI) หน่วยงานภายใต้การกำกับของ Chinese Academy of Science (CAS) มีการตกลงขยายความร่วมมือด้านการวิจัยระดับสูง อำนวยความสะดวกให้อาจารย์และนักวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ฯ สามารถเข้าถึงเครื่องมือวิจัยของ SSRF ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนอาจารย์นักวิจัย

📢 รับสมัครงานบันทึกเสียงภาษาไทย เพื่อพัฒนาโมเดล AI ภาษาไทยให้กับ DingTalk (Qwen Large Model)🎙 คุณสมบัติ✅ พูดภาษาไทยเป็นภ...
25/02/2026

📢 รับสมัครงานบันทึกเสียงภาษาไทย เพื่อพัฒนาโมเดล AI ภาษาไทยให้กับ DingTalk (Qwen Large Model)

🎙 คุณสมบัติ
✅ พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่
✅ เสียงชัด ไม่มีเสียงรบกวน (แนะนำใช้ไมค์)
✅ พูดคุยเป็นธรรมชาติ สร้างบทสนทนาได้
✅ เข้าใจภาษาจีนพื้นฐาน

📌 ลักษณะงาน
บันทึกเสียงบทสนทนาภาษาไทย แล้วอัปโหลดผ่านแอป DingTalk
ระบบ AI จะคัดเลือกเฉพาะเนื้อหาที่ไม่ซ้ำและมีคุณภาพ

⭐ ตัวอย่างเนื้อหาที่ต้องการฝึก AI

การปรึกษาการเงิน / กฎหมาย

บทสนทนาแพทย์–ผู้ป่วย

การพูดคุยในเกมเฉพาะทาง

การโต้เถียงด้วยสำเนียงท้องถิ่น

ต่อรองราคาจริงในชีวิตประจำวัน

📏 มาตรฐานคุณภาพ

ความถูกต้องต้อง ≥ 97%

หากไม่ผ่านจะมีการส่งแก้งาน / และจะถูกตัดสิทธิ์เมื่อมีงานที่ไม่ผ่านเกณฑ์สูง

💰 ค่าตอบแทน
👉 100 หยวน / ชั่วโมงที่ผ่านการรับรอง

ติดต่อสอบถาม และสมัครยื่นเรซูเม่ได้ที่
ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน
[email protected]
Line:
หรือ WeChat ตามประกาศ

10/02/2026

🇨🇳🇹🇭งาน "สุขสันต์วันตรุษจีน" ได้จัดแถลงข่าว ณ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยเอกอัครราชทูตจาง เจียนเหว่ย ได้มอบม้านำโชคให้แก่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล! นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล ได้กล่าวอวยพรปีใหม่เป็นภาษาจีน ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ มั่งคั่ง สุขภาพแข็งแรง และธุรกิจเจริญรุ่งเรือง
“欢乐春节”活动走进泰国总理府,张建卫大使向泰国总理阿努廷赠送吉祥马!阿奴廷总理用中文致新春祝福,祝愿大家马到成功、恭喜发财、身体健康、生意兴隆。

📅 ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาธุรกิจและโอกาสเข้าร่วม Business Matching ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย! 📢。หอการค้าไทย-จีน ร่วมกับ องค์การ...
09/02/2026

📅 ขอเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาธุรกิจและโอกาสเข้าร่วม Business Matching ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย! 📢

หอการค้าไทย-จีน ร่วมกับ องค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ขอเชิญท่านเข้าร่วมงาน สัมมนาธุรกิจ และกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ “Green Biz HK Forum 2026” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 09:00 – 17:00 น. ณ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยด์ ลุมพินี (Grande Centre Point Lumphini Hotel) กรุงเทพฯ
กิจกรรมดังกล่าวเป็นการนำเสนอจุดเด่นของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางทางด้านการบริการ green integrated services พร้อมทั้ง green technology, การให้คำแนะนำในด้านการพัฒนา ESG, การประยุกต์ใช้ Smart City และ IoT, Property Technology, รวมถึง Green Finance ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนของโลกและความต้องการของตลาดในปัจจุบัน ซึ่งผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญจากทางฮ่องกงจะเดินทางมาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลดังกล่าวรวมถึงหารือถึงโอกาสในการทำธุรกิจร่วมกันกับผู้ประกอบการไทย
Green Biz HK Forum 2026 จะประกอบไปด้วยการสัมมนาธุรกิจ กิจกรรมร่วมรัปทานอาหารและพบปะผู้ประกอบการไทย-ฮ่องกง (Networking Luncheon) ระหว่างเวลา 09:00 – 14:00น. รวมถึงกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (One-on-One Business Matching) กับผู้ประกอบการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาดังกล่าวจากทางฮ่องกง ระหว่างเวลา 14:00 – 17:00น. ซึ่งท่านสามารถเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
📅วันที่ / Date: วันพุธที่ 18 มีนาคม 2026 ( 18 March 2026)
📍สถานที่จัดงาน/ Venue: โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี (Grande Centre Point Lumpini
Hotel, Bangkok) เลขที่ 1188 ถนนพระราม สาทร กรุงเทพฯ 10120
🕘เวลา/ Time: 9:00 – 17:00 (Including Networking Luncheon and Business Matching)
🔗การลงทะเบียน/Registration: https://evcnx.co/greenbizregister
✅️ กิจกรรมนี้เหมาะกับใครบ้าง?
- Government -หน่วยงานภาครัฐ
- Enterprise- องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่
- Factory Owner- เจ้าของโรงงาน
- Infrastructure, Real Estate-Related, including Green Building firms – กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงบริษัทก่อสร้างอาคารเขียว
- Architectural Designer-นักออกแบบสถาปัตยกรรม
- Land & Property Building Contractor- ผู้รับเหมาก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์
- EPC Contractor (Engineering, Procurement, and Construction) -ผู้ออกแบบครบวงจร (การออกแบบทางวิศกรรม การจัดซื้อจัดจ้าง และการก่อสร้าง)
- Engineer-วิศวกร
- Finance Service Providers-ผู้ให้บริการทางการเงิน
- ESG consultants-ที่ปรึกษาด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล)
- Smart city solutions providers and loT applications- ผู้ให้บริการโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะ และแอพพลิเคชั่นด้าน LoT

รายละเอียดเกี่ยวกับงาน GreenBiz HK Forum 2026: https://info.hktdc.com/edm/2026Q1/itr202712/index_en.html

ℹ️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ คุณไมร่า เหลี่ยน HKTDC Bangkok Office โทร. 02-343-9000

ประธานหอการค้าไทย-จีน บรรยายหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ถอดรหัส “การผลิตอัจฉริยะ” ชี้จีนก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมด...
02/02/2026

ประธานหอการค้าไทย-จีน บรรยายหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน ถอดรหัส “การผลิตอัจฉริยะ” ชี้จีนก้าวสู่ผู้นำนวัตกรรมด้วย AI แนะผู้บริหารไทยเร่งปรับตัว
สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับ สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดการบรรยายพิเศษในหลักสูตร “ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 3” (Young Executive Program 3) ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และ China Media Group โดยในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา จัดในหัวข้อ “ถอดรหัสการผลิตอัจฉริยะ พลิกโฉมอุตสาหกรรมจีนด้วย AI” โดย ดร. ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน เป็นวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ณ อาคาร M Group ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโลก โดยมีนายซุนกวงหย่ง เลขาธิการสมาคมฯ ฝ่ายจีน ให้การต้อนรับ และ มีคณะผู้บริหารเข้าร่วมรับการอบรมกว่า 60 ท่าน
ดร. ณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ได้ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจีนในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่าจีนได้เปลี่ยนผ่านจาก "ฐานการผลิตราคาถูก" ไปสู่การเป็นผู้นำด้าน "พลังการผลิตใหม่" (New Productive Forces) อย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026–2030) จีนมุ่งเน้นการผลิตที่ฉลาดที่สุดและมีคุณภาพสูงที่สุด เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรและค่าแรงที่เพิ่มขึ้นกว่า 4-5 เท่า การนำ AI มาผสานกับหุ่นยนต์ (Robotics) เปรียบเสมือนการสร้างระบบที่มีทั้ง "สมอง" และ "ร่างกาย" ที่สามารถตัดสินใจเองได้ มีความแม่นยำสูง และทำงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยไม่มีข้อจำกัดด้านความเหนื่อยล้าเหมือนแรงงานมนุษย์
ในการบรรยายได้มีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ "ท่าเรืออัจฉริยะ" โดยเฉพาะท่าเรือชิงเต่าซึ่งเป็นต้นแบบแห่งแรกของโลกที่ใช้ระบบไร้คนขับ 100% ควบคุมผ่านเครือข่าย 5G และ AI แบบเรียลไทม์ รวมถึงกลุ่มท่าเรือในภูมิภาคกว่างซี อาทิ ท่าเรือชินโจว ที่กลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงเส้นทางสายไหมใหม่ (BRI) จุดเด่นที่สำคัญคือความเร็วในการบริหารจัดการ เช่น การซ่อมบำรุงเรือเทกองขนาดใหญ่ที่จีนใช้เวลาเพียง 15 วัน ขณะที่ประเทศอื่นอาจใช้เวลานานถึง 1-2 เดือน ซึ่งความรวดเร็วนี้ช่วยลดค่าเสียโอกาสที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังมีท่าเรือเป๋ยไห่ที่มีระบบสายพานลำเลียงวัตถุดิบจากเรือเข้าสู่โรงงานโดยตรง ช่วยลดต้นทุนการขนส่งซ้ำซ้อนและเพิ่มปริมาณการขนถ่ายได้สูงถึง 70,000 ตันต่อวัน ซึ่งสูงกว่าศักยภาพของท่าเรือทั่วไปหลายเท่าตัว
ดร. ณรงค์ศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงความก้าวหน้าในกลุ่มอุตสาหกรรมหนักและนวัตกรรมยานยนต์ โดยระบุว่าโรงงานอัจฉริยะในจีนปัจจุบัน เช่น โรงงานของ Xiaomi หรือแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียมอย่าง "หงฉี" (Hongqi) และกลุ่ม FAW มีขีดความสามารถในการผลิตที่น่าทึ่ง โดยสามารถผลิตรถยนต์หนึ่งคันเสร็จสิ้นภายในเวลาเพียง 5-7 นาที ด้วยระบบอัตโนมัติเกือบทั้งหมด นอกจากนี้จีนยังก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด โดยมีการพัฒนาทางเลือกอย่างรถบรรทุกไฟฟ้าและไฮโดรเจนที่มีดีไซน์ทันสมัยและซัพพลายเชนภายในประเทศที่แข็งแกร่ง 100% ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ยากจะเลียนแบบ และกำลังเป็นผู้เล่นสำคัญที่จะเข้ามาขับเคลื่อนตลาดในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้
สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย ดร. ณรงค์ศักดิ์ มองว่าปัญหา "สินค้าจีนล้นตลาด" หรือ China Dumping Effect เป็นทั้งวิกฤตและโอกาส ในมุมของผู้บริโภคอาจได้สินค้าคุณภาพดีราคาถูก แต่ในมุมผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและมองจีนเป็น "พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์" แนวทางสำคัญคือการดึงดูดการลงทุนจากจีนควบคู่ไปกับเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และการกำหนดนโยบาย Local Content ที่มุ่งเน้นชิ้นส่วนไฮเทค ไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนพื้นฐาน เพื่อให้วิศวกรและแรงงานไทยสามารถเรียนรู้องค์ความรู้ระดับสูงและพัฒนาซัพพลายเชนของตนเองขึ้นมาได้ เหมือนดังเช่นที่ไทยเคยทำสำเร็จร่วมกับญี่ปุ่นในอดีต
ในช่วงท้าย ดร. ณรงค์ศักดิ์ ได้ให้ความเชื่อมั่นว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวหากเรา "ใช้ให้เป็น" โรงงานอัจฉริยะในอนาคตจะยังคงต้องการแรงงานมนุษย์ที่มีทักษะสูงในการควบคุมระบบและวิเคราะห์ข้อมูล สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำคือการอัปสกิลแรงงานให้ทันต่อความต้องการของนักลงทุน โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่ยังมีตำแหน่งงานว่างอีกนับหมื่นตำแหน่ง วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญที่ผู้นำรุ่นใหม่ต้องปรับมุมมองจากการเผชิญหน้า เป็นการร่วมมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวกระโดดไปพร้อมกับนวัตกรรมระดับโลกอย่างยั่งยืน

วันที่ 29 มกราคม 2569 คุณพุฒิเศรษฐ์ จิรพิศาลกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและพัฒนาผู้ประกอบการไทย ได้รับเชิญให้เข้าร่ว...
29/01/2026

วันที่ 29 มกราคม 2569 คุณพุฒิเศรษฐ์ จิรพิศาลกุล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและพัฒนาผู้ประกอบการไทย ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานสัมมนา “Shaping the Future of Foreign Business Facilitation in Thailand” โดยมี ฯพณฯ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน
การจัดงานในครั้งนี้มีเป้าหมายระดมความคิดเห็นจากผู้แทนสถานทูต หอการค้าต่างประเทศในไทย ภาคเอกชน และนักลงทุนกว่า 600 ราย เพื่อนำไปพัฒนาระบบบริการ ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวให้ทันสมัย สะดวก และสอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลก พร้อมย้ำเดินหน้าอำนวยความสะดวกนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจถูกกฎหมาย ควบคู่การปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายและนอมินีอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นและยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ของภูมิภาค
ท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า โลกเศรษฐกิจปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ด้วยการลงทุนภายในประเทศเพียงลำพัง จำเป็นต้องเปิดกว้างและเชื่อมต่อกับนักลงทุนจากทั่วโลก เพื่อเสริมเทคโนโลยี ทักษะ และองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้
ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ประเทศไทยมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงและสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและการแปรรูปอาหาร และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
รมว.พาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลตั้งเป้าเร่งให้เม็ดเงินลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมผ่านกลไกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สามารถเกิดขึ้นจริงไม่น้อยกว่า 4.81 แสนล้านบาทในปีนี้ โดยจะสนับสนุนใน 2 ด้านหลัก คือ 1) การพัฒนาบุคลากร ผ่านโครงการ “Skill Bridge” เชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนกับตลาดแรงงานไทย เติมทักษะด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และ 2) การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบและใบอนุญาตให้รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นระบบดิจิทัลมากขึ้น
พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็น “ประตูสู่อาเซียน” ด้วยทำเลที่ตั้งด้านโลจิสติกส์และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่บังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และอยู่ระหว่างเตรียมบังคับใช้อีก 3 ฉบับ รวมถึงแผนเจรจา FTA ใหม่กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และแคนาดา ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนที่ตั้งฐานการผลิตในไทยสามารถขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกได้สะดวกยิ่งขึ้น
สำหรับการลงทุนภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 42 จากปีก่อนหน้า สะท้อนบทบาทของกฎหมายฉบับนี้ในการเป็นกลไกสำคัญรองรับการลงทุนจากต่างชาติควบคู่กับการรักษาความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ

ที่อยู่

43 Thai CC Tower , Sathorn Road , Sathorn District
Bangkok
10120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์ธุรกิจการค้าไทย-จีน 泰国华商中心ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์