19/05/2026
วันนี้พอร์ทของคุณ มีทองคำ🌟 เป็นสัดส่วนเท่าไรแล้ว อย่าลืมเช็คพอร์ท ทำ asset allocation กันน้า 🤩
Plain Finance Reborn
Here Is My Latest Gold Price Prediction 2026
Jim Rickards May 15, 2026
Jim Rickards มองราคาทองคำ ว่าจะไปถึง $10,000 ต่อออนซ์ และจากมุมมองของเขา มันอาจไปถึงเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก อาจจะภายในปี 2026 ด้วยซ้ำ
เขาบอกว่ามีเหตุผลพื้นฐานหลายอย่างที่ผลักดันทองคำขึ้นได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ “จิตวิทยาของตลาด”
มีปรากฏการณ์ทางพฤติกรรมที่เรียกว่า “Anchoring” หรือการยึดติดกับตัวเลขในความคิด
คนเรามักจะตั้ง “จุดอ้างอิง” ไว้ในใจ เช่น เวลามองราคาทอง หลายคนอาจเคยชินกับตัวเลขประมาณ $1,000 ต่อออนซ์ แล้วพอทองขึ้นจาก $2,000 ไป $3,000 หรือจาก $3,000 ไป $4,000 คนก็จะรู้สึกว่า “โห! กว่าจะขึ้นได้อีกตั้งพันดอลลาร์ คงต้องใช้เวลานานมาก”
แล้วพอคิดถึง $10,000 คนก็เลยรู้สึกเหมือนมันอยู่ไกลสุดขอบจักรวาลโน่น
แต่ Rickards บอกว่า คนส่วนใหญ่กำลังมองผิดมุม
สมมุติคุณถือทองอยู่ 50 ออนซ์ ถ้าทองขึ้น $1,000 ต่อออนซ์ คุณจะได้กำไร $50,000
พอทองขึ้นอีก $1,000 คุณก็ได้อีก $50,000 เหมือนเดิม
คนเลยไปโฟกัสที่ increments ทีละ $1,000 ..และกำไรทีละ $50,000 จนลืมมองเรื่อง “เปอร์เซ็นต์การขึ้น” ไปเลย
เพราะการขึ้นจาก $2,000 ไป $3,000 คือการขึ้น 50%
แต่จาก $3,000 ไป $4,000 เหลือแค่ 33%
และจาก $9,000 ไป $10,000 จริง ๆ แล้วขึ้นเพียงประมาณ 11% เท่านั้น
ซึ่งในตลาดทองคำช่วงหลัง ๆ การขึ้นระดับนั้น บางทีก็ใช้เวลาแค่เดือนเดียว
นั่นคือเหตุผลที่ Rickards บอกว่า พอทองคำเข้าใกล้ระดับสูง ๆ มันอาจวิ่งเร็วมาก เพราะในเชิงเปอร์เซ็นต์ การขยับแต่ละพันดอลลาร์ไม่ใช่เรื่องใหญ่..เหมือนตอนอยู่ที่ราคาต่ำ
Rickards บอกว่า ตอนนี้ตลาดยังไม่ได้เข้าสู่ “ช่วงตื่นทอง” จริง ๆ เพราะนักลงทุนรายย่อยในสหรัฐยังไม่ได้กระโดดเข้ามาเต็มตัว
แต่ในบางประเทศเริ่มเห็นสัญญาณแล้ว
เขาเล่าว่า ตอนอยู่ที่ออสเตรเลีย มีเพื่อนส่งรูปมาให้ดู ผู้คนต่อแถวยาวรอบตึกเพื่อรอซื้อทองคำจริง
ในจีนก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายกัน เพราะคนจีนมองว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกในการลงทุนมากนัก และทองเริ่มกลายเป็นสิ่งที่คนแห่เข้าหา
ส่วนในออสเตรเลีย ค่าเงินท้องถิ่นอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ทำให้ราคาทองในสกุลเงินของพวกเขาพุ่งแรงยิ่งกว่าเดิมอีก
จากนั้น Rickards พูดถึงสิ่งที่เขามองว่าสำคัญที่สุด
เขาบอกว่า ระหว่างปี 1971 ถึง 1980 ราคาทองคำขึ้นประมาณ 2,300%
หลายคนมองว่าราคา ทอง "พุ่งขึ้นมหาศาล”
แต่จริง ๆ แล้วทองไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย
ทองก็ยังเป็นทองเหมือนเดิม ธาตุหมายเลข 79 เอาใส่ลิ้นชักไว้ ปีหน้ากลับมาเปิดดูก็ยังเท่าเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนจริง ๆ คือ “ค่าเงินดอลลาร์กำลังพัง”
ถ้าวัดค่าเงินดอลลาร์ด้วยน้ำหนักทองคำ ดอลลาร์สูญค่าประมาณ 95% ในช่วงนั้น
คนชอบถามว่า “ดอลลาร์จะล่มเมื่อไหร่”
Rickards บอกว่า มันเคยล่มมาแล้ว เพียงแต่คนไม่ทันสังเกต
เพราะถ้าวัดด้วยทองคำ ดอลลาร์สูญเสียมูลค่าไปเกือบหมดตั้งแต่ยุค 70
จากนั้นเขาพูดถึง “Narrative” หรือเรื่องที่ร่ำลือ ในตลาดการเงิน
Wall Street ชอบสร้างเรื่องร่ำลือ เพื่อขายสินทรัพย์ให้คน ..บางเรื่องก็มั่ว ..บางเรื่องสุดท้ายฟลุ้ค..กลายเป็นจริงเพราะคนเชื่อกันหมด ..ส่วนบางเรื่องก็เป็นเรื่องจริง
ตอนนี้ Narrative ที่ดังที่สุดคือ
“สหรัฐมีหนี้ $38 ล้านล้าน ประเทศกำลังล้มละลาย ทุกคนกำลังเทขายพันธบัตร ดอลลาร์จะพัง ซื้อทองซะ”
Rickards บอกว่า เรื่องนี้ “ไม่จริงทั้งหมด”
เขาอธิบายว่า เวลามองหนี้ ต้องมองทั้งฝั่งหนี้สิน (Liabilites) และทรัพย์สิน (Assets)
สหรัฐอาจมีหนี้มหาศาล แต่ก็มีทรัพย์สินระดับมหาศาลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน ก๊าซ สิทธิในการทำเหมือง หรือทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งหลายอย่างยังไม่ได้ถูกนำมาสร้างรายได้อย่างจริงจัง
อีกอย่าง เขาบอกว่า ประเทศไม่ได้จำเป็นต้อง “ใช้หนี้หมด”
สหรัฐเองก็ไม่เคยปลดหนี้ได้จริงตั้งแต่ปี 1836 ในยุคของ Andrew Jackson
ตัวชี้วัดสำคัญจริง ๆ คือ “หนี้ต่อ GDP”
เขาเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ถ้ามีหนี้บัตรเครดิต $50,000 มันมากหรือน้อย?
ตอบไม่ได้ ...ถ้ายังไม่รู้ว่าคุณมีรายได้เท่าไร?
ถ้าคุณหาได้ปีละ $20,000 คุณเตรียมตัวเจ๊งได้เลย
แต่ถ้าหาได้ปีละ $500,000 หนี้นั้น..เรียกว่าจิ้บ ๆ
ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวเลขหนี้อย่างเดียว แต่คือ “เศรษฐกิจโตเร็ว" พอมั้ย?
ตอนนี้หนี้ต่อ GDP ของสหรัฐอยู่ราว 123% ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และ Rickards ก็ยอมรับว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี
ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐมีหนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ 114% แต่ก็ชนะสงครามละกัน
พอถึงยุคท้าย ๆ ของ Carter ต่อกับ Reagan ปี 1980 มันเหลือ 32% ...แล้วมันทำได้ยังไงล่ะ ในช่วงแค่ 35 ปี
มันคือความร่วมมือกัน ลดเล่นการเมืองของสองพรรคการเมือง ...ยุค Democrats ก็มี Harry Truman, JFK, LBJ, และ Jimmy Carter ......ส่วนยุค Republicans ก็เช่น Dwight Eisenhower, Richard Nixon, และ Gerald Ford
พวกเขาเล่นการเมืองกันนิดหน่อย แต่ช่วยกันเรื่องหนี้ของประเทศ ช่วยกันลดหนี้ลงมาได้มากกว่าสามเท่า ซึ่งถือวาเก่ง
นั่นคือสิ่งที่ Scott Bessent กำลังพยายามทำอยู่ตอนนี้
ถ้ารัฐบาลคุมการขาดดุลไว้ได้ประมาณ 3% ของ GDP และทำให้เศรษฐกิจโตในระดับ 5% ต่อปีแบบ Nominal (รวมเงินเฟ้อแล้ว)
สุดท้ายสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะค่อย ๆ ลดลงเอง
และนั่นคือสิ่งที่ตลาดอยากเห็น
ไม่จำเป็นต้องปลดหนี้หมด แค่ทำให้แนวโน้ม “ดีขึ้น” ก็พอ
Rickards สรุปว่า ในเชิงคณิตศาสตร์ แผนนี้ไม่ได้ซับซ้อนเลย
สำคัญว่า “รัฐบาลจะทำได้จริงไหม” เท่านั้นเอง