Jibby Money Planner

เว็บไซต์

Jibby Money Planner ที่ปรึกษาการเงิน การลงทุนและประกันชีวิต
ใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน เลขที่ 130012
ใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิต เลขที่ 6601050145

12/07/2026

Financial Literacy ที่อยากให้มี อยากให้คนไทยทุกคนเข้าถึงได้จากหลักสูตรในห้องเรียน โตไปไม่จน พึ่งพาคัวเองได้ ปรับ mindset ที่จะทำให้จัดการและวางแผนทุกอย่างในชีวิตได้เป็นระบบ ชีวิตดีแล้วไม่ต้องกังวลว่าลูกจะเป็นซึมเศร้า 💖

นาทีทอง ที่ต้องฟัง 🌟 อยู่กับวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤติสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ยังไง ให้รอด
09/07/2026

นาทีทอง ที่ต้องฟัง 🌟 อยู่กับวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤติสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ยังไง ให้รอด

วันนี้ผมต้องขอขอบคุณอาจารย์ทวีสุขที่มาร่วมออกรายการกับผมในวันนี้นะค...

วันนี้พอร์ทของคุณ มีทองคำ🌟 เป็นสัดส่วนเท่าไรแล้ว อย่าลืมเช็คพอร์ท ทำ asset allocation กันน้า 🤩
19/05/2026

วันนี้พอร์ทของคุณ มีทองคำ🌟 เป็นสัดส่วนเท่าไรแล้ว อย่าลืมเช็คพอร์ท ทำ asset allocation กันน้า 🤩

Plain Finance Reborn
Here Is My Latest Gold Price Prediction 2026
Jim Rickards May 15, 2026

Jim Rickards มองราคาทองคำ ว่าจะไปถึง $10,000 ต่อออนซ์ และจากมุมมองของเขา มันอาจไปถึงเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดไว้มาก อาจจะภายในปี 2026 ด้วยซ้ำ

เขาบอกว่ามีเหตุผลพื้นฐานหลายอย่างที่ผลักดันทองคำขึ้นได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ “จิตวิทยาของตลาด”

มีปรากฏการณ์ทางพฤติกรรมที่เรียกว่า “Anchoring” หรือการยึดติดกับตัวเลขในความคิด

คนเรามักจะตั้ง “จุดอ้างอิง” ไว้ในใจ เช่น เวลามองราคาทอง หลายคนอาจเคยชินกับตัวเลขประมาณ $1,000 ต่อออนซ์ แล้วพอทองขึ้นจาก $2,000 ไป $3,000 หรือจาก $3,000 ไป $4,000 คนก็จะรู้สึกว่า “โห! กว่าจะขึ้นได้อีกตั้งพันดอลลาร์ คงต้องใช้เวลานานมาก”

แล้วพอคิดถึง $10,000 คนก็เลยรู้สึกเหมือนมันอยู่ไกลสุดขอบจักรวาลโน่น

แต่ Rickards บอกว่า คนส่วนใหญ่กำลังมองผิดมุม
สมมุติคุณถือทองอยู่ 50 ออนซ์ ถ้าทองขึ้น $1,000 ต่อออนซ์ คุณจะได้กำไร $50,000

พอทองขึ้นอีก $1,000 คุณก็ได้อีก $50,000 เหมือนเดิม
คนเลยไปโฟกัสที่ increments ทีละ $1,000 ..และกำไรทีละ $50,000 จนลืมมองเรื่อง “เปอร์เซ็นต์การขึ้น” ไปเลย

เพราะการขึ้นจาก $2,000 ไป $3,000 คือการขึ้น 50%
แต่จาก $3,000 ไป $4,000 เหลือแค่ 33%
และจาก $9,000 ไป $10,000 จริง ๆ แล้วขึ้นเพียงประมาณ 11% เท่านั้น

ซึ่งในตลาดทองคำช่วงหลัง ๆ การขึ้นระดับนั้น บางทีก็ใช้เวลาแค่เดือนเดียว

นั่นคือเหตุผลที่ Rickards บอกว่า พอทองคำเข้าใกล้ระดับสูง ๆ มันอาจวิ่งเร็วมาก เพราะในเชิงเปอร์เซ็นต์ การขยับแต่ละพันดอลลาร์ไม่ใช่เรื่องใหญ่..เหมือนตอนอยู่ที่ราคาต่ำ

Rickards บอกว่า ตอนนี้ตลาดยังไม่ได้เข้าสู่ “ช่วงตื่นทอง” จริง ๆ เพราะนักลงทุนรายย่อยในสหรัฐยังไม่ได้กระโดดเข้ามาเต็มตัว

แต่ในบางประเทศเริ่มเห็นสัญญาณแล้ว
เขาเล่าว่า ตอนอยู่ที่ออสเตรเลีย มีเพื่อนส่งรูปมาให้ดู ผู้คนต่อแถวยาวรอบตึกเพื่อรอซื้อทองคำจริง

ในจีนก็เกิดปรากฏการณ์คล้ายกัน เพราะคนจีนมองว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกในการลงทุนมากนัก และทองเริ่มกลายเป็นสิ่งที่คนแห่เข้าหา

ส่วนในออสเตรเลีย ค่าเงินท้องถิ่นอ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ทำให้ราคาทองในสกุลเงินของพวกเขาพุ่งแรงยิ่งกว่าเดิมอีก
จากนั้น Rickards พูดถึงสิ่งที่เขามองว่าสำคัญที่สุด

เขาบอกว่า ระหว่างปี 1971 ถึง 1980 ราคาทองคำขึ้นประมาณ 2,300%

หลายคนมองว่าราคา ทอง "พุ่งขึ้นมหาศาล”
แต่จริง ๆ แล้วทองไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย

ทองก็ยังเป็นทองเหมือนเดิม ธาตุหมายเลข 79 เอาใส่ลิ้นชักไว้ ปีหน้ากลับมาเปิดดูก็ยังเท่าเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนจริง ๆ คือ “ค่าเงินดอลลาร์กำลังพัง”
ถ้าวัดค่าเงินดอลลาร์ด้วยน้ำหนักทองคำ ดอลลาร์สูญค่าประมาณ 95% ในช่วงนั้น

คนชอบถามว่า “ดอลลาร์จะล่มเมื่อไหร่”
Rickards บอกว่า มันเคยล่มมาแล้ว เพียงแต่คนไม่ทันสังเกต

เพราะถ้าวัดด้วยทองคำ ดอลลาร์สูญเสียมูลค่าไปเกือบหมดตั้งแต่ยุค 70

จากนั้นเขาพูดถึง “Narrative” หรือเรื่องที่ร่ำลือ ในตลาดการเงิน
Wall Street ชอบสร้างเรื่องร่ำลือ เพื่อขายสินทรัพย์ให้คน ..บางเรื่องก็มั่ว ..บางเรื่องสุดท้ายฟลุ้ค..กลายเป็นจริงเพราะคนเชื่อกันหมด ..ส่วนบางเรื่องก็เป็นเรื่องจริง

ตอนนี้ Narrative ที่ดังที่สุดคือ

“สหรัฐมีหนี้ $38 ล้านล้าน ประเทศกำลังล้มละลาย ทุกคนกำลังเทขายพันธบัตร ดอลลาร์จะพัง ซื้อทองซะ”

Rickards บอกว่า เรื่องนี้ “ไม่จริงทั้งหมด”
เขาอธิบายว่า เวลามองหนี้ ต้องมองทั้งฝั่งหนี้สิน (Liabilites) และทรัพย์สิน (Assets)

สหรัฐอาจมีหนี้มหาศาล แต่ก็มีทรัพย์สินระดับมหาศาลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ น้ำมัน ก๊าซ สิทธิในการทำเหมือง หรือทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งหลายอย่างยังไม่ได้ถูกนำมาสร้างรายได้อย่างจริงจัง

อีกอย่าง เขาบอกว่า ประเทศไม่ได้จำเป็นต้อง “ใช้หนี้หมด”
สหรัฐเองก็ไม่เคยปลดหนี้ได้จริงตั้งแต่ปี 1836 ในยุคของ Andrew Jackson

ตัวชี้วัดสำคัญจริง ๆ คือ “หนี้ต่อ GDP”

เขาเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ถ้ามีหนี้บัตรเครดิต $50,000 มันมากหรือน้อย?
ตอบไม่ได้ ...ถ้ายังไม่รู้ว่าคุณมีรายได้เท่าไร?

ถ้าคุณหาได้ปีละ $20,000 คุณเตรียมตัวเจ๊งได้เลย
แต่ถ้าหาได้ปีละ $500,000 หนี้นั้น..เรียกว่าจิ้บ ๆ

ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวเลขหนี้อย่างเดียว แต่คือ “เศรษฐกิจโตเร็ว" พอมั้ย?

ตอนนี้หนี้ต่อ GDP ของสหรัฐอยู่ราว 123% ซึ่งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และ Rickards ก็ยอมรับว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี

ตอนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐมีหนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ 114% แต่ก็ชนะสงครามละกัน

พอถึงยุคท้าย ๆ ของ Carter ต่อกับ Reagan ปี 1980 มันเหลือ 32% ...แล้วมันทำได้ยังไงล่ะ ในช่วงแค่ 35 ปี

มันคือความร่วมมือกัน ลดเล่นการเมืองของสองพรรคการเมือง ...ยุค Democrats ก็มี Harry Truman, JFK, LBJ, และ Jimmy Carter ......ส่วนยุค Republicans ก็เช่น Dwight Eisenhower, Richard Nixon, และ Gerald Ford

พวกเขาเล่นการเมืองกันนิดหน่อย แต่ช่วยกันเรื่องหนี้ของประเทศ ช่วยกันลดหนี้ลงมาได้มากกว่าสามเท่า ซึ่งถือวาเก่ง

นั่นคือสิ่งที่ Scott Bessent กำลังพยายามทำอยู่ตอนนี้
ถ้ารัฐบาลคุมการขาดดุลไว้ได้ประมาณ 3% ของ GDP และทำให้เศรษฐกิจโตในระดับ 5% ต่อปีแบบ Nominal (รวมเงินเฟ้อแล้ว)

สุดท้ายสัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะค่อย ๆ ลดลงเอง
และนั่นคือสิ่งที่ตลาดอยากเห็น
ไม่จำเป็นต้องปลดหนี้หมด แค่ทำให้แนวโน้ม “ดีขึ้น” ก็พอ

Rickards สรุปว่า ในเชิงคณิตศาสตร์ แผนนี้ไม่ได้ซับซ้อนเลย
สำคัญว่า “รัฐบาลจะทำได้จริงไหม” เท่านั้นเอง

ถ้าคุณไม่สร้างโชคดี✅ ให้กับตัวเองตั้งแต่วันนี้...โชคร้าย❌ในรูปแบบของโรคร้ายแรง จะตามไล่ล่าคุณเอง จะดีกว่ามั้ย 💡ถ้าคุณจะไ...
13/05/2026

ถ้าคุณไม่สร้างโชคดี✅ ให้กับตัวเองตั้งแต่วันนี้...
โชคร้าย❌ในรูปแบบของโรคร้ายแรง
จะตามไล่ล่าคุณเอง
จะดีกว่ามั้ย 💡ถ้าคุณจะไม่ปล่อยให้ใครมากำหนด โชคชะตาให้ นอกจากตัวคุณเอง 🌟
#ชีวิตที่ออกแบบได้

ทีมรับ หรือทีมขาย เก็บกันทันมั้ยค้า 🌟
10/05/2026

ทีมรับ หรือทีมขาย เก็บกันทันมั้ยค้า 🌟

ทองลงจาก $5400 มา $4300 เทขายกันทันไหมครับ ทราบไหมครับ มีชาตินึง รับของไม่อั้น PBOC ครับ :-D

ไม่สำคัญว่าทองจะขึ้นไปเท่าไร ราคาจะไปสุดที่ตรงไหนในช่วงชีวิตของคุณแต่ที่สำคัญที่สุดคือ คุณได้ถือมันไว้หรือเปล่า ได้สะสมม...
30/04/2026

ไม่สำคัญว่าทองจะขึ้นไปเท่าไร ราคาจะไปสุดที่ตรงไหนในช่วงชีวิตของคุณ
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ คุณได้ถือมันไว้หรือเปล่า ได้สะสมมาตั้งแต่ราคาไหน เป็นสัดส่วนเท่าไรของสินทรัพย์ทั้งหมด ได้บริหารเงินสำรองฉุกเฉิน ประกันชีวิต และการลงทุน ได้คำนวณ + รู้ตัวเลขขั้นต่ำ วางแผนการเงิน วางเป้าหมายให้ตัวเองกันเรียบร้อยแล้วจริงๆ ใช่มั้ยน้า 🥰

Jim Rickards
Nations Are Praparing For Financial Collapse

“ถ้าคุณอยากรู้ว่าดอลลาร์พังหรือยัง…อย่าดูค่าเงิน ..ให้ดูว่าราคาทองคำกระโดดขึ้นหรือยัง"

ผมจะเริ่มจากตรงนี้ก่อนนะ
หลายคนชอบถามผมว่า ทองจะไปได้ไกลแค่ไหน?

ผมมักตอบว่า คุณต้องเลิกคิดว่าทองกำลังขึ้นราคา
แต่ต้องเริ่มคิดว่า ค่าเงินกำลังลดลง เมื่อเทียบกับทองคำ ต้องใช้เงินมากขึ้นที่จะซื้อทองเท่าเดิม

ย้อนกลับไปปี 1971 ถึง 1980
ราคาทองคำขึ้นประมาณ 2,300%
ฟังดูเหมือนทองคำมีมูลค่าเพิ่มขึ้นใช่ไหม?

ไม่เลย...ถ้าคุณมองกลับอีกด้าน
ถ้าให้ "มูลค่า" ทองคำยังเท่าเดิมอยู่ล่ะ
คุณก็จะเห็นอีกภาพหนึ่ง ดอลลาร์สูญเสียมูลค่าไป 97% เปรียบเทียบกับทองคำ

นั่นแหละที่เรียกว่า “การล่มสลาย" ของค่าเงิน
แต่มันฟื้นขึ้นมาได้ เพราะเปโตรดอลาร์

ค่าเงินดอลลาร์เสื่อมอย่างแรง กำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง
ผมไม่ได้บอกว่าจะเกิดแน่ ๆ นะ

แต่ “ถ้า” มันเกิดอีก
ครั้งนี้ราคาทองคำจะอยู่แถว ๆ $100,000 ต่อออนซ์

“ปัญหาไม่ใช่ปริมาณทอง…ปัญหาคือสัญญาที่มีมากกว่าทอง”

คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเรื่องหนึ่ง
พวกเขาคิดว่า ถ้าธนาคารใหญ่ ๆ อย่าง JPMorgan Chase ไป “เช่าทอง”
ก็ต้องมีรถบรรทุกมาขนทองออกจากคลัง

ไม่ใช่เลย ทองยังอยู่ที่เดิม
แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ “สิทธิ์บนกระดาษ”
ธนาคารจ่ายค่าเช่า 1–2% แล้วได้สิทธิ์เอาทองนั้นไป “ทำธุรกรรมต่อ”

และไอ้ทองคำแท่งเดียวกันนั้น
สามารถถูกใช้ค้ำประกัน “ต่อบนกระดาษ”
ซ้ำไปซ้ำมาได้อีกหลายสิบรอบ (re-hypothecate)

นั่นทำให้ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ
ตลาดทองคำวันนี้ มีขนาดใหญ่กว่าทองจริงหลายสิบเท่า เพราะ...
“ทอง…ไม่เคยถูกส่งมอบจริง”

มีอดีตผู้บริหารหญิง Blythe Masters หัวหน้าฝ่าย Commodity Trade ของ JP Morgan เคยพูดไว้สั้น ๆ ว่า

***“Gold never settles”

ผมเห็นด้วย ทองคำไม่พอจะ settle ให้กับทั้งระบบ
ตราบใดที่ทุกคนยังพอใจจะถือสัญญาโดยไม่เรียกการส่งมอบ ...และนั่นทำให้ระบบทำงานได้ปกติ

แต่ถ้าวันหนึ่ง ผู้ถือสัญญาเริ่มพูดว่า
“ผมไม่เอาเงินสด ผมจะเอาทอง physical"

ระบบจะมีปัญหาทันที เพราะไม่มีทองมากพอ
ที่จะ settle ให้กับทุกคนในระบบ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ
คุณจะไม่ได้ทอง แต่คุณจะได้ “เช็ค”
และสัญญาของคุณจะถูกปิด
“นี่คือเหตุผลที่ไม่มีใครอยากให้คุณสนใจทองมากเกินไป”

***(คำที่ว่า Gold never settles นี้ Ron Paul ตีความต่างไปจาก Rickards ...ผมกำลังอ่านอยู่)

ทองในคลังสหรัฐมีอยู่จริง
ทั้งที่ Fort Knox และ West Point (~8 พันตัน)

แต่ไม่มีใครอยากบอกเราว่าเกิดอะไรขึ้นกับทองนั้น

ถ้าคุณจะตั้งคำถาม อย่าถามว่า “ทองยังอยู่มั้ย?”

แต่ควรถามว่า “มีคนอ้างสิทธิ์ในทองก้อนเดียวกันกี่คน?” ...และนั่นเป็นคำถามที่ไม่มีใครอยากตอบ

มาถึงเรื่องของ BRICS ที่หลายคนพูดถึง BRICS ว่ากำลังจะสร้างสกุลเงินใหม่

แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะมีนะ เพราะพวกเขามีระบบ อยู่แล้ว

รัสเซียขายพลังงานให้จีน ..จีนขายสินค้าให้รัสเซีย
พวกเขาใช้เงินของตัวเอง ไม่ใช้ดอลลาร์

เมื่อมีการเกินดุลระหว่างกัน พวกเขาเคลียร์หักกลบกันเป็นรอบ ๆ ...รายเดือน หรือรายไตรมาส
แล้วส่วนต่างดุล …สามารถ settle กันด้วยทองคำ

นั่นแหละคือระบบ ไม่ต้องมีประกาศใหญ่
ไม่มีข่าวพาดหัว แต่เกิดขึ้นแล้ว
“ทองคำกำลังถูกซื้อ…และถูกเก็บเพื่อการนี้”

สิ่งที่ผมเห็นคือแบบนี้
ธนาคารกลาง ซื้อทองคำ และ ไม่ขาย
ระบบ tokenized gold ก็ต้องซื้อทองจริงไปสำรอง

นี่คือ demand วันเวย์ ที่ซื้อไป..เก็บแล้วเก็บเลย

การผลิตทองคำ แทบไม่มีการเพิ่มมาหลายปีแล้ว
และเมื่อ supply ไม่เพิ่ม ..ราคาก็มีแนวโน้มไปทางเดียว ...จาก $5,000 ไป $10,000 ซึ่งจะขึ้นเร็วมาก

คนชอบคิดว่าการขึ้นของราคาทองเป็นเส้นตรง
แต่จริง ๆ แล้วมันเป็น “เปอร์เซ็นต์”
จาก $2,000 ไป $3,000 = +50%
จาก $9,000 ไป $10,000 = แค่ +11%

นั่นคือเหตุผลที่ช่วงท้ายของการขึ้น มักจะเร็วที่สุด

ผมมองทองต่างจากคนส่วนใหญ่
มันไม่ได้ป้องกันแค่เงินเฟ้อ แต่มันป้องกัน ..เงินฝืด.วิกฤตเศรษฐกิจ ..ความไม่มั่นคง ..สงคราม

ผมเรียกมันว่า everything hedge

ถ้าคุณอยากรู้ว่า ดอลลาร์ทั้งระบบ..กำลังแข็งแรงหรืออ่อนแอ
อย่าดูค่าเงินอื่น ..อย่าดูดอกเบี้ย ..อย่าดูตลาดพันธบัตร .....แต่ให้ดูทองคำอย่างเดียว

เพราะ ทองคำไม่ใช่แค่สินค้า แต่มันคือกระจกเงา
ที่สะท้อนความจริงของการเงินโลกทั้งระบบ

เตรียมตัวรับแรงกระแทก เงินเฟ้อ 2หลัก 😅
30/04/2026

เตรียมตัวรับแรงกระแทก เงินเฟ้อ 2หลัก 😅

Miles Franklin Michelle Makpri
Double-Digit Inflation Risk Surges

Larry McDonald Apr 24, 2026

เงินเฟ้อ 2 หลัก ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ตอนนี้มีคนในตลาดเริ่มพูดตรง ๆ แล้วว่า
เงินเฟ้อสหรัฐจะ เกิน 10%
จากที่โอกาสแทบเป็นศูนย์ ตอนนี้มีโอกาสถึง 20–25%

และนี่…ไม่ใช่คำพูดเล่น ๆ
ภาพใหญ่: เงินเฟ้อกำลังถูก เร่งจากหลายทางพร้อมกัน

1. รัฐบาลอัดเงินระดับมหาศาล
-ขาดดุล ~$1.9 trillion ต่อปี
-งบกลาโหมระดับ ~$1.1–1.2 trillion
-เงินลงทุน AI อีก ~$2 trillion
นี่คือ overdose ทางการคลัง + การเงิน

2. ความคาดหวัง ถูก “price in” (ราคาสะท้อนความจริง) ไปหมดแล้ว

ตลาด “เชื่อว่า” data center / AI ...จะบูม
แต่…ทุกอย่างถูก bake in (คิดรวม) ไปหมดแล้ว

เหมือนกับที่ Stanley Druckenmiller ที่บอกว่า
"อย่าลงทุนในปัจจุบัน แต่ให้มองไปข้างหน้า 12–18 เดือน"

3. Supply shock คือตัวเร่งเงินเฟ้อ..ตัวจริง

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ demand
แต่คือ ฝั่ง supply ที่ตอนนี้ เจ๊งแล้ว
เพราะช่องแคบ เส้นทางขนส่งถูกปิดยาว

น้ำมัน + เคมี + ปุ๋ย → กระทบทั้งหมด
เพราะทั้งสามตัวนี้ คือวัตถุดิบ ของสินค้าแทบทุกอย่างในโลก

ผลกระทบลูกโซ่ ไม่ใช่แค่น้ำมันแพง
แต่
ยางสังเคราะห์ → ผลิตภัณท์ยาง → สินค้าอุปโภค
เคมี → พลาสติก → ของใช้ทุกชนิด
ปุ๋ย → อาหาร → ทั้งระบบ

สินค้าที่ใช้ rubber อาจขึ้น ~30%
นี่แหละ ...ลูกโซ่เงินเฟ้อที่ลามไปทั่ว

สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ (Probability)
เงินเฟ้อระดับ 4–7% → มีโอกาสถึง ~80%
เงินเฟ้อระดับ 10%+ → มีโอกาสถึง ~20–25%

แล้วถ้าเข้า Double-digit inflation จริง
ภาพมันจะออกมาประมาณนี้เลย:

1. Fed ไปต่อไม่ได้
จะขึ้นดอกเบี้ยก็กลัวเศรษฐกิจพัง ..จะไม่ขึ้น ก็กลัวคุมเงินเฟ้อไม่อยู่ ....Fed ติดกับแล้ว

2. ผู้บริโภคโดนเต็ม ๆ
กลุ่มคนชั้นล่าง 60–70% โดนเต็ม ๆ
ไม่มีกำลังซื้อเหลือเลย

3. เศรษฐกิจ Overheat จนพัง
นี่คือ pattern เดิมจากยุค: ..1970s ..1980s
เงินเฟ้อแรง ..และไม่มี demand จนเศรษฐกิจถดถอย (recession)

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของแพงขึ้น ..แต่มันคือ
-เงินถูกอัดเข้าระบบมหาศาล
-Supply โดนตัด
-ต้นทุนลามเป็นลูกโซ่

และผลคือ ..เงินเฟ้อสูงแน่ ๆ และอาจจะเกิน 2 หลัก

เงินเฟ้อไม่ได้เกิดเพราะ demand อย่างเดียว
แต่มันมาจากระบบทั้งระบบกำลังโดนบีบ

แล้วเงิน ตอนนี้ไหลไปไหน?
เงินกำลังไหลไปเข้า Hard Assets อย่างเช่น ...น้ำมัน ...ก๊าซ ...commodity ...หุ้นสายพลังงานที่ outperform ตลาด

ตอนที่ทุกคนยังเถียงว่าเงินเฟ้อจะ 3% หรือ 4%
คนที่ชำนาญในเกม จะถามว่า....ถ้ามันไป 10% จะเกิดอะไรขึ้น?
และนั่นคือจุดที่ “เกมเริ่มเปลี่ยนจริง ๆ”

(จะเกิด Crack-Up Boom ยังไง? เร็วมั้ย?)

เงินเฟ้อ หรือเรตค่ารักษาพยาบาลเมืองไทยเฉลี่ยขึ้นปีละ 10-15% ประกันสุขภาพที่ท่านถืออยู่ รองรับเรทนี้ไปได้ยาวๆ ตลอดชีวิต❓พ...
30/03/2026

เงินเฟ้อ หรือเรตค่ารักษาพยาบาลเมืองไทยเฉลี่ยขึ้นปีละ 10-15% ประกันสุขภาพที่ท่านถืออยู่ รองรับเรทนี้ไปได้ยาวๆ ตลอดชีวิต❓พอร์ตจะไม่แตก ไม่โดนบังคับขึ้นเบี้ยประกันรายปีจริงๆ ใช่มั้ย⁉️

หลังไมค์ให้ช่วยรีวิวกรมธรรม์ และทำนัดเพื่อออกแบบแผนการเงินส่วนบุคคลครบวงจรได้เลยค่ะ 💖

#ประกันสุขภาพ

#เปิดค่าการมองเห็น

คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยราว 78 ปี แต่ช่วงที่ร่างกายยังแข็งแรงจริง ๆ นั้นสั้นกว่าตัวเลขนี้ถึง 10 ปี หมายความว่าตั้งแต่อายุ 68 เป็นต้นไป หลายคนเริ่มเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า 'Sickspan' คือช่วงชีวิตที่คุณภาพลดลง ต้องพึ่งพาคนอื่น และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพพุ่งสูง
ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ หรือ 'หมอฟ้า' แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันจากศูนย์ VitalLife โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ตั้งคำถามง่าย ๆ กับผู้ฟังว่า ใครตรวจสุขภาพประจำปีแล้วมั่นใจว่าตัวเองแข็งแรงจริง ?
เพราะการตรวจสุขภาพแบบเดิมนั้นออกแบบมาเพื่อ 'หาโรค' ให้เจอเร็วที่สุด แต่การตรวจแบบ Longevity คือการ 'หาความเสี่ยง' ก่อนที่โรคจะเกิด ไม่ใช่รอให้ตัวเลขแตะเกณฑ์วินิจฉัยแล้วค่อยลงมือทำอะไร คำถามคือค่าอะไรที่เราต้องกลับมาดูใหม่ ?
หัวใจของเซสชันนี้คือตาราง Core Longevity Biomarkers ที่คุณหมอวรรณวิพุธเน้นว่า ค่าที่เราคุ้นเคยจากผลตรวจประจำปีนั้น ใช้เกณฑ์สำหรับ 'วินิจฉัยโรค' แต่ถ้าเราต้องการ Healthspan ที่ดี ต้องตั้งเป้าให้เข้มงวดกว่านั้นมาก

-ตัวแรกคือ HbA1c หรือน้ำตาลสะสม เกณฑ์เดิมวินิจฉัยเบาหวานอยู่ที่ 6.5% แต่เกณฑ์ Longevity แนะนำไม่เกิน 5.4% เพราะถ้ารอจนแตะ 6.5 เท่ากับ 'ตัวจุ่มลงไปในถังเบาหวานเรียบร้อยแล้ว' การจะกลับมาปรับไลฟ์สไตล์ตอนนั้นยากกว่ามาก

-ตัวที่สองคือ ApoB ซึ่งเธอเปรียบเทียบได้น่าจำว่า ถ้า LDL คือรถบรรทุกที่แบกคอเลสเตอรอลไปทั่วร่างกาย ApoB ก็เหมือน 'รถบรรทุกสีชมพูแป๋น' ที่คนขับมารยาทไม่ดี ชอบเกิดอุบัติเหตุ ยิ่งมีเยอะ ไขมันก็ยิ่งไปเกาะเป็นตะกรันตามผนังหลอดเลือด เกณฑ์ Longevity อยู่ที่ต่ำกว่า 90 mg/dL ขณะที่เกณฑ์ทั่วไปยังปล่อยถึง 130

อ่านต่อได้ที่คอมเมนต์

ที่อยู่

Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Jibby Money Planner โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์