29/01/2026
𝐖𝐨𝐫𝐤𝐬𝐡𝐨𝐩 𝐅𝐢𝐭-𝐭𝐨-𝐒𝐭𝐚𝐧𝐝𝐚𝐫𝐝 ในกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจหลากหลาย
มัดรวมหรือแยกวง?
สวัสดีค่ะทุกคน 👋 แอดกลับมาอีกครั้งกับซีรีย์ Fit-to-Standard
เป็น EP ที่ 3 แล้ว….
?? หลายครั้งที่แอดเองก็มีคำถามอยู่ในใจตอนทำ workshop ว่า “บริษัทเรามีทั้ง Beverage, Health Enrichment, Trading... จับทุกคนมานั่งในห้องเดียวกันมันดีหรอ? แล้วถ้าแยกกันไปเลยจะดีมั้ย?”
คำตอบที่ได้จากการตกผลึกเองและจากข้อมูลที่หามา 🤔
คำตอบไม่ได้มีแค่ “ได้” หรือ “ไม่ได้” ค่ะ
แต่ต้องดูที่ “รูปแบบ 𝐃𝐍𝐀 ของธุรกิจ” เป็นหลัก
ใน EP นี้แอดจะพาทุกคนมาเรียนรู้กลยุทธ์การจัด Workshop กับ “โจทย์หิน” ที่สุดของโปรเจกต์ SAP ในองค์กรใหญ่...
นั่นคือ "การบริหารจัดการ Workshop Fit-to-Standard ในกลุ่มบริษัทที่มีธุรกิจในเครือหลากหลาย" 🏢🏢และ Case Study ตัวอย่าง (เอ๊ะ หรือ ของจริง 😀) เพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
🛠️ กลยุทธ์การแบ่ง Workshop
แอดแนะนำให้แบ่ง Workshop ออกเป็น 2 Track เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ใน Explore Phase ที่แม่นยำที่สุด:
𝟏. 𝐂𝐨𝐦𝐦𝐨𝐧 𝐂𝐨𝐫𝐞 𝐖𝐨𝐫𝐤𝐬𝐡𝐨𝐩 (ทำพร้อมกันได้)
ส่วนนี้คือ "แกนกลาง" ที่ทุกบริษัทต้องใช้เหมือนกันตามนโยบายกลุ่ม (Global Template)
>> Finance & Accounting:
ผังบัญชี (CoA), งวดบัญชี, สกุลเงิน, วิธีการปิดงบ
>> Indirect Procurement:
การจัดซื้อของใช้สำนักงาน, การทำ PR/PO พื้นฐาน
>> Organization Structure:
การกำหนด "Plant" หรือ "Storage Location" ในเครือจะตั้งรหัสอย่างไร
**จุดประสงค์: เพื่อให้เกิดการทำ Consolidated Report ที่ง่ายที่สุด และใช้ทรัพยากรร่วมกันได้
𝟐. 𝐈𝐧𝐝𝐮𝐬𝐭𝐫𝐲-𝐒𝐩𝐞𝐜𝐢𝐟𝐢𝐜 𝐖𝐨𝐫𝐤𝐬𝐡𝐨𝐩 (ต้องแยกกัน)
ส่วนนี้คือจุดที่ แต่ละธุรกิจ "เดินคนละเส้นทาง" กันอย่างสิ้นเชิง
Company A: เน้นเรื่อง Supply Chain & Logistics การจัดการโปรโมชั่น (Trade Promotion), การกระจายสินค้า (Distribution), การจัดการบรรจุภัณฑ์ (Empties Management)
Company B: เน้นเรื่อง Service Management หรือฟีเจอร์เฉพาะของอุตสาหกรรม (Industry Solution) เช่น การนัดหมาย, การเบิกจ่ายยาหรืออุปกรณ์แพทย์ ซึ่งมีความซับซ้อนคนละแบบ
จุดประสงค์: เพื่อให้ได้ Delta Backlog ที่ตอบโจทย์ธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่การเอาเสื้อไซส์เดียวมาให้ทุกคนใส่ (One size fits all)
⚠️ ข้อควรระวัง: หายนะที่มักเกิดถ้า Workshop หลายธุรกิจพร้อมกัน
**𝘊𝘰𝘮𝘱𝘭𝘦𝘹𝘪𝘵𝘺 𝘖𝘷𝘦𝘳𝘭𝘰𝘢𝘥:
ถ้าเปิด Workshop พร้อมกัน Consultant จะถูกรุมด้วยคำถามจาก 2 ฝั่งที่ต่างกัน จนสุดท้ายไม่ได้ "Standard" ของใครเลย
**𝘋𝘪𝘭𝘶𝘵𝘦𝘥 𝘙𝘦𝘲𝘶𝘪𝘳𝘦𝘮𝘦𝘯𝘵𝘴:
เพื่อให้ตกลงกันได้ บางครั้งเราจะยอมเลือก Solution ที่ "กลางๆ" จนสุดท้ายไม่มีธุรกิจไหนใช้งานได้ดีจริง!! (Average of Everything, Excellence in Nothing)
**𝘊𝘰𝘯𝘧𝘭𝘪𝘤𝘵 𝘰𝘧 𝘐𝘯𝘵𝘦𝘳𝘦𝘴𝘵:
Company A อาจต้องการความเร็วในการคีย์ข้อมูล แต่ Company B อาจต้องการความละเอียดและความปลอดภัยของข้อมูล (Compliance)
💡 ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติ
แอดแนะนำให้ทำตามขั้นตอน "𝐆𝐥𝐨𝐛𝐚𝐥 𝐂𝐨𝐫𝐞, 𝐋𝐨𝐜𝐚𝐥 𝐃𝐞𝐥𝐭𝐚" ค่ะ:
𝐒𝐭𝐞𝐩 𝟏: รัน Workshop "Common Core" ร่วมกันก่อน เพื่อเซตบรรทัดฐานของกลุ่มบริษัท
𝐒𝐭𝐞𝐩 𝟐: แยก Workshop ตามสายธุรกิจ เพื่อทำ Fit-to-Standard ในส่วนที่เฉพาะทางจริงๆ
𝐒𝐭𝐞𝐩 𝟑: นำ Delta Backlog จากทั้ง 2 ฝั่งมาตรวจสอบ (Review) ร่วมกันโดย Global Design Authority (บ.แอดเรียก GPO - Global Process Owner) เพื่อเช็กว่า Gap ของ Company A ไปกระทบโครงสร้างหลักที่ Company B ต้องใช้หรือไม่
🔍 𝐂𝐚𝐬𝐞 𝐒𝐭𝐮𝐝𝐲: วิเคราะห์: DNA ธุรกิจ กำหนดกลยุทธ์ Workshop
𝟭. DNA คล้ายกันมาก: "ฝาแฝดทางธุรกิจ" 👯♀️
Case ตัวอย่าง: บริษัทผลิต Beverage (น้ำอัดลม) กับ Health Enrichment ที่เป็น FMCG (เช่น แบรนด์ซุปไก่) (ตัวอย่างหรือของจริง??)
ความคล้ายคลึง: แม้สินค้าจะต่างกัน แต่ "กระบวนการ" หลังบ้านมักจะคล้ายกันมาก เช่น:
>> Sales & Distribution (SD): การรับ Order, การทำ Pricing/Promotion, การบริหารเครดิตลูกค้า, การจัดส่งผ่านช่องทาง Modern Trade/Traditional Trade (ยี่ปั๊ว)
>> Production Planning (PP): การวางแผนการผลิต, การจัดการ Batch/Expiry Date, การควบคุมคุณภาพ
>> Procurement (MM): การจัดซื้อวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์
✅ กลยุทธ์ที่แนะนำ: “มัดรวม Workshop”
How-to: จัด Workshop ตาม "Business Process หลัก"
(เช่น Order-to-Cash, Procure-to-Pay) ให้ Key User ของทั้ง Beverage และ Health Enrichment (FMCG) เข้ามาร่วมในห้องเดียวกัน
👍ข้อดี: เกิดการ Cross-Learning และ Best Practice Sharing ทันที ทำให้เราได้ Global Template ที่แข็งแกร่งและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งกลุ่ม ประหยัดเวลาและทรัพยากรในระยะยาว
𝟮. DNA ต่างกันชัดเจน: "คนละฝาคนละห้วง" 👽👻
Case ตัวอย่าง: บริษัทผลิต Beverage/FMCG กับบริษัทที่ทำ Real Estate (อสังหาริมทรัพย์) หรือ Service Business (บริการสุขภาพ, คลินิก)
ความแตกต่าง: กระบวนการหลักของแต่ละธุรกิจอาจไม่เกี่ยวข้องกันเลย:
Real Estate: เน้นการจัดการ Project, การบริหารทรัพย์สิน, การขาย/เช่าอสังหาริมทรัพย์
Service Business: เน้นการบริหารนัดหมาย, การจัดการทรัพยากรบุคคล (สำหรับบุคลากรทางการแพทย์), การติดตาม Patient Journey
✅ กลยุทธ์ที่แนะนำ: “แยกวงในส่วนธุรกิจเฉพาะ แต่ใช้แกนกลางร่วม (Core & Local)”
How-to:
1. Common Core Workshop (ทำพร้อมกัน): Workshop งานที่ทุกบ. ต้องใช้เหมือนกัน เช่น Finance & Accounting (FI/CO), Indirect Procurement (การจัดซื้อของใช้สำนักงาน), และ Organization Structure
2. Industry-Specific Workshop (แยกกันทำ): แยก Workshop ส่วนที่เฉพาะเจาะจงกับโมเดลธุรกิจนั้นๆ (เช่น SD/LE สำหรับ Beverage/FMCG และ PS/RE-FX สำหรับ Real Estate)
👍ข้อดี: แต่ละธุรกิจได้ Solution ที่ "Fit" จริงๆ ในส่วนของตัวเอง โดยยังคงมีมาตรฐานกลางที่ทำให้ภาพรวมของกลุ่มบริษัทสามารถทำ Consolidated Report ได้อย่างราบรื่น
⚠️⚠️ กับดักที่ต้องระวัง!
ไม่ว่าจะแยกหรือรวม
สิ่งที่ทำให้ Fit-to-Standard ไม่สำเร็จคือ
“การขาด Design Authority ที่แข็งแกร่ง”
👎เสียงที่ดังกว่า: ในห้องรวม มักจะมี BU ที่ "เสียงดัง" กว่า (อาจจะเพราะมียอดขายเยอะกว่า หรือทีมแข็งกว่า) คอยกำหนดทิศทางระบบให้ BU อื่นๆ
👎Solution แบบ “เอาใจทุกคน”: บางครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง Consultant อาจเสนอ Solution ที่ "กลางๆ" จนสุดท้ายไม่มีธุรกิจไหนใช้งานได้ดีจริง
💬 สรุปจ้า....ไม่ว่าคุณจะเจอธุรกิจแบบไหน
สิ่งสำคัญคือการวิเคราะห์ Business Model ให้ขาด
กล้าที่จะตัดสินใจ “รวม” หรือ “แยก” เพื่อให้ได้ Global Template ที่ยั่งยืน
จบซีรีย์ Fit-to-Standard กันไปแบบจุกๆ 3 EP แล้ว (ขอโทษที่ยาวอีกแล้ว)
หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนในโปรเจกต์นะคะ
ใครมี Case ยากๆ มาแชร์กันได้ในคอมเมนต์เลยค่ะ! 👇🥰
EP หน้า เราจะมาว่ากันด้วย เครื่องมือ (Tools) ไอเทมลับ ที่จะนำมาใช้ในโปรเจคกัน
Admin 𝐏𝐥𝐚𝐝𝐚𝐨, Page 𝐒𝐀𝐏𝐙𝐀𝐩𝐩 ✨