04/05/2026
ผมมักจะเข้าไปอ่านในกลุ่มไม้กฤษณาแล้วเจอกับโพสต์สอบถามเกี่ยวกับการทำไม้ให้ประสบความสำเร็จและมีรายได้จากไม้กฤษณาบ้าง แต่เชื่อไหมครับว่า 80% ของคนที่โพสต์คำถามเหล่านั้นกลับมาวนเวียนถามแบบเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาหลายโพสต์ทั้งๆที่ก็เคยได้คำแนะนำดีๆจากหลายท่านไปแล้ว คงตัองย้อนกลับมาถามตัวเองกันบ้างแล้วล่ะครับว่าอะไรคือสาเหตุที่เราทำมันไม่สำเร็จ หรือมันเป็นเพราะกลัวการลงมือทำมันจริงๆ ... สำหรับผม คนที่จะสำเร็จในเรื่องใดก็ตามคือคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ศึกษาหาข้อมูลแล้วลงมือทำมันแบบกัดไม่ปล่อย ความจริงแล้วหลายท่าน (ร่วมร้อยท่าน) ในกลุ่มไม้กฤษณาล้วนแต่เป็นผู้ที่มีรายได้มหาศาลจากการขายไม้และน้ำมันทั้งนั้น แต่คนที่เอาแต่มาโพสต์ถามคำถามเหล่านั้นกลับไม่ได้เรียนรู้อะไรจากโพสต์ต่างๆของผู้ค้าไม้กฤษณาในกลุ่มเลย
บางคนติดต่อผมเข้ามา ผมก็ให้คำแนะนำและความรู้ไป แต่กลับมากระแนกระแหนใส่ผมอีกว่า "ทำมาป่านนี้แล้วคงร่ำรวยมากล่ะสิ" .. "ทำแล้วรวยทำไมต้องสอนคนอื่น" ... ลองแหกตาดูสิว่าชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวผมเป็นอย่างไร
บางคนปลูกมาเฉยๆอยากรวยด้วยการขายต้นไม้ในราคาแสนแพงโดยหารู้ไม่ว่าต้นกฤษณาเปล่าๆนั้นมันไม่มีค่ามีสินอะไรเลย มูลค่าของมันเริ่มต้นที่กระบวนการกระตุ้นที่ผู้ซื้อเขาลงทุนล้วนๆ บางคนปลูกต้นกฤษณามา 20 ปีสามารถนั่งรอมาได้ตั้งนาน แต่พอมีคนอยากซื้อกลับไปเร่งให้เขาตัดสวนออกไปภายในปีสองปี แล้วไอ้ที่นั่งเฝ้าอยู่ 20 ปีทำไมไม่รีบ ทำไมรอได้ นั่งรอพระแสงอะไรมา 20 ปี ... และอีกอย่างที่ผมแปลกใจคือ ปลูกต้นกฤษณากันมา 10-20 ปี แต่กลับไม่เคยไปค้นคว้าหาความรู้อะไรเกี่ยวกับการทำไม้กฤษณาเลยทั้งที่มีอินเตอร์เน็ตใช้ น่าอดสูมาก
ที่เขียนมาไม่ใช่ว่าผมเป็นผู้ซื้อต้นไม้หรือสวนกฤษณาหรอกนะครับ ผมปลูกต้นไม้ของตัวเอง ทำไม้ตัวเอง งานที่บ้านก็ทำกันเองในครอบครัว ช่วยกันทำทุกอย่าง ลูกๆของผมทั้งสามคนล้วนแต่สิ่วไม้เก่งกันทุกคน ผมจึงไม่ได้ไปเดือดร้อนหรือมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับใคร ที่ให้ความรู้ความเข้าใจผู้คนทุกวันนี้เพราะเสียดายแทนเวลาเห็นคนที่ปลูกมาเป็นสิบๆปีแล้วไปโค่นต้นไม้ทิ้งหมดสวน บางคนผมอุตส่าห์ให้ข้อมูลความรู้ไปจนหมดสิ้นก็ยังมุทะลุ ดื้อดึงไม่ยอมลงมือทำ เอาแต่บ่นว่าคนซื้อสวนราคาถูกต้นละไม่กี่ร้อย ทั้งๆที่ผมให้ความรู้ไปแล้วกลับไม่ยอมลงมือทำเอง แล้วมาแซะผมประชดผมอีกว่าจะตัดเผาทิ้งทั้งสวน ผมก็นึกในใจว่า "ชั่งหัวมึงสิ ต้นไม้มึงไม่ใช่ของกู กูไม่ได้ไปเดือดร้อนอะไรด้วย เผาทิ้งก็ไม้มึง" ก่อนจากผมยังฝากบอกไปด้วยว่าวันไหนตัดเผาทิ้งให้โทรบอกผมด้วย ผมจะไปซื้อป๊อปคอร์นมานั่งดูตอนเผาทิ้ง
การทำไม้กฤษณาให้ได้เงินมันมีขั้นมีตอนของมัน ไม่ใช่แค่ปลูกแล้วขายต้น มันต้องมีการกระตุ้นให้ตกน้ำมัน ให้อาหารเร่งการสร้างน้ำมันทั้งทางดินและพ่นใบ มีการตัดมาสิ่วเอาแต่แก่นแผล มีการกลั่นเป็นน้ำมัน คนที่จะทำรายได้ก้อนหลักก็ควรจะสิ่วไม้ขายก่อนเพราะไม่ต้องลงทุนเรื่องหม้อกลั่นและระบบ กลายเป็นว่าคนที่สามารถมีรายได้จากกฤษณาจริงๆกลับกลายเป็นกลุ่มชาวบ้านที่ลงมือทำ ส่วนกลุ่มที่ล้มเหลวที่สุดคือข้าราชการหรือพนักงานบริษัทที่อยากจะปลูกไว้เป็นทรัพย์ยามเกษียณ เพราะเมื่อถึงตอนนั้นก็ไม่มีเรี่ยวแรงทั้งกายและสมองที่จะอยากทำอะไรอีกแล้ว
อย่างครอบครัวผมนั้นเราตัดไม้มาสิ่วปีละเพียงหกสิบกว่าต้น แต่ละต้นเจ่ะประมาณ 6,000 รู ค่าเฉลี่ยไม้ที่สิ่วออกมาขายรูละประมาณ 5 กรัม ราคาขั้นต่ำสุดที่ขายกิโลกรัมละสามหมื่นบาท ลองเอาไปคำนวณกันดูเอาเอง ต้นไหนโดนพายุหักก่อนกำหนดก็เอามาสกัดเรซิ่น ขายได้มูลค่าไม่น้อยกว่าไม้ตัว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะในครอบครัวเราทำการแปรรูปกันเอง และมีนักเรียนทำงานพาร์ทไทม์มาช่วย ผมไม่จำเป็นต้องมาโชว์หรือเร่ขายไม้ อาจมีบ้างที่ภรรยาโพสต์เพื่อให้ผู้ติดตามได้เห็นโปรดักส์หรือผลจากการกระตุ้น และหากคิดอย่างมีตรรกะเหตุผล การที่ผมและครอบครัวมีสารกระตุ้นและทำไม้มากว่า 20 ปีและยังคงทำอยู่ นั่นแปลว่าผมดำเนินธุรกิจของครอบครัวไปได้ด้วยดี การไม่ต้องมาเร่ขายก็เพราะตลอดกว่า 20 ปีนี้ผมส่งออกต่างประเทศด้วยตัวเองมาตลอดและมีลูกค้าต่อเนื่องมายาวนานผมจึงทำไม้กฤษณาตลอดมาไม่เคยเปลี่ยน การเดินทางไปต่างประเทศก็เพื่อขยายโอกาสในการทำธุรกิจในอนาคตให้กับลูกๆ เพราะไม้กฤษณาในตลาดโลกไม่ได้มีแค่สายพันธุ์ "คราสน่า" ที่เป็นที่นิยม มันยังมีอีกเกือบ 20 สายพันธุ์ในหลายประเทศแตกต่างกันไป และการทำธุรกิจของลูกๆในอนาคตก็ไม่ได้เป็นแค่การทำไม้ออกมาขายแบบที่ผมทำอีกต่อไป มันจะเป็นการสร้างคอนเน็คชั่นตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำในทุกระดับ เพื่อให้พวกเขามีความมั่นคงและเชี่ยวชาญการทำธุรกิจยิ่งขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่