Funds Best In Thailand

Funds Best In Thailand กองทุนมีมากมาย เราจะเลือกกองทุนไหนดี BEST FUND OF THAILAND มีคำตอบ

26/09/2023
สร้างเกราะคุ้มครอง ความมั่งคั่งง่ายๆ ด้วยตัวเอง
26/09/2023

สร้างเกราะคุ้มครอง ความมั่งคั่งง่ายๆ ด้วยตัวเอง

ลงทุน Funds Best In Thailandลงทุนง่าย ที่เดียวจบครบทุกตลาดหุ้นชั้นนำครอบคลุมทุก Index fund มีกองทุนหลากหลายให้เลือกลงทุน...
26/09/2023

ลงทุน Funds Best In Thailand
ลงทุนง่าย ที่เดียวจบครบทุกตลาดหุ้นชั้นนำ

ครอบคลุมทุก Index fund มีกองทุนหลากหลายให้เลือกลงทุนมากถึง 24 กองทุน*
เข้าถึงทุกตลาดหุ้นชั้นนำทั่วโลกกว่า 11 ตลาด 4 ทวีป เช่น S&P500, Dow Jones, NIKKEI, H-Share Index, SET Index
กองทุน Index fund ของ SCBAM มีมูลค่าหน่วยลงทุนโดยรวมใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม*

ข้อมูลล่าสุด 26/9/2023 เวลา 19:58:17หมายเหตุข้อมูลปริมาณและมูลค่าสิ้นวันหลังเวลา 17.35 น. เป็นข้อมูลที่รวมการซื้อขาย DRx...
26/09/2023

ข้อมูลล่าสุด 26/9/2023 เวลา 19:58:17

หมายเหตุ
ข้อมูลปริมาณและมูลค่าสิ้นวันหลังเวลา 17.35 น. เป็นข้อมูลที่รวมการซื้อขาย DRx
ข้อมูลการซื้อขาย 5 อันดับสูงสุดเป็นแบบ Auto Matching เท่านั้น

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้(26 ก.ย.66) ปิดที่ 1,494.02   จุด ลบ 13.34 จุด หรือ 0.88% ซึ่งดัชนีหลุดต่ำกว่าระดับ 1,500 จุด โดยม...
26/09/2023

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้(26 ก.ย.66) ปิดที่ 1,494.02 จุด ลบ 13.34 จุด หรือ 0.88% ซึ่งดัชนีหลุดต่ำกว่าระดับ 1,500 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 55,609.45 ล้านบาท ภาวะการซื้อขายภาคบ่ายมีแรงขายออกมาทำให้ดัชนีอ่อนตัวลง โดยมีแรงขายในหุ้นแบงก์ ได้แก่ KBANK และ SCB นอกจากนี้หุ้น TRUE และ EA ที่ราคาปรับตัวลงเช่นกัน

ส่วนหุ้นน้องใหม่ SAV วันนี้เข้าซื้อขายวันแรก ราคาปิดที่ 15.30 บาท ลดลง 19.47% จากราคา IPO ที่หุ้นละ 19.00 บาท

หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 10 อันดับแรกวันนี้

Asia Pacific Markets Open Mixed after BoE Maintains RatesAsia Pacific markets were mixed on this Friday morning (21 Sep)...
22/09/2023

Asia Pacific Markets Open Mixed after BoE Maintains Rates
Asia Pacific markets were mixed on this Friday morning (21 Sep) after the Bank of England decided to stand the rate between 5.25% as the Fed also maintained rates the night before. The markets are still anticipating the Bank of Japan rates decision today, while the bearish trend is continuing throughout this week.
Japan’s NIKKEI and Australian ASX 200 led the falling today by losing around 1% under 32,260 and 7000, respectively. South Korean KOSPI and New Zealand NZX 50 followed the loss by 0.5% to 2,500 and 11,260, respectively. Meanwhile, Chinese indices like Shenzhen’s SZI, Shanghai’s SSEC and Hong Kong’s HSI were rising by 0.6%, 0.2% and 0.3%, pushing the indices up to 10,045, 3,090 and 17,700, respectively.
On the other hand, the US Futures indices continued to drop last night. S&P 500 dropped to 4,370 and NASDAQ also went under 14,900 levels. Meanwhile, energy commodities swung up as WTI crude oil bounced back to $90 and Brent also rose to $94 per barrel.
The precious metal like gold decreased to $1,940 per Troy ounce, while the US Dollar Index (DXY) still hovers around 105.2.

Top 20 Overbought/Oversold of SET100 on 21 September 2023
22/09/2023

Top 20 Overbought/Oversold of SET100 on 21 September 2023

ค่าเงินบาทแตะระดับที่ 36.11 THB/USD กลับมาอ่อนค่าราว 6.4% จากที่แข็งค่ามากสุดในช่วงกลางเดือน ก.ค.66 ที่ราว 33.95THB/USD ...
22/09/2023

ค่าเงินบาทแตะระดับที่ 36.11 THB/USD กลับมาอ่อนค่าราว 6.4% จากที่แข็งค่ามากสุดในช่วงกลางเดือน ก.ค.66 ที่ราว 33.95THB/USD นับเป็นการอ่อนค่าที่มากสุดในรอบ 10 เดือน จากความกังวลต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ภายหลัง GDP ของไทย Q2/66 ขยายตัวน้อยกว่าที่คาด ขณะที่เงิน USD ยังแข็งค่าขึ้น โดยมีแรงหนุนจากสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งบ่งชี้ว่าวัฏจักรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ยังคงไม่สิ้นสุดลง
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่า จากการที่เฟดยังน่าจะส่งสัญญาณในเชิงคุมเข้ม ซึ่งอาจหนุนค่าเงิน USD และบอนด์ยีลด์ของสหรัฐให้ปรับสูงขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ที่ดูชะลอลงจากประมาณการเดิม ด้วยแรงกดดันจากการส่งออกที่ชะลอลง ขณะที่มาตรการภาครัฐที่เตรียมจะดำเนินการในระยะข้างหน้า ก็เป็นอีกปัจจัยที่ตลาดรอความชัดเจน เพราะจะมีผลต่อการประเมินสถานะทางการคลัง แนวทางและขนาดการก่อหนี้ รวมไปถึงภาระทางการคลังทั้งในและนอกงบประมาณที่อาจเกิดขึ้นในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า
สำหรับหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่าและมีโอกาส outperform SET มากสุด ได้แก่ AAI, TU
( + ) AAI (ซื้อ/เป้า 5.00 บาท) มีสัดส่วนรายได้ส่งออกสูงถึง 96% และต้นทุนส่วนใหญ่เป็นเงินบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุดแล้วใน Q1/66 และ 2H66E จะฟื้นมากขึ้น HoH จาก inventory destocking คลี่คลาย ด้านราคาหุ้นช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลงถึง -47% YTD สะท้อนปัจจัยลบแล้ว (ITC -29% YTD)
( + ) TU (ซื้อ/เป้า 16.00 บาท) มีสัดส่วนรายได้ส่งออกสูงถึง 96% และต้นทุน 60-70% เป็นเงินบาท ขณะที่กำไรปกติ 2H66E จะดีต่อเนื่อง HoH จากสถานการณ์ inventory destocking คลี่คลาย และต้นทุนทูน่าทยอยอ่อนตัวลง
( + ) สำหรับส่วนหุ้น/อุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะได้รับผลบวกจาก “ค่าเงินบาทอ่อนค่า”
1) กลุ่มเกษตรและอาหาร เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ โดยเรียงลำดับทุกการอ่อนค่า 1 บาทจะส่งผลต่อกำไรเพิ่มขึ้น ITC +10%, AAI +10%, TU +7%, SUN +3%,PLUS +2%
2) กลุ่มอิเลกทรอนิกส์เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก ต่างประเทศ โดยเรียงลำดับทุกการอ่อนค่า 1 บาทจะส่งผลต่อกำไรเพิ่มขึ้น จะมีผลทำให้กำไรเพิ่มขึ้น KCE +6% และ HANA +5%3) กลุ่มท่องเที่ยว ได้อานิสงส์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า ที่ทำให้คนต่างชาติสนใจมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ายุโรปและสหรัฐที่ใกล้เข้าสู่ช่วง high season ของการท่องเที่ยว สำหรับหุ้นที่จะได้ประโยชน์เรียงตามลำดับ ได้แก่ ERW (สัดส่วนรายได้ในไทย 88%), CENTEL (สัดส่วนรายได้ในไทย 80%) และ AOT จะได้ประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
4) อุตสาหกรรมอื่น ที่ได้ผลกระทบเชิงบวกจากค่าเงินบาทอ่อน เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก ได้แก่
MEGA ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้น +5%
EPG ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้น +3%-4%
TOG ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่าทำให้กำไรเพิ่มขึ้น +3%-4%
BANPU ทุกๆ 1% ที่เงินบาทอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐจะส่งผลบวกต่อกำไร Q3/66E ประมาณ USD13mn
( - ) สำหรับหุ้น/อุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะเสียประโยชน์จาก “ค่าเงินบาทอ่อนค่า”
1) กลุ่มสายการบิน AAV, BA มีโครงสร้างต้นทุนเป็นเงินสกุลดอลลาร์ราว 60% ค่าเงินบาทอ่อนค่าจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น, สำหรับ AAV มีหนี้เป็น USD ราว 1 พันล้านเหรียญ ทำให้จะมี unrealized FX loss ราว 1 พันล้านบาท จากทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่า
2) กลุ่มพลังงาน มี negative net exposure ต่อการเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์ต่อสกุลเงินบาท ส่งผลให้อาจจะมีการบันทึก unrealized fx loss สำหรับ PTTGC TOP ขณะที่ผลกระทบต่อ PTTEP และ SPRC น่าจะมีจำกัดเพราะมีการใช้ USD เป็น functional currency ส่วน IVL มี natural hedge
3) กลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากมีเงินกู้สกุลเงินดอลลาร์ส่งผลให้มีการบันทึก unrealized fx loss เข้ามา อย่างไรก็ตาม รายการดังกล่าวเป็นเพียงรายการทางบัญชีและไม่ได้มีผลกระทบต่อกระแสเงินสด ทั้งนี้ หุ้นที่มี impact จากประเด็นดังกล่าวประกอบด้วย GULF, BGRIM, GPSC, RATCH, GUNKUL
4) กลุ่ม IT Distributor SYNEX, SIS เนื่องจากมีการนำเข้าสินค้าโดยใช้เงิน USD ค่าเงินบาทอ่อนค่าจะส่งผลลบด้านต้นทุน

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้(20 ก.ย.66) ปิดที่ 1,507.90 จุด ลบ 15.06 จุด หรือ 0.99% ซึ่งระหว่างวันดัชนีลงมาต่ำสุดที่ 1,503.33 ...
20/09/2023

ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้(20 ก.ย.66) ปิดที่ 1,507.90 จุด ลบ 15.06 จุด หรือ 0.99% ซึ่งระหว่างวันดัชนีลงมาต่ำสุดที่ 1,503.33 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 54,490.73 ล้านบาท ภาวะการซื้อขายภาคบ่ายดัชนียังปรับตัวลงต่อเนื่องจากหุ้นบิ๊กแคปหลายตัวราคาปรับตัวลง ทั้งหุ้นพลังงานอย่าง PTT และ PTTEP นอกจากนี้ก็มีหุ้นกลุ่มอื่นๆ ได้แก่หุ้น CPALL และ ADVANC อย่างไรก็ตามมีแรงซื้อในหุ้น COCOCO ที่ราคาดีดขึ้นมาสวนตลาดและปรับขึ้นมาเหนือ 10 บาทได้ปิดที่ระดับ 10.20 บาท ขณะที่หุ้นน้องใหม่ SINO ปิดเหนือจอง 37.86% แต่หุ้นใหม่ไม่ได้มีการนำมาคำนวณดัชนีในวันแรกที่เข้ามาซื้อขาย
หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 10 อันดับแรกวันนี้

หุ้นไทยวันนี้(20 ก.ย.66) ลบ 15.06 จุด ขาย PTT-CPALL หุ้นน้องใหม่ SINO เหนือจอง 37.86%
20/09/2023

หุ้นไทยวันนี้(20 ก.ย.66) ลบ 15.06 จุด ขาย PTT-CPALL หุ้นน้องใหม่ SINO เหนือจอง 37.86%

ส่องพื้นฐาน-เทคนิคลงทุน AOT-BEM-CPN-TISCOวิเคราะห์ โดยแนะนำ 4 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย ส่องพื้นฐาน-เทคนิคลงทุน AOT-BEM-CPN ...
20/09/2023

ส่องพื้นฐาน-เทคนิคลงทุน AOT-BEM-CPN-TISCO
วิเคราะห์ โดยแนะนำ 4 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย ส่องพื้นฐาน-เทคนิคลงทุน AOT-BEM-CPN และ TISCO โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน รวมถึงกลยุทธ์คำแนะนำในแต่ละหลักทรัพย์
หุ้น AOT แนะนำซื้อ เป้าหมาย 84 บ.
- เริ่มพลิกฟื้นกลับมามีกำไรตั้งแต่ Q1/66 (ต.ค.-ธ.ค.65) กำไร Q2/66 (ม.ค.-มี.ค. 66) ฟื้นตัวแรงถึง 442% QoQ ล่าสุดกำไร Q3/66 (เม.ย.-มิ.ย.) ยังโดดเด่นต่อเนื่อง +70% QoQ ตามการท่องเที่ยวโลก- พัฒนาการดีขึ้นเป็นลำดับ จากการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐ + ส่วนแบ่งรายได้ duty fee เพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยว คาดหนุนกำไร Q4/66 เติบโตต่อเนื่อง YoY - คาดกำไรปีนี้ฟื้นตัวชัดเจน ตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว YoY และจะเพิ่มอีกเท่าตัวในปี 67
- แนวรับ 68/69 แนวต้าน 71.5/73.5
หุ้น BEM แนะนำซื้อ เป้าหมาย 11 บ.
- กำไร Q2/66 +42% YoY,+20% QoQ ตามปริมาณผู้ใช้ทางด่วนที่เพิ่มขึ้น 7% YoY และผู้ใช้รถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 52% YoY จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวต่อเนื่อง และคนไทยกลับทำงานปกติ
- คาดกำไร Q3/66 ยังโตต่อเนื่องได้ทั้ง YoY และ QoQ จาก traffic ที่เพิ่มขึ้นหลังเปิดเทอม และเริ่มเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองตั้งแต่ มิ.ย. ปีนี้ - Q4/66 รับบวกช่วงเทศกาลต่างๆ + ฤดูกาลท่องเที่ยว คาดหนุนปริมาณผู้ใช้รถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และจะผลักดันให้กำไรปีนี้โตเกิน 30%
- แนวรับ 8.4/8.5 แนวต้าน 8.8/8.9
หุ้น CPN แนะนำซื้อ เป้าหมาย 81 บ.
- กำไร Q2/66 +13.2%QoQ, +33.5%YoY แม้ Occ. Rate ทรงตัว QoQ, YoY แต่ผลจากการทยอยลดส่วนลดจนมาสู่ระดับปกติแล้ว+ปรับขึ้นค่าบริการส่วนกลาง +เริ่มโอนคอนโดใหม่ 2โครงการ
- 2H66 คาดจะฟื้นตัวต่อเนื่อง HoH และ YoY หนุนจากการเพิ่มรายได้ค่าเช่าส่วนลานกิจกรรม+เริ่มโอนคอนโดเพิ่ม 2โครงการ+เปิดโรงแรมใหม่ 4 แห่ง
- คาดกำไรปี นี้ +17.3%YoY ตาม traffic ที่เพิ่มขึ้น ส่วนลดค่าเช่ากลับมาระดับปกติ+รายได้เพิ่มขึ้นจากเปิดโครงการใหม่ทั้งศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัยและโรงแรม
- แนวรับ 64/64.25 แนวต้าน 67/68
หุ้น TISCO แนะนำซื้อ เป้าหมาย 114 บ.
- รายได้ดอกเบี้ยจากธุรกิจธนาคารยังโตได้ บวกกับ Credit cost ที่ตั้งเผื่อไว้มาก ช่วยลดทอนผลกระทบรายได้ค่าธรรมเนียมที่หดตัวและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ดันกำไร Q2/66 เพิ่มเล็กน้อย QoQ และทรงตัว YoY
- คาดสินเชื่อ corporate ที่โตสูงมาก ดันทะลุเป้าสินเชื่อทั้งปี 66 ที่ 7-10% บวกสำรองส่วนเกินที่มีมาก หนุนการตั้งสำรองต่ำไปอีก 2-3ไตรมาส
- คาดกำไร Q3/66F เพิ่มขึ้นเล็กน้อยทั้ง QoQ และ YoY จากสินเชื่อที่โตดี และสำรองต่ำช่วยหนุน ดันกำไรทั้งปีโต 7% YoY
- ถือเป็นหุ้น ROE และปันผลสูงสุดในกลุ่ม
- แนวรับ 98/99 แนวต้าน 103/104

สำรวจหุ้นในกลุ่มปตท. 7 บริษัทซึ่งมีมาร์เก็ตแคปรวมราว 2.3 ล้านล้านบาท เทียบกับมาร์เก็ตแคปรวมของตลาดที่ราว 18.66 ล้านล้านบ...
20/09/2023

สำรวจหุ้นในกลุ่มปตท. 7 บริษัทซึ่งมีมาร์เก็ตแคปรวมราว 2.3 ล้านล้านบาท เทียบกับมาร์เก็ตแคปรวมของตลาดที่ราว 18.66 ล้านล้านบาท (ข้อมูล วันที่ 19 ก.ย.66) โดยประเมินหุ้นในแต่ละบริษัท ถึงแนวโนมในครึ่งปีหลัง พร้อมแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นแต่ละบริษัท
-หุ้น PTT ฝ่ายวิจัยได้ปรับประมาณการ EPS ของ PTT ขึ้น 0.6%-6.7% ในปี 2566-68 หลังปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent เป็น 84.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปี 66 และ 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลปี 67 สะท้อนตลาดน้ำมันโลกที่ตึงตัว เมื่อรวมราคาเป้าหมายใหม่ของบริษัทลูกแล้ว โดยได้เพิ่มราคาเป้าหมาย PTT เป็น 36 บาท แต่ลดคำแนะนำเป็น “ถือ” จาก “ซื้อ” เพราะมองมีความเสี่ยงสูงขึ้น ที่รัฐบาลอาจขอให้ PTT อุดหนุนมาตรการประชานิยมช่วงที่หนี้สาธารณะสูงขึ้น โดย upside risk จะมาจากต้นทุนก๊าซนำเข้าต่ำกว่าคาด ส่วน downside risk จะมาจากความต้องการก๊าซในประเทศที่ต่ำกว่าคาด
-หุ้น PTTEP ได้ปรับประมาณการ EPS ของ PTTEP ขึ้น 7.1%-14.7% ในปี 2566-68 หลังปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมัน และประมาณการ EBITDA ราคาเป้าหมาย PTTEP 07’เพิ่มเป็น 189 บาท แนะ “ซื้อ” แต่บริษัทอาจมี downside risk หากต้องบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่าโครงการ LNG ในโมซัมบิก กรณีที่ TotalEnergies (ผู้ดำเนินการ) ไม่สามารถก่อสร้างโครงการได้ก่อนสิ้นปี ทำให้การผลิตก๊าซครั้งแรกต้องเลื่อนออกไป ส่วน upside risk จะมาจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น เราประเมินว่าราคาน้ำมันดิบ Brent ที่เพิ่มขึ้นทุก 1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ประมาณการ EPS ของ PTTEP ในปี 67 มี upside 1.7%
-หุ้น GPSC ราคาเป้าหมาย 66.50 บาท แนะ “ซื้อ” GPSC ระบุว่า SPP margin จะเพิ่มขึ้นเป็น 1 บาท/หน่วยในไตรมาส 3/66 จาก 0.6บาท/หน่วยไตรมาส 2/66 เพราะต้นทุนพลังงานลดลง ประกอบกับโรงไฟฟ้า Glow Energy เฟส 5 จะกลับมาเปิดดำเนินงาน ฝ่ายวิจัยคาดว่า SPP margin จะเพิ่มขึ้น ปัจจัยบวกหนุนราคาหุ้นคือ ค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าคาดของโรงไฟฟ้า SPP ของ GPSC ส่วน downside risk มาจากต้นทุนก๊าซที่สูงกว่าคาด
-หุ้น TOP ราคาเป้าหมาย 52 บาท แนะ “ถือ” คาดว่า ต้นทุน ship-to-ship ที่เพิ่มขึ้นทุก 1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะทำให้ทำไรสุทธิต่อเดือนลดลง 320 ล้านบาท TOP จะรับรู้ค่าใช้จ่ายจากเหตุน้ำมันรั่วไหล 1.0 พันล้านบาท และ 500 ล้านบาทในปี 2566-67 เราคาด TOP มีกำไรจากสต็อกน้ำมันไตรมาส 3 นี้ จึงปรับประมาณการ EPS ขึ้น 31% ในปี 2566 แต่ปรับลงในปี 2567-68 สะท้อนค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่สูงขึ้น และมองว่ากำหนดเปิดใช้งาน SBM #2 ที่เกิดน้ำมันรั่ว ยังไม่แน่นอน
-หุ้น IRPC ราคาเป้าหมาย 1.80 บาท ยังแนะ “ขาย” เราปรับประมาณการ EPS ลง 48% ในปี 2566 เพื่อรับรู้ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันที่สูงกว่าคาดในไตรมาส 2/66 ฝ่ายวิจัยยังปรับประมาณการ EPS ลง 12.6-19.5% ในปี 2567-68 สะท้อนต้นทุนต่อหน่วยที่สูงขึ้นและสเปรดเคมีภัณฑ์ที่ลดลง ปัจจัยลบที่จะฉุดราคาหุ้นในระยะสั้นคือ สเปรด PP-แนฟทาที่อ่อนตัวกว่าคาด ส่วน upside risk จะมาจากต้นทุนน้ำมันดิบที่ต่ำกว่าคาด
-หุ้น OR ราคาเป้าหมาย 21.50 บาท แนะ “ขาย” กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังติดลบสูงถึง 4.9 หมื่นล้านบาทในกลางเดือนก.ค. ขณะที่มาตรการยกเว้นจก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันขายปลีก 3-5 บาท/ลิตรของรัฐบาลครบกำหนดไปเดือนก.ค.66 มองว่าค่าการตลาดอาจถูกกดดัน หากรัฐบาลใหม่คุมต้นทุนพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำ จึงให้ระมัดระวังแนวโน้มระยะกลางของ OR มองว่าอาจมี upside risk หากกำไรจากสต๊อกน้ำมันสูงกว่าคาด ส่วนปัจจัยลบระยะสั้นคือ ค่าการตลาดที่ต่ำกว่าคาด
-หุ้น PTTGC ราคาเป้าหมาย 34 บาท แนะ “ขาย” มองว่า EBITDA ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลางของ PTTGC ยังไม่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ แม้ธุรกิจโรงกลั่นอาจมีกำไรจากสต๊อกน้ำมันในไตรมาส 3/66 แต่คาด PTTGC จะขาดทุนสุทธิ 843 ล้าน บาทในปี 2566 จากเดิมคาดมีกำไร 7.1 พันล้านบาท เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2567-68 ลง 8.4% และ 19.3% หลังปรับลดสมมติฐานสเปรดโอเลฟินส์และเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ปัจจัยลบฉุดราคาหุ้นคือต้นทุนอีเทนที่สูงกว่าคาด ส่วน upside risk จะมาจากปริมาณขายโพลิเมอร์ที่สูงกว่าคาด

ที่อยู่

700 Bangna-Trad Road Km. 57, Amphur Muang, Thailand
Chon Buri
20000

เบอร์โทรศัพท์

+66993811457

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Funds Best In Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์