Bangkok Trader

Bangkok Trader คัดสรรโอกาสการลงทุน เพื่อ “นักลงทุน”

นักลงทุนต่างประเทศ “ขาย” สุทธิ -1,239.61 ล้านบาทตลาดหุ้นไทยปิดลบ 0.61 จุด ทรงตัว สวนทางภูมิภาคบวก เกาะติดตัวเลขนักท่องเท...
16/01/2025

นักลงทุนต่างประเทศ “ขาย” สุทธิ -1,239.61 ล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยปิดลบ 0.61 จุด ทรงตัว สวนทางภูมิภาคบวก เกาะติดตัวเลขนักท่องเที่ยวจีน-จับตางบแบงก์
SET ปิดวันนี้ที่ 1,352.56 จุด ลดลง 0.61 จุด (-0.05%) มูลค่าซื้อขาย 40,377.07 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีทรงตัว สวนทางภูมิภาคบวก โดยทำจุดต่ำสุด 1,346.45 จุด และทำจุดสูงสุด 1,363.55 จุด
ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 193 หลักทรัพย์ ลดลง 271 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 201 หลักทรัพย์
ตลาดหุ้นไทยวันนี้ทรงตัว โดยรีบาวด์น้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียที่บวกราว 0.8-1% ซึ่งยังต้องติดตาม 2 ประเด็น ได้แก่
1.ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในวันตรุษจีนนี้ หลัง 2 สัปดาห์แรกของเดือนม.ค.68 โต 20% ถือว่าอยู่ในโทนที่ดี แต่ก็มีกระแสข่าวลบเข้ามา ทำให้ต้องจับตาว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะยังดีต่อได้หรือไม่
.
2.เข้าสู่ช่วงพรีวิวกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ทั้งผลประกอบการ การจ่ายปันผล และ Outlook 2025 จะเป็นอย่างไร
ส่วนปัจจัยในต่างประเทศ เริ่มดูดีขึ้นเล็กน้อย หลังตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐ ออกมาต่ำกว่าคาด ลดแรงกดดันทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยตลาดคาดว่าจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยที่ 1-2 ครั้งในปีนี้
แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดตลาดฯ แกว่งไซด์เวย์ในกรอบ ให้แนวรับไว้ที่ 1,340 จุด และแนวต้าน 1,360 จุด
.

นักลงทุนต่างประเทศ “ขาย” สุทธิ -2,187.18 ล้านบาท �ตลาดหุ้นไทยปิดร่วง 14.09 จุด รับแรงขายหุ้น DELTA-PTT กดดัน SET ปิดวันน...
14/01/2025

นักลงทุนต่างประเทศ “ขาย” สุทธิ -2,187.18 ล้านบาท �ตลาดหุ้นไทยปิดร่วง 14.09 จุด รับแรงขายหุ้น DELTA-PTT กดดัน
SET ปิดวันนี้ที่ 1,340.25 จุด ลดลง 14.09 จุด (-1.04%) มูลค่าซื้อขาย 56,470.69 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบ โดยทำจุดต่ำสุด 1,340.25 จุด และทำจุดสูงสุด 1,363.86 จุด
ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 127 หลักทรัพย์ ลดลง 376 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 162 หลักทรัพย์
ตลาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบรับแรงขายหุ้น DELTA และ PTT กดดัน แม้ GULF, INTUCH, ADVANC จะบวกแต่ก็ยังไม่สามารถพยุงให้กลับมาอยู่ในแดนบวกได้ ขณะที่ตลาดก็ยังคงให้น้ำหนักรอติดตามการแถลงนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 20 ม.ค.นี้
แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดตลาดฯ น่าจะปรับตัวลงต่อจนกว่าจะถึงวันที่ 20 ม.ค. รวมถึงติดตามการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐในคืนวันพุธนี้ด้วย ตลาดคาดไว้ที่ +0.3% MoM และ 2.9% YoY หากออกมาสูงกว่าคาดอาจเพิ่มความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเลื่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก
หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) ดีดขึ้นกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ให้แนวรับไว้ที่ 1,340-1,333 จุด และแนวต้าน 1,355 จุด

SCC (ถือ/เป้า 230.00 บาท) บล.ดาโอ : เราคงคำแนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2025E ที่ 230.00 บาท อิงวิธี SOTP เราประเมินว่า...
12/01/2025

SCC (ถือ/เป้า 230.00 บาท)
บล.ดาโอ : เราคงคำแนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมายปี 2025E ที่ 230.00 บาท อิงวิธี SOTP เราประเมินว่า SCC จะรายงานขาดทุนสุทธิ 4Q24E ที่ 194 ล้านบาท เทียบกับ ขาดทุน 1.1 พันล้านบาทใน 4Q23 และกำไร 721 ล้านบาทใน 3Q24 โดยเราคาดว่าจะเห็นกำไรที่อ่อนตัว QoQ ในธุรกิจปิโตรเคมี (SCGC) และธุรกิจที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง (CBM)
ในขณะที่ ธุรกิจแพ็คเกจจิ้ง (SCGP) น่าจะยังเห็นกำไรทรงตัวต่ำอยู่ ทั้งนี้ เราเชื่อว่าจากการที่บริษัทได้ทำการปิดซ่อมบำรุงโครงการ LSP Petrochemical Complex (LSP) เป็นระยะเวลา 6 เดือน (แม้ว่าบริษัทเพิ่งสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ใน 30 ก.ย.2024 ที่ผ่านมา) เนื่องจากภาพรวมตลาดที่อ่อนแอทำให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ (olefins spread) ที่อ่อนแอต่ำกว่าระดับคุ้มทุน จะทำให้ SCC แบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น (หลักๆจากค่าเสื่อมราคาของโครงการ LSP)
ในขณะเดียวกัน อุปสงค์ของธุรกิจ CBM น่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ส่วน SCGP น่าจะยังรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัท PT. Fajar Surya Wisesa Tbk. (Fajar) อยู่ (หลังบริษัทเพิ่มสัดส่วนถือครองเป็น 99.7% ตั้งแต่ 30 ส.ค.2024)
เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E/2025E ที่ 8.5/13.3 พันล้านบาท เทียบกับ 2.59 หมื่นล้านบาทในปี 2023 โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ คือ
1) ปริมาณยอดขายปิโตรเคมีรวม (PE, PP, PVC) จะอยู่ในช่วง 2.28-2.86 ล้านตัน (mt) เทียบกับ 2.34 mt ในปี 2023 โดยมีแรงหนุนจากการ COD ของโครงการ LSP
2) HDPE spread จะอยู่ในช่วง USD335/t-USD360/t เทียบกับ USD395/t ในปี 2023
3) รายได้ธุรกิจ CBM ที่อยู่ในช่วง 1.70-1.92 แสนล้านบาท เทียบกับ 1.82 แสนล้านบาทในปี 2023 และ
4) รายได้จากSCGP ที่อยู่ในช่วง 1.30-1.33 แสนล้านบาท เทียบกับ 1.26 แสนล้านบาทในปี 2023
ราคาหุ้นปรับตัวลง 33% และ underperform SET -36% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาสอดคล้องกับแนวโน้ม olefins spread ที่ยังคงอ่อนแอ ทั้งนี้ แม้ว่าราคาปัจจุบันจะสะท้อน 2025E PBV ที่ไม่แพงที่ 0.47x (ประมาณ -3.00SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV 5 ปีย้อนหลัง) แต่เราเชื่อว่ากำไรปี 2024E มี downside อยู่ อีกทั้ง เรายังมองไม่เห็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะสั้นเนื่องจากผลกระทบจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังไม่ส่งผลบวกชัดเจนต่อ olefins spread
เราจึงคงคำแนะนำ “ถือ” อย่างไรก็ตาม เรามีโอกาสปรับกำไรและราคาเป้าหมายลงหากกำไร 4Q24E ออกมาต่ำกว่าที่คาดและภาพรวมธุรกิจปิโตรเคมีที่อาจฟื้นตัวช้ากว่าคาดในปี 2025E เนื่องจากเศรษฐกิจจีนที่ยังคงซบเซา
.

ITC (BUY : Fair Price : Bt 30.00) : 4Q24 รายได้ดี แต่ปี 25 มีหลายสิ่งต้องดูบล.พาย **เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" เนื่องจากมองว...
11/01/2025

ITC (BUY : Fair Price : Bt 30.00) : 4Q24 รายได้ดี แต่ปี 25 มีหลายสิ่งต้องดู
บล.พาย **เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ" เนื่องจากมองว่า อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงเติบโตได้ดี รวมถึง ITC มีศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้าเป็นของตัวเอง ทำให้รองรับกับความต้องการที่มีมากขึ้นจากลูกค้าได้ ซึ่งจะมาช่วยหนุนการเติบโตได้อีกมากในอนาคต อย่างไรก็ตามแนวโน้มผลประกอบการงวด 4Q24 แม้จะยังเห็นการเติบโตได้ดีจากปีก่อน จากคำสั่งซื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นดีจากตลาดสหรัฐฯ
แต่ในแง่กำไรขั้นต้นคาดว่าจะเห็นการลดลงจาก 3Q24 ค่อนข้างมากจากผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเราประเมินกำไรสุทธิที่ 789 ล้านบาท (+3%YoY) ส่วนปี 25 ด้วยการที่ ITC อาจจะต้องถูกผลกระทบจาก GMT ที่บริษัทแม่อย่าง TU ได้รับ จึงทำให้กำไรทั้งปีอาจจะออกมาต่ำกว่าที่เราคาดไว้ได้ **
4Q24 คาดกำไรสุทธิ 789 ล้านบาท (+3%YoY,-19%QoQ)
• เราคาดกำไรสุทธิงวด 4Q24 ที่ 789 ล้านบาท (+3%YoY,-19%QoQ) เทียบกับปีก่อนยังคงเติบโตได้ดีจากการขายสินค้าในกลุ่ม Premium ที่มากขึ้นโดยเฉพาะจากตลาดสหรัฐฯ ส่วนการลดลงจาก 3Q24 ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามราคาปลาทูน่า และค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงบริษัท ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นมากกว่า 20%QoQ
• รายได้คาดที่ 4,778 ล้านบาท ทรงตัวจาก 4Q23 เพราะมีคำสั่งซื้อบางส่วนไม่สามารถส่งมอบให้ลูกค้าได้จากปัญหาขาดแคลนตู้สินค้า (เป็นปัญหาต่อเนื่องจากตั้งแต่ต้นปี) แต่เพิ่มขึ้น 8%QoQ ได้รับผลดีจากตลาดสหรัฐฯที่มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นมาก จากการออกสินค้าใหม่ที่ร่วมมือกับทางเจ้าของผลิตภัณฑ์
• กำไรขั้นต้นคาดที่ 24.6% ดีขึ้นจาก 22% ใน 4Q23 เพราะได้รับผลดีจากสัดส่วนสินค้า Premium เพิ่มขึ้น แต่ลดลงจาก 30% ใน 3Q24 เพราะเริ่มได้รับผลกระทบจากราคาปลาทูน่าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 9%QoQ รวมกับไม่มีการกลับรายการสำรองต้นทุนวัตถุดิบเหมือนไตรมาสก่อนหน้า ด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารคาดที่499 ล้านบาท (+57%YoY,+22%QoQ) ส่วนใหญ่มาจากค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาในการปรับปรุงบริษัทที่เริ่มรับรู้มาตั้งแต่กลาง 2Q24 เป็นต้นมา
ปี 25 รายได้ยังมองโตดี แต่กำไรอาจถูกกระทบจากภาษีจ่าย
ภาพรวมปี 25 เบื้องต้นในแง่รายได้ยังคงเติบโตได้ดีโดยผู้บริหารยังคงเป้าการเติบโตไว้ที่ระดับ 13-15% ซึ่งปัจจุบันลูกค้ายังคงมีการเข้ามาเจรจาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มมีความต้องการสินค้าใหม่ๆเพิ่มขึ้น ทำให้ ITC ที่มีศูนย์พัฒนาสินค้าเป็นของตัวเอง สามารถรองรับกับความต้องการดังกล่าวได้ อย่างเช่นยังคงต้องการสินค้าในกลุ่ม Premium แต่ราคาที่ลดลง ซึ่งทำได้โดยการปรับสูตรหรือส่วนผสมเป็นต้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ต้องติดตามในปี 25 คือผลกระทบจากมาตรการ Global minimum tax (GMT) ที่เดิมเราคาดว่า ITC จะไม่ได้รับเพราะรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ แต่ล่าสุดทางบริหารแจ้งว่าด้วยการที่บริษัทแม่อย่าง TU ถูกปรับใช้มาตรการดังกล่าว ทำให้อาจจะต้องมีการผ่องถ่ายผลกระทบมายังบริษัทลูกด้วย ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิของ ITC ที่เราคาดไว้เดิมได้จะเป็นระดับที่สูงไปเนื่องจากเดิมเราใช้สมมติฐานภาษีเพียง 3%
**ยังคงแนะนำ "ซื้อ" เพราะมองระยะยาวยังดูดี **
แม้กำไรในปี 25 จะยังต้องลุ้นถึงผลกระทบจาก GMT แต่ผลกระทบดังกล่าวจะเห็นเพียงปีเดียว รวมถึงอาจจะไม่สูงอย่างที่คิดเพราะจะเริ่มเห็นผลดีจากโครงการTailwind ที่มีแผนเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานปีละ 50 ล้านเหรียญฯ ที่กำลังดำเนินการอยู่ด้วย ดังนั้นเราจึงยังแนะนำ “ซื้อ” เช่นเดิม โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมได้ใหม่ที่ 30.0 บาท (20.5XPER’25E)

นักลงทุนต่างประเทศ “ขาย” สุทธิ -1,103.62 ล้านบาทตลาดหุ้นไทยปิดบวก 5.02 จุด รีบาวด์ทางเทคนิค แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดดัชนีฟื...
10/01/2025

นักลงทุนต่างประเทศ “ขาย” สุทธิ -1,103.62 ล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 5.02 จุด รีบาวด์ทางเทคนิค แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดดัชนีฟื้นตัวต่อ
SET ปิดวันนี้ที่ 1,367.99 จุด เพิ่มขึ้น 5.02 จุด (+0.37%) มูลค่าซื้อขาย 42,718.70 ล้านบาท นักวิเคราะห์ฯ ระบุตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าย่อตัวก่อนฟื้นขึ้นมาในช่วงบ่าย โดยตอบรับความเสี่ยงทั้งปัจจัยภายในและต่างประเทศที่กดดันให้ลงไปแรงแตะจุดต่ำสุดของปลายปีที่แล้วจึงรีบาวด์ทางเทคนิคและเป็นโมเมนตัมที่ดีขึ้น แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดขึ้นไปต่อได้ด้วยเก็งกำไรระยะสั้น
แนะติดตามมุมมองของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในงานสัมนาช่วงเย็นวันจันทร์ ขณะที่ปลายสัปดาห์อาจมีแรงขายลดความเสี่ยงก่อนนายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 20 ม.ค.
.
SET ปิดวันนี้ที่ 1,367.99 จุด เพิ่มขึ้น 5.02 จุด (+0.37%) มูลค่าการซื้อขาย 42,718.70 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีย่อตัวก่อนรีบาวด์ขึ้นมา โดยทำจุดต่ำสุด 1,352.33 จุด และทำจุดสูงสุดที่ 1,371.10 จุด
ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้เพิ่มขึ้น 220 หลักทรัพย์ ลดลง 270 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 178 หลักทรัพย์
.
บล.ลิเบอเรเตอร์ : แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดดัชนีฟื้นตัวต่อ โดยแนะนำติดตามมุมมองของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในงานสัมนาช่วงเย็นวันจันทร์ว่าจะพูดถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและตลาดทุนอย่างไร ระหว่างวันอาจมีแรงเก็งกำไรระยะสั้น
หากมีเนื้อหาที่เป็นบวกอาจเป็นแรงส่งให้ดัชนีปรับตัวขึ้นไปได้ก่อนที่จะมีแรงขายทำกำไรและลดความเสี่ยงช่วงปลายสัปดาห์ เนื่องจากตลาดยังรอดูท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐวันที่ 20 ม.ค.
นอกจากนี้ ช่วงกลางสัปดาห์ตลาดอาจผันผวน เนื่องจากจะมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนธ.ค.ของสหรัฐ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
โดยให้กรอบแนวรับ 1,360 จุด และแนวต้าน 1,380 จุด
PhillipResearch : Technical Comment SET Index ภาพรายวัน หลังจากดัชนีทิ้งตัวลงไปทำจุดต่ำสุดของวันที่ 1352 จุด ได้เกิดแรงซื้อกลับเข้ามาสนับสนุน จนปิดวันด้วยแท่งเทียน Bullish Hammer
ส่งผลให้การหลุดลงจาก Low เดิมที่ 1360 จุด ในช่วงเช้าเป็นการทำ False Breakout สอดรับกับ RSI ที่เกิดสัญญาณ Bullish Divergence
ในระยะสั้นประเมินเป็นสัญญาณบวก อาจหนุนภาพการรีบาวด์ขึ้นได้ในระยะสั้น โดยมีแนวต้านแรกรอการทดสอบที่เส้นกด Downtrend Line บริเวณ 1380 จุด
ที่หากผ่านได้จะส่งดัชนีเปลี่ยนสถานะจาก Sideways Down กลับเข้าสู่สถานะ Sideways ได้อีกระยะ
ทางฝ่ายแนะนำ หากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้สามารถหาโอกาสลงทุนในหุ้นที่มีสัญญาณกลับตัวที่แนวรับ หรือมี Volume เข้าสนับสนุน เพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น 3-5 วัน ตั้งจุดตัดขาดทุนในรอบนี้ที่ 1352 จุด
แนวรับ: 1,345 / 1,352
แนวต้าน: 1,380 / 1,390

ตลาดหุ้นไทย (สัปดาห์ที่ 6-10 ม.ค.68)  คาดแนวรับที่ 1,375 และ 1,360 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,400 และ 1,410 จุด จับตาตัวเลขเงิ...
05/01/2025

ตลาดหุ้นไทย (สัปดาห์ที่ 6-10 ม.ค.68) คาดแนวรับที่ 1,375 และ 1,360 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,400 และ 1,410 จุด จับตาตัวเลขเงินเฟ้อเดือนธ.ค. 2567 ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ข้อมูลตลาดแรงงานเดือนธ.ค. 2567 ของสหรัฐฯ
บันทึกการประชุมเฟด ดัชนี PMI ภาคการบริการเดือนธ.ค. 2567 ของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน และยูโรโซน รวมถึงดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. 2567 (เบื้องต้น) ของยูโรโซน

TOP (ซื้อ/ปรับเป้าลงเป็น 36.00 บาท) บล.ดาโอ : เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 36.00 บาท (เดิม 55.00 บาท) อิง ...
04/01/2025

TOP (ซื้อ/ปรับเป้าลงเป็น 36.00 บาท)
บล.ดาโอ : เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 36.00 บาท (เดิม 55.00 บาท) อิง 2025E PBV ใหม่ที่ 0.46x (ประมาณ -2.25SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV 5 ปีย้อนหลัง) เรามีมุมมองเป็นลบมากขึ้นต่อภาพรวมธุรกิจระยะยาวของ TOP
หลังจากคณะกรรมการบริษัท (BOD) มีมติเห็นชอบการเพิ่มเงินลงทุนเพิ่มเติมในโครงการพลังงานสะอาด (CFP) เป็นจำนวน USD1,776mn (ประมาณ 6.30 หมื่นล้านบาท) และดอกเบี้ยระหว่างการก่อสร้าง USD505mn (ประมาณ 1.79 หมื่นล้านบาท)
ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) ในวันที่ 21 ก.พ.2025 เพื่อที่จะทำให้บริษัทสามารถที่จะหลีกเลี่ยงการตั้งสำรองด้อยค่าและตัดจำหน่ายของสินทรัพย์ที่เป็นไปได้ (loss on impairment of assets) ที่อาจจะเกิดขึ้นหากบริษัทไม่สามารถดำเนินโครงการ CFP ได้
อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรในระยะสั้นของบริษัท โดยเราเชื่อว่าบริษัทจะสามารถกลับมารายงานกำไรสุทธิได้ใน 4Q24E หนุนโดยการฟื้นตัวของค่าการกลั่นตลาด (market GRM) และผลขาดทุนจากสต๊อก (stock loss) ที่ลดลง
เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E/2025E ลง 11%/15% เป็น 8.7/9.9 พันล้านบาท หลักๆเพื่อสะท้อนสมมติฐาน
1) ราคาน้ำมันดูไบเฉลี่ยที่ลดลง
2) งบลงทุน (CAPEX) ที่สูงขึ้นจากผลกระทบของโครงการ CFP และ
3) P2F margin ที่ลดลงของธุรกิจอะโรเมติกส์ (Aromatics) ตามแนวโน้มส่วนต่างราคา PX ที่ต่ำลง
ราคาหุ้นปรับตัวลง 49% และ underperform SET 56% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จากผลกระทบของการก่อสร้างโครงการ CFP ที่มีความล่าช้า
ทั้งนี้ ราคาปิดล่าสุดสะท้อน valuation ที่ไม่แพงที่ 2025E PBV 0.36x (ประมาณ -2.7SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PBV 5 ปีย้อนหลัง)
เราเชื่อว่าราคาปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยเสี่ยงจากโครงการ CFP ไปมากแล้ว (ซึ่งอาจรวมถึงความกังวลต่อ loss on impairment of assets ที่เป็นไปได้) อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าบริษัทจะได้รับคำอนุมัติจากที่ประชุม EGM และสามารถดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ นอกจากนี้ เราเชื่อว่าราคาปัจจุบันยังสะท้อนอัตราตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจในช่วง 5.7%-6.1% ในปี 2024E-2025E

03/01/2025

[HIGHLIGHT] -
🎯📌 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศคัดค้านดีล "ยูเอส สตีล-นิปปอน สตีล" ชี้กระทบความมั่นคงชาติ

HMPRO (ซื้อ/ปรับเป้าลงเป็น 12.00 บาท) บล.ดาโอ : เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่มีการปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 12.00 บาท (จากเดิม...
31/12/2024

HMPRO (ซื้อ/ปรับเป้าลงเป็น 12.00 บาท)
บล.ดาโอ : เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่มีการปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 12.00 บาท (จากเดิมที่ 13.00 บาท) อิง PER ปี 2025E ที่ 22.3เท่า (-2.5SD below 5-yr average) เราคาดกำไร 4Q24E ที่ 1.7 พันล้านบาท +1% YoY และ +17% QoQ โดยมีปัจจัยคือ
1) คาด SSSG ใน 4Q24E ปรับตัวดีขึ้น โดยคาด SSSG ของ HomePro เป็นลบน้อยลงอยู่ที่ -1% และ MegaHome ยังเป็นบวกได้ต่อเนื่องอยู่ที่ +4-5% ทำให้คาดรายได้เป็นบวกได้เล็กน้อยอยู่ที่ราว 1.7 หมื่นล้านบาท +2% YoY และ 8% QoQ
2) คาด GPM ฟื้นตัวได้ QoQ และสูงขึ้นเล็กน้อย YoY คาดที่ 26.2% จากที่ไม่มี HomePro Expo เหมือนในปีที่แล้ว โดยทำให้ Overall margin ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับ high season ของการตกแต่งบ้านใน 4Q24E
3) คงเป้าจำนวนสาขา ณ สิ้น 2024E ที่ 137 สาขา โดยใน 4Q24E สามารถเปิดได้ครบตามเป้าที่ตั้งไว้แล้ว
ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2025E ลงเล็กน้อย -4% จากเดิมที่ 7.3 พันล้านบาท เป็น 7.1 พันล้านบาท โต +9% YoY โดยเราประเมินกำไร 2024E ที่ 6.5 พันล้านบาท จากคาดกำไร 4Q24E ที่ 1.7 พันล้านบาท โดยการเปิดสาขายังคงเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้
ทั้งนี้ ณ สิ้น 3Q24 มี HomePro 92 สาขา HomePro S 5 สาขา MegaHome 29 สาขา และ HomePro มาเลเซีย 7 สาขา โดยภายใน 2024E จะมีสาขาทั้งหมด 137 สาขา เป็น HomePro 95 สาขา, HomePro S 5 สาขา, MegaHome 30 สาขา และ HomePro มาเลเซีย 7 สาขา
ราคาหุ้นเริ่มกลับมา outperform ตลาดได้ในช่วงที่ผ่านมาจากคาดได้รับผลบวกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐใน 1Q25E
อย่างไรก็ตามเรายังคงแนะนำ “ซื้อ” จากมองว่าราคาหุ้นมี downside ที่จำกัด จากปัจจุบันที่เทรดที่ PER ปี 2025E ที่ 17.7x ต่ำกว่า -3SD และคาดผลการดำเนินงานที่จะปรับตัวดีขึ้นใน 4Q24E-1Q25E จากปัจจัยฤดูกาล, post-flood demand และ MegaHome เป็นบวกต่อเนื่อง

SNNP (ซื้อ/เป้า 17.00 บาท) บล.ดาโอ News Flash : กรมสรรพสามิตมีแผนที่จะจัดเก็บภาษีความเค็ม เพื่อลดการบริโภคโซเดียมของประช...
29/12/2024

SNNP (ซื้อ/เป้า 17.00 บาท)
บล.ดาโอ News Flash : กรมสรรพสามิตมีแผนที่จะจัดเก็บภาษีความเค็ม เพื่อลดการบริโภคโซเดียมของประชาชน โดยจะเริ่มจัดเก็บจากสินค้าที่ประชาชนบริโภคมากและมีปริมาณโซเดียมสูงประเภทขนมขบเคี้ยว ส่วนเครื่องปรุงรสจะยังไม่มีการจัดเก็บ
สำหรับอัตราภาษีนั้น จะมีการจัดเก็บในลักษณะขั้นบันได โดยสินค้าใดที่มีปริมาณโซเดียมมากก็จะจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าสินค้าที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ โดยกรมฯจะผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีโดยเร็วที่สุดภายในปี 2025
Implication : คาดการจัดเก็บภาษีความเค็มกระทบจำกัด เรามีมุมมองเป็นลบเล็กน้อยจากประเด็นข้างต้น โดยเราได้สอบถามไปยังบริษัท snack ที่เรา cover ได้แก่ SNNP โดยบริษัทได้มีการเตรียมพร้อมปรับสูตรแล้ว หากมีการเก็บภาษีความเค็ม เราคาดกระทบจำกัด ปัจจุบัน โซเดียมในขนมขบเคี้ยวของบริษัทยังอยู่ในกรอบที่กำหนด ปัจจุบัน SNNP มีสัดส่วนรายได้จาก snack ที่ 53% ของรายได้รวม
Outlook 4Q24E เราคาดกำไร 4Q24E ขยายตัว จาก high season โดยรายได้ในประเทศที่โตต่อ ด้านรายได้ต่างประเทศโต QoQ จากรายได้เวียดนาม และรายได้ฟิลิปปินส์ขยายตัว
คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E ที่ 659 ล้านบาท (+4% YoY) และปี 2025E ที่ 728 ล้านบาท (+10% YoY) เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” และคงราคาเป้าหมายที่ 17.00 บาท อิง 2025E PER 22.5x

KTB (ซื้อ/เป้า 24.50 บาท) บล.ดาโอ : เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” KTB และราคาเป้าหมายที่ 24.50 บาท อิง 2025E PBV ที่ 0.74x (-0.50S...
28/12/2024

KTB (ซื้อ/เป้า 24.50 บาท)
บล.ดาโอ : เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” KTB และราคาเป้าหมายที่ 24.50 บาท อิง 2025E PBV ที่ 0.74x (-0.50SD below 10-yr average PBV) โดยเราประมาณการกำไรสุทธิ 4Q24E ที่ 1 หมื่นล้านบาท (+65% YoY, -9% QoQ) โดยกำไรเพิ่มขึ้น YoY จากสำรองฯที่ลดลงเป็นหลัก (-43% YoY, -10% QoQ) เพราะ 4Q23 มีตั้งสำรองฯจาก ITD และมีรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น (+7% YoY, +3% QoQ) จาก Wealth management
ขณะที่กำไรลดลง QoQ เพราะมี OPEX เพิ่มขึ้น +3% QoQ ตามฤดูกาล และมี NIM ลดลงมาอยู่ที่ 3.36% จากไตรมาสก่อนที่ 3.39% ส่วนสินเชื่อรวมตัวเพิ่มขึ้น (+0.4% YoY, +1.0% QoQ) จากสินเชื่อภาครัฐเป็นหลัก ด้าน NPL เพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 3.20% จาก 3Q24 ที่ 3.14% (แต่มีโอกาสดีกว่าคาดหากนำ THAI ออกได้ทันใน 4Q24E โดย %NPL จะลดลงได้ –0.13%)
เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2024E/2025E โดยกำไรสุทธิปี 2024E อยู่ที่ 4.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ +18% YoY จากสำรองฯที่ลดลงกลับมาที่ระดับปกติจากปีก่อนที่ตั้งเยอะมากจาก ITD และคาดปี 2025E กำไรจะอยู่ที่ 4.6 หมื่นล้านบาท เติบโตได้อีก +7% YoY ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิ 1Q25E จะเพิ่มขึ้น YoY/QoQ จากสำรองฯที่จะลดลงได้อย่างต่อเนื่อง
ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น +5% เมื่อเทียบกับ SET ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เพราะได้ Fund flow จากวายุภักดิ์ และ KTB เน้นปล่อยสินเชื่อภาครัฐมากขึ้น ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำและรองรับกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงได้ นอกจากนี้ยังมี Coverage ratio ที่ยังอยู่ในระดับสูงถึง 184%
ขณะที่ valuation ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับต่ำเพียง PBV ที่ 0.68x (-0.75SD below 10-yr average PBV) ขณะที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนกำไรรายไตรมาสที่ยืนเหนือระดับ 1 หมื่นล้านบาท อย่างต่อเนื่องมา 4 ไตรมาสติดกัน โดยเรายังคงเลือก KTB เป็น Top pick ของกลุ่ม

ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 7.76 จุด ขยับเข้าใกล้ 1,400 จุด ขานรับมาตรการกระตุ้นศก.-ซื้อกลับหุ้นใหญ่SET ปิดวันนี้ที่ 1,394.67 จุด ...
24/12/2024

ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 7.76 จุด ขยับเข้าใกล้ 1,400 จุด ขานรับมาตรการกระตุ้นศก.-ซื้อกลับหุ้นใหญ่
SET ปิดวันนี้ที่ 1,394.67 จุด เพิ่มขึ้น 7.76 จุด (+0.56%) มูลค่าซื้อขาย 30,447 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีแกว่งขึ้นในแดนบวกตลอดทั้งวัน โดยทำจุดสูงสุด 1,397.51 จุด และจุดต่ำสุด 1,388.22 จุด
ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้เพิ่มขึ้น 327 หลักทรัพย์ ลดลง 139 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 196 หลักทรัพย์
ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับขึ้นต่อเนื่องจากที่รีบาวด์เมื่อวานนี้ โดยที่มีปัจจัยหนุนส่วนหนึ่งจาก sentiment ในประเทศที่รัฐบาลเคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ทั้งแจกเงินหมื่นเฟส 2 และ Easy e-receipt ประกอบกับ มีแรงซื้อในช่วง Santa Rally ที่ส่งผลบวกต่อดัชนี
ขณะเดียวกัน มองว่ามีการ Cover short และซื้อกลับหุ้นใหญ่ที่ถูกปัจจัยเฉพาะตัวกดดันราคาปรับลงไปค่อนข้างลึก ทั้ง CPAXT CPALL หลังจากที่บริษัทมีการชี้แจงประเด็นต่างๆ ออกมาทำให้มีแรงซื้อกลับหนุนต่อดัชนี
ส่วนตลาดหุ้นเอเชียวันนี้ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนบวก
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยพรุ่งนี้คาดว่าแกว่งไซด์เวย์ โดยตลาดหุ้นต่างประเทศปิดทำการในช่วงวันคริสต์มาส ทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อขาย และยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา โดยให้แนวต้าน 1,400 จุด แนวรับ 1,480 จุด

Endereço

Rua Orlando Falcão, 456 Lj05, Jd Praiano
Guarujá, SP
11440310

Horário de Funcionamento

Segunda-feira 10:00 - 19:00
Terça-feira 10:00 - 19:00
Quarta-feira 10:00 - 19:00
Quinta-feira 10:00 - 19:00
Sexta-feira 10:00 - 19:00
Sábado 10:00 - 19:00

Telefone

+5513981343637

Notificações

Seja o primeiro recebendo as novidades e nos deixe lhe enviar um e-mail quando Bangkok Trader posta notícias e promoções. Seu endereço de e-mail não será usado com qualquer outro objetivo, e pode cancelar a inscrição em qualquer momento.

Entre Em Contato Com O Negócio

Envie uma mensagem para Bangkok Trader:

Compartilhar