GODLIKE IT Internet | Networking | WiFi | IT Support | IT Supplier
(1)

24/05/2026

ດີກວ່າທຸກຢ່າງ ຍົກເວັ້ນຫລີ້ນເກມ

19/05/2026

Update

14/05/2026
06/05/2026

ในยุคที่ทุกองค์กรต่างพากันตื่นตัวและกระโดดเข้าสู่สมรภูมิ AI ใครๆ ก็อยากมีผู้ช่วยอัจฉริยะเป็นของตัวเอง แต่รายงานวิเคราะห์ฉบับล่าสุดจาก Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลก ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่อาจทำให้หลายองค์กรต้องเบรกดังเอี๊ยด
เพราะพวกเขาคาดการณ์ว่า ภายในปี 2571 กว่า 50% ของอุบัติการณ์ทางไซเบอร์ที่องค์กรต้องเข้าไปจัดการ จะมีต้นตอมาจากแอปพลิเคชัน AI ที่องค์กรพัฒนาขึ้นมาเอง
ลองจินตนาการว่าองค์กรของคุณกำลังสร้างรถแข่งความเร็วสูง แต่กลับลืมติดตั้งระบบเบรกที่ได้มาตรฐาน คุณ Christopher Mixter รองประธานนักวิเคราะห์ของ Gartner อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันเทคโนโลยี AI พัฒนาไปไวมาก จนหลายองค์กรเกิดอาการของมันต้องมี จนรีบเข็นแอปพลิเคชัน AI ที่พัฒนาเองออกไปใช้งานจริง ทั้งๆ ที่ยังผ่านการทดสอบไม่สมบูรณ์
ความน่าปวดหัวคือ ระบบ AI ไม่ใช่ซอฟต์แวร์ธรรมดา แต่มันมีความซับซ้อนและดิ้นได้ เปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทำให้การควบคุมความปลอดภัยในระยะยาวกลายเป็นฝันร้าย
ยิ่งไปกว่านั้น ทีม Security ส่วนใหญ่ยังไม่เคยวางกระบวนการรับมือเวลาที่ AI เกิดทำงานผิดพลาดหรือโดนเจาะระบบ ผลลัพธ์ก็คือ เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมา ทีมงานต้องใช้ทั้งเวลาและพละกำลังมหาศาลในการตามล้างตามเช็ด
ทางออกคืออะไร? Gartner แนะนำว่า ผู้นำด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (CISO) ต้องเลิกรออยู่ปลายทาง แต่ต้องคลุกวงในเข้าไปมีส่วนร่วมกับทีมพัฒนา AI ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโปรเจกต์ เพื่อวางแผนทรัพยากร จัดการความคาดหวัง และฝังมาตรการความปลอดภัยเข้าไปในสายเลือดของแอปพลิเคชันตั้งแต่ต้น
5 คำทำนายแห่งอนาคตไซเบอร์ ที่ผู้นำองค์กรต้องรู้ทัน
นอกเหนือจากเรื่องแอป AI ทำเองแล้ว การ์ทเนอร์ยังได้ปล่อยคำทำนายสำคัญที่จะพลิกโฉมกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยในช่วง 2-4 ปีข้างหน้า เพื่อให้องค์กรเตรียมรับแรงกระแทก ดังนี้ครับ

1. หมดยุคใช้คนคุม AI
องค์กรกว่า 50% จะต้องหันมาพึ่งพา แพลตฟอร์มความปลอดภัย AI หรือ AI Security Platforms อย่างเต็มตัว แพลตฟอร์มนี้จะเปรียบเสมือนผู้คุมกฎที่คอยดูแลทั้ง AI ที่เราไปเช่าเขาใช้ และ AI ที่เราสร้างเอง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามแบบใหม่ๆ เช่น การโจมตีแบบ Prompt Injection (การหลอกล่อให้ AI คายความลับหรือทำตามคำสั่งแฮกเกอร์) แพลตฟอร์มเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถบังคับใช้นโยบาย ตรวจสอบพฤติกรรม AI และควบคุมทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จจากจุดเดียว

2. กฎหมาย AI สุดโหด กับค่าปรับระดับทำลายล้าง
ใครที่ยังใช้ระบบคนตรวจสอบเอกสารความปลอดภัยแบบแมนนวล เตรียมตัวเหนื่อย เพราะกฎระเบียบด้าน AI ทั่วโลกกำลังเรียกร้องให้องค์กรมีระบบจัดการความเสี่ยงแบบเป็นรูปธรรม โดย Gartner เตือนว่า 75% ขององค์กรที่ยังทำงานแบบแมนนวล เสี่ยงที่จะถูกสั่งปรับเงินสูงถึง 5% ของรายได้รวมทั่วโลก ทางรอดเดียวคือการนำระบบ Cyber GRC (Governance, Risk, and Compliance) เข้ามาใช้จัดการเอกสารและกฎระเบียบด้วยเทคโนโลยี
3. มหกรรมชดใช้หนี้ข้อมูล
รู้หรือไม่ว่า 1 ใน 3 ของเวลาทำงานของทีมไอที จะถูกใช้ไปกับการจัดการกับ AI Data Debt หรือหนี้ข้อมูลที่สะสมมานาน ปัญหาคือ ข้อมูลในองค์กรส่วนใหญ่กระจัดกระจาย ไร้โครงสร้าง และมีการรักษาความปลอดภัยที่หละหลวม เมื่อเราเอา AI (โดยเฉพาะ GenAI และ Agentic AI) เข้าไปเสียบ มันจะเหมือนเครื่องดูดฝุ่นที่กวาดเอาข้อมูลทุกอย่าง รวมถึงความลับออกมาด้วย ผู้นำด้านความปลอดภัยจึงต้องรีบขยายระบบป้องกันข้อมูลรั่วไหล และจับมือกับทีม Data เพื่อจัดระเบียบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลด่วน
4. ภูมิรัฐศาสตร์เดือด คลาวด์ใครคลาวด์มัน
สงครามเย็นทางเทคโนโลยีและกฎหมายของแต่ละประเทศที่เข้มงวดขึ้น ทำให้ 30% ขององค์กรจะลุกขึ้นมาทวงคืนอธิปไตยเหนือข้อมูลบนคลาวด์ องค์กรจะไม่ยอมปล่อยให้ข้อมูลไหลไปอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศที่ควบคุมไม่ได้อีกต่อไป การเลือกผู้ให้บริการคลาวด์ในอนาคต จะถูกตัดสินจากความสามารถในการเก็บข้อมูลไว้ในประเทศเป็นหลัก

5. สงครามคนล่าบอท การจัดการตัวตน ที่ล้นระบบ
ตอนนี้แฮกเกอร์ไม่ต้องเจาะระบบให้เหนื่อย แค่ขโมยตัวตน ก็เข้าถึงข้อมูลได้แล้ว ปัญหาคือองค์กรตอนนี้มีทั้งบัญชีของพนักงาน ของระบบ ของ API และของบอท ยั้วเยี้ยไปหมดจนระบบจัดการแบบเดิมๆ เอาไม่อยู่ ส่งผลให้เกิดช่องโหว่จากการตั้งค่าพลาด 70% ของ CISO จึงต้องงัดเอาเทคโนโลยี Identity Visibility and Intelligence ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เข้ามาช่วยสอดส่อง เพื่อลดพื้นที่การโจมตีและกวาดล้างตัวตนผีในระบบให้สิ้นซาก
การก้าวเข้าสู่ยุค AI ถือเป็นโอกาสทองของธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้ภัยคุกคามที่ไม่เคยมีมาก่อน องค์กรที่จะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่องค์กรที่ใช้ AI เก่งที่สุด แต่คือองค์กรที่ "ควบคุมและรักษาความปลอดภัย" ให้กับ AI ได้ดีที่สุดต่างหาก
ที่มา
Gartner Report

——————
⭐️ ติดตามอัปเดตข่าวไอที How To , Tips เทคนิคใหม่ ๆ ได้ทุกวัน
ค้นหาข่าวที่อยู่ในความสนใจได้ที่ >> www.techhub.in.th
มีข้อสงสัยทัก LINE Techhub : https://lin.ee/Sietmnt

29/04/2026

ใครเข้าเว็บ Freepik ไปแล้ว เจอชื่อ Magnific ไม่ต้องตกใจ
เขาแค่เปลี่ยนแบรนด์เฉยๆ เล่นซะตกใจหมดนึกว่าเข้าผิดเว็บ!!!

Freepik จะเพิ่งเข้าซื้อกิจการ Magnific AI ไปเมื่อช่วงปี 2024
เพื่อเสริมทัพด้านการ Upscale ภาพ แต่การตัดสินใจ "Rebrand"
ไปใช้ชื่อ Magnific แทนชื่อเดิมที่มีฐานผู้ใช้มหาศาล ถือเป็นกลยุทธ์ที่ "ใจถึง"

ตอนนี้ฟีเจอร์ยังมีเหมือนเดิม ทั้ง AI Upscale ภาพ/วิดีโอ 4K
เจนภาพจากโมเดล Flux, Veo, Kling จบในที่เดียว

สาย Stock ยังอยู่ดี ภาพกว่า 250 ล้านไฟล์ยังมีให้โหลดเหมือนเดิม
บัญชีเดิม Credits เดิมยังใช้ได้ปกติ
#ช่างพลาด

28/04/2026

ຫາສະປອນເຊີ້ຊື້ມາທົດລອງ

ມີແຕ່ແບນທີ່ເຮົາມັກໃຊ້ແລະຂາຍໃຫ້ລູກຄ້າLenovo ,HP ,Dell ແລະ Apple
28/04/2026

ມີແຕ່ແບນທີ່ເຮົາມັກໃຊ້ແລະຂາຍໃຫ້ລູກຄ້າ
Lenovo ,HP ,Dell ແລະ Apple

Apple มาแรง! MacBook โตสวนตลาด เตรียมแซง Dell ขึ้นอันดับ 3 โลก
รายงานล่าสุดเผยว่า Apple กำลังจะสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในตลาดโน้ตบุ๊ก หลังคาดว่ายอดจัดส่ง MacBook จะเพิ่มขึ้นจนแซง Dell ได้ในปี 2026 ท่ามกลางภาพรวมตลาดที่กำลังหดตัว
บริษัทวิจัย Sigmaintell คาดว่า MacBook โตแรง สวนกระแสตลาด
- Apple จะส่งมอบ MacBook ได้ประมาณ 28 ล้านเครื่องในปี 2026
- เพิ่มขึ้นจาก 23 ล้านเครื่องในปี 2025
ในขณะที่ตลาดโน้ตบุ๊กทั่วโลกจะลดลงเหลือ 181.1 ล้านเครื่อง (-8%) ส่งผลให้ Apple กลายเป็นผู้ผลิตโน้ตบุ๊กรายเดียวที่ยังเติบโตในปีนี้
หากเป็นไปตามคาด เตรียมแซง Dell ขึ้นอันดับ 3
- Apple จะขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก
- แซง Dell ที่คาดว่าจะมียอดประมาณ 22.5 ล้านเครื่อง
โดยอันดับตลาดจะเป็น
1. Lenovo (~43 ล้านเครื่อง)
2. HP (~39 ล้านเครื่อง)
3. Apple (~28 ล้านเครื่อง)
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Apple โตสวนตลาด ได้แก่ คุมเกมต้นทุน + เทคโนโลยีตัวเอง
1. ชิปและสถาปัตยกรรมของตัวเอง
- ใช้ Unified Memory Architecture (UMA)
- CPU / GPU ใช้หน่วยความจำร่วมกัน
2. คุมราคาได้ดีกว่าคู่แข่ง
- ในขณะที่แบรนด์อื่นต้องขึ้นราคา
- Apple ยังคงราคา หรือปรับขึ้นน้อยกว่า
3. ซัพพลายเชนแข็งแกร่ง
- จัดการหน่วยความจำและชิ้นส่วนได้มีประสิทธิภาพ
- ได้เปรียบในช่วงที่ DRAM แพง
ทั้งหมดนี้คือการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนไปในตัว
อีกปัจจัยสำคัญคือ MacBook Neoรุ่นราคาประหยัด เป็นตัวเร่งเกม
- คาดทำยอดได้ถึง 10 ล้านเครื่องในปีเดียว
- เจาะตลาดใหม่และผู้ใช้ Windows
ช่วยขยายฐานลูกค้า Apple อย่างรวดเร็ว
แม้ Apple จะโต แต่ตลาดโดยรวมยังมีปัญหา
- ราคา DRAM และ NAND สูง
- ความต้องการผู้บริโภคลดลง
- ผู้ผลิตหลายรายต้องขึ้นราคา
สรุป
- Apple โตสวนตลาดโน้ตบุ๊กที่กำลังหดตัว
- MacBook มีแนวโน้มแตะ 28 ล้านเครื่องในปี 2026
- เตรียมแซง Dell ขึ้นอันดับ 3 ของโลก
- จุดแข็งคือชิปของตัวเอง + คุมราคา + MacBook Neo
เรียกว่า ณ ตอนนี้ Apple กำลังขยายอิทธิพลในตลาด PC มากขึ้น และเริ่มท้าชนฝั่ง Windows อย่างจริงจังในปี 2026

ເທສດີ
05/04/2026

ເທສດີ

เมื่อ Jensen Huang บอก
"ความฉลาด" ทดแทนได้
ในยุค AI และทักษะเดียว
ที่แทนไม่ได้คือ "รสนิยม"
เมื่อซีอีโอของ Nvidia ยืนอยู่หน้านักศึกษามหาวิทยาลัย Cambridge เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องเขียนโค้ดให้เร็วขึ้น หรือเรียนหนังสือให้หนักขึ้น แต่เขากลับทิ้งระเบิดลงบนระบบการศึกษาสมัยใหม่ทั้งหมด
"เราต้องพูดออกมาให้ดัง ๆ ว่า ความฉลาดกำลังจะกลายเป็นสินค้าที่ซื้อได้ทั่วไป (commodity)"
นี่คือคำพูดจากคนที่กำลังขับเคลื่อนการปฏิวัติ AI ทั่วโลก และเขากำลังบอกเราว่า สิ่งที่สังคมเคยเชื่อมานานหลายสิบปี กำลังจะสิ้นสุดลง
สูตรความสำเร็จแบบเก่าที่ใช้ไม่ได้แล้ว มาตลอดหลายทศวรรษ สังคมขายสูตรความสำเร็จให้เรา ดังนี้
IQ สูง + คะแนนสอบสูง + ความรู้เฉพาะทาง = อนาคตที่มั่นคง
เราจ้างคน "ที่ฉลาดที่สุด" เราหมกมุ่นกับเกรด เราปฏิบัติต่อความฉลาดเหมือนกับเป็นทรัพยากรที่หายากและมีค่ามาก แต่ Huang กำลังบอกเราว่า ยุคนั้นจบแล้ว
เมื่อ AI เกิดขึ้น มันไม่ได้แค่แข่งกับเรา แต่มันแซงเราไปไกล
มันสามารถทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม เร็วกว่าที่เราหยิบดินสอขึ้นมาได้
มันเขียนโค้ดได้ดีกว่า วินิจฉัยโรคได้ สรุปเอกสารทางกฎหมายได้ภายในไม่กี่วินาที
ในอนาคตอันใกล้ ความฉลาดแบบเดิมๆ จะเหมือนน้ำประปาหรือไฟฟ้า ถูก มีมากมาย และเข้าถึงได้สำหรับทุกคนที่มี Wi-Fi
ถ้า "ความฉลาด" ไม่ได้พิเศษอีกต่อไป แล้วเหลืออะไร?
ถ้าทุกคนมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในกระเป๋า แล้วมูลค่าของมนุษย์ซ่อนอยู่ที่ไหน?
ตาม Huang คำตอบไม่ใช่ทักษะทางเทคนิคแบบใหม่ แต่คือ "รสนิยม" (Taste)
ยุคของ "งานที่ไม่มีนิยามชัดเจน"
อาจฟังดูแปลกที่วิศวกรฮาร์ดแวร์มาพูดเรื่อง "รสนิยม" ฟังดูคลุมเครือ เหมือนเป็นเรื่องของศิลปินหรือนักออกแบบแฟชั่นอแต่ในโลกของ Huang รสนิยมคือหลักการวิศวกรรมที่แข็งแกร่ง มันคือพลังพิเศษที่สมเหตุสมผลที่สุด เขาอธิบายง่าย ๆ ว่า "เมื่อ AI เข้ามารับช่วงงานที่มีมาตรฐานทั้งหมด คุณค่าเดียวที่มนุษย์เหลืออยู่คือ จัดการกับงานที่ไม่มีนิยามชัดเจน" "งานที่ไม่มีนิยามชัดเจน คืองานที่มีค่าที่สุดในบรรดางานทั้งหมด" มันหน้าตาเป็นอย่างไร?
งานที่มีนิยามชัดเจน (พื้นที่ของ AI)
๐ "เขียนสคริปต์ Python เพื่อดึงข้อมูลจากเว็บไซต์นี้"
๐ "สรุป PDF 50 หน้านี้"
๐ "คำนวณแรงกดโครงสร้างของสะพานนี้"
งานที่ไม่มีนิยามชัดเจน (พื้นที่ของมนุษย์)
๐ "ผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราควรให้ความรู้สึกแบบไหนกันแน่?"
๐ "ตลาดกำลังล่ม ข้อมูลขัดแย้งกัน เราควรเปลี่ยนทิศทางไปซ้ายหรือขวา?"
๐ "ทำไมผู้ใช้เกลียดฟีเจอร์นี้ ทั้ง ๆ ที่มันทำงานได้สมบูรณ์?"
ปัญหาเหล่านี้ไม่มีคำตอบแบบเลือกตอบ AI ไม่สามารถคำนวณหา "เส้นทางที่ถูกต้อง" ได้ เพราะเส้นทางนั้นยังไม่มีอยู่จริง เพื่อจะเดินผ่านความวุ่นวายนี้ คุณต้องมี "รสนิยม"
รสนิยมคือศิลปะแห่งการลบทิ้ง
ในยุคที่ข้อมูลล้นหลาม รสนิยมคือความสามารถในมองตัวเลือกที่ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วระบุได้ทันทีว่าอะไรสำคัญ และที่สำคัญกว่านั้น คืออะไรไม่สำคัญ เมื่อ Nvidia ตัดสินใจสร้าง CUDA (แพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์แบบขนาน) เมื่อหลายปีก่อน ตลาดไม่ได้ต้องการมัน Wall Street ไม่เข้าใจมัน AI ยังไม่ได้เป็น "เรื่องใหญ่" เลย Huang ตัดสินใจเดิมพันบริษัททั้งหมดกับมันได้อย่างไร? "กลยุทธ์ไม่ได้เป็นแค่เลือกว่าจะทำอะไร แต่เป็นเลือกว่าจะไม่ทำอะไร" นี่คือรสนิยมในระดับสูงสุด
ลองนึกภาพว่า AI เป็นเด็กฝึกงานที่กระตือรือร้นและมีประสิทธิภาพสูง คุณสามารถขอให้มันทำ tagline การตลาด 100 แบบ และมันจะให้คุณภายใน 30 วินาที ถ้ารสนิยมของคุณอยู่ในระดับปานกลาง (60/100) คุณจะเลือก tagline ที่พอใช้ ผลลัพธ์ของ AI ถูกจำกัดด้วยการตัดสินใจของคุณ
ถ้ารสนิยมของคุณอยู่ในระดับสูง (90/100) คุณรู้ว่า tagline ไหนที่เป็นขยะทั้ง 99 ตัว และตัวไหนที่จะสะท้อนอารมณ์ของมนุษย์ได้ ในอดีต เราเป็นผู้สร้าง (Creators) มีค่าจากสิ่งที่เราผลิตได้มากแค่ไหน
ในอนาคต เราต้องเป็นบรรณาธิการ (Editors) มีค่าจากสิ่งที่เราเลือกได้ดีแค่ไหน
ตัวกรอง "หลักการพื้นฐาน" (First Principles)
คุณพัฒนา "รสนิยม" ที่เข้าใจยากนี้ได้อย่างไร? มันเป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับตัวหรือเปล่า?
ไม่ใช่ มันมาจากแนวคิด First Principles เมื่อเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน คนส่วนใหญ่มองว่าคนอื่นกำลังทำอะไรอยู่ (analogy) แต่ Huang มองที่ฟิสิกส์ของปัญหา เขาแยกย่อยลงไปสู่ความจริงพื้นฐาน กฎของวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ฟิสิกส์ เศรษฐศาสตร์พื้นฐาน และสร้างขึ้นจากตรงนั้น "คุณใช้เหตุผลจากหลักการพื้นฐาน เมื่อฉันเห็นมันในหัวได้แล้ว สำหรับฉัน มันเหมือนกับเป็นจริงแล้ว" Huang กล่าว
เมื่อคุณเข้าใจแก่นแท้ของสิ่งหนึ่ง คุณจะหยุดไล่ตามเทรนด์ คุณจะหยุดจมอยู่ในเสียงรบกวน คุณได้ความมั่นใจที่จะพูด "ไม่" กับไอเดียดี ๆ หนึ่งพันอย่าง เพื่อที่จะพูด "ใช่" กับไอเดียยอดเยี่ยมหนึ่งอย่าง
ความชัดเจนนั้นแหละ คือรสนิยม
ทำไม AI แทนที่คุณไม่ได้ (ยังไง)
มีส่วนผสมสุดท้ายหนึ่งอย่างของรสนิยมที่ AI ทำซ้ำไม่ได้ ไม่ว่า Nvidia จะขาย GPU ไปกี่ตัวก็ตาม
นั่นคือ "ความทุกข์" (Suffering) "ความยิ่งใหญ่มาจากอุปนิสัย อุปนิสัยมาจากคนที่เคยทนทุกข์มา" — Jensen Huang
AI อ่านหนังสือทุกเล่มใน Library of Congress แล้ว แต่มันไม่เคยอกหักมาก่อน มันไม่เคยสตาร์ทอัพล้ม มันไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือความสุขจากชิงชัยที่ยากเย็น
"รสนิยม" ของคุณถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของแผลเป็นของคุณ
คุณรู้ว่าความเห็นอกเห็นใจคืออะไร เพราะคุณเคยต้องการมัน
คุณรู้ว่าผู้ใช้ต้องการอะไรจริง ๆ เพราะคุณเคยผิดหวังเหมือนกัน
คุณสามารถจับได้ว่าอะไรเป็นเท็จ เพราะคุณเคยถูกโกหกมา
ประสบการณ์ของมนุษย์เหล่านี้สร้างฐานข้อมูลของบริบทที่ AI ไม่มี บริบทนี้ช่วยให้คุณเดินผ่าน "งานที่ไม่มีนิยาม" ด้วยสัญชาตญาณและปัญญา แทนที่จะเป็นแค่สถิติความน่าจะเป็น
คู่มือการอยู่รอด 4 ขั้นตอน
Jensen Huang กล่าวว่า "คุณจะไม่เสียงานให้กับ AI คุณจะเสียงานให้กับคนที่ใช้ AI"
ผมจะพูดไปอีกขั้นหนึ่ง คุณจะเสียงานให้กับคนที่มีรสนิยมดีกว่า
นี่คือวิธีที่คุณเริ่มฝึกฝนตั้งแต่วันนี้
- หยุดแข่งขันด้วย "ความฉลาด" อย่าพยายามจดจำหรือคำนวณให้เก่งกว่าเครื่อง ปล่อยให้ AI เป็นสารานุกรม คุณจงเป็นผู้เขียน เปลี่ยนอัตลักษณ์ของคุณจาก "คนที่รู้คำตอบ" เป็น "คนที่ถามคำถามที่ถูก"
- ฝึก "การลบเชิงกลยุทธ์" ในโปรเจกต์หน้า อย่าถามว่า "เราจะเพิ่มอะไรได้อีก?" แต่ถามว่า "เราจะเอาอะไรออกได้บ้าง?" ฝึกกำจัดเสียงรบกวน ความสามารถในระบุสิ่งที่จำเป็นคือแก่นของกลยุทธ์สมัยใหม่
- แสวงหางานที่ "ไม่มีนิยามชัดเจน" หยุดมองหาเช็คลิสต์ อาสาทำโปรเจกต์ที่ยุ่งเหยิง คำขอจากลูกค้าที่คลุมเครือ ห้องระดมความคิดที่วุ่นวาย ความสบายใจกับความคลุมเครือคือหลักประกันงานแบบใหม่ของคุณ
- ให้เกียรติแผลเป็นของคุณ อย่าซ่อนความล้มเหลว วิเคราะห์มัน ความดิ้นรนในอดีตของคุณคือจุดข้อมูลที่สร้างสัญชาตญาณ มันคือเหตุผลที่คุณสามารถมองคำตอบที่ AI สร้างแล้วพูดว่า "มันใช้ได้ตามตรรกะ แต่มนุษย์จะเกลียดมัน"
อนาคตเป็นของบรรณาธิการ ผู้คัดสรร และผู้ตัดสินใจ
ความฉลาดถูก รสนิยมแพง ไปหามาซะ
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง
https://bit .ly/49EKrqq

02/04/2026

ທ່ານລອງແລ້ວຍັງ ຖ້າຍັງແມ່ນຕົກເທຣນ

ໄວສະໃຈ
28/03/2026

ໄວສະໃຈ

UniFi Switch ເພື່ອການເຊື່ອມຕໍ່ທີ່ໄວ ສະຖຽນ ແລະ ສົມບູນແບບ
05/03/2026

UniFi Switch ເພື່ອການເຊື່ອມຕໍ່ທີ່ໄວ ສະຖຽນ ແລະ ສົມບູນແບບ

Address

Sikai
Vientane
856

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when GODLIKE IT posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to GODLIKE IT:

Share