Bright Wisdom เราให้บริการด้านการตลาดออนไลน์แบบครบวงจร

เห็นมีข่าวว่าเงินในธนาคารหาย ก็เลยเขียนบทความให้ความรู้เกี่ยวกับโลกออนไลน์สักหน่อย ใครสนใจก็เข้ามาอ่านได้นะครับ ^^   #แฮ...
18/10/2021

เห็นมีข่าวว่าเงินในธนาคารหาย ก็เลยเขียนบทความให้ความรู้เกี่ยวกับโลกออนไลน์สักหน่อย ใครสนใจก็เข้ามาอ่านได้นะครับ ^^

#แฮกข้อมูล #เงินหาย #ป้องกันการแฮก

ก่อนเราจะป้องกันตัวได้ เราควรจะรู้ก่อนว่าแฮกเกอร์นั้น พวกเขามีวิธีขโมยข้อมูลจากเรายังไง ครับ โดยทางผมจ.....

เห็นด้วยครับ ดีลใหญ่ มักจะคุยแบบนี้แล้วค่อยลงรายละเอียดลึก ๆ ส่วนลึกขนาดไหนก็แล้วแต่คนฟัง
17/10/2021

เห็นด้วยครับ ดีลใหญ่ มักจะคุยแบบนี้แล้วค่อยลงรายละเอียดลึก ๆ ส่วนลึกขนาดไหนก็แล้วแต่คนฟัง

จากประสบการณ์ที่ขายของและปิดดีลใหญ่ได้
สังเกตได้ว่า ต้องพูดแบบประเด็น "คำถาม"
หรือไม่ก็แบบ "เรื่องเล่า"
จะช่วยปิดการขายได้ดีกว่าแบบอื่น ๆ
(มีตัวอย่างให้)
- ผู้บริหารที่นำเสนอ "ขายของ" เก่ง ๆ
จะไม่เปิดประเด็นด้วยการพูด...
คำว่า “สวัสดี”
- ผมได้มีโอกาสไปงาน PR และเปิดตัวสินค้า
หลากหลายงาน ทั้งเจ้าเล็กเจ้าใหญ่
ส่วนใหญ่จะได้เจอผู้บริหารทั้งระดับกลางและสูง
มาพรีเซนต์ในงานด้วยตัวเอง
หลายๆครั้งการนำเสนอก็รู้สึกเฉยๆ
บางครั้งก็รู้สึกประทับใจมากจนรู้สึกชอบเทคนิคนั้น
อยากเก็บเอาไปใช้บ้าง ด้วยการจดโน๊ตลงในมือถือไว้บ่อยๆ
- จดไปเรื่อยๆพบว่ามันซ้ำๆมี 2 วิธีที่ช่วยให้การนำเสนอ
สร้างความประทับใจได้ดีมากคือ
เปิดด้วย “คำถาม” หรือไม่ก็ “เรื่องเล่า”
(เหมือนที่ในหนังสือการนำเสนอธุรกิจหลายเล่มได้บอกไว้)
คนส่วนใหญ่จะเปิดด้วยคำว่า “สวัสดีครับ ผมตำแหน่ง มาจาก…. ”
เหมือนเป็นการพูดแต่เรื่องของตัวเองอย่างเดียว
ถ้าอยากได้ใจผู้ฟัง และละลายพฤติกรรมให้เค้าฟังเรา
ควรจะเปิดตามนี้
คำถาม/เรื่องเล่า > แนะนำตัว > เข้าสู่เรื่องที่จะพรีเซนต์
------------
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ถ้าผมมีสินค้ามานำเสนอเป็น “ผ้าเช็ดหน้า”
แทนที่จะขายไปตรงๆ ผมจะเริ่มเปิดการนำเสนอด้วยเรื่องเล่า
แล้วเริ่มเล่าแบบสบายๆ ว่า
วันก่อนผมต้องไปพบลูกค้ารายสำคัญ
เมื่อไปถึงก็รู้สึกตื่นเต้นมากจนเหงื่อไหล
เหงื่อออกเยอะมาก เหมือนคนเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ
ผมรีบหยิบ “ผ้าเช็ดหน้า” จากในกระเป๋าขึ้นมา
เพื่อซับหน้าให้หายตื่นเต้น ผ้าเช็ดหน้าของผมทำจากผ้าลินิน
อย่างดี ความนุ่มของมันช่วยปลอบความรู้สึกของผม
ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น หลังจากหยิบขึ้นมาซับหน้า
สีขาวบริสุทธิ์ เหมือนไข่มุกที่เป็นเอกลักษณ์แห่งคุณค่า
ช่วยเน้นย้ำว่าผมกำลังทำในสิ่งที่มีคุณค่า
และคู่ควรกับผม
ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆ ที่มีมูลค่าเพียงไม่กี่บาท
แต่ตอนนั้นมันช่วยคืนความมั่นใจให้กลับมา
ผมยังจำความรู้สึกในวันนั้นได้เป็นอย่างดี
สวัสดีครับ ผมเชน ปรัชญา
วันนี้ผมจะมานำเสนอว่า
คุณค่าของ “ผ้าเช็ดหน้า”
ที่เป็นมากว่าแค่ผ้าเพียงหนึ่งผืนมีอะไรบ้าง…...
----------
เห็นหรือเปล่าครับ ฟังแบบนี้แล้วเคลิ้มตามแน่นอน
เรียกร้องความน่าสนใจได้เป็นอย่างดี
พูดอะไรคนก็ฟัง ขายอะไรคนก็สนใจ
หากมีใครคิดว่าได้เจอการนำเสนอที่น่าประทับใจมาก
คอมเมนต์มาเล่าให้ฟังกันครับ

#ไปให้ถึง100ล้าน

เผื่อมีใครอยากรู้ว่า สี กับ แบรนด์ มันเกี่ยวข้องกับ ความรู้สึก ยังไง? 😊
01/10/2021

เผื่อมีใครอยากรู้ว่า สี กับ แบรนด์ มันเกี่ยวข้องกับ ความรู้สึก ยังไง? 😊

18/08/2021

เทคนิค "ขายเก่ง" ลูกค้าจะซื้อเพิ่มขึ้นจริงพิสูจน์แล้วจากหลักจิตวิทยา
-การเป็นนักขายที่เก่ง และพิชิตใจลูกค้าได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยประสบการณ์และวิธีการพูด แต่ข้อดีของการขายไม่ว่าเราจะทำงานอะไร อายุเท่าไหร่ ก็สามารถทำได้
-“การขาย” คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสร้าง ‘เม็ดเงิน’ ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของการพัฒนาฝีมือสำหรับนักขายคือ 9 เทคนิคจิตวิทยาเรื่องการขายการขายว่ามีอะไรบ้าง
-1. โฟกัสที่ “เรื่องราว” มากกว่า “ราคา”
จิตวิทยาของนักขายควรโฟกัสที่ “เรื่องราว” มากกว่า “ราคาขาย” เพราะคนส่วนใหญ่แล้ว มักซื้อของด้วยอารมณ์ก่อนเหตุผล เพราะฉะนั้นอย่ามัวแต่พูดว่า สินค้าของเราไม่แพงเลย ซื้อเถอะ แต่ให้เล่าถึง เรื่องราวของแบรนด์นั้น ๆ เล่าถึงที่มาที่ไป มันจะสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าเมื่อนึกถึง เราเรียกว่า
“การเล่าเรื่องแบบมี Storytelling”
-2. ใช้การลอกเลียนพฤติกรรมคนซื้อ
เป็นเทคนิคที่นักธุรกิจหรือนักขายคุ้นเคยกันดี นั่นคือเทคนิค “มิลเลอร์ริ่ง” (Mirroring” หรือ Mimicry)
โดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการทดลองการทำภาษากาย ยืน นั่งเดิน ให้ใกล้เคียงกับบุคคลที่เรากำลังคุยอยู่
โดยให้กลุ่มที่ 1 ทำการเจรจา โดยไม่ใช้เทคนิค พบอัตราการขายอยู่ที่ 12.5% และกลุ่มที่ 2 คือเลียนแบบภาษากายของลูกค้าที่คุยด้วยปรากฏว่า กลุ่มที่ 2 สามารถเพิ่มตัวเลขจาก 12.5% เป็น 67% ของการขาย
เหตุผลเพราะเมื่อเราเลียนแบบพฤติกรรมลูกค้า จะทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เป็นกันเอง เหมือนเราได้เป็นพวกเดียวกับพวกเขา
-3. ให้พื้นที่อิสระในการปฏิเสธ
ในหนังสือชื่อ Start with No ของ Jim Camp เป็นหนังสือเกี่ยวกับการใช้ศาสตร์หรือจิตวิทยาการโน้มน้าวใจที่ดีที่สุด คือต้องให้พื้นที่อิสระในการ “ปฏิเสธ” หรือให้เขาเลือกที่จะพูดว่าไม่ เพราะหากให้เขามีทางเลือกที่ต้องพูดแต่คำว่า “ได้” เพียงอย่างเดียว จะทำให้ลูกค้ารู้สึกกดดัน กลัวและไม่อยากซื้อสินค้านั้น ๆ ต้องปล่อยให้เขามีอิสระในการตัดสินใจ
-4. 1,800฿ Vs 1800฿
เทคนิคการตั้งราคา ก็เป็นอีก 1 จิตวิทยาที่สำคัญ เมื่อราคาหลักพัน ให้ตัดคอมม่า (-,) ออก เพราะสมองคนเราจะรู้สึกว่าราคาถูกลงกว่าตัวเลขที่มีคอมม่า เช่น มีป้าย 1,800 บาท กับ 1800 บาท เราจะเห็นว่าตำแหน่งที่เยอะขึ้นส่งผลโดยตรงกับความรู้สึกที่ราคาสูงขึ้นตาม
-5. แสดง “ราคาผ่อนต่อเดือน”
เมื่อต้องตั้งราคาขาย ควรให้มีการผ่อนเข้ามาด้วย ในป้ายควรใส่ “ผ่อนต่อเดือน” ให้ชัดกว่าราคาเต็ม เช่น ราคาเต็ม 20,000 บาท ให้เปลี่ยนเป็น ผ่อน 2,000 บาทต่อเดือน คนจะรู้สึกเข้าถึงได้มากกว่า
-6. การลดราคาสินค้าลง 1 จุด
อย่างที่บอกว่าสมองมนุษย์เราเมื่อเห็นตัวเลขเยอะจะตีความว่าแพง หรือหากลดก็จะถูกมาก
การใช้จุดทศนิยมสามารถทำให้ลูกค้าพึงพอใจ และมีความสุข รู้สึกถึงความคุ้มค่าแล้วนั่นเอง
ดังนั้นเมื่อเราลดตัวเลขลงมา 1 จุด อย่าง 2 บาท ลดเหลือ 1.99 บาท แค่นี้ลูกค้าก็จะรู้สึกว่า 1.99 บาท นั้นถูกกว่า 2 บาทมาก ๆ แล้ว
-7. ใช้ภาพเปรียบเทียบราคาจริงและราคาลด
เป็นวิธีที่เราเห็นบ่อย ๆ ในร้านค้าทั่วไป เพราะค่อนข้างใช้ได้ผล ภาพเปรียบเทียบราคาจริงและราคาลด ทำให้คนเห็นชัดว่า มันคุ้มแค่ไหน เป็นการช่วยเร่งการตัดสินใจในการซื้อ เพราะฉะนั้นช่วงลดราคา อย่าใส่เข้าไปแค่ราคาลดแต่ควรใส่ราคาจริงอยู่ในนั้นด้วย เป็นการกระตุ้นให้คนควักเงินพร้อมจ่ายในทันที
-8. การออกแบบร้านค้า
บางคนอาจคิดไม่ถึงว่า พื้นที่ร้านก็สำคัญเช่นกัน การออกแบบร้านให้คนเดินได้ทั่วเพื่อให้สามารถเข้าถึงสินค้าเราได้นั้น จะเพิ่มโอกาสให้คนมองเห็นสินค้าซื้อได้มากขึ้น เช่น การออกแบบชั้นวางสินค้าให้อยู่ในระดับสายตา ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป หรือ ควรจัดร้านค้าให้มีช่องว่างเพียงพอสำหรับทางเดิน อย่าแคบจนไม่มีที่ให้ยืน เพื่อให้ลูกค้าเดินช้อปปิ้งได้อย่างสบายใจ
-9. ‘จิตวิทยาของสี’
อีก 1 เคล็ดลับในการขาย หากลองสังเกตดูป้ายราคาสินค้า หรือโลโก้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น H&M, Netflix หรือป้ายลดราคาต่าง ๆ มักต้องใช้ ‘สีแดงสด’
เนื่องจากการวิจัยโดย Seoul International Color Expo พบว่า 85% ของผู้คนตัดสินใจซื้อจากสีเป็นหลัก และสีที่ดึงดูดมากที่สุดคือสีแดง เพราะในทางจิตวิทยานั้นสีแดงเชื่อมโยงกับประสบการณ์ ที่ให้อารมณ์ ความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์ เช่นความรัก เลือด ปาก แก้มสีแดงฝาด เมื่อเราได้เห็นป้าย SALE เป็นสีแดงก็กระตุ้นเรา ให้มองเห็น และตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้นนั้นเอง
——
Sponsored by JCB
เอกสิทธิ์สไตล์ญี่ปุ่นเหนือระดับกับบัตรเครดิต JCB สามารถติดตามข้อมูลที่น่าสนใจ ทั้งเกร็ดความรู้จากประเทศญี่ปุ่น และสิทธิประโยชน์พิเศษเฉพาะผู้ถือบัตรเครดิต JCB ได้ สนใจคลิก https://www.facebook.com/JCBCardThailandTH
——
เรียบเรียงโดย เพจ ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

"ธนาคารแห่งความคิด" ประเด็นดีๆ แบบสั้นๆ อ่านง่ายๆ การเงิน ธุรกิจ การลงทุน กด see first เพจ #ไปให้ถึง100ล้าน เอาไว้ และยังมีช่องทางอื่นๆ ติดตามได้ที่
Line : / https://lin.ee/gW2xe1J
IG : instagram.com/100wealth
อ้างอิง:
https://bit.ly/2TCtvKx
https://bit.ly/34GBIDO
https://bit.ly/37Toq8S

ใครกำลังกังวลเกี่ยวกับโควิด ลองทานฟ้าทะลายโจรดูนะครับ ไม่เสี่ยงมาก… เท่าที่รู้ไม่ควรทานเกิน 5 วัน เพื่อพักตับด้วยนะครับ
18/07/2021

ใครกำลังกังวลเกี่ยวกับโควิด ลองทานฟ้าทะลายโจรดูนะครับ ไม่เสี่ยงมาก… เท่าที่รู้ไม่ควรทานเกิน 5 วัน เพื่อพักตับด้วยนะครับ

Follow website: https://www.wellnesswecare.com/Follow Line ID: https://goo.gl/tVBKJH Follow Fanpage: https://www.facebook.com/Wellnesswecare/Follow Instagram...

13/06/2021

เล่ายังไงให้ขายได้
4 เรื่องเล่ายอดนิยม ที่นำไปใช้ได้ทันที
เคยเล็งจะซื้อของอะไรไว้ แล้วไม่ว่ายังไงก็ตัดสินใจซื้อไม่ได้สักทีไหมคะ
เราคิดว่ามันคงขาดแรงจูงใจอะไรสักอย่างที่เราก็ไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน เลยทำให้ยังลังเลอยู่
แต่เมื่อไม่นานมานี้ เราได้ซื้อของกับร้าน handcraft แห่งหนึ่งทาง Instagram ที่ส่องมาสักพัก และร้านยังร่วมจัดโปรลดต้อนรับวันพิเศษอย่าง 6.6 ด้วย เลยได้โอกาสนี้พอเหมาะพอดีในการซื้อ ตัดความลังเลไปได้เยอะเชียวแหละ
แน่นอนว่าเรื่องโปร 6.6 ก็เป็นแรงจูงใจของเราอย่างหนึ่ง แต่พอมาคิด ๆ ดูแล้วที่เราสนใจร้านนี้มาสักพักใหญ่น่าจะเป็นเพราะ ‘เรื่องราว’ ที่เจ้าของบอกเล่าผ่านตัวผลิตภัณฑ์มากกว่าที่เป็นตัวจุดชนวนให้เราหันมาสนใจสินค้าจากร้านนี้
จากการตามมาสักพักทำให้เราได้เห็นเรื่องราวที่เจ้าของร้านเล่าผ่านตัวสินค้าให้ผู้ติดตามได้อ่านมาเยอะมาก มันก็คือที่มาของสินค้าแต่ละชนิดแหละค่ะ
แต่สิ่งที่ติดใจและทำให้เกิดอาการอยากซื้อมากขึ้นคือ สินค้าในร้านล้วนเป็นของทำมือที่ให้ ‘นักโทษหญิง’ ในเรือนจำร่วมกันเย็บปักถักร้อยจนเกิดสินค้าแต่ละชนิดขึ้น
สำหรับเราคิดว่ามันน่าสนใจมากที่สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้กับนักโทษกลุ่มนี้อีกทางหนึ่ง
ที่ให้ค่าตรงนี้เพราะยังมีความเชื่อมั่นว่าการให้ความรู้หรือวิชาชีพกับนักโทษ มันคือการฟื้นฟูและดึงชีวิตคนขึ้นมาจากจุดที่ตกต่ำ ซึ่งนักโทษที่ทำได้ดีจะสามารถมีชีวิตที่ยั่งยืนและประพฤติดีขึ้นกว่าเดิม แบบที่คุก Bastoy ของประเทศนอร์เวย์ทำ
หรือถ้าใครมีความคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้แลกเปลี่ยนกันได้นะคะ
เอาล่ะ เราเลยมาดูว่า มันจะมีวิธีการเล่าเรื่องแบบไหนบ้างที่ชวนให้ผู้บริโภคเกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมไปกับสินค้าที่ขาย เพราะเราคงไม่ได้เลือกซื้อสินค้าจากแค่ที่มันใช้งานดีอย่างเดียวถูกไหมคะ ฉะนั้นเรื่องความรู้สึกที่เรามีต่อสินค้าก็สำคัญไม่แพ้กัน
ซึ่งบทความจากเว็บ entrepreneur ก็ได้ลิสต์ประเภทของเรื่องเล่าที่ทำให้เนื้อความโดดเด่นและดึงอารมณ์คนอ่านได้มา 4 ประเภทด้วยกัน
1. เรื่องที่เป็นประเด็นโต้เถียง (Controversial stories) แน่นอนว่าถ้าเป็นเรื่องราวของการถกเถียงกัน อย่างน้อยก็ต้องถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายใช่ไหมคะ ซึ่งในส่วนนี้แหละที่จะทำให้มีทั้งฝ่ายที่ชอบหรือไม่ชอบเรื่องที่เรากำลังบอกเล่า หรือถ้าหากเราไม่เอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะสามารถกินรวบได้ทั้งสองทาง โดยที่เราเป็นคนเปิดประเด็นแล้วให้ทั้งสองฝ่ายเข้ามาถกกันได้ผ่านเรื่องราวของเราเอง
เรื่องเล่าประเภทนี้มักจะจุดอารมณ์ความอุ่นร้อนของหัวคนอ่านได้ง่าย ฉะนั้นการเลือกประเด็นมาเสนอสำคัญมาก ๆ ค่ะ
2. เรื่องราวชวนสยอง (Fear-inducing stories) ความกลัวสามารถเป็นแรงจูงใจที่ทำให้คนหันมาสนใจโพสต์ของคุณได้ค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องที่กระทบกับสัญชาตญาณของมนุษย์ ไม่ว่าใครก็มีความกลัวในแบบของตัวเองทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะมากหรือน้อยแค่ไหน
ซึ่งบางส่วนก็อาจจะแชร์เรื่องราวนี้ไปให้กับคนอื่นได้รับรู้ด้วยเพื่อเตือนใจกัน แต่ก็อาจจะมีช่องโหว่ที่ทำให้กลัวจนไม่กล้าแชร์ก็มีค่ะ
3. เรื่องน่ารักน่าเอ็นดู (Endearing stories) สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ ยิ่งเฉพาะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับสัตว์ ยอดจะยิ่งเยอะ เพราะอ่านไปก็จะมีความรู้สึกอบอุ่นหัวใจ และได้ฮีลจิตใจของตัวเอง จนต้องกดแชร์ไปให้คนอื่นได้เห็นถึงความน่ารักนั้นด้วยเลย
การเล่าเรื่องประเภทนี้จะทำให้คุณได้ส่งต่อพลัง Positive แก่คนอ่าน และคุณก็จะได้รับฟีดแบ็กที่ Positive กลับมาเช่นเดียวกัน
4. เรื่องตลกขำขัน (Humorous stories) คนไทยเป็นคนอารมณ์ขันค่ะ สามารถพลิกทุกอย่างให้เป็นเรื่องตลกได้ทุกที่ทุกเวลา แม้ว่ามันจะคือการปรับตัวให้อยู่กับโลกแห่งความจริงที่โหดร้ายนี้ให้ได้ก็ตาม แต่ก็สามารถสร้างมุกขำ ๆ มีไอเดียการแปลงสรรพสิ่งมาให้หัวเราะกันอยู่หน้าฟีดตลอด
โอกาสที่เรื่องราวประเภทนี้จะได้ยอดการมีส่วนร่วมถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับการเล่าเรื่องประเภทอื่น เพราะยิ่งเครียด คนยิ่งต้องการผ่อนคลายจริงไหมคะ
ทั้งสี่ข้อที่กล่าวมามันคือการสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์กับลูกค้าได้ดีมากทีเดียว จงรักษาแนวคิดการนำเสนอเรื่องราวดี ๆ เหล่านี้ไว้ เพราะนี่คือช่องทางและโอกาสที่แบรนด์ของคุณจะเพิ่มยอดขายได้อีกทางหนึ่งค่ะ
เรียบเรียงโดย เพจ ไปให้ถึง100ล้าน
ผู้เขียน jerche


#ไปให้ถึง100ล้าน


"ธนาคารแห่งความคิด" ประเด็นดีๆ แบบสั้นๆ อ่านง่ายๆ
การเงิน ธุรกิจ การลงทุน กด see first เพจ #ไปให้ถึง100ล้าน เอาไว้
และยังมีช่องทางอื่นๆ ติดตามได้ที่
Line : / https://lin.ee/gW2xe1J
IG : instagram.com/100wealth
อ้างอิง
- https://bit.ly/3z9IYFh
- https://bit.ly/3fWFdeU
- https://bit.ly/3x2jTKD

โลกจะเปลี่ยนไป! Coinbase จับมือ Apple และ Google ใช้บัตรจ่ายเงินคริปโตได้ง่าย ๆ |
09/06/2021

โลกจะเปลี่ยนไป! Coinbase จับมือ Apple และ Google ใช้บัตรจ่ายเงินคริปโตได้ง่าย ๆ |

ช่วงนี้กระแสคริปโตเรียกว่ามาแรงแหกทางโค้งมาก ๆ แต่การนำเงินดิจิทัลมาใช้จริงนั้นดูยังเป็นไปไม่ค่อยได้เ....

ที่อยู่

375
Amphoe Ban Phaeo
74120

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66809955945

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Bright Wisdomผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์