18/06/2026
หนังสือเกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 500 ปี
ปี 1439 หลังจากโยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) คิดประดิษฐ์แท่นพิมพ์โลหะได้ ก็เกิดการผลิตหนังสือออกมามากมาย...(จนซ่อมไม่ทัน 😅)
https://www.facebook.com/share/p/1HhMEWQU3K/
ถ้าคุณมีเงินถุงถังระดับสัปดาห์ละหลายแสนปอนด์แบบ เออร์ลิง ฮาลันด์ สิ่งแรกที่คุณจะเลือกซื้อเพื่อเป็นรางวัลให้ชีวิตคืออะไร?
รถซูเปอร์คาร์คันหรู, นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชัน หรือบางทีอาจเป็นแมนชันส่วนตัวบนเกาะเงียบ ๆ สักแห่ง
แต่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา พี่ยักษ์ของเรา และคุณพ่อของเขา ตัดสินใจควักเงินก้อนโตถึง 134,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 4.5 ล้านบาท) ที่งานประมูลแห่งหนึ่ง เพื่อแลกกับหนังสือเก่า ๆ เล่มหนึ่งที่เขาอาจจะไม่มีวันเปิดอ่านมันจนจบด้วยซ้ำ
นี่ไม่ใช่แค่หนังสือธรรมดา แต่มันคือ "Kings' Sagas" ฉบับปี 1594 ที่เขียนโดย สนอร์รี สเตอร์ลูสัน
หนังสือที่บันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์นอร์เวย์ และมันได้กลายเป็นหนังสือที่มีราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อย
ที่สำคัญมันเป็นสำเนาฉบับพิมพ์ที่เหลืออยู่เพียง "เล่มเดียวในโลก"
คำถามคือ ฮาลันด์ ซื้อหนังสือประวัติศาสตร์เล่มนี้ไปทำไม? เอาไปเพื่อเก็บในตู้เซฟกระจกนิรภัยที่บ้าน หรือเอาไปเก็งกำไรในอนาคต
แต่เปล่าเลย … เขาส่งมอบมันให้กับห้องสมุดประชาชนในเมืองบรีเน่ เมืองเกษตรกรรมเล็ก ๆ ทางชายฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตขึ้นมา
พร้อมกับเงื่อนไขแปลก ๆ เพียงข้อเดียวที่ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ห้องสมุด นั่นคือ
"ผมต้องการให้หนังสือเล่มนี้ถูกเปิดอ้าทิ้งไว้เสมอ เพื่อให้ผู้คนสามารถเดินเข้ามาอ่านเรื่องราวของกลุ่มคนที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่เดียวกับที่ผมจากมา"
หากย้อนเวลากลับไปหนังสือเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1230
มันบอกเล่าเรื่องราวของกษัตริย์นอร์เวย์ ตั้งแต่ยุคที่ผู้คนยังเชื่อเรื่องเทพเจ้าปกรณัม ไล่เรียงมาจนถึงยุคกลาง มันเต็มไปด้วยเรื่องราวของนักรบ, ชาวนา และผู้นำจากแถบชายฝั่งทะเล
ซึ่งเป็นพิกัดทางภูมิศาสตร์เดียวกันกับบ้านเกิดของฮาลันด์ อย่างไม่มีผิดเพี้ยน
แต่ความจริงอันน่าเจ็บปวดคือ เป็นเวลามากกว่า 350 ปี ที่เรื่องราวเหล่านี้ถูกจำกัดอยู่แค่ในหน้าใบลานและลายลักษณ์อักษรโบราณ
มันถูกล็อกกุญแจเก็บไว้อย่างแน่นหนาในห้องสมุดส่วนตัวของกลุ่มขุนนางและชนชั้นสูง ราวกับจะบอกว่าประวัติศาสตร์ของชาติเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
จนกระทั่งในปี 1594 หนังสือเล่มนี้ได้รับการจัดพิมพ์เป็น "ภาษาภาษานอร์เวย์" เป็นครั้งแรก และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนธรรมดาสามัญ สามารถเข้าถึงและสัมผัส "รากเหง้า" ของตัวเองได้ด้วยมือของพวกเขาเอง
สิ่งที่ เออร์ลิง ฮาลันด์ ซื้อในวันนั้น จึงไม่ใช่แค่กระดาษเก่า ๆ หรือคุณค่าทางวัตถุ
แต่เขาซื้อ "ช่วงเวลาประวัติศาสตร์" ที่บรรพบุรุษของเขาได้รับสิทธิ์ในการรับรู้ตัวตนของตัวเอง แล้วส่งต่อคุณค่านั้นไปยังคนรุ่นถัดไปในเมืองบ้านเกิด
ค่ำคืนที่ผ่านมา ในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกนัดแรกในชีวิตของ เออร์ลิง ฮาลันด์ ภายใต้สีเสื้อทีมชาตินอร์เวย์ เขาระเบิดฟอร์มซัดคนเดียว 2 ประตู พาทีมเก็บชัยชนะได้อย่างยิ่งใหญ่
ภาพของกองหน้าร่างยักษ์ที่วิ่งเข้าหาตาข่ายด้วยความกระหาย ดุดัน และไม่เคยกลัวเกรงใคร สะท้อนภาพจำของเหล่านักรบไวกิ้งในอดีตได้อย่างไร้ที่ติ
ฮาลันด์ อาจจะไม่ได้ใช้เวลาว่างไปกับการนั่งอ่านภาษาโบราณในหนังสือเล่มนั้น และเขาก็รู้ดีว่าเด็ก ๆ ในเมืองบรีเน่อาจจะไม่ได้อินกับตัวอักษรทุกบรรทัด
แต่อย่างน้อยที่สุด เมื่อใดก็ตามที่คนในเมืองนั้นเดินเข้าไปในห้องสมุด แล้วเห็นหน้าหนังสือที่ถูกเปิดกว้างเอาไว้
พวกเขาจะรู้ว่า ไม่ว่าคุณจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหนในโลกกว้าง จะเป็นกษัตริย์ผู้ครองเมือง หรือเป็นยอดดาวยิงที่คนทั้งโลกจับตามอง
สิ่งสำคัญคือคุณต้องไม่ลืมว่า "รากเหง้า" ของคุณเริ่มต้นมาจากผืนดินตรงไหนนั่นเอง
#ตันกวาร์ดิโอล่า #แมนซิตี้ #ทีมชาตินอร์เวย์ #เออร์ลิงฮาลันด์