09/06/2026
เมื่อยอดขายเติบโต 25% ต่อปี ก็ไม่ช่วยอะไร:
บันทึกจากนายหน้า 30 ปีที่ยอมทุบหม้อข้าวตัวเองเพื่อ "รู้สิทธิ์"
ตลอดระยะเวลา 30 ปีในอาชีพนายหน้าประกันภัย ผมทำงานบนหลักการความซื่อสัตย์และตัวเลขที่จับต้องได้มาโดยตลอด พอร์ตธุรกิจของผมเติบโตอย่างมั่นคงในระดับ 25% ต่อปี สม่ำเสมอ สำหรับบริษัทประกันภัยแล้ว นายหน้าที่ส่งเบี้ยให้บริษัทหลักล้านและเติบโตต่อเนื่องขนาดนี้ ควรจะเป็น "พันธมิตรระดับพรีเมียม" ที่ฝั่งการตลาดต้องดูแลและเกรงใจอย่างดีที่สุด
แต่วันหนึ่ง ความเป็นจริงก็ตบหน้าผมอย่างแรง เมื่อลูกค้าของผมประสบเหตุเดือดร้อนและยื่นเคลม... ฝ่ายสินไหมกลับพลิกแนวคิด พยายามตีความข้อสัญญาแบบศรีธนญชัย หาช่องทางยกเว้นความคุ้มครองอย่างไร้ความเกรงใจฝั่งการตลาด และไม่มีความเกรงใจต่อหยาดเหงื่อและเบี้ยประกันที่ผมหามาให้บริษัทเลยแม้แต่น้อย
วินาทีนั้นผมตระหนักทันทีว่า ภายใต้ความโลภของระบบทุนนิยม... ผลประโยชน์และแรงจูงใจทางการค้า ก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งความต้องการปฏิเสธความรับผิดชอบของบริษัทประกันบางแห่งได้
ในฐานะนายหน้าที่อยู่ในวงการนี้มาครึ่งชีวิต ผมพูดได้เต็มปากว่า "ผมรักในอาชีพนี้ และผมเชื่อมั่นในคุณค่าของระบบประกันภัย" ประกันภัยควรจะเป็นตาข่ายรองรับความเสี่ยง เป็นที่พึ่งพายามล้มของครอบครัวและธุรกิจ
แต่งานของผมทำให้ผมฉุกคิดในมุมที่น่ากลัวมากๆ... ขนาดผมเป็นนายหน้าที่มีประสบการณ์อยู่ในวงการนี้มาถึง 30 ปี มีความรู้ความสามารถ อ่านข้อสัญญาและทางหนีทีไล่ของกรมธรรม์ทะลุปรุโปร่ง เขายังกล้าที่จะใช้เหลี่ยมกฎหมายและไหวพริบมาเอาเปรียบลูกค้าของผม... แล้วนับประสาอะไรกับชาวบ้านทั่วไป?
น่าเศร้าที่ทุกวันนี้ ผมกลับต้องมาได้ยินคำพูดติดปากของชาวบ้านที่สะท้อนความสิ้นหวังอย่างคำว่า "เงินเข้าง่ายเงินออกยาก" หรือคำถามที่แทงใจคนในอาชีพอย่างผมว่า "จะจ่ายเบี้ยไปเพื่อให้ตัวเองเจ็บใจในวันข้างหน้าทำไม?" บ้างก็บอกว่า "จะหาเหาใส่หัวเพื่ออะไร ถ้าเขาจ้องจะปฏิเสธ คุณจะเอาอะไรไปสู้กับทีมกฎหมายระดับองค์กร ที่พร้อมจะสรรสร้างข้ออ้างทางเทคนิคมาตัดบทคุณ"
ผมไม่อยากเห็นวันที่คนไทยหมดศรัทธาและไม่เชื่อในประกันภัยอีกต่อไป เพราะถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้... อุตสาหกรรมนี้จะอยู่ได้อย่างไรในอนาคต?
เคยคิดไหมครับว่า ทำไมประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง ญี่ปุ่น ถึงมีอัตราการถือครองกรมธรรม์ประกันภัยมากกว่า 200% (หนึ่งคนมีมากกว่า 2 เล่ม) ในขณะที่ประเทศไทยของเรากลับมีไม่ถึง 20%? หนึ่งในเหตุผลสำคัญรากเหง้าของตัวเลขนี้ อาจไม่ใช่เพราะคนไทยไม่มีเงิน... แต่มันคือวิกฤตความเชื่อใจ (Trust Crisis) ต่างหาก
ในโลกของนายหน้า ทุกคนรู้ดีว่าการลุกขึ้นมางัดกับบริษัทประกันภัย เปรียบเสมือนการ "ทุบหม้อข้าวตัวเอง" ถ้าเราไม่ชัดเจนว่าข้อกฎหมายและหลักฐานในมือเรา "ชนะชัวร์พอ" คงไม่มีใครกล้าเอาอนาคตตัวเองมาเสี่ยง แต่ขนาดในเคสที่หลักฐานชัดเจนแจ่มแจ้งขนาดนี้ เขายังพร้อมที่จะลุยและปฏิเสธสิทธิ์... แล้วถ้าเป็นเคสที่เงื่อนไขคลุมเครือ หรือเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีปากมีเสียงและไม่รู้เท่าทัน เขาจะทำอย่างไรกับผู้บริโภค?
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของลูกค้าผมคนเดียวแล้ว แต่มันคือ Pain Point ระดับโครงสร้างที่ทำให้ผมอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป ผมจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาทุบหม้อข้าวใบเดิม เพื่อมาสร้าง "โล่ป้องกัน" ใบใหม่ ก่อตั้งแพลตฟอร์ม "รู้สิทธิ์" ขึ้นมา เพื่อกู้คืนความถูกต้อง คืนความศรัทธาให้แก่อุตสาหกรรม และสร้างมาตรฐานที่ควรจะเป็นให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
เพราะในวันที่คุณเดือดร้อน คุณไม่ควรต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวกับระบบที่จ้องจะเอาเปรียบคุณ... และ "รู้สิทธิ์" จะเป็นคนยืนเคียงข้างคุณเองครับ
#รู้สิทธิ์ #ผู้พิทักษ์สิทธิ์ประกันภัย #ประกันรถยนต์ #ประกันอัคคีภัย #เงินเข้าง่ายเงินออกยาก ดูน้อยลง