18/03/2026
ศาลจังหวัดหลังสวน พิพากษาประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า คนสุดท้ายของไทย
สุดใจ ชนะ กระสุน 1 นัดกลางสวน
ยาง สู่กระสุน 8 นัด ณ หลักประหาร
___________________________
สุดใจ หรือน้อย ชนะ (พ.ศ. 2488 - 11 ธันวาคม พ.ศ. 2545) เป็นผู้ต้องโทษประหารชีวิตคนที่ 319 ของประเทศไทยด้วยการยิงเป้า ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยเป็นนักโทษประหารคนสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในประเทศไทย ก่อนจะมีการแก้ประมวลกฎหมายอาญาให้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตจากการยิงด้วยปืนเป็นการฉีดยาให้ตายในปี พ.ศ. 2546
สุดใจเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2488 เขาอยู่อาศัยในบ้านเดียวกันกับกัญญา อินทร์แก้ว ซึ่งเป็นลูกเลี้ยง และแม่ของกัญญา ในช่วงปีพ.ศ. 2535-2536 สุดใจได้กลับบ้านขณะที่เขาเมาสุรา ซึ่งในวันดังกล่าวแม่ของกัญญาไม่ได้อยู่บ้านเนื่องจากเดินทางไปทำธุระที่กรุงเทพ สุดใจจึงข่มขืนกันยาจนสำเร็จความใคร่ และยังได้ข่มขืนเธออีกหลายครั้งในขณะที่แม่ของเธอไม่อยู่บ้าน จนกระทั่งกัญญาตั้งครรภ์ แม่ของกัญญาจึงแนะนำให้เธอไปทำแท้ง หลังจากที่เธอทำแท้ง เขายังข่มขืนเธออีกหลายครั้ง
ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2540 กัญญาได้แยกไปมีครอบครัวเพื่อไปแต่งงานกับอธิป บุญร่วม โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเขา
ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2541 อธิปกับกัญญาได้ไปรับจ้างกรีดยางพาราในสวนยางพาราของนายลอบในตำบลตะโก ต่อมาเวลา 4.00 น. สุดใจได้เดินออกจากสวนเงาะมาหาอธิปจากด้านหลัง เมื่อห่างจากอธิปประมาณ 3 เมตร สุดใจได้ชักปืนพกสั้นสีดำมายิงใส่อธิปที่ลำตัวจำนวน 1 นัด กัญญาจึงวิ่งไปหาอธิปเพื่อช่วยเหลือและสามารถส่องเห็นหน้าของสุดใจจากไฟตะเกียงแก๊สที่ติดบริเวณหน้าผากของเธอ สุดใจได้ขู่กัญญาว่า "ห้ามนําเรื่องที่เกิดขึ้นไปเล่าให้ใครฟัง มิฉะนั้นจะฆ่าให้ตาย" ก่อนจะหลบหนีกลับไปยังทางเดิม เธอจึงวิ่งไปขอความช่วยเหลือจาก อบต.ตะโก ให้ช่วยตามบิดามารดาของอธิป และแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เธอได้บอกกับนายดาบตำรวจเตือนดีว่าสุดใจซึ่งเป็นพ่อเลี้ยงของตนเป็นคนยิงอธิป
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับสุดใจและนำหมายค้นของศาลจังหวัดหลังสวนไปที่บ้านของสุดใจ ภรรยาของสุดใจได้บอกว่าสุดใจไปทำงานอยู่ในเขตอำเภอหลังสวน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าสุดใจหลบหนีไปอยู่ที่ตำบลพระรักษ์ อำเภอพะโต๊ะ และสามารถจับกุมเขาได้ในวันที่ 28 สิงหาคม ที่ฟาร์มในอำเภอพะโต๊ะ และแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
สุดใจได้ให้การปฎิเสธในชั้นสอบสวนและชั้นจับกุมโดยอ้างว่าในช่วงเวลาเกิดเหตุเขาไปรับจ้างทำสวนปาล์มอยู่ที่ตำบลพระรักษ์ อำเภอพะโต๊ะ และยังได้ปฎิเสธว่าไม่ได้ข่มขืนกัญญา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งมอบสำนวนคดีและพยานหลักฐานต่างๆให้อัยการ เพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีสุดใจต่อศาลจังหวัดหลังสวน
วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2542 ศาลจังหวัดหลังสวนได้มีคำพิพากษาว่าสุดใจมีความผิดในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพิพากษาประหารชีวิตสุดใจ เขาจึงยื่นอุทธรณ์โดยอ้างเหตุคำเบิกความของพยานมีพิรุธน่าสงสัยหลายประการ
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2543 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ยกฟ้องสุดใจและริบกระสุนปืนของกลาง แต่ให้ขังเขาไว้ระหว่างฎีกา เนื่องจากศาลได้วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควร ให้ยกประโยชน์แห่งความให้พิพากษายกฟ้องสุดใจ โจทก์จึงยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 ในวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2544 ศาลฎีกาได้พิพากษากลับประหารชีวิตสุดใจโดยเห็นว่าข้อต่อสู้อ้างฐานที่อยู่ของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น
สุดใจจึงทำหนังสือทูลเกล้าขอพระราชทานอภัยโทษและยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความขึ้นกราบบังคม แต่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงมีพระราชกระแสให้ยกฎีกา
ในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เวลา 16.00 เขาถูกเบิกตัวออกจากหมวดควบคุมนักโทษประหารแดนที่ 1 เพื่อดำเนินตามขึ้นตอนต่างๆก่อนประหารชีวิต เขาไม่ได้เขียนพินัยกรรมและปฎิเสธที่จะรับประทานอาหารมื้อสุดท้าย เขาถูกนำตัวเข้าสู่ห้องสถานที่หมดทุกข์หลังเวลา 17.00 น. เขาถูกนำตัวไปมัดกับหลักประหารเมื่อเวลา 17.15 น. และถูกประหารชีวิตเมื่อเวลา 17.21 น. โดยเพชณฆาตเชาวเรศน์ จารุบุณย์ ใช้กระสุนจำนวน 8 นัด และเป็นนักโทษประหารคนสุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในประเทศไทย ก่อนจะมีการแก้ประมวลกฎหมายอาญาให้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตจากการยิงด้วยปืนเป็นการฉีดยาให้ตายในปี พ.ศ. 2546
นักโทษประหารยิงเป้าคนสุดท้าย
ดูเพิ่ม