ดร. เป็ก ข้าวโพดดี

ดร. เป็ก ข้าวโพดดี เพื่อให้ข้อมูลที่ดีแก่ผู้สนใจ ช้า?

น่าสนใจว่าทำไมเขาล้มเหลวผมชอบติดตาม ความสำเร็จ และ ความล้มเหลว ของบริษัทต่างๆดูว่าทำไม
09/07/2026

น่าสนใจว่าทำไมเขาล้มเหลว

ผมชอบติดตาม
ความสำเร็จ และ ความล้มเหลว ของบริษัทต่างๆ
ดูว่าทำไม

วันที่ 27 มิถุนายน 2024 กลายเป็นวันที่โลกของการลงทุนต้องจดจำ

เมื่อผู้บริหารของ Nike ต้องยืนอยู่ต่อหน้านักลงทุนและสารภาพความจริงอันขมขื่น ว่าสถานการณ์ในปีหน้าจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่ใครทุกคนคาดคิด…

ทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์ปิดทำการในวันนั้น หุ้นของ Nike ร่วงลงทันทีถึง 12 เปอร์เซ็นต์

มูลค่าตลาดหายไปวับตาประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ในพริบตา

แต่นั่นยังไม่ใช่จุดต่ำสุด แต่มันเป็นเพียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังกึกก้อง ว่ากลยุทธ์ที่บริษัทใช้เดิมพันกับอนาคตได้พังทลายลงเรียบร้อยแล้ว

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ราชาแห่งวงการรองเท้ากีฬา ที่เคยครองตลาดมาอย่างยาวนาน เดินหมากพลาดครั้งใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร



เพื่อหาคำตอบของเรื่องนี้ เราต้องย้อนกลับไปในวันที่ 25 มกราคม 1964

ชายหนุ่มนักวิ่งระยะกลางชื่อ Phil Knight และอดีตโค้ชของเขา Bill Bowerman ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่ชื่อว่า Blue Ribbon Sports

ในช่วงแรก พวกเขาไม่ได้มีโรงงานผลิตรองเท้าของตัวเองด้วยซ้ำ

สิ่งที่พวกเขามีคือสัญญาการจัดจำหน่ายรองเท้าวิ่งที่นำเข้ามาจากแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Onitsuka Tiger

พวกเขาเริ่มต้นธุรกิจด้วยการตระเวนขายรองเท้าจากท้ายรถของ Knight ตามงานแข่งขันกรีฑา

แผนธุรกิจในตอนนั้นเรียบง่ายมาก คือการขายรองเท้าที่มีคุณภาพดีกว่าในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าแบรนด์เยอรมันที่ครองตลาดในยุคนั้นอย่าง Adidas และ Puma…

ช่วงระยะเวลาหนึ่ง แผนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ภายในปี 1969 Blue Ribbon ทำยอดขายต่อปีได้ประมาณ 300,000 ดอลลาร์

แต่การที่พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เอง หมายความว่าพวกเขาไม่สามารถควบคุมชะตากรรมของตัวเองได้

ดังนั้นในปี 1971 ความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ Onitsuka จึงยุติลง

Knight และ Bowerman ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยตั้งชื่อว่า Nike ตามชื่อเทพีแห่งชัยชนะในตำนานกรีก

จุดก้าวกระโดดที่แท้จริงครั้งแรกมาจากสิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่สุด นั่นคือเครื่องทำวาฟเฟิลในครัว…

Bowerman ได้ทดลองเทยางลงไปในเครื่องทำวาฟเฟิลเพื่อสร้างพื้นรองเท้าวิ่งรูปแบบใหม่

พื้นรองเท้าแบบนี้มีน้ำหนักเบาขึ้นและยึดเกาะลู่วิ่งได้ดีกว่าเดิม

นวัตกรรมชิ้นนั้นกลายมาเป็นรองเท้ารุ่น Nike Waffle Trainer

ซึ่งช่วยผลักดันให้บริษัทก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางของยุคตื่นตัวเรื่องการวิ่งในอเมริกาช่วงทศวรรษ 1970

ความสำเร็จนี้ส่งผลให้ในปี 1980 Nike สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ

และส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มรองเท้ากีฬาของสหรัฐอเมริกาก็พุ่งสูงถึงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์

บริษัทที่เริ่มต้นจากท้ายรถในวันนั้น ได้กลายมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรม และครองความเป็นผู้นำมาตลอด 40 ปีหลังจากนั้น…

เมื่อเวลาล่วงเลยมาสู่ยุค 2020s Nike พร้อมแล้วสำหรับก้าวต่อไป และนั่นหมายถึงการต้องยอมเสี่ยงครั้งใหญ่

ในเดือนมกราคม 2020 คณะกรรมการบริหารของ Nike ได้แต่งตั้ง John Donahoe ขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดคนใหม่

เขาเข้ามาแทนที่ผู้นำที่ครองตำแหน่งมาอย่างยาวนานอย่าง Mark Parker

ประวัติของ Donahoe นั้นน่าสนใจมาก เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยบริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง eBay และ ServiceNow

เขาคือผู้บริหารสายซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์มที่ถูกดึงตัวมาเพื่อเป้าหมายเดียว

นั่นคือการเปลี่ยนบริษัทขายรองเท้า ให้กลายเป็นผู้ให้บริการทางดิจิทัลอย่างเต็มตัว…

แค่การเลือกตัวผู้บริหารก็ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนแล้ว

ปกติ Nike มักจะเลื่อนตำแหน่งคนในองค์กรที่เข้าใจวัฒนธรรมกีฬาอย่างลึกซึ้ง

การที่คณะกรรมการตัดสินใจจ้างคนนอกวงการเทคโนโลยี ถือเป็นการส่งสัญญาณบางอย่าง

พวกเขาเชื่อมั่นว่าการเติบโตในทศวรรษหน้าจะถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล แอปพลิเคชัน และระบบสมาชิก มากกว่าการวางขายสินค้าบนชั้นวางตามร้านค้าปลีกทั่วไป

ในเดือนมิถุนายน 2020 ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดระดับโลก Nike ได้ประกาศแผนงานครั้งใหญ่

แผนงานนั้นมีชื่อว่า “Consumer Direct Acceleration”

หนึ่งเดือนต่อมาบริษัทได้แต่งตั้งทีมผู้บริหารชุดใหม่เพื่อขับเคลื่อนโปรเจกต์นี้

Donahoe ประกาศว่าเป้าหมายคือการพลิกโฉมบริษัทให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ยึดตำแหน่งผู้นำและทิ้งห่างคู่แข่งไปให้สุด…

นี่คือการเบนเข็มทิศออกจากพันธมิตรร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม

แล้วมุ่งไปสู่การพึ่งพาร้านค้าของ Nike เอง เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน

นอกจากนี้ยังเป็นการถอยห่างจากการแบ่งหมวดหมู่กีฬาเฉพาะทางที่เคยสร้างชื่อให้พวกเขาอย่างการวิ่งและบาสเกตบอล

เพื่อหันไปเน้นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ถูกจัดกลุ่มแบบกว้างๆ ว่า ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก

การเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานนี้ไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากคนในองค์กร

ไม่นานก็เริ่มชัดเจนว่าทีมงานหน้าเก่าจะไม่ช่วยขับเคลื่อนแผนงานใหม่นี้ เมื่อผู้บริหารระดับสูงหลายคนเริ่มทยอยลาออก…

ในตอนแรก สิ่งนี้อาจดูเหมือนเป็นความผิดพลาดที่ยอมรับได้ แต่งบการเงินกลับทำให้ทุกอย่างดูเหมือนว่าการเดิมพันครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

ราคาหุ้นของ Nike พุ่งแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2021

ภายในปี 2024 บริษัทยังคงรักษาสถิติการเพิ่มเงินปันผลติดต่อกันเป็นปีที่ 22

ช่องทางการขายตรงอย่าง “Nike Direct” ยังสร้างรายได้มหาศาลในปีนั้น และคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นหลายพันล้านดอลลาร์ผ่านการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายปันผล

เมื่อมองดูเผิน ๆ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ดูจะคุ้มค่ามหาศาล

แต่ภายใต้ตัวเลขผลกำไรบนหน้ากระดาษที่เพิ่มขึ้น รอยร้าวร้ายแรงก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ…

Nike ได้ตัดสินใจลดพื้นที่วางขายสินค้ากับพันธมิตรคนสำคัญอย่าง Foot Locker และห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง

ในขณะที่ Nike ทะนงตัวและดึงสินค้าของตนออกจากชั้นวาง คู่แข่งก็ก้าวเข้ามาเสียบแทนที่ทันที

ส่วนแบ่งการตลาดรองเท้ากีฬาในสหรัฐอเมริกาของ Nike เริ่มร่วงลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2021 จนถึง 2023

ตัวเลขนี้อาจดูเล็กน้อย แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงระดับแผ่นดินไหวสำหรับบริษัทขนาดนี้

เพราะมันหมายความว่า เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ Nike กำลังสูญเสียตำแหน่งในหมวดหมู่ที่ตนเองเป็นผู้บุกเบิก

ในขณะที่ผู้บริหารยังคงประกาศป่าวร้องว่ากลยุทธ์ของตนกำลังไปได้สวย…

ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็หยุดชะงักลง

เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2024 ในบทสัมภาษณ์กับสำนักข่าวที่ปารีส Donahoe ได้บอกกับสื่อว่า มันเป็นเรื่องยากที่จะพัฒนารองเท้าผ่านการประชุมหน้าจอ

ในการสัมภาษณ์เดียวกัน เขาออกปากยอมรับว่าสิ่งที่ขาดหายไปใน Nike ตอนนี้คือนวัตกรรมที่พลิกโฉมวงการ

การยอมรับสองประเด็นนี้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล

การที่ผู้บริหารของบริษัทกีฬามูลค่ามหาศาลออกมาบอกว่านวัตกรรมมาถึงทางตัน และโทษการทำงานจากที่บ้าน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่หยั่งรากลึก…

ในเดือนธันวาคม 2023 Nike ประกาศแผนลดต้นทุน โดยตั้งเป้าประหยัดเงินราว 2,000 ล้านดอลลาร์ในระยะเวลา 3 ปี

สองเดือนต่อมา บริษัทได้ปลดพนักงานประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า 1,500 ตำแหน่ง

การลดพนักงานในบริษัทที่กำลังเติบโตอาจเกิดขึ้นได้ แต่การปลดคนจำนวนมากขนาดนี้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ปิดไม่มิด

นักลงทุนเริ่มหมดความอดทนและยื่นฟ้องร้อง

ในเดือนมิถุนายน 2024 มีการยื่นฟ้องร้องแบบกลุ่มในคดีหลักทรัพย์ที่ศาลแขวงรัฐบาลกลาง

หัวใจหลักของคำฟ้องคือ ผู้บริหารได้บอกกับนักลงทุนว่ากลยุทธ์การขายตรงสู่ผู้บริโภคนั้นได้ผลดีเยี่ยม…

ในขณะที่ฝ่ายโจทก์โต้แย้งว่ากลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้สร้างการเติบโตของรายได้ที่ยั่งยืนเลย

คำฟ้องยังอ้างถึงคำพูดของ Matthew Friend ที่ยอมรับว่าแผนใหม่นี้กลับเพิ่มความซับซ้อนและความไร้ประสิทธิภาพให้กับองค์กร

เกือบสองปีต่อมาในวันที่ 31 มีนาคม 2026 ศาลอนุญาตให้คดีเดินหน้าต่อไปได้

ศาลพบว่า Donahoe อาจจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าแถลงการณ์ของเขาในปี 2023 นั้นเป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด

ซึ่งถือเป็นการยอมรับกลายๆ ว่าความมั่นใจก่อนหน้านี้ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงเลย…

ความโชคร้ายยังไม่จบแค่นั้น เมื่อบริษัทยังต้องเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่จากนโยบายระดับประเทศ

รายงานประจำปีของ Nike เปิดเผยว่าประเทศเวียดนามเป็นแหล่งผลิตรองเท้าที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท ครองสัดส่วนถึง 50 เปอร์เซ็นต์

อินโดนีเซียจัดหาให้อีก 27 เปอร์เซ็นต์ และประมาณ 18 เปอร์เซ็นต์ มาจากจีน

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Nike พึ่งพาประเทศเหล่านี้ในฐานะเสาหลักทางการเงินที่ค้ำจุนบริษัทมาตลอด

แต่ในเดือนเมษายน 2025 นโยบายด้านภาษีศุลกากรใหม่ได้กระทบฐานการผลิตเหล่านี้ทุกแห่งอย่างหนักหน่วง…

ส่งผลให้หุ้น Nike ร่วงลงทันที

สองเดือนต่อมา บริษัทระบุว่าจำเป็นต้องลดสัดส่วนการนำเข้าจากจีน และต้องปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างระมัดระวังเพื่อชดเชยต้นทุนจากภาษีที่สูงขึ้น

ความเสียหายทางการเงินสะสมจนถึงจุดวิกฤต

ในวันที่ 19 กันยายน 2024 คณะกรรมการตัดสินใจเปลี่ยนม้ากลางศึก โดยดึงตัว Elliott Hill กลับมาเป็นผู้บริหารสูงสุดคนใหม่

Hill คือลูกหม้อที่ทำงานกับ Nike มากว่า 32 ปีก่อนจะเกษียณไปในปี 2020

สถานการณ์ในตอนนั้นชี้ชัดว่ากลยุทธ์ของ Donahoe ล้มเหลวไม่เป็นท่า

Nike หักพวงมาลัยเข้าหาโมเดลการขายตรงรุนแรงเกินไป

จนครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทต้องออกโรงดึงคนวงในที่เข้าใจจิตวิญญาณของแบรนด์กลับมากุมบังเหียน…

ผลประกอบการปีงบประมาณ 2025 ได้เปิดเผยบาดแผลลึกอย่างเต็มรูปแบบ

รายได้รวมทั้งปีลดลงอย่างหนัก และกำไรสุทธิทรุดลงไปเกือบครึ่ง

ที่น่าตกใจที่สุดคือช่องทางขายตรงซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ทั้งหมด ยอดขายกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แผนงานที่ตั้งเป้าว่าจะต้องเติบโตเร็วกว่าตัวบริษัทในภาพรวม กลับกลายเป็นตัวฉุดรั้งที่รุนแรงที่สุด

มูลค่าของ Nike หายไปอย่างน่าใจหาย เงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ระเหยไปในอากาศภายในเวลาแค่ปีเดียว…

Elliott Hill เริ่มลงมือพยายามพลิกสถานการณ์ทันที

เขาได้นำเสนอแผนงานที่เรียกว่า “win now” เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่

เขาเปลี่ยนตัวผู้จัดการหลักหลายตำแหน่ง และผลักดันให้ Nike กลับไปขอพื้นที่วางขายบนชั้นวางร้านค้าปลีกที่พวกเขาเคยตีจากมา

ผลลัพธ์คือรายได้จากการขายส่งเริ่มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ยอดจากช่องทางขายตรงลดลง

ตัวเลขสองบรรทัดที่วิ่งสวนทางกันนี้ เป็นสัญลักษณ์ของการยอมรับว่าแผนเดิมได้ถูกล้มเลิกไปแล้วอย่างเป็นทางการ…

จนถึงเดือนเมษายน 2026 หุ้นของ Nike ยังคงซื้อขายในระดับที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดในอดีตอย่างมาก

และในขณะที่รายได้ในบางประเทศหลักของ Nike ร่วงลง คู่แข่งตลอดกาลกลับสามารถทำยอดขายเติบโตสวนทางได้

ช่องว่างความห่างนี้ ถือเป็นโจทย์ที่ยากแสนสาหัสสำหรับการพลิกฟื้นธุรกิจ

เรื่องราวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การวางแผนกลยุทธ์ที่ทึกทักเอาเองว่าผู้บริโภคจะยอมเปลี่ยนพฤติกรรม และตามแบรนด์เข้าไปในแอปพลิเคชันนั้น เป็นความเชื่อที่อันตรายมาก…

Nike ไปทำลายความสัมพันธ์กับร้านค้าปลีก ไปยุบทีมออกแบบที่ทำให้แบรนด์มีจิตวิญญาณ

และไปสร้างภาพฝันเรื่องการเติบโตที่นำไปสู่การฟ้องร้องในที่สุด

แน่นอนว่า Nike ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่ล้มละลาย

บริษัทยังคงมีเงินสดหมุนเวียนมหาศาล และยังคงเป็นผู้นำระดับโลกในแง่ของขนาด

แต่พวกเขาได้สูญเสียเวทมนตร์และความยิ่งใหญ่ที่เคยทำให้แบรนด์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว

การกอบกู้สถานการณ์ครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ หรือจะถูกกดดันด้วยคดีความและคู่แข่งต่อไป คงต้องจับตาดูกันยาวๆ

เพราะอย่างที่ผู้บริหารได้กล่าวไว้เองว่า การกลับมาครั้งนี้ ยังอยู่แค่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น…

References : [bloomberg,reuters,cnbc,wsj,financialtimes]

◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢

#ธุรกิจรองเท้ากีฬา #วิเคราะห์ธุรกิจ #กลยุทธ์การตลาด #วิกฤตธุรกิจ #ข่าวธุรกิจ #สรุปเรื่องธุรกิจ ิกฤต #การตลาด #การเงิน #หุ้น

เราต้องเงียบ
01/06/2026

เราต้องเงียบ

จง "เงียบ" ไว้
---------------------------
ตอนนี้โควต้า 330 คนแรกใกล้เต็มแล้วนะครับ !!
📌 พร้อมอ่านได้ทุกที่ ทุกเวลาแล้ววันนี้
:: E-Book "ชนะเกมการเงิน แค่เกมเดียว ชนะทุกเกมในชีวิต"
(สั่งซื้อปั๊ป ได้อ่านทันที ไม่ต้องรอจัดส่งหลายวัน)
แค่มี มือถือ iPad หรือคอมพิวเตอร์
คุณก็สามารถเปิดอ่าน และเรียนรู้ได้ ทุกที่ ทุกเวลา
พิเศษ !! ราคาเปิดตัว
จาก 1,490 บาท
ช่วง Early Bird เปิดตัว 330 คนแรก
🔥 เหลือเพียง 330 บาท เท่านั้น
และเฉพาะคนที่สั่งซื้อ 330 คนแรก
แถมฟรีไปเลย !! Bonus 🎁[Mini E-Book]
"10 ไอเดีย สร้าง Passive Income ด้วยเงิน 0 บาท"
เท่ากับว่าจ่ายแค่ 330 บาทแต่ได้ E-book 2 เล่ม !!
1.📖E-BOOK] "ชนะเกมการเงิน แค่เกมเดียว ชนะทุกเกมในชีวิต"
2.🎁[Mini E-Book] 10 ไอเดีย สร้าง Passive Income ด้วยเงิน 0 บาท
(ตอนนี้โควต้าใกล้เต็มแล้วจริงๆครับ ใครอยากล็อคสิทธิ์ รีบทักมาหน่อยนะครับ)
ถ้าหากสนใจ พิมพ์ "M1" ในคอมเมนต์นี้
หรือทัก Inbox ทาง LINE (มี@ด้วย)
หรือ กดลิงก์แอดเพื่อน LINE ข้างล่างนี้มาได้เลยครับ
> https://lin.ee/48L6dTg
[ทักมาทาง LINE จะตอบเร็วกว่า]
เขียนโดย

อย่าเริ่มทำธุรกิจด้วย สงครามราคาเมล็ดพันธุ์ของผมเคยถูกยักษ์ปรับราคาให้ต่ำกว่าเราก็ลดราคาลงมาสู้สุดท้ายยักษ์ต้องลดปริมาณเ...
10/05/2026

อย่าเริ่มทำธุรกิจด้วย สงครามราคา
เมล็ดพันธุ์ของผมเคยถูกยักษ์ปรับราคาให้ต่ำกว่า
เราก็ลดราคาลงมาสู้
สุดท้ายยักษ์ต้องลดปริมาณเมล็ด
เพราะต้นทุนของเราต่ำกว่า
จึงยืนราคาต่ำกว่าได้
เราไม่ทำ แต่อย่าทำเราก่อน

📉 1. ยอดขายพุ่งแต่กำไรดิ่งเหว

- สถิติที่ย้อนแย้ง: จีนก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของโลก (6.77 ล้านคันในปีที่ผ่านมา) แต่บริษัทใหญ่ 5 แห่งกลับมีกำไรรวมลดลงถึง 16%
- Margin ต่ำเตี้ย: การแข่งขันราคาที่รุนแรงทำให้กำไรต่อการขายรถ 100 บาท เหลือเข้าบริษัทเพียง 3 บาทเท่านั้น โดยเฉพาะรถรุ่นเล็กราคาต่ำกว่า 5 แสนบาท มีกำไรขั้นต้นเพียงคันละประมาณ 5,000 บาท

⚔️ BYD กับสงครามราคาที่ย้อนกลับมาหาตัวเอง

- ผู้นำสงครามราคา: BYD เป็นผู้เริ่มลดราคา เพื่อกวาดส่วนแบ่งตลาดจนยอดขายทะลุ 3 ล้านคัน แต่ต้องแลกกับกำไรสุทธิที่หดตัว 19%
- มาตรการรัดเข็มขัด: แม้จะเป็นเบอร์ 1 แต่ BYD ต้องปรับตัวด้วยการลดงบ R&D และเลิกจ้างพนักงานไปแล้วกว่า 100,000 คน เพื่อรักษาเสถียรภาพของบริษัท

🆘 เจาะลึกบริษัทที่อยู่ในขั้นวิกฤต

- GAC (GAC Aion): ประสบปัญหาหนักที่สุด รายได้ลดลง 10% แต่ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 1,100% (ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท) สาเหตุจากยอดขายแบรนด์ร่วมทุน (Honda, Mitsubishi, Jeep) ดิ่งเหว และการเดิมพันกับรถไฟฟ้าที่ยังไม่ทำกำไร
- NIO: สตาร์ทอัพพรีเมียมที่ขาดทุนสะสมมา 8 ปีติดต่อกัน เฉลี่ยขาดทุนวันละ 200 ล้านบาท ปัจจุบันมีหนี้สินเกือบเท่าทรัพย์สินทั้งหมด และต้องพึ่งพาเงินอัดฉีดจากรัฐบาลอาบูดาบี เพื่อให้อยู่รอด

⚠️ ผลกระทบลูกโซ่ต่ออุตสาหกรรม

- ตัดงบวิจัย (R&D): เมื่อไม่มีกำไร บริษัทต้องลดงบนวัตกรรม ทำให้การพัฒนารถรุ่นใหม่ช้าลง และเสี่ยงถูกแบรนด์ญี่ปุ่น และยุโรปไล่ตามทัน
- กดดันซัพพลายเออร์: บริษัทรถยนต์ไปบีบราคาชิ้นส่วนจนซัพพลายเออร์อยู่ไม่ได้ หรือใช้วิธีติดหนี้เครดิต (ไม่จ่ายเงินสดทันที) เพื่อทำให้ตัวเลขงบการเงินดูดี
- วิกฤตสต็อกล้น: หลังนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาลจีนสิ้นสุดลง ยอดขายในประเทศดรอปฮวบ ทำให้เกิดปัญหารถค้างสต็อกมหาศาลจนต้องเร่งระบายออกต่างประเทศ

🔮 ทางออก และการคาดการณ์ในอนาคต

- การคัดสรรตามธรรมชาติ: คาดว่า ภายในปี 2030 จากเดิมที่มีแบรนด์รถยนต์จีนกว่า 200 แบรนด์ จะเหลือผู้รอดชีวิตที่เป็นตัวจริงไม่เกิน 10 แบรนด์
- ปรับกลยุทธ์ใหม่: บริษัทต้องเลิกเน้นแค่ "ราคาถูก" แต่ต้องสร้าง "ความเชื่อมั่น" ผ่านการบริการหลังการขาย และการรับประกันเช่น แบตเตอรี่ตลอดชีพ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
- ลดต้นทุนแบตเตอรี่: กุญแจสำคัญคือ การคุมต้นทุนแบตเตอรี่ ซึ่งเป็น 50% ของราคารถ ใครผลิตแบตเตอรี่เองได้เหมือน BYD จะได้เปรียบมากกว่ากลุ่มที่ต้องซื้อจาก CATL

📍บทสรุป:

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีนกำลังเปลี่ยนจาก Red Ocean (ทะเลสีเลือด) ไปสู่ช่วงการปรับฐานครั้งใหญ่ ซึ่งผู้บริโภคอาจได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกในระยะสั้น แต่ต้องระวังเรื่องเสถียรภาพของบริษัทในระยะยาวเพื่อไม่ให้โดน "ลอยแพ"

#รถยนต์จีน #รถไฟฟ้า
ัวเถา #ดีบีซัวเถา

ต้องชื่นชม Pepsi Co ที่ทำเรื่องที่ถูกต้อง
27/04/2026

ต้องชื่นชม Pepsi Co ที่ทำเรื่องที่ถูกต้อง

ลองนึกภาพ... ถ้าวันหนึ่ง มีคนเอา "ความลับระดับบริษัท" ของ Coca-Cola ไปเสนอขายให้คู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Pepsi ในราคา 1.5 ล้านดอลลาร์

คุณคิดว่า Pepsi จะทำยังไง?

จะรับไว้เงียบ ๆ แล้วใช้มันพลิกเกม? หรือจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น?

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง กลับไม่ใช่ทั้งสองอย่าง

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ไม่ได้มาจากสายลับที่ไหน แต่มาจาก "คนใน"

โจยา วิลเลียมส์ เลขานุการในสำนักงานใหญ่ของ Coca-Cola คือคนที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลลับระดับสูง

เธอตัดสินใจแอบนำเอกสารสำคัญออกมา ทั้งแผนการตลาด ข้อมูลด้านราคา

รวมถึง "ตัวอย่างเครื่องดื่มใหม่" ที่ยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหน

แม้จะไม่ใช่ "สูตรลับในตำนาน" แต่มันก็มีค่ามากพอที่จะเปลี่ยนเป็นเงินก้อนโตได้ในพริบตา

เธอไม่ได้ลงมือคนเดียว ยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกสองคน ที่พร้อมจะเดิมพันครั้งใหญ่ไปด้วยกัน

แผนของพวกเขาคือ เอาความลับนี้ไปขายให้ "คู่แข่งโดยตรง"

Pepsi ได้รับการติดต่อ พร้อมหลักฐานยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

ในโลกธุรกิจที่ห้ำหั่นกัน นี่คือ "โอกาสทอง" ที่จะใช้ฝังคู่แข่งให้จมดิน

และนี่แหละ... คือจุดที่เรื่องนี้ควรจะเดินไปในแบบเดิม ๆ

แต่เปล่าเลย เพราะแทนที่ Pepsi จะตะครุบข้อเสนอนั้นไว้

พวกเขากลับแจ้งเรื่องนี้ไปทาง Coca-Cola ทันที

และนั่นคือตอนที่ FBI ก้าวเข้ามาในเกมนี้...

แผนซ้อนแผนเริ่มต้นขึ้น

เจ้าหน้าที่ FBI ปลอมตัวเป็นตัวแทนจาก Pepsi เพื่อนัดเจรจากับกลุ่มของโจยา

ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะไปได้สวย เงินสดกำลังจะถูกแลกกับเอกสารลับและสินค้าตัวอย่าง

แต่ทันทีที่หลักฐานมัดตัวแน่นหนา การจับกุมก็เริ่มขึ้น

แผนรวยทางลัดพังทลายลงในพริบตา

โจยา วิลเลียมส์ ถูกตัดสินจำคุกกว่า 8 ปี พร้อมกับผู้ร่วมขบวนการทุกคน

หลายคนที่ได้ยินเรื่องนี้ครั้งแรก มักเข้าใจว่า สิ่งที่ถูกขโมยคือ "สูตรลับของโค้ก"

แต่ความจริง มันคือแผนธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่เปิดตัว ซึ่งแม้จะไม่ใช่สูตรในตำนาน แต่มันก็มีค่ามากพอ ที่คนจะยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อมัน

แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงมาจนถึงวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องคดีความ

แต่มันคือ "การตัดสินใจ" ของบริษัทที่มีโอกาสจะได้เปรียบคู่แข่งแบบถล่มทลาย แต่กลับเลือกที่จะไม่ทำ

ในโลกธุรกิจ การแข่งขันจะดุเดือดแค่ไหนก็ได้

แต่เส้นบางเส้น... ถ้ามีใครข้ามมันเมื่อไหร่ เกมทั้งกระดานอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เพราะบางครั้ง ชัยชนะที่แท้จริง อาจไม่ใช่การเอาชนะคู่แข่ง

แต่คือการรู้ว่า...
"อะไรคือสิ่งที่เราไม่ควรทำตั้งแต่แรก"
::
อ้างอิงจาก - The Guardian, CBS News

Reading tonight.
23/01/2026

Reading tonight.

ที่อยู่

58 หมู่ 2 ต ธารเกษม อ พระพุทธบาท
Amphoe Phra Phutthabat
7100

เบอร์โทรศัพท์

036716234

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดร. เป็ก ข้าวโพดดีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท