15/03/2026
เรื่องน่ารู้ ❤️ ครูภาษี
ระวัง! ต้นทุนสินค้าที่ขาย
ระเบิดเวลาลูกใหญ่ของคนขายของออนไลน์ ที่เลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง...................
👨🏫 ช่วงนี้มีคำถามเข้ามาว่า สรรพากร เรียกคนที่ขายของออนไลน์ ไปพบแล้วแจ้งเรื่อง กิจการหักค่าใช้จ่ายไม่ถูกต้อง ในรายการ "ค่าซื้อสินค้า" โดยสรรพากรประเมินให้ เสียภาษีเพิ่ม และยังโดน เบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีกด้วย
ถ้าคุณเป็นคนขายของออนไลน์ และเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริง คำถามคือ... ทุกวันนี้ คุณหักค่าใช้จ่าย "ค่าซื้อสินค้า" อย่างไร?
🟡 ตัวอย่างเช่น คุณจ่ายค่าซื้อสินค้าเพื่อนำมาขาย จ่ายเงินไปตลอดปี 1,000,000 บาท คุณนำ 1,000,000 บาท มาหักค่าใช้จ่ายตามจริงใช่หรือไม่?
🟡 ถ้าคำตอบคือ ใช่!!
หมายถึง คุณนำค่าซื้อสินค้า 1,000,000 บาทนั้นมาบันทึกเป็นรายจ่ายของกิจการทั้งจำนวนแล้วละก็... คุณยื่นภาษีผิด!!
ไหงงั้นล่ะ?
👨🏫 คุณอาจจะสงสัยว่า ก็เราจ่ายเงินซื้อสินค้าออกไปจริง ๆ แล้วเราจะเอาค่าซื้อสินค้าน้้นมาเป็น "รายจ่าย" ไม่ได้หรือ?
คำตอบคือ ได้ครับ...แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่ง "ครูต๊ะ" จะขอให้ข้อมูลไว้เป็นความรู้ ดังนี้
❤️ 1. การรับรู้ "เงินได้ฯ" ที่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นใช้ “เกณฑ์เงินสด”
การรับรู้ “เงินได้พึงประเมิน” เพื่อการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นั้นกฎหมายกำหนดให้ใช้ “เกณฑ์เงินสด” ตามนิยามศัพท์คำว่า “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
🟡 หมายความว่า จะถือเป็นเงินได้ของเราที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีก็ต่อเมื่อ ได้รับเงินจำนวนนั้นแล้วจริง ๆ เช่น
เราขายสินค้าราคา 10,000 บาท ไปในวันที่ 15 ธันวาคม 2563 โดยให้เครดิตกับลูกค้า 30 วัน ลูกค้าจ่ายเงินให้กับเราวันที่ 10 มกราคม 2564 จะถือเป็นเงินได้ที่นำไปคำนวณภาษีฯ ของปี 2564 ครับ
❤️ 2. การหักค่าใช้จ่าย ตามคำความจำเป็นและสมควร ของบุคคลธรรมดานั้นใช้ “เกณฑ์สิทธิ”
แต่ในส่วนของค่าใช้จ่ายนั้น สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) (5)(ก) (6) (7) และ ( 8 ) แห่งประมวลรัษฎากร กฎหมายกำหนดให้เลือก “หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา” หรือ “ตามความจำเป็นและสมควร” (ค่าใช้จ่ายตามจริง) ก็ได้
👨🏫 ดังนั้น ในการเลือก "หักค่าใช่จ่ายตามความจำเป็นและสมควร" นั้น ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ซึ่งกำหนดเรื่องการหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร สำหรับเงินได้พึงประเมิน มาตรา 40 ( 8 ) ไว้สรุปได้ว่า...
🟡 ถ้า “ผู้มีเงินได้” แสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่า มีค่าใช้จ่ายมากกว่า “การหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา” ก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ “ตามความจำเป็นและสมควร”
🟡 ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร มาใช้บังคับโดยอนุโลม
🟡 แต่ถ้าตามหลักฐานที่นำมาพิสูจน์นั้นปรากฏว่า มีรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมายน้อยกว่าอัตราค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ข้างต้น ก็ให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าหลักฐานที่นำมาพิสูจน์
👨🏫 การที่กฎหมายกำหนดให้นำมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสีย “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” มาใช้บังคับโดยอนุโลมนั้น ตามมาตรา 65 ทวิ ได้กล่าวถึงการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเป็นการรับรู้รายการตาม “เกณฑ์สิทธิ” (ตามนัยมาตรา 65 ตรี และ 65 ทวิ)
จึงย่อมถือเป็นหลักฐานว่า... กฎหมายยอมให้ใช้ “เกณฑ์สิทธิ” ในการหักค่าใช่จ่ายได้ในอันที่จะคำนวณ “เงินได้สุทธิ” เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเฉพาะ
🟡 ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การหักค่าใช้จ่าย “ตามจำเป็นและสมควร” ของบุคคลธรรมดานั้น ให้ใช้ “เกณฑ์สิทธิ” ครับ
❤️ 3. การกำหนดค่าใช้จ่ายกรณี “ต้นทุนสินค้าที่ขาย” ของกิจการค้าบุคคลธรรมดา ให้ใช้หลักเกณฑ์เช่นเดียวกันกับ นิติบุคคล ตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร
ในการคำนวณ ต้นทุนสินค้าที่ขาย ผู้มีเงินได้ต้องจัดทำ “รายงานสินค้าคงเหลือ” เพื่อใช้ในการคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย ที่จะนำมาถือเป็น “รายจ่าย” ของกิจการ
🟡 ซึ่งในส่วนของสินค้าคงเหลือ ตามมาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากร นั้นเป็นส่วนหนึ่งของหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปตามเกณฑ์คงค้าง ที่ประมวลรัษฎากรนำมาบัญญัติเป็น “เกณฑ์สิทธิ” กล่าวถึงเรื่องการตีราคาสินค้าคงเหลือ ณ สิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งเป็นยอดคงเหลือยกมา ณ วันเริ่มรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ อันเป็นส่วนหนึ่งของการคำนวณต้นทุนสินค้า
👨🏫 ดังนั้น ในการเลือกหักค่าใช้จ่ายจริงของบุคคลธรรมดา ย่อมต้องใช้ต้นทุนสินค้าที่ขาย ในการหักเป็นค่าใช้จ่ายโดยใช้การ “จับคู่ของรายจ่ายกับรายได้” (Matching concept) ทำนองเดียวกับกรณี “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” ซึ่งเป็นไปตาม “เกณฑ์สิทธิ” และจะต้องใช้กรอกข้อมูลในแบบฯ ภ.ง.ด.90 ด้วย ดังนี้
🔴 รายการค่าใช้จ่ายจริงที่ขอหักตามความจำเป็นและสมควร สำหรับเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40( 8 )
🟡 ก. ต้นทุนสินค้าที่ขาย/บริการ
(1) สินค้าคงเหลือต้นปี ###,###
(2) บวก ซื้อสินค้าระหว่างปี ###,###
รวม ###,###
(3) หัก สินค้าคงเหลือปลายปี ###,###
คงเหลือ ต้นทุนสินค้าที่ขาย ###,###
🟡 ข. ค่าใช้จ่าย (อื่น ๆ)
(1) เงินเดือน/ค่าจ้าง ###,###
(2) ………………… ###,###
(3) ………………… ###,###
รวม ค่าใช้จ่าย (อื่น ๆ) ###,###
🟡 รวม ต้นทุนสินค้าที่ขายและค่าใช้จ่าย ###,###
👨🏫 สรุปคือ กิจการจะนำ "ค่าซื้อสินค้า" ทั้งจำนวนมาเป็น "ต้นทุนขาย" ไม่ได้ครับ
แต่จะนำ "ค่าซื้อสินค้า" มาเป็น "รายจ่าย" ของกิจการได้โดยการจัดทำ "รายงานสินค้าคงเหลือ" เพื่อพิสูจน์ว่า เป็นต้นทุนที่แท้จริงในปีภาษีนั้นเท่าใดนั่นเองครับ
⛔ ถ้ายังทำไม่ถูกต้อง ก็คงต้องรีบแล้วนะครับ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทางภาษีอากรครับ
อ้างอิง : วิสัชนาของ อาจารย์สุเทพ พงษ์พิทักษ์ https://www.facebook.com/Suthep.Pongpitak/posts/3028010703916552
👨🏫 ครูต๊ะ
👨🏫 ครูภาษี 5/03/2564...............
ถ้าชอบก็กดปุ่ม "ถูกใจ"
ถ้าใช่ก็กดปุ่ม "แชร์"
ถ้าก๊อปไปเผยแพร่ก็ขอ "เครดิต" ด้วยนะครับ