Guitar - Dead Simple Productivity

เส้นทาง เว็บไซต์

Guitar - Dead Simple Productivity กำลังพยายามหาคำตอบกับชีวิตเหมือนกานน แชร์สิ่งที่เรียนรู้ระหว่างการเดินทางค้าบ Productive ไม่จำเป็นต้องยาก

วันนี้ตื่นเช้ามาผมเห็นข่าวงานเปิดตัวของ Apple ที่โชว์เดโมของ IPhone รุ่นใหม่อย่าง iPhone Duo กับพวก 18 Pro / Pro Max เอา...
10/09/2026

วันนี้ตื่นเช้ามาผมเห็นข่าวงานเปิดตัวของ Apple ที่โชว์เดโมของ IPhone รุ่นใหม่อย่าง iPhone Duo กับพวก 18 Pro / Pro Max เอาจริงๆ ผมเองเคยว้าวกับอะไรพวกนี้มากเลยนะ
แต่ในวันนี้ วันที่ 10 กันยา 2026 ผมเลื่อนดูผ่านๆ ผมมองมันแบบลอยๆ และไม่ได้มีความรู้สึกตื่นเต้นอะไรเลยซักนิดเดียว ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน (ส่วนนึงอาจจะคิดว่าตัวเองเริ่มแก่แล้วหรือเปล่านะ ฮ่าๆ)
ผมนึกย้อนกลับไปสมัยตัวเองยังเด็กๆ สมัยที่ใช้ iPhone เครื่องเล็กๆ เสียบหูฟังนั่งบนบีทีเอส ตอนนั้นมันยังเป็นมือถือที่พอฟังเพลงได้ พอถ่ายรูปได้นิดหน่อย แต่ไม่รู้ทำไมผมรู้สึกมีสเน่ห์กว่ายังไงก็ไม่รู้
เช้านี้ผมเลยปล่อยให้สมองตัวเองได้นั่งนึกอะไรไปเรื่อยๆ เลยคิดว่าผมพอจะได้คำตอบแล้วแหละว่าทำไมผมถึงรู้สึกแบบนี้
หลังๆ ผมรู้สึกว่าการเติบโตของชีวิตตัวเองไม่ใช่ “การเพิ่ม” แต่เป็น "การตัด" ซะมากกว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมาผมคนเดียวทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ 4 เครื่องแนะ มีทั้ง MacOS / Windows / Linux ครบหมดเลย ผมใช้ได้ทุกโปรแกรม ทุกแพลตฟอร์ม AI อะไรที่ว่ามาใหม่ ผมลองหมดไม่พลาดเลย
จนผมมารู้ตัวอีกที ผมมีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำต้องคิดเยอะมาก เยอะจนเหนื่อย ผมลืมไปแล้วว่าเป้าหมายจริงๆ ของผมคืออะไร สภาพจิตใจผมดาวน์ ผมเหนื่อย แล้ววันนั้นผมเลยตัดสินใจแล้วว่าจะขายทุกอย่าง กลับมาเหลือแค่ Macbook คู่ใจเครื่องเดียวพอ ผ่านไปเดือนนึง ชีวิตดีขึ้นเยอะเลย
พอมีเยอะสิ่ง เยอะฟังก์ชั่น เราไม่สามารถโฟกัสได้
(ไม่รู้คนอื่นเป็นไหม แต่ผมคนนึงละ 55+)
มือถือที่ทำได้เยอะเกิน ผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อยมีสเน่ห์ยังไงก็ไม่รู้ เมื่อก่อนหน้าที่มันคือใช้โทรใช้ติดต่อ แต่ตอนนี้ด้วยความที่มันทำได้เยอะ มันขโมยเวลาของส่วนอื่นของเราไป
มันขโมยเวลาในรถของคนสองคนที่ควรจะใช้ด้วยกันตอนขับกลับบ้าน มันขโมยเวลาที่จะได้พูดคุยกันตอนกินข้าวเย็น มันขโมยเวลาที่เราจะนั่งกินข้าวเงียบๆ และได้คิดอะไรไประหว่างกินเหมือนเมื่อก่อน
และการถ่ายด้วยมือถือที่กล้องเทพๆ ผมเองก็รู้สึกว่าสเน่ห์มันไม่เท่ากล้องดิจิทัลง่อยๆ เลย การจดด้วย Tablet หรือมือถือจอพับมันก็คงสะดวกแหละ แต่มันขาดฟีลลิ่งของการขีดเขียนไป การอ่านบน iPhone Duo ก็คงไม่ฟินเท่าการเปิดหนังสือแล้วได้กลิ่นกระดาษหอมๆ ได้เอานิ้วชี้ลากตามตัวอักษรแบบไม่ต้องกลัวมันหนีเราไป
เอาเถอะ ผมแค่บ่นตามประสาคนคิดถึงความหลังเฉยๆ 555+ ไม่รู้ว่าผม Nostalgia ไปคนเดียวหรือเปล่า แต่ตอนนี้สิ่งที่ผมอยากได้ที่สุดคือ iPhone เครื่องเล็กๆ ที่แบตมันโอเคหน่อย ไม่ต้องห่วงเรื่องตายระหว่างวัน ผมว่าแค่นั่นก็พอแล้วมั้ง
แค่โทรได้ ตอบข้อความได้ ฟังเพลงได้นิดหน่อย แล้วเอาเวลาที่เหลือ ไปใช้กับสิ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อทำหน้าที่ของมันดีกว่า

ระหว่างที่ผมกำลัง Doom Scroll อย่างไร้จุดหมายที่ทำไปโดยไม่รู้ตัวทุกๆ เช้าตอนนั่งในห้องน้ำ ผมก็เลื่อนไปเจอคลิปนึง เขาเปิด...
11/08/2026

ระหว่างที่ผมกำลัง Doom Scroll อย่างไร้จุดหมาย
ที่ทำไปโดยไม่รู้ตัวทุกๆ เช้าตอนนั่งในห้องน้ำ
ผมก็เลื่อนไปเจอคลิปนึง
เขาเปิดขึ้นมาด้วยประโยคว่า
“ถ้าเราเอาโหลมาอันนึง ใส่อาหารไปจนเต็ม
แล้ววางหนูลงไปหนึ่งตัว เจ้าหนูมันจะกินอาหาร”
เออ ก็แน่อยู่แล้ว ผมนึกในใจ
“แล้วมันก็จะนอน และตื่นมากิน และนอนต่อไปเรื่อยๆ”
อืม ก็มันเป็นสัตว์อะเนอะ
“จริงๆ แล้ว เจ้าหนูสามารถกระโดดออกได้เลย
ถ้ามันไม่กินอาหารจนหมดขวดโหล”
อืม…ก็จริงอยู่
“แต่หนูกลับเลือกที่จะกิน นอน กิน นอน
จนปริมาณอาหารลดลงและขังตัวมันเองไว้ในโหล”
พวกสัตว์นี่มันโง่จังเลยน้า
ทำไมแค่นี้คิดไม่ได้ ผมคิดต่อ
“เช่นเดียวกันกับมนุษย์…”
หืม?
“อาหารหนู เหมือนกับสิ่งล่อลวง
เช่นโซเชี่ยล เกมส์ หนัง”
“พวกเขาเสพแบบไม่รู้ตัว จนวันนึง
พวกเขาก็อยู่ก้นโหลแล้ว…”
ฮืมมมม คุณคงพอนึกความรู้สึกผมออก
ไอคลิปนี้มันกำลังด่าผมแบบตรงๆ เลย
ผมที่กำลังไถฟีดอย่างไร้จุดหมาย
ไถจนชิน ไถทุกเช้า ไถแบบไม่รู้ตัว
แต่ถ้าผมลองวางอีโก้ลงนิดนึง
เช้านี้ผมได้เรียนรู้ 2 เรื่องครับ
[1] หนึ่ง เราคิดว่าเราฉลาด
แต่ป่าวเลย เราฉลาดน้อยกว่าที่เราคิดเยอะ
[2] สอง ผมต้องหยุด Doom Scroll แล้วแหละ55555

23/07/2026

55555555555

22/07/2026

Token ที่ใช้ไม่หมดอะ เสียดายมั้ยครับ
ช่วงนี้ผมสมัคร AI ไว้หลายเจ้าเลย
แล้วแต่ละเจ้าก็ขยั้นขยันแจกจริงๆ
ทั้ง Limit Reset ทั้ง Extra Credit
โอ้ กดรับรัวๆ สิค้าบ ฮ่าา
แต่…มันให้มาไม่นานอะดิ
แล้วเดี๋ยวอาทิตย์หน้าผมมีไปทำธุระ
ไม่น่าจะได้ใช้คอมด้วย
เหลือเวลาไม่มากแล้ว
ผมต้องหาวิธีใช้ Token ให้หมด
เลยนั่งคิดๆ ว่าเอาไปทำอะไรดีหนอ
แล้วก็นึกถึง Project ที่เคยคิดจะทำเล่นๆ
แต่พับไว้เพราะคิดว่ามันไม่ได้สำคัญมาก
วันนี้เลยดราฟโน่นดราฟนี่แล้วให้ AI ลุยเลย
จัดไป เอาแบบออโต้ไพลอท
เรียกใช้ Sub-Agent ได้เต็มที่เลยนะ
จากนั้นก็ปล่อยมันรันยาวๆ ไป
ผมไปทำอย่างอื่น
แล้วผมก็นึกขึ้นมาได้อย่างนึง
ผมมีความรู้สึก (ส่วนตัวนะ ส่วนตัว555)
ว่า เอ๊ะ นี่มันคือสิ่งที่ Shopee
เคยทำไว้กับผู้บริโภคนี่นา
ท่านี้คุ้นๆ แจกส่วนลด
สุดท้ายมีคนกลุ่มนี้ที่เสพติดการ Shopping
ว่างไม่ได้ เครียดไม่ได้
กดแอป Shopee หาอะไรซื้อหน่อยดีกว่า
(เผาตัวเองทำไมม55)
เออ มันคล้ายๆ กันหรือเปล่านะ
การแจก Token หรือ Extra Credit
ที่บริษัท AI กำลังทำ
เขาต้องการจะเปลี่ยนพฤติกรรมคนหรือเปล่า
พอใช้จนติด เราก็จะเลิกใช้ไม่ได้
ปัญหาที่เราเคยแก้ได้
พอใช้ AI ไปจนชิน
นานๆ ไป เรายังจะแก้ได้ไหมนะ
ถ้าไม่มี Token
ข้อมูลที่เราเคยหา
เราจะยัง Research ได้ไหมนะ
ถ้าไม่มี Token
โปรเจตก์ที่ไม่ได้สำคัญจริงๆ
เราจะยังขุดมันมาทำอยู่ไหม
ถ้าไม่มี Token
อืมม ผมอาจจะคิดมากไป หรือผมอาจจะแค่ใช้ Token ไม่ทันเลยมาบ่น
และก็นึกอีกอย่างนึงว่า มันคล้ายๆ ความรักเลยเนอะ
พอมีเขาจนชิน วันนึงเขาหายไป เราก็กระวนกระวายเลย
#เดี๋ยวนะเกี่ยวไรกัน555555555

วันนี้ระหว่างขับรถไปที่ทำงาน พอขึ้นรถ นิ้วผมก็เลื่อนไปปลดล๊อคโทรศัพท์ด้วยความเคยชินผมเปิด Youtube ขึ้นมาด้วยความเคยชินแล...
20/07/2026

วันนี้ระหว่างขับรถไปที่ทำงาน พอขึ้นรถ
นิ้วผมก็เลื่อนไปปลดล๊อคโทรศัพท์ด้วยความเคยชิน
ผมเปิด Youtube ขึ้นมาด้วยความเคยชิน
และกดเข้ามาวิดีโออันนึงด้วยความเคยชิน
(พอเห็นหน้า Hormozi ปุ๊ป ต้องกดฟังปั๊ป555)
แล้วบอกกับมันก็เป็นหัวข้อที่ผมกำลังสนใจอยู่ด้วยแหละ
ช่วงนี้คิดเรื่องนี้เยอะ หัวข้อวิดีโอคือ
"Why AI won't make you rich in 2026"
แปลไทยเป็น
"ทำไมการใช้ AI จะไม่ทำให้คุณรวยในปี 2026"
ผมสรุปวิดีโอของ Hormozi สั้นๆ ให้เผื่อใครขี้เกียจฟังเต็มๆ นะ
1) ในวิดีโอ Hormozi บอกว่า AI คือตัวคูณชนิดนึง ซึ่งโลกเราก็มีตัวคูณมาก่อนแล้วที่เราจะใช้ในชีวิตและธุรกิจได้ เช่น เงิน คน เวลา สื่อ ของพวกนี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของงานคุณได้มหาศาล AI เป็นแค่อีกหนึ่งออปชั่นที่เพิ่มเข้ามา
2) เขาไปคุยกับเพื่อนที่เป็นระดับมหาเศรษฐี คนกลุ่มนี้ก็ยังไม่ใช้ AI เลย (แต่ลูกน้องเขาใช้กันนะ555) คนกลุ่มบนๆ ให้ความสำคัญกับ "การตัดสินใจ" มากกว่าเรื่องใดๆ ฉะนั้นถ้าเรายังหาคอขวดของธุรกิจไม่เจอ การใช้ AI ก็เหมือนเร่งเครื่องผิดทาง
3) ถ้าจะให้เปรียบ AI เหมือนแรงงานมหาศาลที่ทะลักเข้ามา การมีแรงงานมหาศาลในมือ ไม่สามารถช่วยให้ธุรกิจทำเงินได้มากขึ้นเลยหากคนข้างบน (ผู้ใช้) บริหารแรงงานไม่เป็น เหมือนกับมีคนนั่งอยู่เต็มบริษัทแต่ไม่รู้ให้ทำไรดี เปลืองแอร์ (ค่า Token) เปล่าๆ
ถ้าจะตัดสั้นเหลือ 1 ประโยคคือ
"การมาของ AI ทำให้คนส่วนใหญ่เดินผิดทางและถูกรบกวนมากขึ้น"
ปิดท้ายด้วยประโยคที่ Alex บอกว่า จริงๆ แล้วข้อดีของการไม่มี AI จะทำให้เราทำงานช้ากว่าคนอื่น (เดี๋ยววว มันดีตรงไหน555) ซึ่งไอการที่เราทำได้ช้ากว่า มันทำให้เราต้องกลับมาคิดดีๆ ว่า
"อะไรคือสิ่งที่เราควรจะทำจริงๆ กันแน่"
วิดีโอนี้พูดในบริบทของธุรกิจซะส่วนใหญ่ แต่ผมว่ามันประยุกต์ใช้กับพวกเราที่ยังไม่มีธุรกิจ (หรืออยากจะมีในอนาคต) ได้เหมือนกันนะ ผมไม่รู้ทุกคนเป็นเหมือนผมมั้ย แต่ผมบอกตรงๆ เลยว่าหลายเดือนที่ผ่านมาผมเดินผิดทาง...
ไม่ใช่เพราะผมมัวไปใช้ AI นะ ไอส่วนนึงผมว่ามันก็ดีและควรใช้ ผมได้เรียนรู้และเปิดโลกหลายอย่างมากๆ จริงๆ แต่ถ้าถามผมว่าผมผิดทางยังไง คือผมพลาดตรงที่ผมได้พลังรุนแรงมากมาอยู่ในมือ แต่ผมกลับลืมไปเลยว่าผมต้องจัดการพลังนั้นยังไง
ผมไม่รู้ว่าต้องโฟกัสตรงไหน ผมทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย ทำอยู่นาน ทำจนชิน ทำจนคิดว่า "นี่แหละงานฉัน" จนผมมารู้ตัวอีกที ผมลอยห่างออกมาจากเป้าหมายผมเยอะเลย แถมผมยังทำเครื่องมือสำคัญ (skill ต่างๆ) หล่นหายระหว่างทางอีกด้วย
ผมยืนยันจุดเดิมนะ ไม่ได้บอกว่าการใช้ AI ไม่ดี แต่ผมคิดว่าเราไม่ควรใช้มัน (ก่อน) ถ้าหากว่า
(1) เรายังไม่รู้เลยว่าเราอยากไปอยู่ที่ไหน - บางคนเจอโพสสร้างพนักงาน 6 ตำแหน่งด้วย ClaudeCode ทำงาน 27 ชั่วโมงแม้กระทั่งตอนคุณฝัน ศึกษาวิธีทำเสร็จสรรพ แล้วก็มานั่งญาณว่า เอ๊ะ เราจะเอาอีพนักงาน 6 คนนี้ไปทำอะไรดีวะ (ไหนๆ ก็ทำมาละ เอาไปสแปมขยะลงโซเชี่ยลดีกว่า)
(2) เราเอ็นจอยกับสิ่งที่ทำอยู่ - เห้ย ถ้าคุณไม่ชอบ คุณใช้ AI ทำแทนได้ก็ดีแล้ว แต่เรื่องที่ชอบอย่าใช้ AI ทำเลย คุณชอบวาดรูปก็วาดไปดิ ไม่ต้องใช้ AI วาดหรอก คุณชอบเขียนก็เขียนดิ อย่าใช้ AI เขียน ถ้าชอบก็ทำ อย่า Automate เลย (คงไม่มีใครใช้ AI ให้ไปดูหนังกับแฟนหรอกถูกมั้ย?)
แต่ที่ผมบอกว่าผมเดินมาผิดทางเพราะผมว่าผมชอบเขียน ชอบลอง Framework ด้าน Online Selling / Ads แล้วหลังๆ ผม Automate เรื่องพวกนี้ให้ AI จนกลายเป็นผมก็ไม่ได้ทำสิ่งที่ชอบ บวกกับไม่ได้ทำนานๆ ก็เริ่มทำไม่เก่งแล้ว 5555555
Ps. แต่ผมกำลังลับมีดใหม่ เดี๋ยวคัมแบ๊คแน่นอนนน

ช่วงนี้ผมพาลูกเดินตอนเช้าทุกวันเลยและทุกๆ เช้าผมก็จะแชะรูปคู่เป็นที่ระลึกหนึ่งทีเพราะเขาโตเร็วมากจริงๆระหว่างเดินอยู่ช่ว...
17/07/2026

ช่วงนี้ผมพาลูกเดินตอนเช้าทุกวันเลย
และทุกๆ เช้าผมก็จะแชะรูปคู่เป็นที่ระลึกหนึ่งที
เพราะเขาโตเร็วมากจริงๆ
ระหว่างเดินอยู่ช่วงนี้ผมมีคำถามที่เด้งขึ้นมาในหัว
เหมือนแจ้งเตือนอัปเดตของไมโครซอฟต์หลายรอบมาก
แต่ผมก็ไม่ได้มีเวลาตอบมันจริงๆ จังๆ กับตัวเองซักที
ขอเล่าย้อนกลับไปสั้นๆ ว่าผมโตมาในครอบครัวฐานะกลางๆ พอมี ไม่ได้อด และผมไม่รู้คนอื่นเป็นเหมือนผมมั้ยนะ เราที่อยู่ชั้นกลางมองขึ้นไปบางครั้งก็อิจฉา อยากมีชีวิตแบบอิสระกว่านี้บ้าง
ซึ่งตอนเด็กๆ ผมก็ไม่ได้อะไรหรอก นึกในใจว่าไม่เป็นไร หลบอยู่หลัง excuse ของวัยรุ่นแอ๊คจัด ปฏิบัติศูนย์ ว่า “เฮ้ย ต้นทุนคนเรามันไม่เท่ากันเว้ย”
แต่พอหลังจากมีลูกมันเหมือนมีอีกชุดความคิดที่มันเข้ามาในหัวผม ผมมีที่หลายที่เลยอยากพาเขาไป ผมอยากใช้เวลากับเขาให้เยอะกว่านี้ ผมอยากให้เขามีอิสระในการเลือกทำสิ่งที่ตัวเองชอบโดยไม่ต้องคิดเรื่องเงินเป็นหลัก
และเหนือสิ่งอื่นใด ผมไม่อยากให้เขาต้องมาเจอความยากที่ผมเจอมาเลย (เข้าใจว่ามันต้องมีบ้าง แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่อะเนอะ ก็คิดไป555)
เลยเป็นที่มาของคำถามที่ผมเกริ่นไว้ข้างบน ผมถามตัวเองทุกวันเลยว่า “ถ้าพรุ่งนี้ผมไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วและมีเวลาแค่ 1 วัน ผมอยากจะส่งต่ออะไรให้กับลูก?”
ซึ่งผมว่ามันเป็นประเด็นที่ทำให้ผมเขียนบทความอันก่อนออกมา (ที่บอกว่าเลิกใช้ AI ทำทุกอย่าง) เพราะในขณะที่ผมคิดว่าผมอยากจะส่งต่อ Skill อะไรให้กับลูก ผมรู้ลึกๆ และชัดๆ เลยว่า
ไม่ใช่ Skill การใช้ AI แน่ๆ
ไม่ใช่การสอน VibeCode
ไม่ใช่การฝึก Prompt
เอ๊ะ แล้วแบบนั้นมันควรเป็น Skill อะไรกันละ?
ควรเป็น Skill ในการสื่อสารมั้ย เพราะสุดท้ายมนุษย์เป็นสัตว์สังคม และยิ่งเราเข้ากับคนอื่นได้ดี เราก็จะยิ่งได้เปรียบในเรื่องหน้าที่การงาน คอนเนคชั่น ผู้ใหญ่เอ็นดู ผมอ่านมาจากหนังสือ “How to win friends and influence people” เขาว่างั้นอะนะ
หรือควรเป็น Skill ในการเขียน เพราะการเขียนคือการคิด การเชื่อมโยง การเรียบเรียงสิ่งที่ต้องการสื่อสารออกไป ในวงการศึกษามักจะเรียกเท่ๆ กันว่า คริติคอลติ้งกิ้ง (Critical Thinking) มันก็น่าจะโอเคนะ เพราะยังไงผมว่าสิ่งที่เราไม่สามารถโยนให้ AI ทำได้คือการคิดอยู่แล้ว
อืม หรือมันควรจะเป็น Skill ในการ “กล้า” ที่จะทำอะไรซักอย่าง เพราะหลังๆ ผมเรียนรู้มากับตัวเองว่าสิ่งที่ฉุดชีวิตเราให้ไม่ไปไหนซักทีคือแค่ความกลัวนี่แหละ กลัวโดนมองไม่ดี กลัวโดนดูถูก กลัวโดนหัวเราะ กลัวสิ่งที่ทำไม่เวิร์ค ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังพยายามฝึกอยู่เลยนะ555
.
สุดท้าย จะบอกว่า...
ผมก็ยังนึกไม่ออกเลย มันมีหลายอย่างมาก บวกด้วยผมก็ยังไม่คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จขนาดนั้น แต่ถ้าวันนี้ต้องเขียนหนังสือเล่มนึงทิ้งไว้ให้ลูก ก็คงเป็นสามเรื่องนี้เป็นหลักมั้ง
ภาพที่คิดไว้คงแบบซึ้งๆ เหมือนโฆษณาไทยประกันชีวิต (แล้วพอลูกเปิดอ่านก็คิดว่าพ่อเขียนไรเนี่ย ใช้ภาษาโบราณเว่อร์ เซ๊ะตุ้มเล้ง อ่านไม่รู้เรื่องเลย ผ่างง)
พอมาคิดแบบนี้แล้วมันสะท้อนกลับมาอย่างนึงด้วยว่า ถ้าสุดท้ายแล้วเราจะส่งต่อเรื่องพวกนี้ เราต้องมีความเชี่ยวชาญมากกว่าค่าเฉลี่ยใช่มั้ย เราต้องมีประสบการณ์ในการทำสิ่งนี้เหมือนที่ Naval บอกว่า “10,000 iterations” (ทำซ้ำหมื่นครั้ง) เราถึงจะสามารถส่งต่อได้แบบมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้ผมจะไม่อยู่ละ ไปสั่งแชทจีพีทีให้เขียนส่งต่อ Knowledge ให้หน่อย ลูกคงนึกในใจว่า “พ๊ออ ผมพร้อมต์เองก็ได้!!”
อ่านมาถึงตรงนี้...
ผมอยากถามพวกเราบ้าง เผื่อเอาไปเขียนเป็นหนังสือ For Little Windmill จริงๆ จะได้มีการบ้านให้ลอก ถ้าวันนี้เรามีลูก (ถ้าไม่มีก็ลองสมมุติว่ามีนะ555555) แล้วมี Skill ที่อยากส่งต่อให้เขา มันจะเป็น Skill อะไรหรอครับ?
ปล. Happy Friday คร้าบทุกคน

สวัสดีครับทุกคนผมไม่ได้เขียนบทความพักใหญ่ๆ เลยแหละ สารภาพตรงๆ เลยครับว่าช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาผมมีปัญหาที่ทำให้คิดมากอ...
15/07/2026

สวัสดีครับทุกคน
ผมไม่ได้เขียนบทความพักใหญ่ๆ เลยแหละ
สารภาพตรงๆ เลยครับว่าช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา
ผมมีปัญหาที่ทำให้คิดมากอยู่หลายเรื่อง
มันอาจจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านด้วยแหละมั้ง
เป็นช่วงที่มีอีกหนึ่งชีวิตเข้ามาในครอบครัว
และทุกคนก็เหนื่อย (แต่ก็แฮปปี้ที่มีเขานะ)
สิ่งนึงที่ผมรู้สึกกับตัวเองได้ในช่วงหลังๆ
คือความสามารถในการคิดอ่านของผมลดลง
มันลดลงจนตัวผมเองก็ไม่เข้าใจ
และผมหงุดหงิดตัวเองมากๆ เลย
ผมพยายามย้อนกลับมาดูว่ามันเป็นเพราะอะไร
แต่ก็ไม่เจอคำตอบ และผมไปเจอจดหมายข่าวที่ชื่อว่า Robots Ate My Homework กับ SlowAI (หุ่นยนต์กินการบ้านฉันแล้ว กับ AI แบบช้าๆ)
มันมีประโยคนึงในบทความเขาเล่าว่า
อาจารย์มหาลัยถามนักศึกษาให้
"บอกหน่อยได้ไหมว่าตอนนี้คิดอะไรอยู่"
โจทย์ง่ายๆ เรียบๆ แต่เดาได้ไหมครับ
ว่านักศึกษาคนนั้นทำยังไง...
ใช่ครับ เขาส่งให้ AI ช่วยตอบ
มันเหมือนกับมีโมเมนต์บางอย่าง
มีมือวิเศษที่เข้ามาตบหน้าแป๊ะๆๆ ให้ผมตื่น
ผมรู้แล้ว
ที่เวลาประชุมหรือคุยงานกับผู้ใหญ่ผมไม่สามารถตอบได้คมเท่าเดิม เพราะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผมทำเหมือนกับนึกศึกษาคนนั้นเลย ผมยื่นทุกอย่างให้ AI
แล้วผมก็กลบเกลื่อนมันด้วยการบอกว่า
นี่แหละประสิทธิภาพ
นี่แหละความเร็ว
นี่คือการประหยัดเวลา
กล้ามเนื้อชิ้นนี้ของผมมันฝ่อไปเรื่อยๆ
เพราะผมไม่ค่อยได้ใช้มันแล้ว
ผมตามข่าว AI ใหม่ๆ ทุกวัน
คอยลองเครื่องมือใหม่ๆ อยู่ตลอด
และผมก็อ้างว่า ถ้าไม่ตาม ผมจะต้องตกเทรนด์
ไปไม่ทันโลกแน่ๆ
ทุกคน ทุกเพจ รอบๆ ตัวอัปเดตกันเร็วมาก
ถ้าเปรียบเทียบให้ทุกคนเห็นภาพ
ลองนึกถึงโลกอนาคตอีก 100 ปี ที่ทุกคนอาจจะไม่ได้เดินเองแล้ว มันมีเก้าอี้ที่ทำให้เราเคลื่อนที่ไปไหนมาไหนได้ตลอดเวลา และมันเร็วกว่าการเดินเยอะเลย แล้วเราก็มาพูดกันว่า เฮ้ย พรุ่งนี้เก้าอี้ตัวใหม่จะออกแล้วนะ เฮ้ย มีเก้าอี้แบบใหม่ออกมาอาทิตย์หน้า
จนเวลาผ่านไปเราใช้เก้าอี้มานาน
จนเราไม่สามารถเดินเองได้แล้ว
ซึ่ง...ทั้งหมดทั้งมวล ผมไม่ได้จะบอกว่าการใช้ AI ผิดนะ เข้าใจโลกมันมี 2 ฝั่ง บางคนเขาอาจจะบอกว่าถ้าเคลื่อนที่ด้วยเก้าอี้ได้เร็วแล้ว ยังจะมีเหตุผลที่ต้องเดินเองอยู่อีกหรอ? มันก็ถูกของเขา หรือบางคนอาจจะบอกว่า ใครอยากใช้เก้าอี้ก็ใช้ไป กูจะเดินไปแบบนี้นี่แหละ มันก็ไม่ผิด
แต่ส่วนตัวผมมองว่าถ้าจะให้ดีที่สุด ผมอยากเป็นคนที่ใช้เก้าอี้ได้ อาจจะไม่ต้องตัวที่ใหม่ที่สุด ดีที่สุด เร็วที่สุดก็ได้ และในวันที่เก้าอี้เสีย หรือมีเหตุจำเป็น ผมก็อยากจะลุกออกมาเดินหรือวิ่งได้เช่นกัน
ที่เล่ามาทั้งหมด เป็นเหตุผลที่ทำให้หลังๆ ผมไม่ค่อยได้ Update เครื่องมือใหม่ๆ เท่าที่ควร ผมหันกลับมามองเครื่องมือเก่าๆ ยุคแรกๆ ที่คนบอกว่ามัน Out แล้วเช่น n8n มันก็ยังทำงานให้ผมได้ดีเหมือนวันแรกที่ใช้มันเลยนะ (เก่งมากเจ้าเพื่อนยาก ฮืออ)
และสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้คือกลับไปฝึก Skill พื้นฐานเพื่อเอากล้ามเนื้อการคิดที่ฝ่อของผมกลับมาเหมือนเดิม และก็ยังตาม AI อยู่บ้างตามโอกาส
เข้าใจว่าบทความนี้อาจจะไม่ถูกใจใครบางคน และถ้าคุณจะกด Unfollow เพจเพราะผมไม่ใช่คนที่ Geek ที่สุดแล้ว ก็ไม่เป็นไรครับ (เพราะผมไม่เคยใช่อยู่แล้ว555) จากนี้ผมอาจจะมีเขียนเรื่องอื่นนอกจาก AI บ้างละ ผสมๆ ปนๆ กันไปเนอะ
ปล. ผมเคยคิดว่าช่วงนึงว่า เพจไม่ Active เลยอยากจะเอา AI เข้ามาช่วยเขียนบทความลงเพจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ เพราะผมรู้สึกว่าแบบนั้นผมไม่เคารพเวลาของพวกเราเลย ฉะนั้นขอให้ทุกคนรู้ไว้ ทุกตัวหนังสือในเพจนี้ ออกมาจากหัวผมล้วนๆ 100% ค้าบ เย้

ปล่อยก่อนเลยละกัน มีไอเดียอยากปรับอีกมากมาย5555เอาจริงๆ ผมเห็นเพื่อนๆ พี่ๆ หลายๆ คนทำไว้แล้วแหละ ส่วนตัวผมก็ตั้งใจทำเหมื...
15/06/2026

ปล่อยก่อนเลยละกัน มีไอเดียอยากปรับอีกมากมาย5555
เอาจริงๆ ผมเห็นเพื่อนๆ พี่ๆ หลายๆ คนทำไว้แล้วแหละ ส่วนตัวผมก็ตั้งใจทำเหมือนกันแต่ช้าหน่อยแหะๆ คิดว่าอยากมีที่รวม Project ที่คนไทยทำไว้อยู่ที่เดียว เผื่อได้เป็นไอเดียแชร์ๆ กัน
ที่กำลังพยายามทำเพิ่มคือฟีเจอร์ Ownership (คือเจ้าของโปรเกจต์สามารถเคลมว่านี่คือโปรเจกต์ตัวเองได้)
พอโปรเจกต์ที่มีเจ้าของยืนยันแล้วจะได้ติ้ก Verify ใจผมอยากให้มันเป็นพื้นที่ของคนที่ปล่อยของดีๆ หรือคนเก่งๆ ได้มีโอกาสถูกมองเห็นมากขึ้น แล้วเขาอาจจะได้รับงานผ่านการติดต่อในนี้ผมก็จะแฮปปี้มากเลย
เข้าไปดูกันได้ที่ http://madeinprompt.com/
ถ้าติดตรงไหน หรือฟีเจอร์ไหนขัดข้องแจ้งผมได้เลยค้าบ
ฝาก เมดอินพร้อมต์ (แสลงมาจาก Made in Thailand) ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะค้าบ

ทำ Directory ไว้อยู่ คือเห็นแต่ละคนทำในกลุ่ม Claude Thailand แล้วโหดมาก โหดจนอยากให้มีที่โชว์ผลงาน ทีนี้เราจะมีแหล่งรวมเ...
11/06/2026

ทำ Directory ไว้อยู่ คือเห็นแต่ละคนทำในกลุ่ม Claude Thailand แล้วโหดมาก โหดจนอยากให้มีที่โชว์ผลงาน ทีนี้เราจะมีแหล่งรวมเว็บของคนไทยซักที5555 ใกล้เสร็จแล้วว พรุ่งนี้น่าจะตบๆ ลงตัว เดี๋ยวเอามาแปะค้าบ

10/06/2026

AI ฉลาดน้อย vs ฉลาดมากแบบเข้าใจง่ายๆ
สมมุติในสถานการณ์ที่อากาศร้อนมากๆ
คุณเพิ่งกลับมาบ้าน อยากกินแฟนต้าเย็นๆ
[1] Claude / Codex (Frontier Model)
เรา: (เดินเข้ามา) “เฮ้อ…เหนื่อยจังเลย”
AI: (เดินไปในห้องครัวแล้วเปิดตู้เย็น) “นี่แฟนต้าเย็นๆ ครับนายท่าน”
[2] Deepseek v4 pro / Opensource ตัวเก่งๆ
เรา: (เดินเข้ามา) “เฮ้อ…เหนื่อยจังเลย”
AI: “เหนื่อยๆ ต้องหาอะไรสดชื่นดื่ม เอาแฟนต้าไหมครับ?”
เรา: “ก็ดีนะ”
AI: “นี่แฟนต้าเย็นๆ ครับนายท่าน”
[3] Model ฟรี / Opensource ง่อยๆ
เรา: (เดินเข้ามา) “เฮ้อ…เหนื่อยจังเลย”
AI: “ใช่ไหมครับ ชีวิตมันเหนื่อยเนอะ”
เรา: (อื้ม!!) “ขออะไรดื่มหน่อยสิ”
AI: “ได้เลยครับ จะรับเป็นอะไรดีครับ”
เรา: “แฟนต้าเย็นๆ ก็ดีนะ”
AI: “ได้ครับ ว่าแต่ให้ผมไปเอาตรงไหนครับ”
เรา: “ห้องครัว”
AI: (เดินไปห้องครัว เดินกลับมา) “เมื่อกี้เข้าไปในห้องครัว ไม่มีแฟนต้าเลยครับ”
เรา: “ดูในตู้เย็นหรือยัง?”
AI: (เดินไปเปิดตู้เย็น) “ก็ไม่มีนะครับ”
เรา: “ชัวร์?”
AI: (เดินไปเปิดอีกที) “อ้อ เจอแล้วครับ มีของบังอยู่”
AI: (เดินกลับมา) "จะรับเป็นแฟนต้าหรือน้ำเย็นดีครับ"
เรา: “…”
Ps. จากประสบการณ์ที่ลองใช้มาครับ5555555

ที่อยู่

Bang Bo
10540

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Guitar - Dead Simple Productivity โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์