How to ได้ใจลูกวัยรุ่น

How to ได้ใจลูกวัยรุ่น ขอเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พ่อแม่ได้พูดคุยกันอย่างเป็นเพื่อนร่วมทาง ถ้ามีข้อสงสัยหรือข้อขัดข้องใจเรื่องการเลี้ยงดูลุกวัยรุ่น ติดต่อมาได้เลยนะคะ ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ

 #ลูกเถียง ไม่ใช่ว่าไม่รัก💗💖เมื่อ ‘คำเถียง’ ไม่ใช่เสียงก้าวร้าว... แต่คือ ‘หน้าต่าง’ ส่องหัวใจของลูกหลายวันมาแล้ว แม่มดไ...
28/08/2026

#ลูกเถียง ไม่ใช่ว่าไม่รัก💗💖

เมื่อ ‘คำเถียง’ ไม่ใช่เสียงก้าวร้าว... แต่คือ ‘หน้าต่าง’ ส่องหัวใจของลูก
หลายวันมาแล้ว แม่มดได้เจอคุณแม่ท่านหนึ่งก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าที่ตึงเครียด ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความอัดอั้นและเหนื่อยล้าจากการปะทะคารม เธอแทบไม่ได้นั่งลงดีๆ ก็พรั่งพรูความในใจออกมาทันที
“แม่มดคะ.. ช่วยแม่ด้วย! แม่ไม่รู้จะทำยังไงกับลูกแล้ว” เธอกุมมือแน่นจนข้อขาว “ลูกไม่เคยเชื่อฟังแม่เลยสักเรื่อง! พูดอะไรไปก็เถียงคำไม่ตกฟาก ย้อนทุกประโยค เถียงกลับทันทีเหมือนแม่เป็นศัตรู ไม่มีความเคารพกันเลย แม่กลุ้มใจจนนอนไม่หลับแล้ว... ทำไมลูกถึงกลายเป็นเด็กดื้อรั้นและก้าวร้าวขนาดนี้นะ?”
ถอดหน้ากากอคติ : มองดู ‘คำเถียง’ ผ่านกระจก
แม่มดฟังคำร้องเรียนของเธออย่างสงบนิ่ง เลื่อนแก้วน้ำเย็นเจี๊ยบให้เธอดื่มเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ร้อนรุ่มในอก... เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในสังคมโลก คำว่า "เถียง" มักถูกแปะป้ายด้วยอคติว่า เป็นความก้าวร้าว ไร้สัมมาคารวะ หรือการกระด้างกระเดื่อง
แม่มดสบตาคุณแม่แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงความนุ่มนวล:
"คุณแม่คะ... ลองถอดแว่นตาแห่งอคติตัวเดิมออกก่อนดีมั้ยคะ แล้วลองมองผ่านกระจกบานใหม่ดูสิ... แม่เห็นอะไรใน 'คำเถียง' เหล่านั้น?"
เธอมองหน้าแม่มดอย่างงุนงง แม่มดจึงเปิดมุมมองให้เธอฟังต่อ:
"ถ้าเราตัดคำว่า 'เถียง' ออกไป แล้วมองมันอย่างซื่อสัตย์... แท้จริงแล้วนั่นคือ 'การแสดงความคิดเห็น' ของเด็กคนหนึ่งใช่หรือเปล่า"
เด็กที่ไม่เคยพูด ไม่เคยเถียง ยอมทำตามทุกอย่างด้วยความเงียบ อาจจะทำให้บ้านสงบเรียบร้อย... แต่แม่จะไม่มีวันรู้เลยว่า ภายใต้ความเงียบนั้น หัวใจของเขากำลังคิดอะไร รู้สึกอย่างไร หรือกำลังเก็บซ่อนบาดแผลแบบไหนไว้
ในทางกลับกัน เด็กที่เถียงคำไม่ตกฟาก คือเด็กที่กำลังสะท้อน "มุมมอง โลกทัศน์ และความรู้สึกภายใน" ของเขาออกมาให้แม่ได้ยินอย่างเปิดเผย ย่อมทำให้แม่รู้จักตัวตนเขามากกว่า
เปลี่ยนสนามรบ ให้กลายเป็น ‘สะพานเชื่อมสายสัมพันธ์’
แม่มดบอกคุณแม่ท่านนั้นไปว่า เวลาที่ลูกเถียง มันคือโอกาสทองที่คุณแม่หลายคนมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
1. ได้เห็นตัวตนและมุมมองของลูก :
ในคำเถียงที่ดูเผ็ดร้อน มันมีเหตุผลและตรรกะในแบบของเขานวดเฟ้นอยู่ข้างใน ทำให้เรารู้ว่าตอนนี้เขากำลังเติบโตไปในทิศทางไหน มีความคิดความอ่านอย่างไรในโลกยุคของเขา
2. เปิดโอกาสให้เข้าใจกันอย่างแท้จริง :
เมื่อเขาพูดสิ่งที่คิด และเราหยุดฟังโดยไม่รีบขัด หรือไม่รีบใช้อำนาจความเป็นแม่อย่าง “อย่ามาเถียงนะ!” ไปกดทับ เราจะเริ่มเห็น 'ต้นตอ' ของปัญหาที่แท้จริง ว่าทำไมเขาถึงคิดไม่เหมือนเรา
3. สายสัมพันธ์จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น :
บ้านที่ยอมรับให้มีการ 'ถกเถียง' อย่างปลอดภัย จะกลายเป็นพื้นที่ที่ลูกรู้สึกว่าเขามีตัวตน มีเสียง และได้รับการเคารพ เมื่อลูกรู้ว่าแม่พร้อมจะรับฟังความคิดเห็นของเขา แม้จะไม่ตรงกัน... สายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกจะไม่ใช่การบังคับควบคุม แต่จะกลายเป็น "ความไว้วางใจ" ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม

รายวิชาใหม่ ‘ฟังคำเถียงอย่างนักปราชญ์’
ก่อนที่คุณแม่จะลุกออกจากโต๊ะกาแฟไป แม่มดได้มอบวิชาใหม่ไว้ให้เธอพกติดตัว ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับคำเถียงระลอกถัดไป:
• 1. หายใจเข้าลึกๆ แล้วตั้งสติ
: ทันทีที่ลูกเริ่มเถียง บอกตัวเองในใจว่า “ลูกไม่ได้กำลังทำลายอำนาจของแม่ แต่เขากำลังบอกเล่าความคิดของเขา”
• 2. เปลี่ยนจากการ 'สวนกลับ' เป็นการ 'รับฟัง'
: ฟังให้จบโดยไม่ขัดจังหวะ รอให้พายุคำพูดของเขาเบาลง แล้วตอบกลับด้วยความนุ่มนวลว่า "แม่เข้าใจมุมมองของหนูแล้วนะ... ขอบใจที่บอกแม่ตรงๆ แล้วหนูอยากฟังมุมมองในฝั่งของแม่บ้างไหม?"
• 3. ปรับระดับภาษา
: สอนให้เขารู้ว่า “แม่ยอมรับความเห็นที่แตกต่างของหนูได้เสมอ แต่เรามาคุยกันด้วยน้ำเสียงและถ้อยคำที่เคารพกันดีกว่านะลูก”
ส่งท้ายจากใจ
เมื่อคุณแม่ท่านนั้นได้ฟัง เธอพยักหน้าช้าๆ ดวงตาที่เคยขึงขังผ่อนคลายลง ความกลุ้มใจที่แบกมาดูเบาบางลงไปมาก
จำไว้นะคุณแม่ๆ ขา... เสียงเถียงของลูก ไม่ใช่สัญญาณของความพังทลายในครอบครัว แต่มันคือ "เสียงสะท้อนของการเติบโต" และเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมที่เราจะได้เปิดประตูหัวใจเข้าไปทำความเข้าใจโลกของเขา จงเปลี่ยนคำเถียงให้เป็นวงสนทนา แล้วคุณแม่จะพบว่าสายสัมพันธ์ในบ้านหลังนี้... จะอบอุ่นและแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เคยเป็นมาอีก เชื่อเถอะ

ด้วยรักและห่วงใย💗🤱

จากใจ แม่มด💖🧙

27/08/2026

วันนี้ ติดภารกิจ
กับเด็ก 200 คน
ไม่ได้โพสต์บทความ
พรุ่งนี้ โพสต์ย้อนหลังให้นะคะ
แม่มดขอโทษค่ะ🙏

อย่าเลี้ยงลูกแบบหลอกลูกเราก็โตมาแบบนั้นทำไมจะหลอกไม่ได้ตัดตอนวงจรซะตั้งแต่รุ่นเราเถอะค่ะhttps://www.facebook.com/share/1...
26/08/2026

อย่าเลี้ยงลูกแบบหลอกลูก
เราก็โตมาแบบนั้นทำไมจะหลอกไม่ได้
ตัดตอนวงจรซะตั้งแต่รุ่นเราเถอะค่ะ
https://www.facebook.com/share/19dXUnGwJa/

#อย่าหลอกลูก! #เรื่องที่พ่อแม่ต้องระวัง #ผลกระทบที่ลูกได้รับ และ #วิธีปรับพฤติกรรมสำหรับพ่อแม่

หลอกลูก! คือการที่พ่อแม่พูดรับปากแล้วไม่ทำตามที่พูด หรือหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงที่จะไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับลูก การหลอกลูกนั้น นอกจากจะสร้างความทรงจำที่ไม่ดีให้กับเด็กแล้ว ยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของพ่อแม่อีกด้วย วันนี้เราดูผลเสียของการหลอกลูก รวมถึงวิธีปรับพฤติกรรมสำหรับพ่อแม่ที่ชอบหลอกลูกกันค่ะ

เมื่อเด็กถูกหลอกบ่อยๆ จะทำให้พัฒนาการทางด้านอารมณ์ของเด็กๆ ถูกกระทบโดยตรง ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในจิตใจ เสียบุคลิกภาพ เป็นคนขี้ระแวง ไม่มั่นใจในตัวเอง อีกทั้งความเชื่อถือในตัวพ่อแม่ก็จะลดลง คำพูดของพ่อแม่จะไร้น้ำหนักไม่มีความหมายสำหรับเด็ก

หากคุณพ่อคุณแม่ติดนิสัยชอบหลอก ชอบอำลูก #จะต้องปรับทัศนคติตัวเองใหม่ นะคะ โดยเบื้องต้นให้ทำความ เข้าใจก่อนว่า “ความซื่อสัตย์ คือสิ่งสำคัญในการเลี้ยงดูลูก” จากนั้นให้ตั้งสติก่อนพูด ต้องไม่หลอกลูกเด็ดขาด คอยนึกถึงผลลัพท์ที่ตามมาให้มากๆ อธิบายให้ลูกเข้าใจด้วยเหตุและผล ให้ข้อมูล เหตุผลต่างๆ ตามความเป็นจริง

ที่สำคัญจะต้องรักษาสัญญา ทำตามที่พูด เป็นแบบอย่างที่ดี คอยแก้ไขความเข้าใจผิดของลูก เปลี่ยนตัวเอง ให้เป็นคนที่พูดคำไหน คำนั้น รับปากแล้วก็ต้องทำจริงค่ะ

#สารพันปัญหาการเลี้ยงลูก

25/08/2026

มายาคติ ค่านิยมของสังคมที่ส่งต่อไปถึงเด็กๆ ทำให้เด็กมีความเครียด ความกดดัน และหาทางจัดการกับความเครียดไม่ได้

มายาคติในความเป็นแม่แม่ต้องอดทน แม่ต้องใจเย็นแม่ต้องพร้อม แม่ต้องงั้นต้องงี้แม่ก็เป็นคนนะ.............https://www.facebo...
24/08/2026

มายาคติในความเป็นแม่
แม่ต้องอดทน แม่ต้องใจเย็น
แม่ต้องพร้อม แม่ต้องงั้นต้องงี้
แม่ก็เป็นคนนะ.............

https://www.facebook.com/share/p/1H4gtvAte6/

#มายาคติแห่งความเป็นแม่

“ผู้หญิงคือเพศแม่”

“เห็นหน้าลูกครั้งแรกก็น้ำตาไหลไม่หยุด”

“จะพยายามสุดชีวิตเลยค่ะ จะให้ลูกได้กินแต่นมแม่เท่านั้น”

“มีลูกก็ต้องเลี้ยงเอง ตัดสินใจออกจากงานแบบไม่เห็นต้องคิดเลย”

“ทำงานมาเหนื่อยแค่ไหน กลับบ้านมาก็ต้องหายเหนื่อย”

“รู้สึกแย่มากๆ เราไม่ควรใส่อารมณ์กับลูกเลย อยากเป็นนางฟ้าเวลาอยู่กับลูก”

“เป็นแม่ต้องเสียสละ”

“ลูกคือชีวิตของแม่”

“เป็นแม่ ตายไม่ได้”

……………………………….

บางที...

ความทุกข์อันมหาศาลของการเป็นแม่

ก็มาจากการยึดถือ “มายาคติ” บางอย่าง

โดยเฉพาะ “ภาพแห่งแม่” ที่ต้องดีงาม ตามที่เค้าบอกว่าเราควรจะเป็น

ความรู้สึกกดทับ ที่ทำให้เรารู้สึกสงสัย ไม่แน่ใจ ดีไม่พอ รวมไปถึงรู้สึกผิดซ้ำๆ ใน “ความเป็นแม่” ของเราเสมอ

ความรู้สึก... ที่ทำให้เราไม่มีความสุข
…………………………………………….

“แม่” คือ มนุษย์

มนุษย์มีความรู้สึก ความต้องการ มีความผิดพลาด และล้มเหลว

เป็นธรรมดา
……………………….
เราเป็นแม่ธรรมดาได้นะ

เราเป็นแม่ที่พอดีในแบบเราได้

เป็นแบบที่ไม่ต้องเหมือนแม่ที่ใครๆ ”สร้าง”ให้เป็น

เป็นแม่ที่เห็นแก่ตัว ล้มเหลว เฟล ผิดพลาด

แต่กอดรับกับความเปราะบางเหล่านั้นได้ ด้วยความเข้าใจความ “เป็นธรรมดา” และแค่ตั้งใจว่าจะพัฒนาบางอย่างให้ดีขึ้น

อย่าให้ใครตัดสินความเป็นแม่ในแบบเรา

ลูกไม่ได้ต้องการ แม่ที่ต้องดีงามขนาดนั้น

แค่หันไปมองหน้าลูก แล้วลูกยิ้มให้...

นี่ก็เป็นแม่ที่ใช้ได้มากๆแล้ว ☺️

สุขสันต์วันแม่ แด่คุณแม่ทุกท่านนะคะ

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้พบว่าแม่ที่พอดีคือแม่ที่ดีพอ

ป.ล. ขออนุญาตลูกลงรูปแล้ว

ไม่ใช่แค่คนที่ไม่ใช่แฟนทำแทนทุกเรื่องไม่ได้พ่อแม่ก็ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้เพราะลูกจะพลาดการเรียนรู้นะคะhttps://www.facebook...
23/08/2026

ไม่ใช่แค่คนที่ไม่ใช่แฟน
ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้
พ่อแม่ก็ทำแทนทุกเรื่องไม่ได้
เพราะลูกจะพลาดการเรียนรู้นะคะ
https://www.facebook.com/share/1YjYg8W8yc/

รู้ไหมครับว่า ูก ไม่ได้เติบโตเพราะเราสอนลูกทุกอย่าง แต่จะเติบโต...จากการที่ #สมองของลูกได้ลงมือบริหารจัดการชีวิตของตัวเองซ้ำๆ

ถ้าพ่อแม่ทำทุกอย่างให้หมด เช่น เตรียมกระเป๋าให้ เตือนการบ้านตลอด จัดตารางให้ แก้ปัญหาให้ ตัดสินใจแทน เก็บของให้ หรือรีบเข้าไปช่วยทันทีที่ลูกติดขัด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ EF ของพ่อแม่กำลังทำงานแทน EF ของลูก 😱

ลูกเราจึงกำลังเสียโอกาสฝึกทักษะสำคัญของชีวิต เช่น

◾️Working memory — จำได้ว่าต้องทำอะไร

◾️Inhibitory control — หยุดตัวเอง รอ และควบคุมแรงกระตุ้นหรือความอยากของตัวเอง

◾️Cognitive flexibility — เปลี่ยนวิธีเมื่อวิธีเดิมไม่ได้ผล

◾️Planning & organization — วางแผนและจัดลำดับความสำคัญสิ่งต่างๆ ในชีวิต

◾️Self-monitoring — ตรวจสอบตัวเองว่า จัดการสิ่งที่ตัวเองจำเป็นต้องทำครบหรือยัง

ประเด็นสำคัญที่พ่อโต้งอยากจะย้ำกับคุณพ่อคุณแม่ทุกคน ก็คือ อย่าสับสนระหว่าง #การช่วยลูก กับ #การทำแทนลูก 🤔

เด็กยังต้องการ Scaffolding และ Co-regulation จากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเล็ก เราช่วยในสิ่งที่เขายังทำไม่ได้ แต่ต้องค่อย ๆ ถอนความช่วยเหลือในสิ่งที่เขาเริ่มทำได้แล้ว

บางคนอาจจะงง แล้ว Scaffolding และ Co-regulation มันคืออะไร 😅

◾️คำว่า Scaffold แปลตรงตัวว่า นั่งร้านครับ เวลาที่เราสร้างตึก เราตั้งนั่งร้านเพื่อช่วยตอนตึกยังสร้างไม่เสร็จ แต่เมื่อตึกแข็งแรงแล้ว เราก็เอานั่งร้านออก

การเลี้ยงลูกก็เหมือนกันครับ เราจะช่วยในสิ่งที่ลูกยังทำเองไม่ได้ในตอนนี้ แต่ก็ค่อย ๆ ลดความช่วยเหลือลง เมื่อลูกเริ่มทำได้แล้ว ✅️

◾️ส่วน Co-regulation คือ การช่วยลูกในการกำกับตนเอง

เพราะเด็กเล็กยังควบคุมอารมณ์ ความคิด ความสนใจ และพฤติกรรมตัวเองได้ไม่ดี เพราะสมองส่วนหน้า EF ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ดังนั้นในช่วงแรก เด็กจึงต้อง ยืมการกำกับดูแลตัวเองจากผู้ใหญ่ก่อน หรือ ผู้ใหญ่ต้องช่วยกำกับดูแลชีวิตของลูกก่อน แล้วก็ ค่อยๆ ถอยออกมาเมื่อลูกเริ่มกำกับดูแลตัวเองได้

ดังนั้นหลักง่าย ๆ สำหรับเราพ่อแม่ ก็คือ

#อย่าทำให้ลูกในสิ่งที่ลูกสามารถฝึกทำเองได้

เช่น ลูกยังจัดกระเป๋าไปโรงเรียนเองไม่ได้
ช่วงแรก .... พ่อแม่จัด ด้วยกันกับลูก
ต่อมา..... ทำ Checklist ให้ลูกดูแล้วจัดเอง
ต่อมา ..... ถามว่า “พรุ่งนี้ต้องใช้อะไรบ้าง?”
สุดท้าย..... ลูกจัดเองโดยไม่ต้องเตือน

วันนี้อาจต้องเตือน 5 ครั้ง
ต่อไปเหลือ 3 ครั้ง
เหลือ 1 ครั้ง
จนวันหนึ่ง ลูกเตือนตัวเองได้ ..... เราพ่อแม่ก็สบายใจ..... ใช่ไหมครับ 😀

แต่ในทางกลับกัน #ถ้าเราพ่อแม่จัดการให้ลูกทุกอย่างมากเกินไป....ลูกไม่ต้องทำ

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ Scaffolding แล้วครับ แต่กำลังกลายเป็น การทำหน้าที่แทนลูก 🫨

ตัวอย่างง่าย ๆ
ลูกลืมการบ้าน .... พ่อแม่คอยเช็กให้
ลูกลืมของ .....พ่อแม่เอาไปส่งให้
ลูกไม่จัดกระเป๋า ..... พ่อแม่จัดให้
ลูกไม่รู้จะทำอะไรก่อน .... พ่อแม่จัดตารางให้ทั้งหมด
ลูกมีปัญหากับเพื่อน ....พ่อแม่เข้าไปแก้ให้
ลูกเจอเรื่องยาก.... พ่อแม่รีบทำให้

ระยะสั้นมันดูดีมาก เพราะ ทุกอย่างเรียบร้อย

แต่คำถามคือ...
ใครกำลังใช้ EF อยู่? เราหรือลูก ❓️
หลายครั้งคำตอบคือ เราพ่อแม่ ใช่ไหมครับ

พ่อแม่เป็นคนจำ... Working Memory ของพ่อแม่ทำงาน
พ่อแม่เป็นคนวางแผน... Planning ของพ่อแม่ทำงาน
พ่อแม่เป็นคนจัดลำดับ... Organization ของพ่อแม่ทำงาน
พ่อแม่เป็นคนแก้ปัญหา .... Cognitive Flexibility ของพ่อแม่ทำงาน
พ่อแม่คอยเตือน.... Self-monitoring ของพ่อแม่ทำงาน

ในขณะที่ลูก แทบไม่ต้องใช้ระบบเหล่านี้
ใครเก่งครับ EF ใครได้ถูกฝึกถูกพัฒนาครับ?
ใช่ครับ พ่อแม่จะเก่ง EF พ่อแม่จะดี แต่ EF เหล่านี้ของลูกเราจะไม่ได้ถูกพัฒนาเลย 😖

ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่เพียงว่า #พ่อแม่ช่วยลูกมากเกินไปไหม แต่คือ ยิ่งเราทำหน้าที่แทน EF ของลูกมากเท่าไร ลูกก็ยิ่งมีโอกาสฝึก EF ของตัวเองน้อยลงเท่านั้น

ดังนั้น บางครั้ง ความรักที่ช่วยลูกมากเกินไป อาจกำลังเอาโอกาสฝึกสมองของลูกไปโดยไม่ตั้งใจ ..... ทำตัวเป็น นั่งร้านในชีวิตของลูก กันครับ ช่วยเมื่อจำเป็น และถอนตัวออกมาเมื่อลูกเริ่มทำได้แล้ว ..... แล้วลูกเราจะเก่ง และ EF จะดีมาก 😊

#ดีต่อลูก

ปีศาจมาจากไหน เราแน่ใจแล้วใช่ไหมว่า เด็ก Born tobe ปีศาจhttps://www.facebook.com/share/p/1E57Sa1pCB/
21/08/2026

ปีศาจมาจากไหน
เราแน่ใจแล้วใช่ไหม
ว่า เด็ก Born tobe ปีศาจ
https://www.facebook.com/share/p/1E57Sa1pCB/

ทุกครั้งที่เกิดคดีสะเทือนขวัญ สังคมมักเร่งตัดสินตัวเด็กในฐานะผู้กระทำผิด โดยไม่เคยย้อนกลับไปสำรวจว่าก่อนจะมาถึงจุดนั้น เด็กเหล่านี้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบใด และขาดอะไรไประหว่างทาง

‘ป้ามล – ทิชา ณ นคร’ ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก ย้อนกลับไปมองเด็กจำนวนมากที่เคยเดินเข้ามาในชีวิตตลอดหลายสิบปีของการทำงาน และพบว่า เบื้องหลังเด็กที่สังคมเรียกว่า ‘ผู้กระทำผิด’ มักเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกทอดทิ้ง ขาดโอกาส และไม่เคยได้รับระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างที่เด็กคนหนึ่งพึงได้รับ

“จริงๆ ประเทศเรามีปัญหาเชิงระบบ มีปัญหาเชิงโครงสร้างมหาศาล ไม่ใช่มีเด็กคนเดียวที่ฆ่าคนแล้วมาอยู่บ้านกาญจนา มีเป็นร้อย มีเป็นพัน พอเราได้เห็นเด็กเหล่านี้ซ้ำๆ หลายครั้ง เราก็ตั้งคำถามไม่ได้แล้วว่าเป็นเรื่องของปัจเจก เพราะเขามากันมหาศาล มันเป็นปัญหาเชิงระบบ เชิงโครงสร้างของประเทศนี้ไปแล้ว”

“ไม่ว่าเด็กจะก่อคดีแบบไหนมา เราไม่เคยตั้งคำถามว่าเด็กเหล่านี้เติบโตบนความขาดแคลนอะไร แต่เราตั้งคำถามกับปัจเจกผู้ชั่วร้ายคนนั้น เราจะได้ยินเสียงด่าทอว่า ‘มันเหี้ยม มันทำแบบนี้ได้อย่างไร’ ซึ่งกับดักเหล่านี้ก็นำไปสู่อีกกับดักหนึ่ง คือเราไม่ต้องให้อะไรเขาก็ได้ ทั้งๆ ที่เราเป็นคนทำให้เขาเป็นเช่นนั้น เพราะไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาเพื่อเป็นหมอ หรือเกิดมาเพื่อเป็นมหาโจร ไม่มีเด็กคนไหนเป็นเช่นนั้น”
ป้ามลยังชวนมองว่า สิ่งที่น่าเจ็บปวดไม่ใช่เพียงการที่เด็กคนหนึ่งก่ออาชญากรรม แต่คือการที่เด็กจำนวนมากเติบโตมาโดยไม่เคยได้รับโอกาสในการเรียนรู้โลก ได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ หรือแม้แต่รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกับคนอื่น

“เด็กบ้านกาญจนาภิเษก ตอนที่มาอยู่กับเรา ไม่ว่าเขาจะก่อคดีรุนแรงขนาดไหน เราพาเขาไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ไปงานต่างๆ ที่เราพาไปได้ เราพาไปหมด แล้วกลับมาเด็กๆ ต้องเขียน Reflection สิ่งที่เด็กเขียนก็คือ ‘ครั้งแรกในชีวิต ไม่เคยรู้มาก่อนว่าประเทศนี้มีสิ่งนี้’ ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นหนึ่งใน 15 ล้านคนของประเทศนี้ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตไปหมด แต่ในวันที่เขาไปฆ่าคน เราก็มองเหมือนกับว่าประเทศนี้ก็มอบให้ทุกอย่างกับเขาไปหมดแล้ว แล้วทำไมเขายังเป็นคนไม่ดีขนาดนี้”

เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ป้ามลย้อนกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า แท้จริงแล้วเด็กที่สังคมเรียกว่า ‘ปีศาจ’ นั้น เกิดมาเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ หรือพวกเขาเพียงเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยเอื้อให้เกิดการพัฒนา EF และการมองเห็นคุณค่าของตนเองเลยต่างหาก

“ปีศาจมาจากไหน เราแน่ใจใช่ไหมว่าเด็กๆ Born to be ปีศาจ เกิดมาก็เป็นได้เลย เราเชื่อเช่นนั้นใช่ไหม”

สำหรับป้ามล สิ่งที่บ้านกาญจนาภิเษกพยายามทำมาตลอดไม่ใช่การเปลี่ยนพฤติกรรม แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด เพราะเธอเชื่อว่าพฤติกรรมเป็นเพียงผลลัพธ์ปลายทาง ขณะที่รากของปัญหาอยู่ที่วิธีคิด วิธีมองตัวเอง และวิธีมองโลกของมนุษย์

“บ้านกาญจนาภิเษกเราใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ‘เปลี่ยนวิธีคิด’ ไม่ใช่เปลี่ยนพฤติกรรม เราเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้ค่ะ ต้องเปลี่ยนความคิด ความคิดเปลี่ยนแล้วพฤติกรรมถึงจะเปลี่ยน เราเชื่อแบบนั้น และเราก็ทำแบบนั้นมาตลอด”

อ่านบทความ EF ทักษะสมองป้องกันความเสี่ยงให้เด็กไทย วาระแห่งชาติที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนความเชื่อผิดๆ ของผู้ใหญ่ https://thepotential.org/social-issues/thailand-ef-partnership-2026/

เรื่อง กนกพิชญ์ อุ่นคง

 #บ้านที่เป็นกรงขังหัวใจ🏡🏕️เมื่อกรงขังไม่อาจกักขังหัวใจ...  ‘บ้านที่แท้จริง’ ของเด็กหญิงวัย 14วันนี้ บ้านแม่มดอบอวลไปด้ว...
20/08/2026

#บ้านที่เป็นกรงขังหัวใจ🏡🏕️

เมื่อกรงขังไม่อาจกักขังหัวใจ... ‘บ้านที่แท้จริง’ ของเด็กหญิงวัย 14
วันนี้ บ้านแม่มดอบอวลไปด้วยความหนักและหม่นเศร้า เมื่อได้ต้อนรับคุณแม่ท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหน้าแม่ ร่างกายของแม่สั่นสะท้านด้วยความวิตกกังวล ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้และการไม่ได้หลับนอนมาหลายคืน
แม่เพิ่งผ่านศึกใหญ่มา... ศึกที่ต้องพึ่งพาทั้งกำลังตำรวจ การเจรจา และหยาดน้ำตาเพื่อฉุดรั้งลูกสาววัย 14 ปีกลับมาจากบ้านของแฟนหนุ่ม
“แม่มดคะ... นี่ไม่ใช่ครั้งแรก” เสียงของแม่สั่นเครือ “แม่ตามกลับมานับครั้งไม่ถ้วน ล่าสุดถึงขั้นต้องให้ตำรวจไปช่วยพาตัวกลับมา ตอนนี้แม่อยู่ที่บ้าน... แต่ใจของแม่ไม่ได้อยู่เลย แม่กลัวเหลือเกิน กลัวว่าเผลอเมื่อไหร่ ลูกสาวจะพังประตูหนีออกไปอีก แม่ทำอะไรผิดไปงั้นหรือ? บ้านของแม่มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ...”
ประโยคสุดท้ายของแม่แผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่มันหนักหน่วงในความรู้สึก “หรือเพราะ... บ้านไม่ปลอดภัย? หรือเพราะแม่ไม่ใช่เซฟโซน (Safe Zone) สำหรับลูกอีกแล้ว?”
ความจริง”บ้าน”ในมุมมองของนกน้อยวัย 14
แม่มดหยิบยื่นมุมมองที่แท้จริงให้คุณแม่ มุมมองที่แม่อาจไม่ได้เห็น มุมมองที่สะท้อนภาพของลูกสาววัย 14 ปี เด็กหญิงที่กำลังก้าวผ่านสะพานเชื่อมระหว่างความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่ ช่วงวัยที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน และสมองส่วนอารมณ์ทำงานล่วงหน้าสมองส่วนเหตุผลไปไกลลิบ
แม่มดมองหน้าคุณแม่ผู้แตกสลาย แล้วเอ่ยเตือนสติเบาๆ:
"ฟังแม่มดนะคะ... ในมุมของเด็กวัย 14 คำว่า 'บ้าน' ไม่ได้หมายถึงตึกคอนกรีตที่มีหลังคา มีข้าวให้กินครบสามมื้อ หรือมีเสื้อผ้าดีๆ ให้ใส่
แต่ 'บ้าน' ในใจของเด็กวัยนี้ คือสถานที่ที่เขารู้สึกว่า มีตัวตน มีคนรับฟัง และไม่ถูกพิพากษา"
เมื่อลูกสาวหนีไปหาแฟนครั้งแล้วครั้งเล่า มันไม่ใช่แค่เรื่องของ 'ความรักชู้สาว' แต่มันคือการวิ่งเข้าหาพื้นที่ที่ลูกรู้สึกว่าลูกได้รับความอบอุ่น ได้เป็นคนสำคัญ และไม่มีใครคอยตราหน้าหรือดุด่า ในทางกลับกัน ทุกครั้งที่คุณแม่ใช้อำนาจ ใช้กฎหมาย หรือใช้กำลังไปลากตัวลูกกลับมา ในสายตาของเด็ก... บ้านจึงไม่ได้ดูเหมือน 'ที่หลบภัย' แต่ดูเหมือน 'คุก' ที่มีผู้คุมคอยเฝ้าจับตาดูตลอดเวลา
ไม่แปลกเลยที่ลูกสาวจะพยายามหาทางแหกกรงขังนั้นออกมาทุกครั้งที่มีโอกาส
เปลี่ยน ‘กรงขัง’ ให้กลายเป็น ‘รังนอน’
ถ้าคุณแม่ยังคงใช้วิธีเดิมๆ คือการเฝ้าระวัง ล็อกประตู หรือก่นด่าด้วยความอัดอั้น... ผลลัพธ์ก็จะเหมือนเดิม คือลูกยิ่งเตลิดเปิดเปิง หนทางเดียวที่จะหยุดวงจรอุบาทว์นี้ได้ ไม่ใช่การควบคุม ร่างกาย ของลูก แต่คือการเหนี่ยวรั้ง หัวใจ ของลูกต่างหาก
นี่คือยารักษาทางใจที่แม่มดอยากให้คุณแม่นำกลับไปต้มให้ตัวเองกิน เพื่อปรับสมดุลในบ้าน :

• ยอมรับความจริงอย่างซื่อสัตย์ (ลดอีโก้ของความเป็นแม่)
: ตัวของคุณแม่ต้องยอมรับก่อนว่า ณ ตอนนี้ บ้านอาจจะยังไม่ใช่เซฟโซนสำหรับลูกจริงๆ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าแม่เป็นแม่ที่ล้มเหลวตลอดกาล มันแปลว่า "เราต้องเริ่มสร้างมันขึ้นมาใหม่"

• เปลี่ยนจาก ‘ผู้คุม’ เป็น ‘ผู้ฟัง’
: เมื่อลูกกลับมาอยู่บ้านแล้ว แทนที่จะตั้งคำถามจับผิด หรือเทศนาสั่งสอนยาวเหยียด จงเปลี่ยนเป็นความเงียบที่อบอุ่น ลองเดินเข้าไปกอดลูก (แม้ลูกจะผลักไส) แล้วพูดคำสั้นๆ ว่า "แม่ดีใจที่หนูกลับมาปลอดภัยนะ ลูกหิวไหม?"
ทำให้ลูกเห็นว่า ต่อให้ลูกจะทำผิดพลาดมาแค่ไหน อ้อมกอดของแม่ก็ยังกางออกรับเสมอโดยไม่มีเงื่อนไข

• เปิดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อสื่อสาร
: รอจังหวะที่คลื่นลมสงบ นั่งคุยกับลูกตรงๆ แบบเปิดอกเหมือนเพื่อนผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะแม่ผู้ถือไม้เรียว ถามลูกตรงๆ ด้วยความรักว่า "แม่รู้ว่าหนูอยู่บ้านแล้วไม่มีความสุข บอกแม่ได้ไหมว่าแม่ต้องปรับปรุงตรงไหน? ทำอย่างไรหนูถึงจะรู้สึกปลอดภัยในบ้านหลังนี้?"
คำอวยพรจากแม่มด
ปราการการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกไม่ใช่การล่ามโซ่ แต่คือ "สายใยความผูกพันที่มองไม่เห็น"

ตราบใดที่พ่อแม่ยังใช้อำนาจและกฎเกณฑ์นำหน้าความเข้าใจ พ่อแม่กำลังผลักลูกให้ออกห่างไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งโซ่อาจจะขาดสะบั้นลงจริงๆ แต่ถ้าพ่อแม่กล้าพอที่จะทุบกำแพงความโกรธ แล้วเปลี่ยนบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย ยอมรับในตัวตนที่แปรปรวนของลูก รับฟังความต้องการที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความก้าวร้าว...

ต่อให้วันข้างหน้าพ่อแม่เปิดประตูทิ้งไว้ นกน้อยตัวนี้ก็จะไม่หนีไปไหน เพราะเขารู้ดีว่า ไม่มีที่ใดในโลกกว้างใหญ่ที่จะอบอุ่นและปลอดภัยไปกว่าอกของแม่อีกแล้ว
จงหนักแน่น สงบ และเริ่มสร้างเซฟโซนของคุณแม่🫂ตั้งแต่วันนี้เถอะนะคะ

ด้วยรักและห่วงใย💗🤱่

จากใจ แม่มด💖🧙

เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต ทักษะชีวิต "หนี ซ่อน สู้"ลูกเราควรต้องรู้https://www.facebook.com/share/p/1BoSQDoJ3d/
19/08/2026

เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต
ทักษะชีวิต "หนี ซ่อน สู้"
ลูกเราควรต้องรู้

https://www.facebook.com/share/p/1BoSQDoJ3d/

รับมืออย่างไรเมื่อเกิดเหตุกราดยิงในโรงเรียน
🟢 สลัด 'อาการตัวแข็งทื่อ' คือสิ่งแรกที่ต้องทำ
ในวินาทีที่เหตุกราดยิงใน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ สลัด 'อาการตัวแข็งทื่อ' (The Freeze) ทิ้งไปทันที ปรากฏการณ์นี้เป็นกลไกทางจิตวิทยาตามธรรมชาติเมื่อมนุษย์เผชิญภัยคุกคามที่รุนแรงเกินรับมือ แต่ในสถานการณ์จริง "ความล่าช้าหมายถึงชีวิต" คุณต้องเปลี่ยนสถานะจาก ‘ผู้ประสบภัยที่ตั้งรับ’ มาเป็น ‘ผู้รอดชีวิตที่เตรียมพร้อม’ ด้วยความตระหนักรู้ต่อสถานการณ์ (Situational Awareness)
ความล้มเหลวจากเหตุการณ์ในอดีต เช่นที่ Columbine หรือ Sandy Hook พิสูจน์แล้วว่าการตั้งรับแบบดั้งเดิม (Passive Response) หรือการก้มหน้าซ่อนตัวอยู่นิ่ง ๆ เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องจากผู้ก่อเหตุมักมีการวางแผนล่วงหน้าและรู้ดีว่าเหยื่อจะหลบซ่อนอยู่ในมุมมืด
ข้อมูลล่าสุดจากรายงานของ FBI ในปี 2025 ยืนยันความน่ากังวลนี้ โดยระบุว่าเหตุความรุนแรงถึง 68% เป็นเหตุการณ์ที่มีการเตรียมการและวางแผนมาล่วงหน้า ดังนั้น ‘Mindset’ ในการกล้าตัดสินใจเลือกทางรอดที่เหมาะสมกับวินาทีนั้นจึงเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด
🟢 หนี-ซ่อน-สู้ (Run-Hide-Fight) แบบยืดหยุ่น
การใช้หลักการ Multi-Option Response หรือการตอบโต้ที่มีทางเลือกหลากหลาย มีประสิทธิภาพสูงกว่าแผนการที่ตายตัว งานวิจัยเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่าในพื้นที่เปิดโล่ง เช่น โถงทางเดินหรือห้องสมุด การใช้ทางเลือกที่ยืดหยุ่นสามารถ ลดจำนวนผู้ถูกยิงได้ถึง 58% และลดการบาดเจ็บในห้องเรียนได้กว่า 50% เมื่อเทียบกับการ Lockdown แบบเดิม
- หนี (Run): เมื่อทราบเหตุ ให้ลำดับความสำคัญไปที่การหนีออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที วางแผนเส้นทางหลบหนีในใจ ทิ้งสัมภาระทุกอย่าง และพยายามพาผู้อื่นหนีออกมาด้วยตราบเท่าที่ไม่ทำให้ตนเองเสี่ยงอันตราย
- ซ่อน (Hide): หากไม่สามารถหนีได้ ให้หาที่ซ่อนที่ปลอดภัยและทำการ Barricade หรือปิดกั้นประตูอย่างแน่นหนาโดยใช้เฟอร์นิเจอร์หรืออุปกรณ์ที่มีในห้องเรียนเพื่อประวิงเวลา แยกให้ออกระหว่าง Cover (สิ่งที่กันกระสุนได้ เช่น ผนังคอนกรีตหนา) และ Concealment (สิ่งที่พรางตาแต่กันกระสุนไม่ได้)
- สู้ (Fight): นี่คือทางเลือกสุดท้ายเมื่อชีวิตอยู่ในอันตรายสูงสุด ให้เข้าจู่โจมด้วยความดุดันสูงสุด โดยใช้อาวุธที่หาได้ในเวลานั้น เช่น ถังดับเพลิง หรือของแข็งที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อขัดขวางและทำให้ผู้ก่อเหตุหมดสภาพ
🟢 การดูแลผู้มีความต้องการเฉพาะกลุ่ม (AFN)
ครูต้องสวมบทบาท ‘ผู้นำยามวิกฤต’ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งในเชิงปฏิบัติการและจริยธรรม โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ (Access and Functional Needs - AFN) ผ่านระบบการสนับสนุนที่แบ่งเป็นระดับ
กลไกที่สำคัญที่สุดคือการใช้ ระบบคู่หู (Buddy System) เพื่อให้มั่นใจว่านักเรียนทุกคน โดยเฉพาะผู้พิการหรือผู้ที่มีภาวะทางสติปัญญาจะมีคนคอยช่วยเหลือดูแลไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในสถานการณ์ที่สับสนวุ่นวาย ครูต้องให้ความสำคัญกับการระบุตัวตน (Identification) ของกลุ่มเปราะบางอย่างชัดเจน เพื่อความรวดเร็วในการส่งต่อข้อมูลให้แก่เจ้าหน้าที่ การสื่อสารที่เด็ดขาดและชัดเจนของครูจะช่วยลดระดับความเครียดและป้องกันภาวะตื่นตระหนกในกลุ่มนักเรียนได้เป็นอย่างดี
🟢 การปฐมพยาบาลห้ามเลือดฉุกเฉินเฉพาะหน้า
ในเหตุการณ์ความรุนแรง ‘เวลา’ คือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย การเสียเลือดอย่างรุนแรงสามารถพรากชีวิตได้เร็วกว่าที่รถพยาบาลจะมาถึง การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับบาดแผลฉกรรจ์จึงเป็นหน้าที่ของพลเมืองดีทุกคน
แม้ในสภาวะวิกฤตที่ความช่วยเหลือทางการแพทย์ยังมาไม่ถึง การลงมือห้ามเลือดเบื้องต้นเพื่อประคับประคองอาการของผู้บาดเจ็บเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสังเกตอาการช็อก เช่น ผิวซีด ตัวเย็น หรือสับสน ทุกวินาทีที่คุณสามารถหยุดการไหลของเลือดได้ หมายถึงการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้นักเรียนและเพื่อนร่วมงานก่อนที่ทีมกู้ภัยจะสามารถบุกเข้าถึงพื้นที่เพื่อเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บได้อย่างปลอดภัย
🟢 แนวทางปฏิบัติและความปลอดภัยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง
คุณต้องเข้าใจโลกความจริงของการปฏิบัติการ: ภารกิจเดียวของตำรวจชุดแรกคือ ‘หยุดยั้งผู้ก่อเหตุ’ พวกเขาจะไม่หยุดเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจนกว่าจะขจัดภัยคุกคามเสร็จสิ้น ข้อปฏิบัติที่ต้องทำตามอย่างเคร่งครัด:
1. ยกมือแสดงนิ้วมือให้ชัดเจน เพื่อยืนยันว่าคุณไม่มีอาวุธ
2. ห้ามถือของและห้ามวิ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่: ทิ้งกระเป๋าหรือเสื้อคลุมลงทันที อย่าพยายามเกาะกอดหรือฉุดดึงเจ้าหน้าที่
3. แจ้งข้อมูลสำคัญ: หากทำได้ ให้แจ้งตำแหน่งผู้ก่อเหตุ จำนวนคน รูปพรรณสัณฐาน และประเภทอาวุธ
4. ความปลอดภัยเริ่มต้นก่อนเกิดเหตุ: วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันคือการแจ้งข้อมูล ‘พฤติกรรมที่สังเกตเห็นได้’ (Observable Behaviors) ของบุคคลที่น่าสงสัยให้เจ้าหน้าที่ทราบตั้งแต่ก่อนจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น
5. หลังจากเหตุการณ์สงบลง ทุกคนต้องไปยัง พื้นที่รวมพล (Assembly Area) เพื่อระบุตัวตนและให้ข้อมูลในฐานะพยาน ห้ามออกจากพื้นที่จนกว่าเจ้าหน้าที่จะอนุญาต
🟢 การซักซ้อมอย่างสร้างสรรค์และการเติบโตหลังเผชิญวิกฤต
การเตรียมพร้อมที่ยั่งยืนต้องไม่สร้างบาดแผลทางใจเพิ่ม (Trauma-Informed) การซ้อมที่สมจริงเกินไปจนสร้างความหวาดกลัวอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตในระยะยาว สถานศึกษาควรเปลี่ยนมาใช้กระบวนการ เรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning - TL) เพื่อฟื้นฟูและสร้าง ‘วัฒนธรรมความปลอดภัย’ ที่เข้มแข็ง
กระบวนการนี้ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนสำคัญที่ครูสามารถบูรณาการเข้ากับบทเรียนปกติ เช่น การทำบันทึกอนุทิน (Journal) หรือโครงงานวิจัยทางมานุษยวิทยา เพื่อให้นักเรียนยังคงความต่อเนื่องทางการศึกษาควบคู่ไปกับการเยียวยา:
- การตั้งคำถาม (Questioning): สำรวจความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยที่ถูกทำลายลงผ่านการสะท้อนความรู้สึก
- การสำรวจ (Exploring): ค้นหามุมมองและวิธีการรับมือใหม่ ๆ ผ่านการศึกษาวัฒนธรรมที่แตกต่างและการรับฟังมุมมองที่หลากหลาย
- การทดลอง (Experimenting): ทดลองปรับใช้ทักษะและแนวคิดใหม่เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ตนเองและชุมชน
เป้าหมายสูงสุดคือการสร้าง การเติบโตหลังเผชิญวิกฤต (Post-Traumatic Growth - PTG) ที่เปลี่ยนความเจ็บปวดให้เป็นพลังในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยกว่าเดิม โดยอาศัยความเห็นอกเห็นใจ (Compassion) และการสนับสนุนที่ต่อเนื่องจากชุมชน
เพราะทุกชีวิตมีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นจากบทเรียนที่ยากที่สุดเพื่อคืนกลับสู่การใช้ชีวิตที่มีความหมายอีกครั้ง
ที่มา:
รายงานสถิติเหตุกราดยิงอย่างเป็นทางการโดย FBI (ปีค.ศ. 2025) Federal Bureau of Investigation. Active Shooter Incidents in the United States in 2025. U.S. Department of Justice, 2026. เข้าถึงเมื่อ 6 ส.ค. 2569.
แนวปฏิบัติอย่างเป็นทางการของรัฐแคลิฟอร์เนียสำหรับการประกบดูแลเด็กกลุ่มพิเศษ (AFN) California Governor's Office of Emergency Services (Cal OES). Active Shooter Awareness Guidance. Cal OES Law Enforcement Division, Feb. 2018. เข้าถึงเมื่อ 6 ส.ค. 2569.
งานวิจัยผลกระทบทางจิตวิทยาจากการซ้อมแผนจำลองเหตุกราดยิง (Everytown & สถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย) ElSherief, Mai, et al. "Impacts of School Shooter Drills on the Psychological Well-Being of American K-12 School Communities: A Social Media Study." Humanities and Social Sciences Communications, vol. 8, no. 1, 2021, pp. 1-14. Palgrave Macmillan. เข้าถึงเมื่อ 6 ส.ค. 2569.
กรอบแนวคิดการเยียวยาจิตใจและการเติบโตหลังเผชิญวิกฤต (มหาวิทยาลัย Marquette) Lunn, Lucienne, Karen Campion, Steven James, and Gabriel Velez. "A Framework for Guiding Transformative Growth After High School Shootings." Peace and Conflict: Journal of Peace Psychology, vol. 27, no. 3, 2021, pp. 486-496. e-Publications@Marquette, https://epublications.marquette.edu/edu_fac/607. เข้าถึงเมื่อ 6 ส.ค. 2569.
บทวิเคราะห์ทางยุทธวิธีและข้อจำกัดของ Run-Hide-Fight (สถาบันวิชาชีพตำรวจ Police1) Wood, Mike. "Why 'Run, Hide, Fight' is Flawed." Police1, Lexipol, 15 June 2016. เข้าถึงเมื่อ 6 ส.ค. 2569.
มาตรฐานและโปรโตคอลการปฐมพยาบาลห้ามเลือดฉุกเฉิน (Stop the Bleed) Dent-Phelps R-III School District. "Stop the Bleed" Protocol. Based on the American College of Surgeons (ACS) "Stop the Bleed" program, n.d., www.stopthebleed.org. เข้าถึงเมื่อ 6 ส.ค. 2569.
คู่มือปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุรุนแรงของสำนักงานกู้ภัยฉุกเฉินแห่งรัฐนิวยอร์ก New York State Division of Homeland Security and Emergency Services. RUN HIDE FIGHT. NY.Gov, n.d., www.dhses.ny.gov. เข้าถึงเมื่อ 6 ส.ค. 2569.
แผนจัดการความปลอดภัยฉุกเฉินของมหาวิทยาลัยเท็กซัส University of Texas Emergency Management. Active Shooter Response Guide: RUN HIDE FIGHT. University of Texas, n.d.. เข้าถึงเมื่อ 6 ส.ค. 2569.
#กราดยิง #กราดยิงในโรงเรียน #คู่มือเอาตัวรอด #นักเรียน #โรงเรียน #นนทบุรี

อย่าให้บาดแผลในรุ่นเราส่งต่อไปที่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปอีกเลยค่ะตัดวงจรนี้ซะเถอะนะ
18/08/2026

อย่าให้บาดแผลในรุ่นเรา
ส่งต่อไปที่รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปอีกเลยค่ะ
ตัดวงจรนี้ซะเถอะนะ

บาดแผลที่คุณยอมทน...
จะกลายเป็นสิ่งที่ลูกสาว “ยอมรับ” และลูกชาย “ทำซ้ำ”

เรามักจะคิดเสมอว่า เราสั่งสอนลูกผ่าน “คำพูด” เราสอนให้ลูกสาวรู้จักรักตัวเอง สอนให้ลูกชายเป็นสุภาพบุรุษและให้เกียรติผู้อื่น แต่ในโลกของพัฒนาการเด็ก... สมองของลูกไม่ได้จดจำสิ่งที่เรา “พูด” ได้ดีเท่ากับสิ่งที่เขา “เห็น” และ "รู้สึก"

“วิธีที่คุณยอมให้ใครสักคนปฏิบัติต่อคุณ จะกลายเป็น ‘มาตรฐานความรัก’ ในชีวิตของลูกไปตลอดกาล”

ลองจินตนาการถึงบ้านที่มีการใช้อารมณ์รุนแรง การด่าทอทำร้ายจิตใจ การกดขี่ข่มเหง หรือแม้กระทั่งความรุนแรงทางร่างกายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

👧🏻 ลูกสาว - หากลูกเติบโตมาโดยเห็นภาพของการถูกก่นด่า การถูกทำร้าย หรือการถูกลดทอนคุณค่า แล้วเห็นว่าสุดท้ายเรื่องเหล่านี้ถูกปล่อยผ่านหรือต้องก้มหน้า “อดทน”... สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ สมองของลูกสาวจะเรียนรู้ว่า “ความรักหน้าตาเป็นแบบนี้แหละ”

ในอนาคต เมื่อเธอต้องเจอกับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) หรือโดนทำร้าย เธอมีแนวโน้มที่จะ “ยอมรับ” และทนอยู่กับมัน เพราะจิตใต้สำนึกของเธอถูกโปรแกรมมาตั้งแต่เด็กว่า การถูกรังแกคือส่วนหนึ่งของความรัก และผู้หญิงมีหน้าที่ต้องอดทน

👦🏻 ลูกชาย - หากลูกเติบโตมาโดยเห็นว่า การใช้อารมณ์เกรี้ยวกราด การทุบตี หรือการไม่ให้เกียรติกัน เป็นเรื่องที่สามารถทำได้และมักจะได้รับการให้อภัยเสมอ... เขาจะซึมซับภาพนั้นลงไปในส่วนลึกของจิตใจ

ในอนาคต เขาอาจจะเติบโตไปเป็นคนที่ “ทำซ้ำ” พฤติกรรมเหล่านั้นกับครอบครัวของตัวเอง ไม่ใช่เพราะเขาเกิดมาเป็นคนเลวร้าย แต่เพราะนั่นคือ “ตำราความเป็นผู้นำครอบครัว” เล่มเดียวที่เขาเคยอ่านและเห็นมาตั้งแต่จำความได้ต่างหาก เขาเข้าใจไปแล้วว่า นี่คือวิธีที่ผู้ชายแสดงออก

เด็กๆ กำลังเฝ้ามองเราอยู่เสมอ ...
เขามองเห็นแววตาที่หวาดกลัว
เขามองเห็นรอยช้ำหรือน้ำตา
เขามองเห็นคำขอโทษที่ว่างเปล่า (เพราะเดี๋ยวก็ทำอีก)
เขามองเห็นการพังทลายของเส้นแบ่งความถูกต้อง
และเขามองเห็น... วิธีที่คุณเลือกที่จะเดินออกมา หรือเลือกที่จะทนอยู่ต่อไป

ในความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรงหรือการไม่ให้เกียรติกันอย่างรุนแรง... การที่คุณตัดสินใจลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง ขีดเส้นขอบเขตที่ชัดเจน หรือพาตัวเองเดินออกมาจากจุดที่เลวร้าย มันไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลวในชีวิตคู่นะครับ

แต่มันคือการประกาศให้ลูกเห็นว่า "ความรักที่แท้จริง ต้องไม่มีการทำร้ายกัน"

คุณไม่ได้แค่กำลังเลือกว่า ตัวคุณเองจะยอมรับความรักแบบไหน แต่คุณกำลัง “หยุดวงจรความรุนแรง” ไม่ให้ส่งต่อไปยังเจเนอเรชันของลูก... เพื่อไม่ให้ลูกสาวของคุณต้องไปทนรับมัน และเพื่อไม่ให้ลูกชายของคุณต้องไปทำมันกับใคร

หากบ้านไหนกำลังเผชิญกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว พ่อหมอขอเป็นกำลังใจเล็กๆ ให้คุณเข้มแข็งและกล้าหาญที่จะขอความช่วยเหลือนะครับ (สายด่วน 1300 ศูนย์ช่วยเหลือสังคม โทรได้ตลอด 24 ชั่วโมง)

เพื่อตัวคุณเอง... และเพื่อโลกทั้งใบของเด็กๆ ที่กำลังมองดูคุณอยู่ครับ

เป็นกำลังใจให้เสมอครับ

#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 5 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่

อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/

S. SUPERHEALTHY เลี้ยงลูกให้แข็งแรงแบบซูเปอร์ [NEW 2569] ***

A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก ฉบับปรับปรุง
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)

ที่อยู่

ถนน ลาดพร้าว
Bang Kapi

เบอร์โทรศัพท์

+66615161965

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ How to ได้ใจลูกวัยรุ่นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง How to ได้ใจลูกวัยรุ่น:

ทางลัด

แชร์