How to ได้ใจลูกวัยรุ่น

How to ได้ใจลูกวัยรุ่น ขอเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พ่อแม่ได้พูดคุยกันอย่างเป็นเพื่อนร่วมทาง ถ้ามีข้อสงสัยหรือข้อขัดข้องใจเรื่องการเลี้ยงดูลุกวัยรุ่น ติดต่อมาได้เลยนะคะ ยินดีให้คำปรึกษาค่ะ

ความรักที่แท้จริงของแม่คือรักที่ไม่จับลูกขังกรงไม่ว่ากรงทอง กรงมูลค่าขนาดไหนแต่ลูกต้องก้าวออกไปเดินด้วยขาของเขาเองhttps:...
27/05/2026

ความรักที่แท้จริงของแม่
คือรักที่ไม่จับลูกขังกรง
ไม่ว่ากรงทอง กรงมูลค่าขนาดไหน
แต่ลูกต้องก้าวออกไปเดินด้วยขาของเขาเอง

https://www.facebook.com/share/1DVRctqrQA/

อย่ารักลูก…
จนความรักกลายเป็นกรง

เพราะ “ความรักที่ไม่มีพื้นที่หายใจ”
อาจผลักคนที่เรารักที่สุด
ให้ค่อย ๆ ถอยไกลออกไปโดยไม่รู้ตัว

บางครั้ง…
สิ่งที่ทำให้หัวใจแม่ใจหายที่สุด
ไม่ใช่การที่ลูกเปลี่ยนไป

แต่คือวันที่เรารู้สึกว่า…

“ลูกไม่ได้ต้องการเราเหมือนเดิมอีกแล้ว”

วันที่ลูกเริ่มไม่ร้องงอแงขอให้แม่อุ้ม
วันที่ลูกเริ่มเดินนำหน้า แทนการจับมือแม่ไว้แน่น
วันที่ลูกเริ่มสำรวจโลกโดยไม่หันกลับมามองหาแม่ทุก ๆ ก้าว
วันที่ลูกเริ่มมีเพื่อนที่อยากเล่นด้วยมากกว่าอยู่กับแม่
วันที่ลูกเริ่มหัวเราะกับเรื่องที่แม่ไม่เข้าใจ
วันที่ลูกเริ่มมีมุมเงียบ ๆ ของตัวเอง มีความคิดของตัวเอง
วันที่ลูกเริ่มไม่วิ่งมากอดทันทีเวลาแม่ไปรับ
วันที่ลูกเริ่มเขินเวลาแม่หอมแก้มต่อหน้าคนอื่น
วันที่ลูกเริ่มขอปิดประตูห้องเพื่ออยู่คนเดียวสักพัก

วันที่ลูกเริ่มบอกว่า “หนูทำเองได้”
วันที่ลูกเริ่มไม่ต้องการให้แม่ช่วยทุกอย่าง ทั้งใส่รองเท้า
จัดกระเป๋าหรือแก้ปัญหาเล็ก ๆ เหมือนเมื่อก่อน

วันที่ลูกเริ่มมีเพลงที่แม่ไม่รู้จัก
มีความฝันที่แม่ไม่เคยนึกถึง
มีเส้นทางที่เริ่มแตกต่างจากที่แม่วาดไว้

หัวใจของแม่ไม่ได้โกรธลูก หรือน้อยใจลูกหรอก
ก็ยังอด “ใจหาย” ไม่ได้

เพราะทุกช่วงเวลานั้น
กำลังค่อย ๆ บอกเราว่า…

เด็กตัวเล็ก ๆคนนั้นที่ครั้งหนึ่ง
แม่คือพื้นที่ปลอดภัยของเขา
แม่คือโลกทั้งใบที่เขาเชื่อใจที่สุด

แค่ลืมตา
เขาก็มองหาแม่
ร้องไห้ก็เรียกแม่
กลัวก็วิ่งหาแม่
หลับก็ต้องกอดแม่

เด็กตัวเล็ก ๆคนนั้น… กำลังเติบโตขึ้น
จนมีโลกของตัวเองแล้วจริง ๆ

ธรรมชาติของชีวิต
ไม่เคยออกแบบให้เด็กคนหนึ่ง
อยู่ในอ้อมแขนแม่ตลอดไป

เด็กเกิดมาเพื่อเติบโต
เพื่อค้นหาตัวเอง
เพื่อเรียนรู้โลก
เพื่อสร้างความสัมพันธ์
เพื่อมีความฝัน

และวันหนึ่ง…
เพื่อมีชีวิตที่เป็นของเขาเอง

และความจริงที่ท้าทายที่สุดก็คือ…

พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกมาด้วยความรักมากที่สุด
มักเป็นคนที่ “ปล่อยมือยากที่สุด” เช่นกัน

ยิ่งถ้าในช่วงเวลาที่เราเลี้ยงลูกมา
ถ้าเราได้ผูกทั้งชีวิตไว้กับลูก…

เราจะพบว่า…

การเติบโตของลูก
ไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตของเขา
แต่เปลี่ยนชีวิตของเราไปอย่างสิ้นเชิง

เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ชีวิตของแม่อาจค่อย ๆ “หมุนรอบลูก”โดยไม่รู้ตัว

ตื่นเช้าก็เพื่อลูก
วางแผนทุกอย่างเพื่อลูก
เหนื่อยก็เพื่อลูก
อดทนก็เพื่อลูก

ความสุขของลูก
กลายเป็นความสุขของเรา

รอยยิ้มของลูก
กลายเป็นพลังของเรา

จนบางครั้ง…
เราเผลอลืมไปว่า
นอกจากการเป็น “แม่”

เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
ที่มีตัวตน มีความฝัน
และมีชีวิตของตัวเองเช่นกัน

และเมื่อวันหนึ่ง
ลูกเริ่มมีโลกของตัวเอง

หัวใจของแม่จึงไม่ได้แค่ “คิดถึง”
แต่เหมือนกำลัง “สูญเสีย”
บทบาทที่เคยเติมเต็มชีวิตเรามาตลอด

ไม่ใช่เพราะเรารักลูกผิด
แต่เพราะเรารักมาก
จนบางครั้ง…
เราเผลอเอาหัวใจทั้งหมดไปผูกไว้กับเขา

จึงไม่แปลกเลย
ที่วันที่ลูกเริ่มเดินออกไปสู่โลกของตัวเอง

หัวใจของแม่
จะทั้งภูมิใจ
ทั้งใจหาย
ทั้งยินดี
และทั้งเงียบเหงาในเวลาเดียวกัน

หลายครั้ง
สิ่งที่เราคิดว่าเป็น “ความรัก”
ลึก ๆ อาจมี “ความกลัว” ซ่อนอยู่

กลัวว่าลูกจะไม่รักเราเหมือนเดิม
กลัวว่าลูกจะไกลออกไป
กลัวว่าเขาจะมีความสุขได้โดยไม่มีเรา

และเพราะความกลัวนั้นเอง
พ่อแม่หลายคนจึงเริ่มเผลอใช้
“ความรัก” กลายเป็น “การควบคุม” โดยไม่รู้ตัว

โทรตามทั้งวันเพราะคิดถึง
แต่ลูกกลับรู้สึกอึดอัด

ถามทุกเรื่องเพราะเป็นห่วง
แต่ลูกกลับรู้สึกไม่มีพื้นที่ส่วนตัว

น้อยใจทุกครั้งที่ลูกเลือกคนอื่นก่อน
จนลูกเริ่มรู้สึกผิด ที่ตัวเองกำลังมีความสุข

บางบ้าน
ลูกไม่ได้ห่างออกไปเพราะไม่รัก
แต่เพราะเขาเริ่มรู้สึกไม่สบายใจหรืออึดอัด

ความรักที่ดี
ควรเป็นเหมือน “บ้าน”
ไม่ใช่ “กรง”

บ้าน คือที่ที่เรากลับมาแล้วสบายใจ
เป็นตัวเองได้…
ผิดพลาดได้…
เหนื่อยได้…
ร้องไห้ได้…
โดยไม่กลัวว่าจะถูกตัดสิน

แต่กรง…
ต่อให้สร้างจากทองคำ
ก็ยังเป็นที่ที่ไม่มีอิสระอยู่ดี

ลูกหลายคนไม่ได้อยากหนีบ้าน
เขาแค่อยากกลับบ้าน
แล้วไม่ต้องรู้สึกผิด
ที่กำลังเติบโต

อยากกลับมา
โดยไม่ถูกประชดว่า
“เดี๋ยวนี้ไม่มาหาแม่เหมือนเมื่อก่อนเลยนะ”

อยากกลับมา
โดยไม่ต้องแบกความรู้สึกว่า…
ความสุขของตัวเอง
กำลังทำร้ายหัวใจคนที่รักที่สุด

พระคัมภีร์ไม่เคยสอนให้พ่อแม่ “ครอบครอง” ลูก
แต่สอนให้เรา เลี้ยงดู อบรม
และปล่อยให้เขาเติบโตในทางที่ควรจะเป็น

เหมือนต้นไม้ที่ได้รับน้ำอย่างดี
วันหนึ่งก็ต้องแตกกิ่งของตัวเอง
ไม่ใช่เติบโตอยู่ใต้เงามือของคนปลูกตลอดไป

พระเจ้ามอบลูกมาให้เรา “ดูแล”
ไม่ใช่ “เป็นเจ้าของ”

และบางครั้ง…
ความรักที่ยากที่สุดของการเป็นพ่อแม่
อาจไม่ใช่การเสียสละ

แต่คือการยอมรับว่า
ลูกมีเส้นทางชีวิต
ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับเขาเช่นกัน

แม้เส้นทางนั้น
จะไม่ได้เหมือนที่เราวาดฝันไว้ทั้งหมด

ลูกไม่ได้เกิดมา
เพื่อเติมเต็มช่องว่างในชีวิตพ่อแม่

แต่เขาควรมีอิสระ
ที่จะค้นหาเส้นทางของตัวเอง

ความรักที่เติบโตขึ้นคือ
ความรักที่ไม่ยึดครอง
ความรักที่ไม่ควบคุม
ความรักที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด
ทุกครั้งที่เขาเติบโต

แต่เป็นความรักที่มั่นคงและทำให้ลูกรู้สึกได้ว่า…

“แม่ยังอยู่ตรงนี้เสมอนะ”

“ไม่ว่าลูกจะเลือกเส้นทางไหน
ลูกยังมีบ้านให้กลับมา”

“แม่อาจไม่ได้เข้าใจทุกอย่าง
แต่แม่จะรับฟังลูกและอยู่ตรงนี้เสมอ”

“แม่รักลูก
ไม่ใช่เพราะลูกทำให้แม่ภูมิใจเสมอ
แต่เพราะลูกคือของขวัญจากพระเจ้า”

บทเรียนที่สำคัญของการเป็นพ่อแม่
คือการเรียนรู้ที่จะวางใจ
เชื่อมั่นว่าเราได้ฟูมฟัก เลี้ยงดูเขามาอย่างดี
และเว้นพื้นที่ให้เขาเติบโต

วันที่เราดูแลเขาไม่ได้ทุกอย่าง
วันที่เราเข้าไม่ถึงทุกความคิดของเขา
วันที่ลูกเลือกเส้นทางที่เราไม่เข้าใจทั้งหมด

เราอาจยังห่วง ยังอธิษฐาน
และยังรักเหมือนเดิม

แต่เราไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกอย่าง
เพื่อพิสูจน์ความรักอีกต่อไป

เพราะความรักที่เติบโตแล้ว
ไม่ใช่ความรักที่ยึดไว้แน่นที่สุด

แต่คือความรักที่เชื่อมั่นว่า…
แม้วันที่ลูกเดินไกลออกไป
พระเจ้าก็ยังเดินไปกับเขาเสมอ

วันหนึ่ง…
ลูกจะมีบ้านของเขา
มีครอบครัวของเขา
มีชีวิตที่เขาเลือกเอง

และนั่นไม่ได้แปลว่า แม่สำคัญน้อยลง
แค่บทบาทของแม่กำลังเปลี่ยนไป

บ้านของแม่พร้อมต้อนรับลูกเสมอ
บ้านที่มีความเข้าใจ
มีการรับฟัง
มีพื้นที่ปลอดภัย
และมีความรักที่ไม่ควบคุม
บ้านที่ลูกกลับมาแล้วรู้สึกสบายใจ

เพราะสุดท้ายแล้ว…
ไม่มีลูกคนไหนเกิดมา
เพื่ออยู่ใต้ปีกแม่ตลอดชีวิต

แต่ถ้าบ้านเต็มไปด้วยความรักที่อ่อนโยน
เต็มไปด้วยการรับฟัง
และเต็มไปด้วยพื้นที่ปลอดภัย

ต่อให้ลูกบินไกลแค่ไหน
เขาก็ยังอยากบินกลับบ้านเอง 🤍

อย่ารักลูก… จนความรักกลายเป็นกรง
จงรักลูก… ให้เขากล้าออกไปเผชิญโลก
และรู้ว่า “รังนี้” ยังเป็นบ้านของเขาเสมอ

ด้วยรักจากใจ
แม่อิง บันทึกแม่อิงเลี้ยงลูก

#บันทึกแม่อิงเลี้ยงลูก
#บันทึกให้ลูกอ่าน
#เลี้ยงลูกด้วยหัวใจ
#ความรักที่ปล่อยให้เติบโต
#พื้นที่ปลอดภัยของลูก
#แม่และลูก




#ลงทุนเวลา

สื่อสารกันให้มาก เข้าใจกันด้วยหัวใจแล้วบ้านจะไม่ลุกเป็นไฟนะคะ
26/05/2026

สื่อสารกันให้มาก เข้าใจกันด้วยหัวใจ
แล้วบ้านจะไม่ลุกเป็นไฟนะคะ

การเลี้ยงลูกวัยรุ่นให้ “ไม่เหนื่อยใจ”
(หรือเหนื่อยน้อยลง) ไม่ใช่การควบคุมเขาให้ได้ 100% แต่คือการ "เปลี่ยนวิธีสื่อสารและปรับความคาดหวัง" ของตัวเราเอง“ 🌻🌻

1. เปลี่ยนจาก "ผู้ควบคุม" เป็น "ที่ปรึกษา" (Shift from Controller to Consultant)
สมองส่วนหน้าของวัยรุ่นกำลังพัฒนาอย่างรุนแรง เขาต้องการลองผิดลองถูกและต้องการอิสระ ยิ่งเราตีกรอบหนา เขายิ่งอยากแหกคอก

👨🏻👩🏻วิธีทำ: เลิกสั่ง แต่ใช้การ ตั้งคำถามให้เขาคิด เช่น จากเดิมที่เคยพูดว่า "ทำไมไม่ทำการบ้าน ไปทำเดี๋ยวนี้!" ให้เปลี่ยนเป็น "งานเยอะไหมวันนี้ แพลนไว้ว่าจะเคลียร์เสร็จตอนกี่โมงดี เผื่อแม่จะได้กะเวลาทำมื้อเย็นถูก"

👦🏻🧒🏻ผลลัพธ์: เขาจะรู้สึกว่าเราเคารพในตัวเขา และได้ฝึกความรับผิดชอบด้วยตัวเอง

2. กฎทอง 80:20 (ฟัง 80 พูด 20)
ความเหนื่อยใจของพ่อแม่มักเกิดจากการที่พูดอะไรไปแล้วลูก "ปิดหู" ไม่ยอมฟัง วิธีแก้คือเราต้องเป็นฝ่ายฟังเขาก่อน

👨🏻👩🏻วิธีทำ: เวลาลูกมาเล่าอะไรให้ฟัง หรือเวลาที่มีปัญหา อย่าเพิ่งรีบสอนหรือรีบตัดสิน ให้ฟังจนจบก่อน แล้วสะท้อนความรู้สึกของเขา เช่น "อ๋อ เรื่องมันเป็นแบบนี้เอง แปลว่าตอนนั้นลูกคงโกรธมากใช่ไหม"

👦🏻🧒🏻ผลลัพธ์: เมื่อลูกรู้สึกว่า "มีคนเข้าใจ" กำแพงในใจจะพังลง แล้วหลังจากนั้นเมื่อเราจะตักเตือนอะไร (ในสัดส่วน 20%) เขาจะเปิดใจรับฟังมากกว่าเดิมหลายเท่า

3. ชัดเจนเรื่อง "กติกา" แต่ยืดหยุ่นเรื่อง "วิธีการ"
วัยรุ่นยังต้องการกรอบที่ปลอดภัย แต่กรอบนั้นต้องไม่แคบจนอึดอัด
👨🏻👩🏻วิธีทำ: ร่วมกันตั้ง "กติกากลาง" ที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ เช่น เวลากลับบ้าน หรือการใช้เงิน แต่ปล่อยอิสระในเรื่องส่วนตัวของเขา เช่น วิธีจัดห้องนอน สไตล์การแต่งตัว หรือทรงผม (ตราบใดที่ไม่เดือดร้อนใคร)

👦🏻🧒🏻ผลลัพธ์: ลดการปะทะในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทำให้พ่อแม่ไม่เสียพลังงานไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

4. เว้นระยะห่างให้ถูกจังหวะ (Give Them Space)
บางครั้งการที่ลูกเก็บตัวอยู่ในห้อง ล็อคประตู หรือติดเพื่อน ไม่ได้แปลว่าเขาเกลียดพ่อแม่ แต่เป็นพัฒนาการตามวัยที่เขาต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพื่อค้นหาตัวตน
👨🏻👩🏻วิธีทำ: ไม่ต้องตามจี้หรือจับผิดทุกฝีก้าว ให้เขารู้ว่า "ประตูห้องเขาปิดได้ แต่ประตูใจของพ่อแม่เปิดต้อนรับเขาเสมอ" เมื่อไหร่ที่เขาพร้อมหรือเจอปัญหา เขาจะเดินมาหาเราเอง

👦🏻🧒🏻ผลลัพธ์: ลูกไม่รู้สึกถูกคุกคาม และความสัมพันธ์ในบ้านจะอบอุ่นขึ้น

ข้อคิดเตือนใจพกพา:⭐️⭐️

วัยรุ่นคือช่วงวัยที่กำลัง "หัดบิน" หน้าที่ของเราไม่ใช่การอุ้มลูกไว้ตลอดเวลา

แต่คือการเป็น "ลานจอดเครื่องบินที่ปลอดภัย"
ที่ไม่ว่าลูกจะบินไปเจอพายุข้างนอกหนักแค่ไหน
เขาก็รู้ว่าสามารถกลับมาลงจอดได้อย่างปลอดภัยที่บ้าน

#เลี้ยงลูกวัยรุ่น

แม่มดกำลังเดินทางทำงานที่ไปขอนแก่นใครอยู่ขอนแก่น ........อยากมาทักทาย ทักมาได้นะคะอยู่ถึงวันศุกร์ที่ 29 ค่ะ
24/05/2026

แม่มดกำลังเดินทางทำงานที่ไปขอนแก่น
ใครอยู่ขอนแก่น ........
อยากมาทักทาย ทักมาได้นะคะ
อยู่ถึงวันศุกร์ที่ 29 ค่ะ

ความสุขของแม่ไม่ได้มีเพียงลูกหาความสุขของตัวเองให้เจอรักตัวเองให้เป็นก่อนที่จะสอนให้ลูกรักตัวเองได้https://www.facebook....
24/05/2026

ความสุขของแม่ไม่ได้มีเพียงลูก
หาความสุขของตัวเองให้เจอ
รักตัวเองให้เป็น
ก่อนที่จะสอนให้ลูกรักตัวเองได้

https://www.facebook.com/share/1EM6R7xuKA/

#ลูกอย่าเอาความสุขไปฝากไปที่ใครจนหมด
เพราะถ้าเขาเดินจากไป เขาจะเอาความสุขเราไปด้วย

หนึ่งในทักษะชีวิตที่สำคัญไม่แพ้วิชาการ คือการสอนให้ลูก "มีความสุขได้ด้วยตัวเอง" เพราะในวันที่ความสัมพันธ์พังทลาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนรักหรือคนรัก ถ้าลูกไม่มีแหล่งผลิตความสุขสำรองในใจตัวเองเลย โลกทั้งใบของเขาจะถล่มลงมา 100% และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต

⚠️ ทำไมการ "มีความสุขเองไม่เป็น" ถึงอันตราย ?
เมื่อความสุขของลูกขึ้นอยู่กับคนอื่นแบบ 100% สิ่งที่จะตามมาคืออาการ "โหยหาจนไม่เลือก"

กลายเป็นคนไม่มีมาตรฐาน เพราะกลัวความเหงาและโหยหาความรักอย่างหนัก ลูกจะยอมรับใครก็ได้เข้ามาในชีวิต "ขอแค่ให้มีไว้ก่อน" โดยไม่สนว่าคนนั้นจะดีหรือร้าย จะให้เกียรติเขาไหม เพราะเขาทนอยู่กับตัวเองไม่ได้

💡 3 สิ่งที่ต้องสอน เพื่อให้ลูก "ยืนได้ด้วยขาตัวเอง"
การสอนให้ลูกรักตัวเองและมีความสุขเองได้ ไม่ใช่การสอนให้เขาเป็นคนโดดเดี่ยว แต่คือการสอนให้เขาเป็น "คนที่มีทางเลือก"

1. ค้นหา "Passion" หรือพื้นที่ส่วนตัวให้เจอ
สนับสนุนให้ลูกมีงานอดิเรก สิ่งที่เขาชอบทำคนเดียวได้ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูป อ่านหนังสือ เล่นกีฬา หรือทำอาหาร พื้นที่ตรงนี้จะเป็น "บ่อความสุข" ที่ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้

2. สอนให้ภูมิใจใน "Small Wins" ของตัวเอง
ฝึกให้ลูกมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาลงมือทำสำเร็จด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอคำชมจากใคร การที่เขารู้สึกว่า "ฉันเก่งจังที่ทำสิ่งนี้ได้" คือการสะสมพลังงานบวกจากข้างใน

3. สอนเรื่อง "ความสัมพันธ์คือของขวัญ ไม่ใช่ลมหายใจ"
อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า เพื่อนหรือแฟน คือ "ส่วนเติมเต็ม" ที่ทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้น แต่พวกเขาไม่ใช่ "ทั้งหมดของชีวิต" ถ้าวันหนึ่งต้องแยกย้าย เราอาจจะเสียใจแต่เราจะไม่อับจนหนทาง เพราะเรายังมี "ตัวเรา" ที่สร้างความสุขรออยู่เสมอ

กลายเป็นคนพร้อมจะแตกสลายตลอดเวลา เมื่อความสุขไม่ได้มาจากข้างใน เวลาเลิกคบกับเพื่อนหรือเลิกกับแฟน ลูกจะสูญเสียคุณค่าในตัวเองไปทั้งหมด

"จงเป็นดวงดาวที่มีแสงในตัวเองอยู่เสมอ เพื่อที่วันหนึ่งถ้าจักรวาลเงียบเหงาลง... ลูกจะยังคงส่องสว่างและนำทางตัวเองต่อไปได้"

#ความสุขสร้างได้ด้วยตัวเอง #สอนลูกให้รักตัวเอง #ภูมิคุ้มกันทางใจ #วิชาชีวิต #พ่อแม่สอนลูก #แก้วที่น้ำเต็ม #การเรียนรู้ตลอดชีวิต

จำได้ดี ลูกชายบ้านนี้ก็พูดช้ามากแม่ทำทุกวิถีทางแต่พอลูกพูดพูดไม่หยุดเลยจ้ะเข้าใจทีเดียว 2 ภาษาช้าหน่อยไม่เป็นไรนะแม่.......
23/05/2026

จำได้ดี ลูกชายบ้านนี้ก็พูดช้ามาก
แม่ทำทุกวิถีทาง
แต่พอลูกพูดพูดไม่หยุดเลยจ้ะ
เข้าใจทีเดียว 2 ภาษา
ช้าหน่อยไม่เป็นไรนะแม่....

https://www.facebook.com/share/1AYofeSeuv/

#อย่าทำ! 6 พฤติกรรมที่ต้องเลี่ยงถ้าไม่อยากให้ลูกเป็น #เด็กพูดช้า

พ่อแม่หลายคนเฝ้ารอเสียงแรกของลูกอย่างใจจดใจจ่อ แต่รู้ไหมคะว่าบางครั้ง ความหวังดี หรือความเคยชินในการเลี้ยงดูของเรา ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ #ขัดขวางพัฒนาการด้านการพูด ของลูกโดยไม่รู้ตัว!

วันนี้มี๊แพรรวบรวม 6 พฤติกรรมเสี่ยง ที่ต้องรีบปรับเปลี่ยน หาก #ไม่อยากให้ลูกพูดช้าลง มาเช็คกันด่วนๆ ค่ะ ว่ามีอะไรที่เราเผลอทำลงไปบ้าง 👇

6 พฤติกรรมที่ควรเลี่ยง เพื่อ #กระตุ้นพัฒนาการการพูด

1️⃣ ให้หน้าจอเป็นพี่เลี้ยงเด็ก
การปล่อยลูกอยู่กับหน้าจอโดยไม่ควบคุม ส่งผลให้ภาษา กระบวนการคิด และการเรียนรู้ต่ำกว่าเกณฑ์ แม้จะเปล่งเสียงออกมาได้ แต่มักจะเป็นแค่ #การเลียนเสียง ไม่ใช่การสื่อสารโต้ตอบค่ะ

2️⃣ เก็บตัว ไม่พาเจอคนอื่น
การไม่ได้ออกไปเล่นหรือพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน ทำให้ลูก #ขาดโอกาสในการฝึกทักษะการสื่อสาร และการเข้าสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพูด

3️⃣ รู้ใจกันมากเกินไป
การที่คุณแม่เดาภาษากายแล้วตอบสนองลูกทันที โดยไม่ต้องรอให้ลูกเอ่ยปากขอ ทำให้ลูกรู้สึกว่า #ไม่จำเป็นต้องพูด ส่งผลให้พัฒนาการพูดช้าลงได้

4️⃣ ไม่มีปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว
แม้จะอยู่บ้านเดียวกันแต่เฉยชา ไม่ค่อยสื่อสารกัน นอกจากลูกจะพูดได้ช้าแล้ว ยังส่งผลเสียต่อความมั่นคงทางจิตใจของลูกอีกด้วย

5️⃣ เปิดทีวีทิ้งไว้แต่ไม่ได้ดู
การเปิดจอทิ้งไว้โดยไม่มีใครดู ส่งผลเสียต่อสมาธิและสติปัญญาของเด็ก ทำให้ #โฟกัสได้น้อยลง และลดคุณภาพการปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก

6️⃣ สนใจหน้าจอมากกว่าลูก
เด็กๆ มักเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่ #คุณพ่อคุณแม่ควรควบคุมการใช้หน้าจอของตัวเอง และหันมาสนใจปฏิสัมพันธ์กับลูกเยอะๆ เพื่อกระตุ้นกระบวนการพูดและการสื่อสาร

💖 ปรับพฤติกรรมสักนิด เพื่อเสียงแรกที่สดใสของลูก แค่เราใส่ใจปรับวิธีเลี้ยงดู ลดเวลาหน้าจอ และหันมาพูดคุย ปฏิสัมพันธ์กับลูกเยอะๆ ก็เป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการการพูดของเขาได้อย่างมหาศาลแล้วค่ะ ลองเอาไปปรับใช้กันดูน้าา

#สารพันปัญหาการเลี้ยงลูก

นิยามความรักของแต่ละคนไม่เหมือนกันทำความเข้าใจและยอมรับกับความแตกต่างhttps://www.facebook.com/share/1B5WRGNewK/
22/05/2026

นิยามความรักของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ทำความเข้าใจและยอมรับกับความแตกต่าง

https://www.facebook.com/share/1B5WRGNewK/

นิยามความรักของแต่ละคนแตกต่างตามประสบการณ์ที่ผ่านมา เด็กมักจะเรียนรู้นิยามความรัก หรือความหมายของความรักจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูหลัก

พ่อแม่ที่ให้ความรักอย่างสม่ำเสมอ คอยอยู่ข้างๆ ไม่ตัดสิน พยายามทำความเข้าใจ ให้พื้นที่แต่ก็ไม่ห่างเหิน ก็จะทำให้เด็กเห็นภาพความรักแบบที่เขาถูกเลี้ยงดูมา ส่วนเด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ โมโหร้าย ใจร้อน ทำร้ายจิตใจ ก็มักจะนิยามความรักตามรูปแบบความรักที่คุ้นเคยในอดีต

แต่เมื่อโตขึ้นเราไม่ได้เรียนรู้ความรักจากพ่อแม่เท่านั้น บางคนอาจเรียนรู้จากคุณครูที่สนิท บางคนเรียนรู้จากเพื่อน บางคนก็เห็นภาพจากคู่รักตัวเอง

นิยามความรักที่แต่ละคนมีอาจเป็นสิ่งที่เรียนรู้โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ คนเรามักมีแนวโน้มมองหารูปแบบความสัมพันธ์ที่คุ้นเคย ดังนั้นการสังเกตรูปแบบความสัมพันธ์ที่ผ่านมากับพ่อแม่หรือคนรักจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการมีความรักที่ดี

สำหรับหลายคนความรักเป็นสิ่งที่ได้พบเห็นและสัมผัสจากครอบครัว แต่สำหรับหลายคนก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น บาดแผลทางจิตใจ (trauma) ทำให้เขามีประสบการณ์ที่โหดร้ายกับโลกภายนอก จึงทำให้เขารู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่ปลอดภัย ทำให้ต้องระวังตัว ตีความเชิงลบไว้ก่อน สัมผัสความรักไม่ได้ ไม่รู้ทำไมตัวเองต้องรัก หรืออาจบอกว่ารักแต่จริงๆ ไม่ได้รู้สึก

การเชื่อใจใครสักคนว่าจะคนรักเขาหรือเชื่อว่าตัวเองจะเป็นที่รัก (lovable) จึงเป็นเรื่องยาก แม้จะได้อ่านหรือเห็นว่าความรักเป็นอย่างไร เขาก็อาจเข้าใจได้ด้วยหัว (intellectual) แต่ไม่อาจสัมผัสมันได้ด้วยหัวใจ มันจึงยากที่เขาจะรับรู้ถึงความรัก หรือส่งต่อความรักให้คนรอบข้าง ภาพตลกที่ผมนึกในหัวตอนนี้คือ ถ้าคุณกำลังอยู่ในสนามรบคุณคงไม่มีอารมณ์มาสัมผัสความรักอะไรใช่ไหม มันก็เหมือนคนที่รู้สึกตัวเองไม่ปลอดภัยแหละ สมองเขากำลังอยู่ในโหมดปกป้องตัวเอง (fight-flight-freeze system) จะมาส่งต่อความรักก็คงเป็นเรื่องแปลก

จะเห็นได้ว่า พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูหลักมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยสร้างให้คนๆ หนึ่งเป็นคนที่ ‘มีความรักในหัวใจ’ เด็กที่ถูกทอดทิ้งและเพิกเฉยทั้งทางร่างกายและอารมณ์ มักจะไม่ค่อยตกหลุมรัก มีความรัก หรือสานสัมพันธ์กับใครได้อย่างลึกซึ้ง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนจะมีต้นทุนทางครอบครัวที่ดี ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ข่าวดีคือ เราทุกคนสามารถเรียนรู้ความรักรูปแบบใหม่ได้เสมอ ไม่ว่าจะผ่านการอ่าน การเจอนักจิตบำบัด หรือการเจอคนที่มีความรักที่ดี แล้วค่อยๆ เรียนรู้ผ่านการซึมซาบความรู้สึกรัก

ความหมายของชีวิตอาจเป็นการที่เราสามารถรักและโอบกอดใครสักคนหนึ่งได้อย่างหมดหัวใจ จนเราได้เรียนรู้คำว่า ‘รัก’ ผ่านการออกไปรักใครสักคนจริงๆ

อ่านบทความ ความรักคืออะไร: รู้จัก เข้าใจ และรักใครสักคน https://thepotential.org/life/what-is-love/

เรื่อง ชัค ชัชพงศ์
Illustration ภาณุพงศ์ สุวรรณจุฑามณี

 # เรื่องเล่าของลูก😰🫯 ใหญ่สำหรับลูกเสมอหลายครั้งหลายหนที่แม่มดมักจะได้ยินเสียงสะท้อนที่คุ้นหูดังมาจากเพื่อนพ่อๆ แม่ๆ ที่...
21/05/2026

# เรื่องเล่าของลูก😰🫯 ใหญ่สำหรับลูกเสมอ

หลายครั้งหลายหนที่แม่มดมักจะได้ยินเสียงสะท้อนที่คุ้นหูดังมาจากเพื่อนพ่อๆ แม่ๆ ที่มักใช้คำพูดนี้กับลูก
"โอ๊ย! แค่นี้ทำเป็นบ่น สมัยพ่อนะ ลำบากกว่านี้ร้อยเท่า!"
"เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก แม่เจอมาหนักกว่านี้เยอะ ยังทนผ่านมาได้เลยลูก!"

พ่อแม่คะ... รู้ตัวไหมคะว่ากำลังเผลอร่าย "มนตร์ดำขโมยซีน" (One-Upmanship) ใส่ลูกอยู่
เวลาที่ลูกเดินมาเล่าความทุกข์หรือปัญหา เขาแค่อยากได้พื้นที่ปลอดภัยเพื่อระบายอารมณ์ แต่พอพ่อแม่สวนกลับด้วยเรื่องของตัวเองที่ "หนักกว่า เลวร้ายกว่า ทรหดกว่า" ทันทีที่ลูกยังเล่าไม่จบ มันคือการดึงสปอตไลท์และย้ายจุดศูนย์กลางของความสนใจจากความทุกข์ของลูก มาที่ตัวพ่อแม่เองทันที ``

🦅 ทำไมเราถึงเผลอร่ายคาถา "เกทับ" ใส่ลูก?
หลายครั้งพ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายจิตใจลูกหรอกค่ะ เราอาจจะทำไปเพราะเจตนาดี อยากสอนให้ลูกเห็นถึงความอดทน อยากให้ลูกฮึดสู้ โดยใช้ประสบการณ์ของเราเป็นบทเรียน

แต่ในทางจิตวิทยานั้น การแทรกบทสนทนาด้วยเรื่องราวที่เหนือกว่า จะทำให้ลูกรู้สึกว่าเรื่องราวของเขากำลังถูกแย่งความสนใจไป และทำให้ผู้พูดรู้สึกว่าเราไม่ได้กำลังรับฟังหรือใส่ใจประสบการณ์ของเขาอย่างแท้จริง ``
งั้นไม่พูดดีกว่า........

☠️ พิษร้ายของ "คาถาข่มความทุกข์"
การพูดว่า "พ่อหรือแม่เจอมาหนักกว่า" หรือ "เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาของจริงหรอก" ถือเป็นการทำลายและด้อยค่าความรู้สึกของลูก (Emotional Invalidation) อย่างรุนแรง ``

เมื่อความรู้สึกของเด็กถูกลดทอน และถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจะรู้สึกว่าความทุกข์ของตนเองไม่สำคัญ รู้สึกถูกเมินเฉย ถูกลดทอนคุณค่า และสูญเสียพลังงานทางใจไปอย่างเปล่าประโยชน์ ในระยะยาว บาดแผลจากการไม่ถูกยอมรับอารมณ์นี้ อาจนำไปสู่การปิดตายประตูหัวใจ ไม่ยอมเล่าอะไรให้ฟังอีก หรืออาจสะสมจนกลายเป็นปัญหาทางอารมณ์ที่รุนแรงในอนาคตได้เลยทีเดียว ในบางกรณี การที่ผู้ใหญ่เอาแต่เบี่ยงประเด็นและไม่ยอมรับรู้ความเจ็บปวดของเด็ก ก็ถูกมองว่าเป็นการทำร้ายจิตใจรูปแบบหนึ่งเลยค่ะ ``

🔮 ยาถอนคำสาป : เปลี่ยนจาก "นักแข่ง" เป็น "นักฟัง"

แม่มดขออนุญาตเสนอวิธีถอนมนตร์ดำนี้ เพื่อดึงลูกกลับมาสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นนะคะ :

1. เก็บถ้วยรางวัลแห่งความลำบากเข้าตู้ไปก่อน 🏆:
ตอนนี้ไม่ใช่การแข่งขันหาผู้ชนะว่าใครเจ็บปวดกว่ากัน หรือใครอึดถึกทนกว่ากันค่ะ พ่อแม่ต้องระงับสัญชาตญาณที่จะเอาเรื่องของตัวเองไปแข่งขันแย่งความสนใจจากลูก

2. ใช้คาถา "มองเห็นและยอมรับ"🫂 (Acknowledge & Validate) :
สิ่งที่ลูกต้องการที่สุดในเวลานั้น คือการที่พ่อแม่ยอมรับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างจริงใจ โดยไม่ปัดตกหรือเบี่ยงประเด็น แค่พยักหน้าแล้วพูดง่ายๆ ว่า "ฟังดูเหนื่อยและหนักหนาสำหรับลูกมากเลยนะ พ่อ/แม่เข้าใจเลยว่าทำไมลูกถึงเสียใจ"

3. คืนไมโครโฟนให้ลูก 🎙️:
ปล่อยให้ลูกเป็น "ตัวเอก" ของเรื่องราว ปล่อยให้เขาได้เล่าจนจบประโยค โดยที่เราแค่สบตาและส่งพลังใจอยู่เงียบๆ ถ้าอยากแนะนำ ให้ถามเขาก่อนว่า "ลูกอยากฟังไหมว่าตอนที่แม่เจอเรื่องคล้ายๆ กัน แม่ผ่านมันมาได้ยังไง?" ถ้าลูกส่ายหน้า ก็แค่หยุดพักและกอดเขาไว้ก็พอค่ะ

✨ บทส่งท้ายจากใจแม่มด
พ่อแม่คะ... ความเจ็บปวดของคนเรา เอามาวางบนตาชั่งแล้วเทียบน้ำหนักกันไม่ได้หรอกค่ะ โลกของเด็กก็มีขนาดเท่าตัวเด็ก ปัญหาของเขาในวันนี้ ก็คือ🌪️พายุลูกใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว

😍👩‍❤️‍👨พ่อแม่อย่างเรา รูดซิปปาก 🤐เก็บความทรงจำอันแสนทรหดของเราไว้ในใจก่อน แล้วเปิดหูเปิดใจเพื่อฟังเสียงหัวใจของลูกอย่างแท้จริงกันนะคะ 🧙‍♀️💖

ด้วยรักและห่วงใย💗🤱

จากใจ แม่มด💖🧙
🥰

คุยกับลูกเรื่องล่วงละเมิดhttps://www.facebook.com/share/1CvVLHw9Zj/
19/05/2026

คุยกับลูกเรื่องล่วงละเมิด

https://www.facebook.com/share/1CvVLHw9Zj/

#คุยกับลูกเรื่องการล่วงละเมิด

ร้อยละเกือบ 80 ของคดีล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชน "เกิดจากคนใกล้ชิด”

การสอนลูกเรื่องนี้ตั้งแต่ลูกเล็กๆ จึงมีความสำคัญ

1. สอนลูกทุกเพศ ไม่ควรสอนกับลูกสาวเพียงเท่านั้น เพราะการล่วงละเมิด จะเกิดกับใครและเพศใดก็ได้

2. สอนลูกเรื่อง "สิทธิในร่างกายตนเอง" ลูกเป็นเจ้าของร่างกายตนเอง มีสิทธิปฏิเสธ ไม่ให้ใครมาวุ่นวาย ไม่มีใครมีสิทธิในร่างกายเราโดยที่เรารู้สึกไม่เต็มใจ ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะใกล้ชิดเราแค่ไหนก็ตาม

3. ไม่สอนแค่ “เป็นผู้ชายต้องให้เกียรติผู้หญิง” ไม่มีเพศใดสูงกว่าเพศใด การให้เกียรติกันไม่ใช่สิ่งที่ขึ้นกับเพศ สอนลูกว่าเราทุกคนต้องให้เกียรติกัน โดยการไม่ละเมิดสิทธิของกันและกัน

4. สอนลูกให้รู้จัก คำว่า “consent” consent คือเรื่องของการเคารพในสิทธิ ในเนื้อตัวร่างกายของกันและกัน เช่น การที่เราจะสัมผัสร่างกายใคร ไปจนถึงการมีเพศสัมพันธ์ ต้องเกิดจากการ “ตกลงยินยอม” ของทั้งสองฝ่าย (ไม่ใช่จากการคาดเดา หรือเหมาไปเอง)

5. ข้อนี้ขอกาสามดาว *** ไม่บังคับให้ลูกกอดหอมใคร หรือให้ใครมากอดหอมลูก โดยที่ลูกรู้สึกไม่เต็มใจ ลูกจะสับสนในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ และไม่แน่ใจในสิทธิของร่างกายของตนเอง

6. หลีกเลี่ยงการสอนว่า “ผู้หญิงดีต้องรักนวลสงวนตัว” “ผู้หญิงดีคือผู้หญิงบริสุทธิ์” ฯลฯ คุณค่าของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่เรื่องพรหมจรรย์ สอนลูกว่าการตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์ เป็นเรื่องของความพร้อมและเป็นสิทธิส่วนบุคคล

7. การสอนแบบข้อ 6 จะทำให้ผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่ประสบปัญหา กลัวการถูกตีตรา กลัวการถูกตัดสิน ผู้หญิงจำนวนหนึ่งรู้สึกตัวเองไม่มีคุณค่า ทำให้หลายคนเลือกจะปิดปากเงียบ เมื่อถูกเอาเปรียบจากผู้กระทำ

8. *** บอกลูกเสมอ ไม่ว่าจะอย่างไร "การถูกล่วงละเมิดไม่ใช่ความผิดของผู้ถูกกระทำ" ไม่ใช่ความผิดของการแต่งตัวไม่เรียบร้อย ใส่ขาสั้น เมา หรือไม่ดูแลตัวเองให้ดี "ไม่มีใครมีสิทธิที่จะข่มขืนหรือละเมิดใคร" ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นอย่างไรก็ตาม

9.ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับลูก ให้ลูกบอกพ่อแม่เสมอ การเป็นผู้ถูกกระทำไม่ใช่เรื่องน่าอาย การเรียกร้องความยุติธรรม เป็นทางเลือกที่หลายครั้งช่วยเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้มีคนตกเป็นเหยื่อกันเพิ่มขึ้น

10.ไม่ “โยนความผิด” มาที่เหยื่อ การที่สังคมแสดงความสงสัยในเหยื่อ จะทำให้เหยื่อจำนวนหนึ่งเลือกที่จะปิดปากเงียบ ซึ่งนั่นเท่ากับการสนับสนุนให้ผู้กระทำยิ่งทำความผิดแบบไม่ต้องเกรงกลัว

11.สำหรับเด็กเล็กควรระวังวังการพูดเรื่อง "คนพวกนี้ต้องถูกเอาเข้าคุก ถูกประหารชีวิต” เพราะร้อยละเกือบ 80 ของคดีล่วงละเมิดทางเพศในเด็กและเยาวชน "เกิดจากคนใกล้ชิด" การพูดว่าคนเหล่านี้ต้องถูกจำคุก หลายครั้งทำให้เด็กที่ตกเป็นเหยื่อจะไม่กล้าบอกใคร เพราะความกลัวว่าเรื่องร้ายจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัว บอกลูกว่าคนเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขไม่ให้กระทำความผิดอีก

12.เมื่อลูกมาบอกว่า “มีอะไร” ให้ “เชื่อผู้ถูกกระทำไว้ก่อน” รีบพาไปตรวจร่างกาย ดูแลสภาพจิตใจ อย่าพยายามปฏิเสธ หรือทำท่าไม่เชื่อใจว่าลูกอาจจะคิดไปเอง

13. เน้นย้ำกับลูกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต “พ่อแม่จะอยู่กับลูกเสมอ”


เรื่องล่วงละเมิด หลายครั้งมักเกิดจากคนในครอบครัว

และสิ่งนี้สร้างบาดแผลทางใจยิ่งใหญ่กว่าบาดแผลอื่นๆ มากมายหลายเท่า

ถ้าผู้ใหญ่จัดการได้ไม่ดี บาดแผลและความยุติธรรมที่ไม่ได้รับการเยียวยา มันอาจจะออกมาในรูปแบบที่ใครก็อาจจะคาดไม่ถึง

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้อ่านคอมเมนท์ที่ว่า “ออกมาพูดทำไม บ้านไหนๆก็มี“ ฮืออ ไม่รู้จะตกใจอะไรก่อนดี 😣😣

เลี้ยงลูกชายให้เจ็บได้ เสียใจเป็น เข้าใจโลก และไม่ครอบเขาไว้ด้วยความกลัว👺🔥https://www.facebook.com/share/1BU22Pxg4M/
17/05/2026

เลี้ยงลูกชายให้เจ็บได้ เสียใจเป็น เข้าใจโลก
และไม่ครอบเขาไว้ด้วยความกลัว👺🔥

https://www.facebook.com/share/1BU22Pxg4M/

7 วิธีปั้นลูกวัยรุ่นให้ใจแกร่งและคุยกันรู้เรื่อง 💕💕

วัยรุ่นเป็นวัยที่ "ใจ" สำคัญที่สุด ถ้าเราทำให้บ้านเป็นที่ที่เขาสบายใจได้ เขาจะเติบโตมาเป็นเด็กที่จัดการอารมณ์ตัวเองเป็น

✅ 1. เสียใจได้ ร้องไห้เป็น ไม่ต้องเก็บไว้คนเดียว
บอกลูกว่า "จะรู้สึกอะไรก็บอกมาเถอะ" ไม่ว่าจะโกรธเพื่อน หรือนอยด์เรื่องเรียน ให้เขารู้ว่าบ้านคือที่ที่เขาบ่นได้ ระบายได้ โดยที่ไม่โดนเราเทศน์กลับทันที

✅ 2. พลาดได้...แค่เริ่มใหม่ให้เป็น
เวลาลูกทำอะไรพัง ไม่ต้องรีบด่า ลองเปลี่ยนเป็น "พลาดไปแล้วไม่เป็นไร มาดูซิว่าคราวหน้าจะทำยังไงให้ดีกว่าเดิม" วิธีนี้จะทำให้ลูกกล้าลองทำอะไรใหม่ๆ และไม่กลัวความล้มเหลว

✅ 3. อยากให้ลูกนับถือ ต้องเริ่มที่ให้เกียรติลูกก่อน
ถ้าเราอยากให้ลูกพูดเพราะและฟังเรา เราก็ต้องฟังเขาแบบไม่ขัดจังหวะ และไม่ใช้อารมณ์ข่ม การให้เกียรติกันแบบใจแลกใจจะทำให้วัยรุ่นยอมฟังเรามากขึ้น

✅ 4. มีปัญหาให้คุยกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่เสียงดัง
เวลาลูกทำผิด ลองใจเย็นๆ แล้วชวนเขา "ช่วยกันคิดหาทางแก้" การที่เขาได้มีส่วนร่วมคิดทางออก จะทำให้เขามีความมั่นใจและรู้จักแก้ปัญหาเองเป็นในวันที่ไม่มีเรา

✅ 5. ฝึกให้รับผิดชอบเรื่องในบ้าน
ให้เขามีหน้าที่ของตัวเองบ้าง เช่น ล้างจาน หรือดูแลของใช้ตัวเอง เพื่อให้เขารู้สึกว่า "เขาก็มีความหมายและเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน" ไม่ใช่แค่เด็กที่คอยรับ
คำสั่งอย่างเดียว

✅ 6. เก่งไม่เท่าไหร่...แต่ต้องเป็นคนมีน้ำใจ
สอนให้เขารู้จักนึกถึงความรู้สึกคนอื่นบ้าง การที่เขามีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น จะช่วยให้เขาเข้ากับเพื่อนได้ดีและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

✅ 7.ฟังเสียงของลูกบ้าง
เรื่องบางเรื่องในบ้าน ลองถามความเห็นลูกบ้าง
เมื่อลูกรู้สึกว่า "เสียงของเขามีความหมาย" ลูกจะเริ่มเห็นคุณค่าในตัวเองและกล้าตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น

สรุปสั้นๆ: เลี้ยงลูกวัยรุ่นด้วย

"ความเข้าใจ"

ดีกว่าเลี้ยงด้วย "ความกลัว"

ยิ่งเขาไว้ใจเรามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งไปได้ไกลและมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น👧🏻👦🏻

ที่อยู่

ถนน ลาดพร้าว
Bang Kapi

เบอร์โทรศัพท์

+66615161965

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ How to ได้ใจลูกวัยรุ่นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง How to ได้ใจลูกวัยรุ่น:

แชร์