15/06/2024
ประวัติ หลวงพ่อจั๊ว นันทโก
(ตอนจบ จากหนองทองทราย สู่บางพึ่ง ถึงต้นกระรอก)
ล่วงถึงปลายปี พ.ศ. 2514 จึงได้ตัดสินใจ
เดินทางเข้ามายังนครปฐม เพื่อพิสูจน์เรื่องตุ๊กตาทองที่ยังติดอยู่ในใจตั้งแต่ปีที่แล้ว
เมื่อมาถึงวัดสามง่าม พบชาวบ้านหลายคนกำลังมุงดูบางอย่างอยู่ในคลอง จึงได้หยุดมองดูสักพัก ก็ไม่เห็นมีอะไร แต่ชาวบ้านก็ยังมุงดูกันอยู่ไม่ไปไหน
จึงได้ถามหนึ่งในชาวบ้านที่มุงดู ว่ากำลังรอดูอะไรกัน ชาวบ้านคนนั้นตอบว่า กำลังรอของดี
จากอาจารย์เสือ ท่านกำลังทำให้ ดำน้ำลงไปเสกพระ จารตะกรุดใต้น้ำ
หลวงพ่อจั๊ว ได้ยินก็รู้สึกประหลาดใจมาก
จึงได้รอดูต่อ เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง
ก็มีพระรูปนึงโผล่ขึ้นมาจากน้ำจริงๆ เสียงชาวบ้าน ฮือฮา ต่างพากัน พูดว่าอาจารย์ขึ้นมาแล้ว
หลวงพ่อจั๊ว ท่านรู้สึกได้ทันทีว่า วัดสามง่ามแห่งนี้ ไม่ธรรมดาจริงๆ ขนาดพระลูกวัดยังเก่งถึงเพียงนี้
แล้วองค์หลวงพ่อเต๋ จะเก่งขนาดไหน ท่านจึงรีบมุ่งหน้าไปยังกุฏิหลวงพ่อเต๋ เพื่อสอบถามเรื่องการสร้างเสกกุมารทอง หลวงพ่อเต๋ท่านก็เมตตาอธิบายเล่าให้ฟังเป็นอย่างดี แต่ท่านก็กำชับในตอนท้ายว่า
"การฟังหรือจดจำใดๆ ก็มิอาจพิสูจน์ได้เท่าทำจริง"
แล้วก็พูดต่อว่า ถ้าสนใจจริงให้อยู่ศึกษาลงมือทำจริงเลย โดยให้ไปที่ด้านหลังวัดใกล้ๆป่าช้า วัตถุมงคลต่างๆ รวมถึงกุมารทองของวัด ล้วนสร้างอยู่ที่นั่น หากสงสัย หรือติดขัดเรื่องอะไรให้กลับมาถามท่านได้ตลอด ถ้าท่านไม่อยู่ ให้ถามจากอาจารย์เสือได้เลย เขารู้เยอะ เรียนเยอะ ตอบแทนท่านได้
หลวงพ่อจั๊ว จึงได้อยู่ช่วยงานสร้างวัตถุมงคล
และศึกษาวิธีการผสมดินแร่อาถรรพ์เถ้ากระดูก
การเรียกจิต เรียกธาตุ เคล็ดวิชาต่างๆ ในการสร้างเสก กุมารทองเป็นอย่างดี โดยส่วนใหญ่ จะได้รับคำแนะนำจากอาจารย์เสือ เนื่องจากหลวงพ่อเต๋ คงทอง ท่านติดกิจนิมนต์ไปนอกวัดบ่อยไม่ค่อยมีเวลา
ทำให้หลวงพ่อจั๊ว สนิทสนมกับพระอาจารย์เสือเป็นพิเศษ ทั้งสอง ได้แลกเปลี่ยนวิชากันหลายอย่าง และด้วยอายุของพระอาจารย์เสือที่มาก
กว่า หลวงพ่อจั๊วประมาณ 18 ปี หลวงพ่อจั๊วจึงเคารพเปรียบดั่งรุ่นพี่ และอาจารย์อีกองค์หนึ่งของท่านเลยทีเดียว
หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ได้สร้างกุมารทองตามตำรับหลวงพ่อเต๋ได้สำเร็จ นอกจากจะเสกเอง
อย่างเต็มที่แล้ว ยังได้พระอาจารย์เสือ และหลวงพ่อเต๋ เสกเพิ่มให้อีก ก่อนออกให้ผู้ศรัทธาได้ร่วมทำบุญ พร้อมกับกุมารของวัดสามง่ามในปี พ.ศ. 2515 โดยกุมารทองรุ่นนี้ พระอาจารย์เสือ ได้นำไปไว้ที่กุฏิท่านหลายองค์เลยทีเดียว เพื่อไว้แจกลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านอีกด้วย
หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ออกเดินทางรักษาผู้คนไปตามสถานที่ต่างๆ
โดยใช้วิธีการ ล่องเรือไปตามท่าน้ำสำคัญ ที่มีผู้คนจำนวนมาก เพราะในสมัยนั้นใช้การเดินทางกัน ทางน้ำเป็นหลัก ท่าเทียบเรือในยุคนั้นจึงเป็นแหล่งรวมผู้คน
เหมาะกับการ สงเคราะห์ช่วยเหลือคนเป็นอย่างยิ่ง
ท่านทำเช่นนั้นอยู่ร่วม 2 ปี จนได้พบกับหลวงพ่อบุญเสริม แห่งวัดบางพึ่ง พระประแดง สมุทรปราการ ได้ชักชวนให้ท่านมาอยู่ที่วัดบางพึ่งด้วยกัน
ด้วยเหตุที่วัดบางพึ่งนี้ เป็นท่าเทียบเรือสำคัญ มีกลุ่มคนทั้งไทยและจีน
ล่องเรือมาพัก,มาค้าขาย ขึ้นลงที่ท่าน้ำแห่งนี้จำนวนมาก
หลวงพ่อจั๊ว จึงได้มาอยู่ที่วัดบางพึ่งแห่งนี้ ในปี พ.ศ. 2517 เป็นต้นมา
ข่าวการมาอยู่ของพระหนุ่ม ผู้มีวิชาเหนือโลก รักษาคนบ้าให้คืนสติ,รักษาคนใบ้ให้พูดได้ คนเป็นอัมพาต หรือแม้แต่มะเร็ง ก็รักษาได้หายขาด เรื่องหนังเหนียวคงกะพันถึงขนาดนั่งสมาธิบนแผงตะปูได้ ก็เป็นที่เลื่องลือไปไกล ชาวบ้านมากมาย ต่างพากันมารักษา มาขอของดีกับท่าน ที่วัดบางพึ่ง
จึงเริ่มมีการสร้างวัตถุมงคล เหรียญเสมารุ่นแรกของท่านขึ้น โดยด้านหน้าเหรียญ เป็นรูปหลวงพ่อนั่งเต็มองค์ ด้านหลังเหรียญวางยันต์ห้า พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ และคาถาเน้นหนักทางด้านเมตตาคงกระพันไว้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีการใส่เลข ๑ ไทยไว้เป็นสัญลักษณ์ เสมารุ่นแรกของตัวท่านอีกด้วย
เมื่อปั๊มเหรียญเสร็จ พบมีจุดสังเกตุที่แตกต่างเป็นตำหนิสำคัญ คือตรงลายกนกขอบข้างเหรียญด้านหน้า ตรงตำแหน่งเหนือศรีษะด้านซ้ายของหลวงพ่อนั้น บางเหรียญมีแท่งคล้ายตะกรุดฝังอยู่ ลูกศิษย์ต่างพากันเรียกว่า บล็อกฝังตะกรุด และจัดให้เป็นบล็อกนิยม เนื่องจากพบเห็นได้น้อยมาก คาดว่ามีไม่เกิน 200 เหรียญ จากจำนวนการสร้างรวมประมาณ 2000 เหรียญ
พระผงรูปเหมือน,พระสมเด็จ,พระพิมพ์ชินราชเนื้อผงน้ำมัน และเหรียญหล่อเนื้อชิน ซึ่งสร้างจากมวลสาร ที่หลวงพ่อรวบรวมมา ขณะยังธุดงค์ ตั้งแต่สมัยเป็นเณรซึ่งล้วนเป็นผง และโลหะวิเศษ จึงสร้างพระได้ไม่มากนัก
ได้พิมพ์ละ 100 กว่าองค์เท่านั้น ใครมีต่างหวงแหน
โดยเฉพาะ กลุ่มพ่อค้าชาวจีน ต่างให้ความเคารพศรัทธาในตัวหลวงพ่อจั๊ว เป็นอย่างมาก
พาออกทุน สร้างวัตถุมงคลไว้ที่วัดแห่งนี้อีกหลายรุ่นด้วยกัน อาทิ
เหรียญหลังมีดหมอครึ่งองค์
มีทั้งแบบรูปไข่ และแบบพุ่มข้าวบิณฑ์
อย่างละประมาณ 500 เหรียญ ก็สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2517 นี้ด้วยเช่นกัน จากกลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนที่มีความเชื่อเรื่องมีดหมอรักษาโรค และปราบคุณไสย์ได้ของหลวงพ่อ
เหรียญนั่งเต็มองค์ หลังกุมารทอง รุ่น 1 ปี พ.ศ. 2518 ก็ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ เรื่องกุมารทองเรียกลาภ ช่วยเรื่องการค้าขาย ของกลุ่มลูกศิษย์เชื้อสายจีนด้วยเช่นกัน จำนวนสร้างรวม ประมาณ 500 เหรียญ
รูปอัดกระจก ก็มีนำมาให้หลวงพ่อจาร และเสกให้อีกหลายวาระเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ยังมีเหรียญสำคัญอีก 1 รุ่น ที่หลวงพ่อตั้งใจสร้างเพื่อ บูชาครูของท่าน คือ หลวงพ่อเสือ วัดไผ่สามกอ เนื่องในโอกาสครบรอบมรณภาพ 20 ปี เป็นเหรียญเสมา ด้านหน้ารูปหลวงพ่อเสือ ด้านหลังหลวงพ่อจั๊ว ซึ่งสร้างออกในงานกฐิน ของวัดบางพึ่งช่วงปลายปี พ.ศ. 2518 จำนวนการสร้างรวม 1000 เหรียญ
เหรียญรุ่นนี้ จัดเป็นเหรียญที่หายากมาก กลุ่มลูกศิษย์ชาวจีนในยุคนั้น พากันไล่เก็บหมดเพราะเชื่อว่าเป็นเหรียญที่มีพุทธคุณซ้อน
ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2520 มีลูกศิษย์ชาวไทย เชื้อสายจีนหลายคนจากชลบุรี ที่เคยมารักษากับหลวงพ่อ ได้เดินทางมานิมนต์หลวงพ่อให้มาจำวัดที่จังหวัดชลบุรี
โดยเล่าให้หลวงพ่อฟังว่า กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ได้รวมตัวกัน สร้างวัดขึ้นมา
ชื่อ "วัดสังข์รักษา" (วัดต้นกระรอก) อยู่ในชุมชนบ้านต้นกระรอก
ยังขาดปัจจัยหลายอย่าง จึงอยากให้หลวงพ่อมาอยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจให้กับญาติโยม และเป็นที่พึ่งยามยาก คอยปัดเป่ารักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ชาวบ้านต้นกระรอกแห่งนี้
เมื่อหลวงพ่อได้ฟัง ก็มิได้ขัดศรัทธาญาติโยม
และเห็นความตั้งใจจริงของกลุ่มชาวบ้าน จึงรับนิมนต์ จะย้ายมาอยู่ที่วัดใหม่ ชลบุรีแห่งนี้
แต่ขอจัดการงานรักษาชาวบ้าน ที่วัดบางพึ่ง
ที่บางราย ยังต้องรับยา,ต้องรักษาต่อเนื่อง
ไม่อาจทิ้งไปในทันที ทันใดได้
เรื่องของกรรมเป็นสิ่งที่มิอาจฝืน
ดั่งคำพระศาสดา ว่าสัตว์ทั้งหลายนั้น
ล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้
ดีหรือชั่วย่อมได้รับผล แห่งกรรมนั้นแน่นอน
ไม่มีใครจะฝืน หรือหลีกหนีจากหลักการนี้ได้
คำคนโบราณก็ยังเคยกล่าวถึงเช่นกัน พระเกจิที่พุทธคุณหนักไปทางคงกระพันชาตรี มักมีอายุไม่ยืนยาวนัก หลวงพ่อจั๊ว นันทโก ท่านใช้วิชารักษาคน
แบบเหนือโลกมาตลอด ซึ่งหลายต่อหลายครั้ง เหมือนเป็นการฝืนกรรม ฝืนโชคชะตาของบุคคลนั้นๆ ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุให้ตัวท่านเอง ต้องอายุสั้นอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน เมื่อหลวงพ่อท่านได้มรณภาพลงอย่างกะทันหัน ในปี พ.ศ. 2521 ในขณะนั่งทำสมาธิ และไม่ออกจากสมาธิครั้งนั้นอีกเลย
ยังความโศกเศร้าเสียใจ ต่อคณะศิษย์ทุกคนเป็นอย่างมาก
ร่างของท่านถูกนำใส่โรงแก้ว ตั้งไว้ที่วัดบางพึ่ง ไม่เน่า,ไม่เปื่อย,เล็บงอก,ผมงอก ไม่ส่งกลิ่นเหม็นใดๆ
ภายหลัง ช่วงปลายปี พ.ศ. 2521 เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ เมื่อพายุใหญ่ 2 ลูก คือ พายุเบส และ พายุคิท ได้ดาหน้าเข้าถล่มประเทศไทยอย่างหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งวัดบางพึ่งด้วย
กลุ่มลูกศิษย์จึงได้ย้ายร่างของท่าน พร้อมกับร่างของลูกศิษย์ชาวจีนตระกูลหนึ่ง หนีภัยน้ำท่วมมายัง "วัดต้นกระรอก" อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ตามเจตนารมณ์เดิม ที่หลวงพ่อเคยรับนิมนต์ไว้ ว่าจะมาอยู่ที่วัดแห่งนี้
โดยร่างของลูกศิษย์ชาวจีน ได้ฝังไว้ในพื้นที่ด้านหลังวัด
ส่วนร่างของหลวงพ่อจั๊ว ในโรงแก้ว พร้อมวัตถุมงคลของท่านที่ใส่มาในโรงแก้ว รวมถึงรูปเหมือนของหลวงพ่อขนาดเท่าองค์จริง ได้ตั้งไว้ให้ญาติโยม ชาวบ้านได้สักการะบูชา สืบมาจนถึงปัจจุบัน
แหล่งที่มาข้อมูล หนังสือพิมพ์ บางกอกไทม์,นิตยสารพระเครื่องลานโพธิ์,อัตชีวประวัติหลวงพ่อจั๊ว,บันทึกเรื่องเล่ากลุ่มลูกศิษย์