เนิร์ดไฟแนนซ์ - Nerd Finance

เนิร์ดไฟแนนซ์ - Nerd Finance Dr. Chukiat Tantiwong (B.Sc., 4 M.Sc., 2 Ph.D., CQF). Passionate in Financial Engineering and Actuarial Science.

Physicist by training, former Quantitative Researcher, currently working as a Data Scientist in the banking industry.

แค่เปลี่ยนวิธีคิดครับ เช่น ใช้เลขฐาน 2
18/08/2026

แค่เปลี่ยนวิธีคิดครับ เช่น ใช้เลขฐาน 2

หลายๆ คน ที่เป็นเด็กจบใหม่ มีคำถามว่า ผมจะทำธุรกิจอะไรดี ในเมื่อทุกอย่างมันดูการแข่งขันสูงไปหมด โดยเฉพาะเมื่อมี AI ทำให้คนคนเดียว สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ออกมาได้อย่างรวดเร็วมากๆ

ยุคนี้ผมขอยืมคำของคุณต้นมาใช้ คือ “เราต้องเอาสิ่งที่เรามี ไปหาสิ่งที่เราไม่มี” เพื่อเก็บองค์ประกอบของการทำธุรกิจให้ครบ

ในวัยเด็ก เรามี “แรง” มี “ความมุ่งมั่น” มี “skill” ในโลกยุคใหม่ที่คนในยุคก่อนๆ ไม่มี และมี ”skill” ที่เราได้มาจากการศึกษา

เราควรจะต้องมองว่า ถ้าเราจะทำธุรกิจนี้ เราต้องเดินไปหาใคร ไม่ใช่หาเงินทุน แต่หาคนที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ หรือคนที่จะพาเราไปหาลูกค้าได้ แล้วชวนเค้ามาเป็นหุ้นส่วน

ยกตัวอย่างเช่นเราเป็น programmer และสนใจอสังหาริมทรัพย์มากๆ เราอาจจะสร้างแอพเพื่อการจัดการผู้เช่า ซึ่งยุคนี้มี ai สามารถทำออกมาได้ต้นทุนถูก และเร็วมากๆ

คนแรกที่เราควรไปหา คือคนที่มีอสังหาปล่อยเช่า โรงแรม อพาทเม้น เยอะๆ หรือไม่เราก็ต้องไปหาคนที่รู้จักคนที่ทำอสังหาปล่อยเช่าเยอะๆ เช่น โค๊ชอสังหาดังๆ พยายามขายเขาให้ได้ และชวนเค้ามาเป็นหุ้นส่วน

ถ้าเราขายเค้าได้ หนึ่งคือพอจะบอกได้ว่า product ของเราตอบโจทย์เค้า และสิ่งที่เราได้ ไม่ใช่ “หุ้นส่วน” แต่คือ คนที่จะเป็นทั้ง “ลูกค้า”, “sale” รวมไปถึง ”ที่ปรึกษา และ BD“

จะดีกว่า ถ้า day 1 ตัวผลิตภัณฑ์ของเราถูกใช้โดยอพาทเม้น 2000 ห้อง (จากหุ้นส่วนเราเอง) ซึ่งก็ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องรันเวย์

และจะมีใคร ขายโปรดักซ์ของเรา ที่เป็นโปรแกรมบริหารการเช่า ได้ดีกว่า คนที่มีห้องเช่านับพันห้อง เพราะอย่าลืมว่ารอบข้างของคนคนนี้ ก็คือกลุ่มนักอสังหาริมทรัพย์

และการได้เค้าเป็น หุ้นส่วน มันจะทำให้เราได้ network ของเขา มาเพื่อสร้าง ecosystem ธุรกิจ อีกด้วย

ดังนั้น สำหรับคนที่แรงเยอะ passion สูง และมีฝีมือ สิ่งแรกคือการตามหา partner ที่ไม่ใช่ 1+1 = 2

แต่เป็น 1+1 = 10

ตอน AI มาใหม่ๆ เคยกลัวว่าคนรุ่นก่อนจะตกงานมั้ย แต่กลายเป็นว่าคนรุ่นหลังคุณภาพดรอปลงสวนทางกับเครื่องมือที่มีคุณภาพมากขึ้น...
09/08/2026

ตอน AI มาใหม่ๆ เคยกลัวว่าคนรุ่นก่อนจะตกงานมั้ย แต่กลายเป็นว่าคนรุ่นหลังคุณภาพดรอปลงสวนทางกับเครื่องมือที่มีคุณภาพมากขึ้น คนที่จะยืนระยะได้ ไม่ใช่คนที่พึ่งพาแต่ AI แต่คือคนที่ใช้ AI เป็น

ต่อครับ … เด็กจบใหม่บ่นหางานยาก แล้วดูพฤติกรรม (ไม่ได้จะโพสต์ตามกระแสนะครับ แต่เพลียมากจริงๆ ครับ และโพสต์เพื่อหาผู้สมัครเพิ่มด้วย)

… โรงงานที่ผมทำอยู่ที่เปิดรับสมัคร RD officer เปิดโอกาสให้เด็กจบใหม่ไม่มีประสบการณ์สมัครได้ครับ และสกรีนเด็กที่มีที่อยู่ใกล้ๆโรงงานเป็น หนึ่งใน priority (แถวนครชัยศรี นครปฐม)

1️⃣คนแรก จบใหม่ นัดสัมไว้ วันจริงยกเลิก
2️⃣คนสอง จบใหม่ นัดสัมไว้ วันจริงยกเลิก
3️⃣คนสาม ประสบการณ์ 2 ปี มาวันสัม … แต่ถามว่าทำงานที่นี่ต้องใช้ความอดทนมั้ย? … ไม่ผ่าน

4️⃣คนสี่ … เกียรตินิยมอันดับ 1 จบใหม่ … ถามคำนวณง่ายๆ 1% ของ 1 กิโล ตอบไม่ได้ … ผมให้ใช้ ai เพราะพยายามเข้าใจเด็กรุ่นนี้มากๆ ถาม ai นานมากกว่าจะได้คำตอบ กดเครื่องคิดเลขไม่เป็น … ไม่ผ่าน

5️⃣คนห้า … นัดสัมไว้ไม่มา (บอกจะมา)

*** เปิดใจใหม่ รับเด็กผลการเรียนกลางๆ ไม่ต้องเก่งมาก 2. ปลายๆ ก็เอามา

6️⃣คนหก … เกรด 2 ปลายๆ ม.รัฐต้นๆ …ประสบการณ์ทำงาน 6 ปี ตอบดี ใช้เครื่องคิดเลขได้ ถาม1% ของ 1 กิโลเหมือนเดิม ไม่ใช้ ai ละ แต่ใช้วิธีการทดในกระดาษ (เออผมว่าดูดีนะๆ) … สรุปน้องตอบ 1 กรัม 😴 !!!! หาาาาาา

… บอกผลไปว่าผ่าน แต่ก้ติดโปรไว้ก่อนแหละ เริ่มงานได้ สรุปไม่มา 😂 แล้วจะมาสัมภาษณ์เพื่อ !?

7️⃣ คนเจ็ด … เกรด 2 ปลายๆ จบใหม่ มรัฐ ต้นๆ สายวิชาวิศวะ ตอบ 1% ของ 1 กิโล ไม่ได้ (อีกแล้ว) … ให้ถาม ai ถึงจะตอบได้ พอเรียกมาบอกว่าผ่านแล้ว สรุปบอกไม่มา ! Whattttt ?!?!

📌 ผมเลยกำลังพิจารณาว่าคำถามผมถามยากไป? เดี๋ยวผมจะปรับเป็น 10% ของ 100 กิโลคือเท่าไรดีกว่าครับ 🫠😶‍🌫️

🙏ยืนยันว่าเรื่องนี้คือเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องแต่งครับ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมานั่งแต่งเรื่องเอา คอนเท้น … ลองอ่าน comment ว่าโรงงาน/ผู้ว่าจ้างอื่นๆก็เจอปัญหาเดียวกันช่วงนี้
_________________

… บรรยากาศสัมภาษณ์โรงงานนี้คือชิวสุดแล้ว ผมเรียกชื่อเล่นน้องไม่ให้ตื่นเต้น ชวนคุยเรื่องนู่นนี้ก่อนถามคำถามเทคนิค
… ผมและเจ้าของให้ใช้ ai ได้หมดโดยเฉพาะคำถามเชิงเทคนิค ยืดหยุ่นสุด ๆ

ปีก่อนๆ อีกบริษัทนึง รับสมัครเชฟผู้ใหญ่ๆ ระดับหัวหน้างาน มาสัมตรงเวลา เริ่มงานทันทีไม่อิดออด ไม่เคยมีปัญหาครับ
_________________

📌โรงงานนี้อยู่แถวนครชัยศรี นครปฐมครับ เด็กๆคนไหนอยากสมัครงาน RD โรงงาน ส่งใบสมัครมาได้ แต่ถ้าผมเรียกแล้วบอกว่าจะมาสัมจริงๆ ช่วยมาให้จริงด้วย และแบก common sense มาวันสัมด้วยนะครับ ❤️

ย้ำ … ไม่ต้องการเด็กที่มีเกรด มีความรู้ มีโปรไฟล์อะไรแล้ว ขอแค่ “common sense” 🙏🫠

ปล. ตอนผมจบใหม่ๆ 10 ปีที่แล้ว แหม่สัมภาษณ์ทีนึง เจอทั้งข้อสอบวัด IQ, ทำ workshop กับเพื่อนๆคนอื่น มีกรรมการนั่งดูเพื่อวัด EQ, ทดสอบ case study โรงงานจริงๆ ให้วิเคราะห์และเสนอแผน จัดเต็มมากกกก 🥹

" Don't confirm your bias "อย่าให้อคติบังตาในชีวิตประจำวัน เรามักจะมี “ความเชื่อ” บางอย่างอยู่ในหัว เช่น เราคิดว่าตลาดกำ...
08/08/2026

" Don't confirm your bias "
อย่าให้อคติบังตา

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะมี “ความเชื่อ” บางอย่างอยู่ในหัว เช่น เราคิดว่าตลาดกำลังดี หรือหุ้นกลุ่มนี้น่าจะไปต่อ พอเรามีความเชื่อนั้นแล้ว สมองเราจะเริ่ม “เลือกมอง” ข้อมูลที่สนับสนุนสิ่งที่เราคิด และมักจะมองข้ามข้อมูลที่ขัดแย้งโดยไม่รู้ตัว

ในทางสถิติ สิ่งนี้เรียกว่า “Confirmation Bias”

พฤติกรรมแบบนี้ทำให้เรามองตลาดไม่รอบด้าน นักลงทุนมืออาชีพหลายคนพลาด ไม่ใช่เพราะไม่มีข้อมูล แต่เพราะ “เชื่อบางข้อมูลมากเกินไป” จนมองข้ามความจริงอีกด้าน

พอเป็นแบบนั้นไปนาน ๆ เราจะเริ่มรู้สึกว่าตลาดส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกับที่เราคิดเสมอ ข่าวดีจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้น ส่วนข่าวร้ายจะถูกมองข้าม สุดท้ายเราจะเหลือแค่ “สิ่งที่เราสบายใจที่จะเชื่อ”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมให้ความสำคัญกับ Community มากกว่าพื้นที่ของคำแนะนำ เพราะคำตอบเดียว อาจไม่พอต่อการตัดสินใจ

บางคนมองผ่าน Macro-Economics บางคนโฟกัส Technical บางคนเชื่อในระเบียบโลกใหม่ บางคนยังวิเคราะห์มูลค่าพื้นฐานแบบดั้งเดิม ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นว่า ของชิ้นเดียวกัน สามารถมองได้หลายมุม

ช่วงนี้ผมเลยลองเข้าไปดู Webull Community Feeds ที่มีการจัดกลุ่มตามสไตล์การลงทุน ทำให้ติดตามเรื่องที่เราสนใจได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสาย ETF, หุ้นสหรัฐ, DCA, มือใหม่ลงทุน หรือกลุ่มอื่น ๆ ภายใน Community เราสามารถตั้งโพสต์ ถามคำถาม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเข้าไปดูมุมมองของนักลงทุนคนอื่นได้ รวมถึงติดตามการพูดคุยของหุ้นแต่ละตัวผ่าน Symbol Feeds และค้นหาไอเดียการลงทุนจากกลุ่มต่าง ๆ ได้ในแอปเดียว ก่อนจะนำไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเอง

ถ้าพื้นที่แบบนี้ถูกใช้ด้วยความระมัดระวัง ช่วยกันรักษาบรรยากาศในการพูดคุย ใช้ถ้อยคำสุภาพ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยเหตุผล ไม่แชร์ข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ และไม่ใช้เพื่อชี้นำการตัดสินใจของคนอื่น มันก็จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มุมมองของนักลงทุนกว้างขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือคนที่อยู่ในตลาดมานานแล้วก็ตาม

ช่วงนี้ทาง Webull Community ก็มีกิจกรรม ที่ให้ KOL หลายท่านเข้าไปตั้งคำถามและโพสต์คำถามจะถูกปักหมุดไว้บนสุดไว้ในของแต่ละกลุ่ม เพื่อชวนทุกคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หากสนใจสามารถเข้าไปอ่านและร่วมตอบคำถามได้ครับ โดยมีกิจกรรมรางวัลพิเศษสำหรับผู้ร่วมตอบคำถามด้วย ผู้ที่ตอบคำถามถูกใจได้รับเลือกจาก KOL ทั้ง 9 ท่าน (คำถามละ 1 ท่าน) จะได้รับ สิทธิ์เทรดฟรี 5 ไม้ ภายในระยะเวลา 30* วันครับ (แจก 10 รางวัลต่อคำถาม)
หมดเขต 20 สิงหาคมนี้เท่านั้นนะครับ

* การแจกรางวัลสงวนให้ผู้ได้รับ 1 คน/1 สิทธิ์เท่านั้น
เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
(จำกัด 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ ตามเงื่อนไขของกิจกรรม)

* ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
การลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
สนับสนุนโดย บล. วีบูลล์ (ประเทศไทย)

08/08/2026

ต้องยอมแลกอะไรบ้าง เพื่อให้ได้เสรีภาพในการพูด?
🤔🤔🤔

04/08/2026

โห.. แล้วต้องใช้เงินคืนเขาไหมเนี่ย
😅😅😅

ประกันชีวิต = ธุรกิจเครือข่าย?เวลาที่คนในวงการประกัน มีการรับรางวัลประจำปี หรือไปเที่ยวต่างประเทศกัน มักมีเสียงจากอีกฝั่...
31/07/2026

ประกันชีวิต = ธุรกิจเครือข่าย?

เวลาที่คนในวงการประกัน มีการรับรางวัลประจำปี หรือไปเที่ยวต่างประเทศกัน มักมีเสียงจากอีกฝั่งตั้งแง่มาเสมอว่า “เหมือนงาน MLM เลย” หรือกระทั่งเอาไปเปรียบเทียบกับกรณีที่เป็นข่าว อย่าง The iCon หรือธุรกิจแชร์ลูกโซ่อะไรแบบนี้

วันนี้ เราจะลองมาวิเคราะห์โครงสร้างธุรกิจของการขายประกันชีวิตกันครับ ว่ามีส่วนที่เหมือนหรือต่างกับธุรกิจอื่นๆที่ว่ามายังไง

————————————

ประกัน • MLM • แชร์ลูกโซ่

ในเชิงพฤตินัย มีลักษณะทับซ้อนกันจนหลายคนสับสน แต่ในเชิงนิตินัย เส้นแบ่งของแต่ละธุรกิจค่อนข้างชัดเจน เราลองมาดูภาพรวมคร่าวๆของแต่ละแบบกันก่อน ไล่ไปตามสเปกตรัมของสินค้าและลักษณะของการแบ่งผลกำไร

——————

1. ประกัน

บางคนอาจคิดว่าประกันก็เหมือนงานเซลล์ทั่วไป ขายของ ได้ค่าคอม จบ แต่จริงๆแล้วธุรกิจนี้ ถูกวางรากฐานมาซับซ้อนกว่านั้นมาก

ผ่านระบบ “ทีม”

เนื่องจากประกันชีวิต เป็นสินค้าที่คนส่วนใหญ่ซื้อกับคนที่รู้จักและเชื่อใจ จึงต้องอาศัยการแทรกซึม (penetrating) เข้าไปในทุกวงสังคม การมีตัวแทนมาก ย่อมทำให้บริษัทขายสินค้าให้คนจำนวนมากได้ง่ายขึ้น

บริษัทจึงจูงใจให้ “คนชวนคน” เข้ามาทำอาชีพนี้ให้มากขึ้น และตอบแทนผู้ชักชวนด้วยผลประโยชน์เป็นสัดส่วนกับค่าคอมมิชชั่นที่ผู้ถูกชักชวนขายได้

นอกจากนี้ ระบบทีมยังช่วยให้บริษัทสร้าง ”การฝึกอบรม“ ที่หลากหลายตามที่แต่ละทีมสร้างขึ้น นอกเหนือไปจากระบบกลางของบริษัท โดยที่ผู้บริหารทีมเหล่านั้น ก็ได้ค่าตอบแทนในรูปของ “ยอดขาย” ของลูกทีม

ทีมไหนบริหารเก่ง ฝึกอบรมดี รีครูทคนได้เยอะ มียอดขายมาก = หัวหน้าทีมก็ได้ส่วนแบ่งมาก บริษัทก็ได้เบี้ยประกันเพิ่ม

นับเป็นการใช้ประโยชน์จาก “สถิติของผู้อยู่รอด“ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

และที่สำคัญที่สุด “สายงาน” ของทีมที่ว่านี้ มีการส่งผลประโยชน์จากการขายต่อกันเป็นทอดๆ ลึกถึง 3-4 ชั้น

ตรงนี้เอง ที่หลายคนมองว่าคล้าย MLM ซึ่งถ้ามองเฉพาะโครงสร้างของ “คน” ก็อาจจะใช่...

แล้วมันต่างกันตรงไหนละ?

——————

2. MLM (Multi-Level Marketing)

MLM ก็ใช้หลักการคล้ายกัน : ขายสินค้า -> สร้างทีม -> ได้รับส่วนแบ่งจากผลงานของทีม

ถ้ามองจากแค่ค่าคอมมิชชั่น (และค่า override) จะแยกกันแทบไม่ออก แต่จุดตัดสำคัญแรกคือ

“ที่มาของรายได้”

สมมติว่า เราชวนนาย A เข้ามาสมัครเป็นตัวแทนประกัน

ณ วันแรกที่สมัคร -> เรายังไม่ได้เงิน

นาย A จะต้อง
- สอบใบอนุญาต
- หาลูกค้า
- ขายกรมธรรม์
- ลูกค้าชำระเบี้ย
- กรมธรรม์อนุมัติ
- พ้นระยะ freelook (บางบริษัท)

เราจึงจะเริ่มได้รับค่าตอบแทนจากผลงานของนาย A

ทีนี้ลองดู MLM

ในทางปฏิบัติ หลายบริษัท ก็ไม่ได้จ่ายเงินให้เราเพียงเพราะเรามี Downline

แต่สมาชิกใหม่ มักเริ่มด้วย
- การซื้อสินค้าล็อตแรก
- การทำยอดขั้นต่ำ

เมื่อเกิดยอดขาย ผู้ชักชวนก็เริ่มได้ค่าตอบแทน รายได้จึงเกิดขึ้นเร็วกว่า และสมาชิกใหม่มักเป็น “ลูกค้าคนแรก” ของตัวเองด้วย

จุดตัดที่สำคัญอีกอย่างคือ MLM หลายแห่ง สมาชิกมักเป็นทั้ง “ผู้ขาย” และ “ผู้ซื้อ” ไปพร้อมกัน ทำให้ยอดขายส่วนหนึ่งเกิดจากการบริโภคภายในเครือข่ายเอง

จึงมีทั้งคนที่สร้างกำไรจากธุรกิจนี้ได้ และคนที่ซื้อสินค้าหรือทำยอดจนไม่คุ้มกับต้นทุน

ต่างกับระบบของตัวแทนประกัน ที่เน้นขายกรมธรรม์ให้คนนอกระบบ ซึ่งเป็นเพียงสัญญา ไม่มีต้นทุนค่าสินค้า ต้นทุนหลักจึงมีเป็นค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด การเดินทาง การดูแลลูกค้า และบริการหลังการขาย

——————

3. แชร์ลูกโซ่

ไม่ว่าเราจะมองธุรกิจประกัน หรือ MLM อย่างไร ธุรกิจเหล่านี้ก็มีโครงสร้างที่ชัดเจน ค่อนข้างโปร่งใสและเป็นธรรม เพียงเน้นรูปแบบการขยายฐานตลาด การกระจายสินค้าและรายได้ต่างกัน

แต่ “แชร์ลูกโซ่” นั้นต่างออกไป

เพราะมันไม่ได้อยู่ด้วย “กำไรจากสินค้า” แต่เป็น “เงินจากสมาชิกใหม่”

คนที่มาทีหลัง จ่ายเงินให้คนที่มาก่อน

ยิ่งรับคนใหม่มาก ก็ยิ่งมีเงินหมุนมาก

แต่เมื่อวันนึง เงินจากคนใหม่ ไม่พอจะไปหล่อเลี้ยงคนเก่า ระบบก็จะล่ม

เพราะรายได้หลักของแชร์ลูกโซ่ไม่ได้มาจากการขายสินค้า แต่มาจากเงินของสมาชิกใหม่ สินค้า (ถ้ามี) มักเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้บังหน้าในการรับสมัครคนเท่านั้น

————————————

มิติด้านกฎหมาย

นอกจากโครงสร้างแล้ว ในทางกฎหมาย ทั้ง 3 ธุรกิจนี้ถูกกำกับดูแลด้วยกฎหมายคนละฉบับ และมีหน่วยงานรัฐคอยตรวจคนละแห่งอย่างชัดเจนครับ

1. MLM : ควบคุมโดย "พ.ร.บ. ขายตรงและตลาดแบบตรง" (กำกับโดย สคบ.)
— นิยาม = การทำตลาดสินค้าหรือบริการส่งตรงถึงผู้บริโภคนอกสถานที่ทำการค้าปกติ ผ่านตัวแทนหรือผู้จำหน่ายอิสระ (ไม่ว่าจะชั้นเดียวหรือหลายชั้น)
— บริษัทต้องจดทะเบียนกับ สคบ. และแผนการจ่ายผลตอบแทน "ต้องเกิดจากการขายสินค้าหรือบริการจริง“
— ห้ามมิให้รายได้หลักมาจากการชวนคนเข้ามาเป็นเครือข่าย และห้ามบังคับซื้อสินค้ากักตุน

2. ประกันชีวิต : ควบคุมโดย "พ.ร.บ. ประกันชีวิต" (กำกับโดย คปภ.)
— นิยาม = สัญญาระหว่างบริษัทประกันกับผู้เอาประกันภัย เพื่อโอนย้ายความเสี่ยงทางการเงิน ตัวแทนทุกคนต้องสอบผ่านและได้รับใบอนุญาตจาก คปภ.
— ธุรกิจประกันภัยไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ขายตรงฯ เนื่องจากมีกฎหมายกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ ซึ่งเข้มงวดกว่ามาก ทั้งเรื่องเงินสำรองประกันภัย ใบอนุญาตตัวแทน ข้อห้ามเรื่องการจ่ายผลประโยชน์ล่วงหน้า และการคุ้มครองผู้เอาประกัน
— มีกฎหมายคุมเรื่องรายได้ชัดเจน ห้ามจ่ายค่าตอบแทนล่วงหน้า (ห้ามจ่ายค่าหัวคิวจากการรีครูท) ห้ามจ่ายผลประโยชน์แก่ผู้ไม่มีใบอนุญาต และ คปภ. มีการกำหนดเพดานของอัตราค่าคอมมิชชั่นไว้อย่างเป็นระบบ

3. แชร์ลูกโซ่ : ผิดกฎหมายอาญาตาม "พ.ร.ก. การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน"
— นิยาม = การกู้ยืมเงินหรือระดมทุนจากประชาชน โดยเสนอจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าสถาบันการเงินจะจ่ายได้ โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่ได้ประกอบธุรกิจที่สร้างกำไรได้จริง แต่นำเงินจากสมาชิกใหม่มาหมุนจ่ายให้สมาชิกเก่า
— เป็น "อาญาแผ่นดิน ยอมความมิได้" แม้จะมีสินค้าบังหน้า แต่ถ้าพฤติกรรมจริงคือการระดมทุนและจ่ายเงินปันผลจากค่าสมาชิกใหม่ ก็เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ทันที

————————————

ประกันชีวิตเป็นธุรกิจเครือข่ายมั้ย?

ก็ต้องบอกว่า ในทางนิตินัย “ไม่ใช่” แต่ในทางพฤตินัย “ไม่เชิง“

ถ้าคำว่า “ธุรกิจเครือข่าย” หมายถึง “การใช้เครือข่ายตัวแทนในการขายสินค้า” ประกันชีวิต ก็ใช้ระบบตัวแทนมานานนับร้อยปี
- มีการสร้างทีม
- มีผู้จัดการ
- มีค่า Override
- มีโบนัสตามผลงานของสายงาน

เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่โครงสร้างธุรกิจเหมือนกัน แต่ “พฤติกรรม” และ “ภาพลักษณ์” ที่สะท้อนออกมาของบางองค์กรก็คล้ายกันด้วย

- มีการพูดสร้างแรงบันดาลใจ
- มีการโชว์รายได้
- มีการเลื่อนตำแหน่ง
- มีการให้รางวัล
- มีการเที่ยวต่างประเทศ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ในการแบ่งธุรกิจเหล่านี้ออกจากกัน น่าจะเป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” มากกว่า

————————————

มองให้ลึกกว่าค่าคอม

— ประกันชีวิต

• สินค้าที่บริษัทประกันขาย คือ การโอนย้ายความเสี่ยง (Risk Transfer)
• ลูกค้าจ่ายเบี้ย เพื่อแลกกับการที่บริษัทรับความเสี่ยงทางการเงินไปแทน
• ตัวแทนได้ค่าคอมมิชชั่น
• ระบบทีม ได้ค่า override

มูลค่าทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้นจริงจากการ “ซื้อ” ของผู้บริโภค เพื่อตอบสนองความต้องการ/ความจำเป็นในชีวิต

— MLM

MLM ก็สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน ตราบใดที่สินค้ายังมีคนต้องการซื้อจริง ไม่ว่าโดยคนนอกหรือคนในเครือข่าย

ธุรกิจก็ยังสร้างมูลค่าจาก “สินค้า”

เพียงแต่สิ่งที่หลายคนตั้งคำถาม คือ ยอดขายนั้นเกิดจาก “ความต้องการของตลาด” มากน้อยแค่ไหน

หรือเกิดจากแรงจูงใจในการรักษาสถานะ และการสร้างทีมซะมากกว่า

ยิ่งยอดขายพึ่งพาการบริโภคของสมาชิกในระบบมากเท่าไร คำถามเรื่อง “ความยั่งยืน” ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

— แชร์ลูกโซ่

โมเดลนี้ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

เพราะรายได้หลัก ไม่ได้มาจากสินค้า
แต่มาจากเงินของสมาชิกใหม่

”ลุกช้าจ่ายรอบวง“

แทบไม่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นเพียงการหมุนเวียนเงินระหว่างสมาชิกเท่านั้น

——————

สุดท้าย

มันคงไม่ได้มีประโยชน์อะไร ที่จะไปตัดสินว่าธุรกิจไหนจะสร้างเครือข่ายแบบไหน หรือให้ผลตอบแทนอย่างไร เพราะทุกธุรกิจ ย่อมมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดแตกต่างกัน

ธุรกิจประกัน ก็มีการใช้งบไปกับตัวแทน เพื่อกระตุ้นให้เกิดยอดขาย และวิธีนี้ก็ได้พิสูจน์ตัวเองมานับร้อยปี

แน่นอนว่าเราสามารถตั้งคำถามได้ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปที่จะต้องมาว่าร้ายกัน เพราะทั้งธุรกิจประกัน และ MLM ต่างก็มีข้อดี

ในฐานะผู้บริโภค เราสามารถเลือกได้ว่าจะซื้อสินค้าแบบไหน แบรนด์ไหน กับใคร ถ้าไม่พอใจก็เลือกที่จะปล่อยผ่านได้

เพราะในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ทุนนิยมจะลู่เข้าสู่ผลประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภคเองครับ

— เนิร์ดไฟแนนซ์

28/07/2026

ทำไมบางคนคิดว่าผมโจมตีธุรกิจประกันหว่า? ในเมื่อธุรกิจเครือข่ายก็ไม่ใช่เรื่องผิดนะ 🤔

27/07/2026

ประกันชีวิต เป็นธุรกิจเครือข่ายหรือไม่?

ประกันสุขภาพแบบควบการลงทุน (Unit Linked UDR) นั้นถูกออกแบบมาเพื่อ “เกลี่ยเบี้ย” ที่สูงขึ้นเมื่ออายุมาก ให้มาจ่ายเผื่อไปซ...
26/07/2026

ประกันสุขภาพแบบควบการลงทุน (Unit Linked UDR) นั้นถูกออกแบบมาเพื่อ “เกลี่ยเบี้ย” ที่สูงขึ้นเมื่ออายุมาก ให้มาจ่ายเผื่อไปซะตั้งแต่อายุน้อยๆเลย แล้วใช้ “พลังของดอกเบี้ยทบต้น” สร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างนั้น เพื่อเป็น “กองทุน” สำหรับจ่ายค่าประกันสุขภาพที่วิ่งไปไกลมากในอนาคตแทนตัวเราเอง

ข้อควรระวัง ของประกันแบบนี้ คือเราไม่อาจ “วางใจ” ได้ ว่า “เบี้ยคงที่” ที่จ่ายไปทุกปี จะ “เพียงพอ” ต่อการตัดจ่ายค่าประกันสุขภาพ (COR) เนื่องด้วยปัจจัยหลัก 2 ข้อ คือ

1 — การลงทุนมีความเสี่ยง

ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แบบจำลองของบริษัทประกันคาดการณ์มาให้ (2% บ้าง 5% บ้าง) นั้นเป็นเส้นตรงเสมอ ซึ่งในโลกจริงมักไม่เป็นเช่นนั้น ถึงแม้ว่าค่าเฉลี่ยจะยังคงเป็น 5% แต่หากรวมความผันผวนเข้ามาด้วย ก็จะยิ่งเพิ่มความน่าจะเป็นที่เบี้ยที่ส่งจะไม่เพียงพอ (พอร์ตแตก) เพราะนอกจากจะขาดทุนจากการลงทุนแล้ว ยังจะถูกตัดจ่ายค่า COR ไปเรื่อยๆอีก

2 — ค่าใช้จ่ายไม่คงที่

คำว่าไม่คงที่ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงค่า COR ที่เพิ่มตามอายุนะครับ อันนั้นแบบจำลองของบริษัทได้รวมเข้าไปตั้งแต่การคิดเบี้ยรายปีที่เหมาะสม (projected premium) แล้ว แต่ส่วนที่เป็นประเด็นจริงๆคือค่า COR สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามอัตราการเคลมของพอร์ตโฟลิโอ นั่นหมายความว่า ในกรณีของประกันสุขภาพ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้สามารถเพิ่มขึ้นได้ตามอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ด้วย

และสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ปัญหาทั้ง 2 ข้อนี้ มันดันผูกพันกันเองเป็นงูกินหางอีก เพราะปัญหาเงินเฟ้อทางการแพทย์ในข้อ 2 ต้องแก้ด้วยการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่มากขึ้น และผลตอบแทนที่มากขึ้น ย่อมตามมาด้วยความเสี่ยงและความผันผวนที่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาในข้อ 1

แน่นอนว่าปัญหาทั้ง 2 ข้อนี้ สามารถเกิดขึ้นได้ กับประกันแบบสามัญ ที่แยกพอร์ต “กองทุนประกันสุขภาพ” ออกไปบริหารเองด้วยเช่นกัน

แต่จุดที่ผมต้องการเน้นย้ำคือ ถึงแม้ว่าเราจะทำประกันสุขภาพแบบ UDR ไปแล้ว ก็อย่าได้วางใจว่า “เบี้ยคงที่” ที่ว่านี้ จะคงที่ตลอดไป ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ประกันเล่มนี้อาจเป็นการลงทุนที่ติดลบ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ เบี้ยที่ว่าคงที่ ก็ต้องเติมเพิ่มเข้าไปมากกว่าที่วางแผนไว้ กลายเป็นสิ่งที่สูบเอาแผนการเงินดีๆในช่วงบั้นปลายของเราไปหมด เหมือนบ่อที่เททรายเท่าไหร่ก็ถมไม่เต็มครับ

- เนิร์ดไฟแนนซ์

ที่อยู่

Bang Rak

เบอร์โทรศัพท์

+66632481993

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เนิร์ดไฟแนนซ์ - Nerd Financeผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์