C Growth Co.,Ltd A distributor and provider of after-sales services for machinery and textile chemicals in Thailand.

New TRS...Automatic Powder Weighting Syetem from Color Service (Italy). The first arrival to Thailand.By C Growth Co.,Lt...
28/07/2026

New TRS...
Automatic Powder Weighting Syetem from Color Service (Italy). The first arrival to Thailand.

By C Growth Co.,Ltd.

วันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ ฤกษ์งามยามดี ขอทำพิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง เพื่อขอพรให้บริษัท ซี โกรท จำกัด และพนักงานทุกค...
04/07/2026

วันศุกร์ที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ ฤกษ์งามยามดี ขอทำพิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง เพื่อขอพรให้บริษัท ซี โกรท จำกัด และพนักงานทุกคน มีความเจริญรุ่งเรือง ประสพความสำเร็จในหน้าที่การงาน และอย่าให้มีอุปสรรคไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ด้วยเทอญ

01/07/2026

ประธาน Toyota อากิโอะ โทโยดะ รู้สึกโดดเดี่ยว — ICE ชนเพดาน 97% แล้ว ขณะโลกแห่ไป EV ยังเหลือช่องว่างอีก 25%

ต้นเดือนมิถุนายน 2026 อากิโอะ โทโยดะ ซีอีโอของโตโยต้าให้สัมภาษณ์กับ Carwow แล้วพูดประโยคหนึ่งที่หลายคนหยุดฟัง เขาบอกว่า "ผมรู้สึกเหงามาก" เพราะดูเหมือนเขาเป็นคนสุดท้ายในวงการที่ยังพูดเรื่องกลิ่นน้ำมัน เสียงเครื่องยนต์ และความสนุกของการขับ ในขณะที่ทุกคนในอุตสาหกรรมหันหน้าไปทาง BEV หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ล้วนอย่างพร้อมเพรียง

ประโยคนั้นฟังดูอาจเป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวของนักอุตสาหกรรมที่รักเครื่องยนต์ไหม้น้ำมัน แต่ถ้าอ่านให้ลึกกว่านั้น โทโยดะกำลังพูดถึงสิ่งที่วิศวกรรู้ดีแต่สื่อไม่ค่อยพูด นั่นคือ ศักยภาพทางเทคนิคที่เหลืออยู่ในเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE — Internal Combustion Engine) นั้นแทบไม่มีแล้ว และนั่นทำให้คำถามว่า "EV ดีพอยัง?" เปลี่ยนรูปไปโดยสิ้นเชิง

เกิดอะไรขึ้น และตัวเลขบอกว่าอะไร

โทโยดะพูดตรงๆ ว่า ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการที่ทุกคนกำลังวิ่งเข้าหา BEV พร้อมกัน เขายังบอกว่าสามสี่ปีก่อน เขาเป็นคนเดียวที่ออกมาพูดว่าอยากรักษางานของซัพพลายเออร์เครื่องยนต์เอาไว้ และว่าถ้าต้องทำแต่รถคาร์บอนนิวทรัล มันไม่สนุกสำหรับเขา เหมือนกับว่าเขาไม่ได้แข่งขันกับ EV ในเชิงตัวเลข แต่กำลังปกป้อง "ประสบการณ์" ที่เขารัก

และในจุดนั้น โทโยดะพูดถูกในแง่หนึ่ง แต่ไม่ใช่ในแง่ที่หลายคนเข้าใจ

เขาไม่ได้บอกว่า ICE ยังพัฒนาต่อได้อีกมาก เขาปกป้องอารมณ์ ไม่ใช่ศักยภาพทางเทคนิค

ลองดูตัวเลขง่ายๆ ก่อน เครื่องยนต์ ICE รับน้ำมัน 100 หน่วยพลังงานเข้าไป แต่พลังงานที่ไปถึงล้อจริงได้แค่ประมาณ 38 หน่วย ที่เหลือ 62 หน่วยหายไปเป็นความร้อนที่ท่อไอเสีย เสียง แรงเสียดทานในระบบส่งกำลัง และความร้อนสะสมในระบบหล่อเย็น

ฝั่ง EV รับไฟฟ้า 100 หน่วยจากปลั๊ก พลังงานที่ไปถึงล้อได้ประมาณ 87 หน่วย ความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องของการออกแบบที่ดีกว่า แต่เป็นเรื่องของฟิสิกส์พื้นฐาน

กลไกวิศวกรรม — ทำไม ICE ชนเพดานแล้ว

ICE ทำงานบนวงจร Otto (สำหรับเครื่องเบนซิน) หรือวงจร Diesel (สำหรับเครื่องดีเซล) ซึ่งทั้งสองวงจรถูกควบคุมด้วยสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Carnot efficiency หรือขีดจำกัดทางอุณหพลศาสตร์ที่บอกว่าเครื่องยนต์ความร้อนใดๆ ไม่สามารถเปลี่ยนความร้อนเป็นงานได้ 100% เพราะต้องมีความร้อนบางส่วนถ่ายออกสู่สิ่งแวดล้อมเสมอ ซึ่งเป็นกฎของธรรมชาติ ไม่ใช่ข้อบกพร่องของวิศวกรรม

ปัจจุบัน thermal efficiency หรืออัตราส่วนพลังงานที่เปลี่ยนเป็นงานได้จริงของเครื่องยนต์ ICE ที่ดีที่สุดในตลาดอยู่ที่ 40 ถึง 41 เปอร์เซ็นต์ Toyota Dynamic Force และ Mazda Skyactiv-X ถือเป็นตัวท็อปของวงการในวันนี้ แต่ทั้งสองก็ยืนอยู่ที่เพดาน 40 ถึง 41 เปอร์เซ็นต์นั้น

เพดานทางทฤษฎีของ ICE อยู่ที่ประมาณ 42 ถึง 43 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และวิศวกรรถยนต์พัฒนาเครื่องยนต์สันดาปมามากกว่า 120 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 1900 จนถึงวันนี้ ทุกหน่วยเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นต้องใช้งบ R&D มหาศาลขึ้น แต่ให้ผลตอบแทนน้อยลงเรื่อยๆ ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า diminishing returns หรือผลตอบแทนที่ลดลงตามลำดับ

พูดง่ายๆ ก็คือ ICE พัฒนามาแล้วประมาณ 95 ถึง 98 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ฟิสิกส์อนุญาต เหลือช่องว่างแค่ 2 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์

ส่วน EV ทำงานต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มอเตอร์ไฟฟ้าไม่ต้องผ่านขั้นตอนการเผาไหม้ ไม่มีความร้อนจากการสันดาปที่ต้องระบาย จึงไม่ได้ถูกจำกัดด้วย Carnot ตั้งแต่ต้น ทำให้ประสิทธิภาพสูงกว่าได้มาก

แต่ EV ก็มี 4 ชิ้นส่วนหลักที่ยังพัฒนาได้อีกมากในระดับที่แตกต่างกัน

มอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor) พัฒนาแล้วประมาณ 90 ถึง 93 เปอร์เซ็นต์ peak efficiency อยู่ที่ 95 ถึง 97 เปอร์เซ็นต์ แต่ในการขับขี่จริงตลอดทั้งเส้นทาง ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 85 ถึง 92 เปอร์เซ็นต์ มอเตอร์ชนิดใหม่อย่าง axial-flux motor ที่ Mercedes และ Koenigsegg เพิ่งเริ่มผลิตจริง รวมถึงการพัฒนา rare-earth-free motor หรือมอเตอร์ที่ไม่ต้องใช้แร่หายาก ยังเป็นโจทย์เปิดอยู่ในวงการ

Power Electronics หรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์กำลังและ Inverter ที่แปลงไฟกระแสตรงจากแบตเป็นไฟกระแสสลับให้มอเตอร์ พัฒนาแล้วประมาณ 75 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ การมาถึงของ SiC (ซิลิคอนคาร์ไบด์) ช่วยลดการสูญเสียพลังงานในอินเวอร์เตอร์ลงได้ถึง 3 ใน 4 เมื่อเทียบกับซิลิคอนทั่วไป ปัจจุบัน system efficiency ของส่วนนี้อยู่ที่ 94 ถึง 96 เปอร์เซ็นต์ แต่ในห้องทดลองของ Fraunhofer สถาบันวิจัยชั้นนำของเยอรมัน ทีมวิจัยสามารถทำอินเวอร์เตอร์ขนาด 500 kW บรรจุใน 1 ลิตรได้ที่ efficiency สูงกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าช่องว่างจากห้องแล็บถึงรถจริงยังห่างกันมาก นอกจากนี้ GaN (แกลเลียมไนไตรด์) ซึ่งเป็นวัสดุชนิดต่อไป ยังตามหลัง SiC ในงานยานยนต์ แต่กำลังสร้าง S-curve ใหม่ซ้อนทับขึ้นมา

Thermal Management หรือระบบบริหารความร้อนพัฒนาแล้วประมาณ 65 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และนี่คือส่วนที่มีช่องว่างใหญ่กว่าที่คนในสื่อพูดถึง ระบบนี้ต้องจัดการความร้อนจาก 3 แหล่งพร้อมกันคือ แบตเตอรี่ มอเตอร์ และอินเวอร์เตอร์ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาอุณหภูมิในห้องโดยสาร ผ่านวงจรระบายความร้อนวงเดียว ปัญหาสำคัญคือ heat pump หรือปั๊มความร้อนที่ช่วยประหยัดพลังงานในอากาศหนาวยังไม่มีในรถระดับกลางถึงล่างทุกรุ่น และในอุณหภูมิ -20 ถึง -40 องศาเซลเซียส ระยะวิ่งของ EV ลดลงได้ถึง 20 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์

แบตเตอรี่ พัฒนาแล้วประมาณ 55 ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และมีช่องว่างกว้างที่สุดในบรรดา 4 ชิ้น LFP (แบตลิเธียมฟอสเฟต) และ NMC (นิกเกิลแมงกานีสโคบอลต์) ที่ใช้กันทั่วไปวันนี้มีพลังงานจำเพาะอยู่ที่ 150 ถึง 250 Wh/kg (วัตต์-ชั่วโมงต่อกิโลกรัม) ขณะที่ solid-state หรือแบตสถานะของแข็งในห้องแล็บทำได้สูงถึง 500 Wh/kg แต่ CEO ของ CATL ยอมรับเองว่า solid-state ยังอยู่แค่ระดับ 4 จาก 9 ของความพร้อม และคาดว่าจะยังไม่มีการก้าวกระโดดใหญ่จนถึงปี 2030

รวมเฉลี่ยทั้ง 4 ชิ้นส่วนแล้ว EV ยังมีช่องว่างในการพัฒนาอีกประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับ ICE ที่เหลือแค่ 2 ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ แปลว่า EV ยังมีพื้นที่วิ่งมากกว่า ICE ถึง 6 ถึง 8 เท่า

ใครกำลังชนะ และทำไมคำถามจึงเปลี่ยนไปแล้ว

โทโยดะพูดถูกในสิ่งหนึ่ง คือการที่ทุกแบรนด์พุ่งเข้าหา BEV ล้วนพร้อมกันนั้นมีความเสี่ยง Ford กำลังดิ้นรนกับอนาคตของ F-150 Lightning รถกระบะไฟฟ้าที่ขายได้ช้ากว่าที่คาด GM ลดกำลังการผลิตแบตเตอรี่และพนักงาน Stellantis เลื่อนโรงงาน EV ออกไปไม่มีกำหนด

แต่การถอยของบริษัทอเมริกันเหล่านั้นไม่ได้แปลว่า EV หมดอนาคต มันแปลว่าโครงสร้างพื้นฐาน ราคา และความพร้อมของผู้บริโภคในบางตลาดยังตามไม่ทัน โดยเฉพาะอเมริกาที่ระบบชาร์จสาธารณะยังกระจายไม่ทั่ว และราคา EV ยังสูงกว่ารถ ICE ที่คุณได้สมรรถนะเทียบกันได้มาก

คำถามที่แท้จริงในปี 2026 ไม่ใช่ "EV ดีกว่า ICE ไหม" แต่คือ "ใครจับคู่เทคโนโลยีกับบริบทของตลาดได้ฉลาดกว่า"

และในโจทย์นี้ จีนเป็นตัวอย่างที่น่าศึกษา บริษัทอย่าง BYD และ Li Auto ไม่ได้เลือก BEV ล้วนหรือ ICE ล้วน พวกเขาพัฒนา EREV ซึ่งย่อมาจาก Extended Range Electric Vehicle หรือรถไฟฟ้าที่มีเครื่องยนต์เป็นตัวปั่นไฟสำรอง ในรูปแบบนี้ เครื่องยนต์ไม่ได้ขับเพลาโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็น generator หรือเครื่องปั่นไฟเท่านั้น และที่สำคัญ มันทำงานที่จุด efficiency สูงสุดคงที่ตลอดเวลา ไม่ต้องปรับตัวตามภาระงานที่เปลี่ยนตลอดเวลาอย่างการขับขี่ปกติ ทำให้ waste ของพลังงานในรูปของเครื่องยนต์ต่ำมาก

แนวคิดนี้ไม่ใหม่ Nissan e-Power ใช้มาก่อนแล้ว แต่รุ่นใหม่จากจีนพัฒนาไปไกลกว่ามาก ทั้งในแง่ขนาดแบตที่ใหญ่กว่าจนขับในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางสูงถึง 100 ถึง 200 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม และเมื่อแบตหมด เครื่องยนต์ก็ทำงานปั่นไฟต่อได้ทันที

เครื่องยนต์ ICE ในอนาคตจะมีบทบาทที่ถูกจำกัดลงอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด บทบาทที่เหลืออยู่มี 4 รูปแบบหลัก

หนึ่ง range extender ใน EREV ดังที่อธิบายไปแล้ว

สอง งานหนัก ระยะไกล และยานพาหนะเชิงพาณิชย์ที่แบตเตอรี่ยังสู้ไม่ได้ในด้าน energy density ต่อน้ำหนัก เช่น เรือเดินสมุทร เครื่องบิน รถบรรทุกระยะไกลข้ามประเทศ และเครื่องจักรกลหนักในเหมือง ในงานเหล่านี้ ICE ยังเป็นคำตอบเดียวที่ใช้งานได้จริงในระยะ 10 ปีข้างหน้า

สาม backup generator ในพื้นที่ที่กริดไฟฟ้าไม่มั่นคง โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ระบบไฟฟ้าไม่เสถียร

สี่ สินค้า niche สำหรับนักสะสม กลุ่ม enthusiast และ motorsport เหมือนกับนาฬิกาจักรกลในยุคดิจิทัล ไม่ตาย แต่กลายเป็น premium experience เฉพาะกลุ่ม

ความต่างของ S-curve ระหว่างสองเทคโนโลยีชัดเจนมาก ICE ใช้เวลา 120 ปีไต่จาก thermal efficiency ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ขึ้นมาถึงเพดาน 40 เปอร์เซ็นต์ และหยุดอยู่ที่นั่น ส่วนแบตเตอรี่ใช้เวลาเพียง 15 ปีตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2025 เพิ่ม energy density ขึ้นมากกว่า 3 เท่า และยังไม่เห็นเพดานที่ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น แบตมีลักษณะพิเศษคือ "เพดานซ้อนเพดาน" เมื่อ LFP ถึงขีดจำกัดของมัน sodium-ion หรือแบตโซเดียมไอออนก็รออยู่ข้างหน้า เมื่อ sodium ถึงเพดาน solid-state ก็รออีกชั้นหนึ่ง แต่ ICE ไม่มีเส้นซ้อนทับแบบนั้น

ผลต่อตลาดและผู้ใช้รถในไทย

ตลาดรถไทยมีลักษณะพิเศษที่ทำให้บริบทนี้ต่างออกไปจากยุโรปหรืออเมริกา

ประการแรก อากาศร้อนชื้นของไทยส่งผลต่อ Thermal Management โดยตรง แต่ไม่ใช่ในทิศทางที่ปัญหาหนาวเย็นในยุโรปเป็น ในไทย ปัญหาไม่ใช่ว่าความร้อนขาดแล้วระยะทางลด แต่เป็นว่าความร้อนสะสมในแบตเตอรี่เร็วกว่าปกติ อุณหภูมิสูงทำให้อัตราการเสื่อมของแบต (ที่วัดด้วยค่า SOH หรือ State of Health ซึ่งบอกว่าแบตเหลือความจุกี่เปอร์เซ็นต์จากตอนใหม่) เร็วกว่าในประเทศอากาศเย็น รถ EV ที่จอดกลางแดดและใช้แอร์ตลอดทางในเมืองร้อนอย่างกรุงเทพฯ เผชิญกับภาระด้านความร้อนที่แตกต่างจากสเปคที่ทดสอบในยุโรปมาก Direct cooling และ immersion cooling ของเซลล์แบต ซึ่งเป็นเทคนิคการระบายความร้อนที่ดีที่สุดในวันนี้ ยังอยู่แค่ในรุ่นพรีเมียมหรือในขั้นทดลอง รถราคา 1 ล้านบาทในไทยมักใช้ระบบระบายความร้อนที่เรียบง่ายกว่า

ประการที่สอง สำหรับผู้บริโภคไทยจำนวนมากที่ต้องเดินทางระหว่างจังหวัด หรืออยู่ในพื้นที่ที่ชาร์จเจอร์สาธารณะไม่ครอบคลุม EREV อาจเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า BEV เต็มรูปในหลายปีข้างหน้า เพราะแก้ปัญหา range anxiety หรือความกังวลเรื่องแบตหมดกลางทางได้โดยไม่ต้องรอโครงสร้างพื้นฐานให้สมบูรณ์ก่อน

ประการที่สาม ตลาดไทยขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ในแบบเดียวกับที่โทโยดะพูดถึง ความรู้สึกของการ "ขับ" ยังสำคัญสำหรับผู้บริโภคไทยจำนวนมาก แต่คำถามที่จริงกว่าสำหรับไทยไม่ใช่ "EV จะแทนที่ ICE ไหม" คำถามที่จริงกว่าคือ "thermal management และ battery degradation ในอากาศร้อนจะถูกแก้เร็วแค่ไหน" เพราะนั่นคือตัวแปรหลักที่จะกำหนดว่า EV จะกลายเป็นทางเลือกหลักของผู้บริโภคไทยในช่วงเวลาใด

จุดต่อไปที่ต้องจับตา

สำหรับ solid-state battery ตัวเลขที่ต้องจับตาคือ เมื่อไรแบรนด์แรกจะผลิต solid-state ในเชิงพาณิชย์จริง ไม่ใช่แค่ต้นแบบ Honda และ Toyota ระบุปี 2027 ถึง 2028 เป็นเป้า ถ้าทำได้จริงที่ต้นทุนพอซื้อได้ มันจะเปลี่ยน energy density ของรถไฟฟ้าระดับกลางขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับ power electronics ต้องดูว่า GaN จะเริ่มเข้ามาในรถยนต์เชิงพาณิชย์เมื่อไร ปัจจุบัน GaN ใช้ใน onboard charger และอุปกรณ์ขนาดเล็กแล้ว แต่ยังไม่อยู่ใน main inverter ขับมอเตอร์ของรถ ถ้า GaN เข้ามาแทน SiC ใน main inverter ได้ จะลด heat loss ลงได้อีกชั้น

สำหรับ thermal management ในบริบทไทยโดยเฉพาะ ต้องดูว่ารถ EV จีนที่ขายในไทยจะเพิ่ม direct cooling ในรุ่นกลางเมื่อไร ตอนนี้มีแค่รุ่นราคาสูงและรุ่น performance บางรุ่น ถ้า BYD หรือ MG นำ direct cooling มาในรุ่นราคา 8 แสนถึง 1 ล้านบาท นั่นจะเป็นสัญญาณว่าต้นทุนเทคโนโลยีลดลงถึงจุดที่แพร่หลายได้แล้ว

โทโยดะพูดว่าเขาเหงา เพราะไม่มีใครพูดภาษาเดียวกับเขาอีกแล้ว แต่ฟิสิกส์ไม่ได้ฟังอารมณ์ใคร มันแค่บอกว่า เครื่องยนต์สันดาปดีที่สุดเท่าที่มันจะดีได้แล้ว ส่วน EV ยังดีที่สุดไม่ได้ แต่กำลังไล่ตาม ทั้งสองข้อนี้ไม่ขัดแย้งกัน

━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
#รถไฟฟ้า #แบตเตอรี่EV

AirSmart Dyeing Machines just arrived
01/07/2026

AirSmart Dyeing Machines just arrived

27/05/2026
งานยากไม่เคยท้อ..เพราะเราได้ประสบการณ์และความถูมิใจ
17/05/2026

งานยากไม่เคยท้อ..เพราะเราได้ประสบการณ์และความถูมิใจ

Thailand's Land bridge Project.
17/05/2026

Thailand's Land bridge Project.

อธิบาย แลนด์บริดจ์ไทย ทำไมไม่ตัดเส้นทางตรง ให้สั้นที่สุด ? /โดย ลงทุนแมน
(The English version is below.)
หากใครเคยเห็นแผนที่ของโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) โปรเจกต์ระดับล้านล้านบาทของไทย
คงพบว่า ท่าเรือทั้ง 2 ฝั่งของไทย ไม่ได้ตั้งอยู่ในแนวตรงเดียวกัน

เพราะเมื่อเริ่มจากฝั่งอันดามัน เส้นทางจะต้องเฉียงขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเชื่อมกับท่าเรือฝั่งอ่าวไทย

ทำไมแลนด์บริดจ์ไทย ถึงไม่เลือกเชื่อมแบบทางตรงที่ระยะสั้นกว่า ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

แลนด์บริดจ์ เป็นโครงการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างทะเลอ่าวไทย กับทะเลอันดามัน

ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึก ซึ่งมีการกำหนดท่าเรือฝั่งอันดามัน ไว้ที่บริเวณแหลมอ่าวอ่าง ตำบลราชกรูด อำเภอเมือง จังหวัดระนอง

ขณะที่ท่าเรือฝั่งอ่าวไทย กำหนดไว้อยู่ที่บริเวณแหลมริ่ว ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

และโครงข่ายระบบการขนส่งระหว่างท่าเรืออย่าง ทางหลวงพิเศษระหว่างจังหวัด และรถไฟทางคู่ รวมถึงระบบท่อส่งของเหลว

โดยเส้นทางเชื่อมระหว่างท่าเรือทั้ง 2 นี้มีลักษณะการวางในแนวเฉียง รวมระยะทางราว 90 กิโลเมตร

แต่ในความจริง หากวิ่งเส้นตรง จากท่าเรือฝั่งอ่าวไทย บริเวณแหลมริ่ว ไปสุดขอบประเทศในฝั่งทะเลอันดามัน จะพบว่า มีระยะทางรวมประมาณ 70 กิโลเมตร ซึ่งสั้นกว่าเส้นทางของแลนด์บริดจ์

แล้วเพราะอะไร แลนด์บริดจ์ ถึงถูกวางเส้นทางเฉียงออกไปจากทางตรงที่สั้นกว่า ซึ่งหลายคนอาจคิดว่า มีต้นทุนที่ต่ำกว่า

คำตอบอยู่ที่ลักษณะพื้นที่ของปลายฝั่งอันดามัน โดยที่ตรงนั้น คือ บริเวณปากแม่น้ำกระบุรี หรือชายฝั่งตอนบนของอำเภอเมืองระนอง

โดยพื้นที่ปากแม่น้ำกระบุรี มีความตื้นเขิน และมีความลึกตามธรรมชาติที่ไม่มากพอ สำหรับการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก และไม่เหมาะสมต่อการเทียบท่าของเรือขนาดใหญ่

นอกจากนั้น ระหว่างเส้นทางจากท่าเรือฝั่งอ่าวไทย หรือตรงแหลมริ่ว ลากตรงมายังปากแม่น้ำกระบุรี

หากจะต้องสร้างโครงข่ายการขนส่ง จะต้องหาทางทะลุหรือผ่านเทือกเขา ที่เป็นปราการทางธรรมชาติ คั่นกลางระหว่างชุมพรและระนอง

รวมไปถึงระหว่างพื้นที่ทั้ง 2 นี้ยังมีจุดที่ไปทับซ้อนกับแนวพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ ได้แก่

- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าควนแม่ยายหม่อน
- อุทยานแห่งชาติลำน้ำกระบุรี

ซึ่งหากต้องการก่อสร้างถนนหรือระบบรางผ่านพื้นที่เหล่านี้ จำเป็นต้องเพิกถอน หรือปรับแนวเขตพื้นที่อนุรักษ์บางส่วนออกก่อน เนื่องจากติดข้อจำกัดตามกฎหมาย ทั้งจาก พรบ.อุทยานแห่งชาติ และ พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

ทำให้เกิดความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศ และอาจนำไปสู่กระแสการการคัดค้านจากภาคสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ได้อีกด้วย

และประเด็นสุดท้ายคือ พื้นที่ปากแม่น้ำกระบุรี เป็นพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและเมียนมาด้วยเช่นกัน ทำให้มีความซับซ้อนในการจัดการพื้นที่มากยิ่งขึ้นด้วย

ทั้งหมดนี้ จึงสรุปได้ว่า แนวการวางเส้นทางท่าเรือระหว่าง 2 ฝั่งทางทะเล ถูกกำหนดด้วยความเหมาะสมของพื้นที่ สำหรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังคงถูกตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ

เพราะการก่อสร้างโครงการ ต้องถมทะเลและขุดลอกร่องน้ำขนาดใหญ่ ที่อาจเปลี่ยนทิศทางของกระแสน้ำ เพิ่มการกัดเซาะชายฝั่ง และเพิ่มความเสี่ยงด้านมลพิษจากการเดินเรือ

ท้ายที่สุด อาจกระทบทั้งระบบนิเวศทางทะเล แหล่งประมงพื้นบ้าน และวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งโดยตรง

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถูกนำกลับเข้าสู่กระบวนการทบทวนข้อมูลอีกครั้ง ซึ่งก็คงต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไปในอนาคต..
______________________________________

Explaining Thailand’s Landbridge:
Why Doesn’t It Take the Shortest Straight-Line Route?
By Longtunman

If anyone has seen the map of the Landbridge project,
Thailand’s trillion-baht-scale infrastructure project, you may notice that the ports on the two sides of Thailand are not located along the same straight line.

That is because, starting from the Andaman side, the route has to run diagonally upward toward the northeast to connect with the port on the Gulf of Thailand side.

So why doesn’t Thailand’s Landbridge choose a straight-line connection with a shorter distance ?
Longtunman will explain.

The Landbridge is an infrastructure project designed to connect freight transport between the Gulf of Thailand and the Andaman Sea.

It consists of deep-sea ports.

The port on the Andaman side has been designated at the Laem Ao Ang area, Ratchakrut Subdistrict, Mueang District, Ranong Province.

Meanwhile, the port on the Gulf of Thailand side has been designated at the Laem Riw area, Bang Nam Chuet Subdistrict, Lang Suan District, Chumphon Province.

The project also includes transport networks between the two ports, such as an intercity motorway, a double-track railway, and a liquid pipeline system.

The route connecting these two ports is laid out diagonally, with a total distance of around 90 kilometers.

But in reality, if we draw a straight line from the Gulf of Thailand port at Laem Riw to the edge of the country on the Andaman Sea side, the total distance would be around 80 kilometers, which is shorter than the Landbridge route.

So why is the Landbridge route designed diagonally instead of taking the shorter straight-line route, which many people may think would cost less ?

The answer lies in the terrain at the end point on the Andaman side.

That area is the mouth of the Kra Buri River, or the upper coastline of Mueang Ranong District.

The Kra Buri River mouth is shallow and does not have enough natural depth for the construction of a deep-sea port.

It is also not suitable for large vessels to dock.

In addition, along the straight-line route from the Gulf of Thailand port at Laem Riw
to the Kra Buri River mouth, if a transport network were to be built, the project would have to find a way to cut through or pass across mountain ranges.

These mountains act as a natural barrier between Chumphon and Ranong.

On top of that, the area between these two points also overlaps with protected conservation areas, including :
- Kuan Mae Yai Mon Wildlife Sanctuary
- Lam Nam Kra Buri National Park

If roads or railway systems were to be built through these areas, parts of the protected zones would first have to be revoked or their boundaries adjusted.

That is because there are legal restrictions under both the National Parks Act and the Wildlife Conservation and Protection Act.

This would make the project more complex and difficult.

It would also risk creating impacts on the ecosystem and could lead to opposition from environmental groups and local communities.

The final issue is that the Kra Buri River mouth is also a border area between Thailand and Myanmar.

This makes land and area management even more complicated.

All of this explains why the route between the two seaports has been determined based on the suitability of the area for building large-scale infrastructure.

However, this project is still being questioned over its potential environmental impacts on surrounding areas.

That is because the construction of the project would require sea reclamation and large-scale dredging of navigation channels.

These activities could change the direction of water currents, increase coastal erosion, and raise the risk of pollution from shipping.

In the end, the project could directly affect marine ecosystems, local fishing grounds, and the way of life of coastal communities.

For now, the project has been brought back into the process of reviewing information again.

So we will still have to wait and follow how the project progresses in the future.

06/05/2026

K – The World's No.1 Trade Fair for Plastics and Rubber is about to begin, and Color Service brings you the future of automated production. Don’t miss the opportunity to stop by our booth and experience it. 📅 8-15 October 2025 🌍 Düsseldorf Exhibition Centre, Düsseldorf, Germ...

It is time to secure your business.
06/05/2026

It is time to secure your business.

As 2025 is coming to an end, we want to take a moment to celebrate a year full of challenges, growth, and meaningful milestones. None of it would have been possible without 𝗬𝗢𝗨: our clients, partners, and our team. Thanks to your trust, collaboration, and dedication, we have achieved so muc...

ที่อยู่

129-564 MOO 3 SAIMA Road
Bang Ranok
11000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ C Growth Co.,Ltdผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์