สถาบันพัฒนาธุรกิจ BCI

สถาบันพัฒนาธุรกิจ BCI เราเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษา และยกระดับการพัฒนาธุรกิจ

EP: 50ทักษะของผู้นำที่จะนำองค์กรสู่ความเป็นเลิศและยั่งยืน“ผู้นำต้องชี้นำต้นเหตุที่ดี เพราะผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจา...
25/09/2026

EP: 50
ทักษะของผู้นำที่จะนำองค์กรสู่ความเป็นเลิศและยั่งยืน
“ผู้นำต้องชี้นำต้นเหตุที่ดี เพราะผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ”

โดย วีรปรัชญ์ สิงห์สัตย์
ผู้เขียนหนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน

หลายองค์กรมี “ผู้บริหารที่เก่ง” แต่เหตุใดองค์กรยังมีปัญหาเดิมเกิดซ้ำ พนักงานทำงานคนละทิศทาง การแก้ปัญหากลายเป็นการดับไฟรายวัน และเมื่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยน องค์กรกลับปรับตัวไม่ทัน?
คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “ผู้นำเก่งแค่ไหน” แต่คือ “ผู้นำกำลังคิดและชี้นำองค์กรด้วยวิธีคิดแบบใด”

แนวคิดใน คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการสร้าง “เหตุ” ที่ถูกต้องก่อนหวัง “ผล” ที่ดี โดยเชื่อมโยงการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร (TQM) เข้ากับหลักคิดแบบ โยนิโสมนสิการ หรือการคิดอย่างถูกวิธี ถูกทาง มีเหตุผล และมองความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล
“ผู้บริหารต้องนำองค์กรด้วยการชี้นำต้นเหตุที่ดี ผลจึงจะดี
ถ้าผู้นำไม่คิดไม่ทำในหลักการที่ถูกต้องแล้ว คนในองค์กรจะมีต้นแบบที่ดีได้อย่างไร?”
นี่คือหัวใจของการนำองค์กรสู่ Sustainable Growth

เมื่อผู้นำยังไม่รู้ว่า “วิธีคิด” ของตนเองกำลังกำหนดอนาคตองค์กร
ปัญหาขององค์กรจำนวนไม่น้อยไม่ได้เริ่มจากพนักงานไม่มีความสามารถ แต่เริ่มจาก ผู้นำมองเห็นเฉพาะผลลัพธ์ โดยไม่ได้ย้อนกลับไปค้นหาต้นเหตุ
ยอดขายลด — เร่งฝ่ายขาย
ต้นทุนสูง — สั่งลดค่าใช้จ่าย
ลูกค้าร้องเรียน — ตำหนิฝ่ายบริการ
พนักงานลาออก — รีบหาคนใหม่
กำไรลด — กดดันทุกฝ่ายให้เพิ่ม KPI
ทั้งหมดอาจช่วยแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ถ้าไม่ค้นหาว่า “อะไรคือเหตุที่แท้จริง?” ปัญหาก็มีโอกาสกลับมาอีก

หนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน เสนอภาพขององค์กรในลักษณะ “ระบบ” ที่เชื่อมโยงกัน ผู้นำต้องมองภาพใหญ่ (Big Picture) และบริหารอย่างน้อยสามด้านร่วมกัน คือ บริหารงาน บริหารคน และบริหารการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงในการวัด วิเคราะห์ ปรับปรุง และตัดสินใจ

ดังนั้น ทักษะสำคัญของผู้นำจึงไม่ควรมีเพียงความสามารถในการสั่งการ แต่ควรประกอบด้วยทักษะ 3 ด้านที่ทำงานร่วมกัน

Conceptual Skill — ทักษะด้านความคิด มองภาพรวม เห็นความสัมพันธ์ของเหตุและผล เข้าใจธุรกิจ ลูกค้า คู่แข่ง เทคโนโลยี คน กระบวนการ และความยั่งยืน แล้วเชื่อมโยงทั้งหมดเข้ากับทิศทางองค์กร

Human Relation Skill — ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ เข้าใจคน สื่อสาร สร้างความไว้วางใจ รับฟัง สอนงาน พัฒนาคน และทำให้บุคลากรเห็นเป้าหมายร่วมกัน

Technical Skill — ทักษะด้านปฏิบัติการ เข้าใจกระบวนการ มาตรฐาน วิธีการทำงาน ข้อมูล ตัวชี้วัด เทคโนโลยี และสามารถนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติจริง

ผู้นำที่มีเพียงหนึ่งหรือสองด้านอาจบริหารองค์กรได้ แต่การนำองค์กรท่ามกลางความซับซ้อนจำเป็นต้อง บูรณาการทั้งสามทักษะ

“รู้ว่าต้องเปลี่ยน” แต่ทำไมองค์กรยังเหมือนเดิม?
ผู้บริหารจำนวนมากรู้จัก Strategy, KPI, Digital Transformation, ESG, AI หรือ Sustainability อยู่แล้ว
ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ “ไม่รู้” แต่อยู่ที่ “รู้แล้วแต่ยังไม่เปลี่ยนวิธีคิดและวิธีบริหาร”

องค์กรจึงมี Vision อยู่บนผนัง มี Strategy อยู่ใน PowerPoint มี KPI อยู่ใน Excel และมี ESG อยู่ในรายงาน แต่สิ่งเหล่านั้นอาจยังไม่ได้กลายเป็น พฤติกรรม กระบวนการ และการตัดสินใจประจำวัน
นี่คือจุดที่ โยนิโสมนสิการ มีความร่วมสมัยอย่างน่าสนใจ เพราะไม่ได้หมายถึงการคิดมาก แต่หมายถึงการคิดอย่างเป็นระบบ พิจารณาปัญหาตามสภาวะและความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัย ซึ่งหนังสือเชื่อมโยงแนวคิดนี้เข้ากับการแก้ปัญหาในการทำงานโดยตรง

ลองเปลี่ยนคำถามของผู้บริหารจาก “ใครทำผิด?”
เป็น “กระบวนการใดทำให้ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้น?”
จาก “ทำไมพนักงานไม่ทำตาม?”
เป็น “เราได้ทำให้เป้าหมาย กระบวนการ หน้าที่ และมาตรฐานชัดเจนพอหรือยัง?”
และจาก “ทำอย่างไรให้กำไรมากขึ้น?”
เป็น “เราต้องสร้างคุณค่าอะไรให้ลูกค้า พัฒนาคนและกระบวนการอย่างไร จึงจะทำให้กำไรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง?”
นี่คือการเปลี่ยนจาก Result Thinking → Cause-and-Effect Thinking
ผู้นำยุคใหม่ต้องเก่ง “คิด–คน–งาน” พร้อมกัน

เมื่อเข้าใจปัญหาแล้ว ผู้นำควรกลับมาประเมินตนเองอย่างจริงจังว่า ทักษะทั้งสามด้านสมดุลกันหรือไม่

1. Conceptual Skill — คิดให้เห็น “ทั้งระบบ”
ผู้นำต้องมองไกลกว่างานประจำวัน ต้องมองเห็นว่า ลูกค้า → คุณค่าที่ส่งมอบ → กระบวนการ → บุคลากร → เทคโนโลยี → ต้นทุน → ผลประกอบการ → สังคมและสิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงกันอย่างไร
นี่คือทักษะที่ทำให้ผู้นำสามารถ “มองภาพใหญ่” และมองเห็นองค์กรเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่แผนกต่าง ๆ ที่แยกออกจากกัน
หนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน ชี้ให้เห็นเช่นกันว่า เมื่อบุคลากรเรียนรู้ความต้องการของลูกค้า เข้าใจตำแหน่งทางการตลาด กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และการสร้างคุณค่า ก็จะช่วยให้องค์กรปรับกลยุทธ์ต่อการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

2. Human Relation Skill — เข้าใจคนก่อนที่จะขับเคลื่อนคน
ต่อให้กลยุทธ์ดีเพียงใด หากคนไม่เข้าใจ ไม่เชื่อ และไม่ร่วมมือ กลยุทธ์ก็ไม่เกิดขึ้นจริง
หน้าที่ของผู้นำจึงไม่จบที่ “สั่งงาน” แต่ต้อง สื่อสาร สอนงาน Coaching รับฟัง สร้างการมีส่วนร่วม และพัฒนาผู้นำในระดับถัดไป
ในหนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน มีแนวคิดเรื่องการสอนงานเป็นทอด ๆ จากผู้บริหารสู่ผู้จัดการ จากผู้จัดการสู่หัวหน้างานและพนักงาน เพื่อสร้างความเข้าใจต่อวัตถุประสงค์ ทิศทาง โมเดลธุรกิจ ลูกค้า และคุณค่าที่องค์กรต้องการส่งมอบร่วมกัน

3. Technical Skill — เปลี่ยน “ความคิดที่ดี” ให้กลายเป็น “วิธีทำงานที่ดี”
ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์แต่ไม่สามารถแปลงวิสัยทัศน์ลงสู่กระบวนการ อาจทำให้องค์กรมีคำพูดสวยงาม แต่ขาดผลลัพธ์
Technical Skill ในบริบทของผู้บริหารจึงไม่ได้หมายความว่าต้องเก่งเทคนิคมากกว่าผู้เชี่ยวชาญทุกคน แต่ต้อง เข้าใจกระบวนการเพียงพอที่จะตั้งคำถาม กำหนดมาตรฐาน เลือกตัวชี้วัด อ่านข้อมูล และเชื่อมกลยุทธ์กับการปฏิบัติ
หนังสือเน้นเรื่องการมอบหมายงานตามกระบวนการ การกำหนดจุดควบคุมและตัวชี้วัด เพื่อให้รู้ว่างานและข้อมูลไหลไปตามกระบวนการหรือไม่ และเมื่อเกิดปัญหาจะสามารถระบุจุดที่ต้องแก้ไขได้เร็วขึ้น

กรณีศึกษา: SCG — เมื่อ Strategy, People และ Operations ต้องเดินไปด้วยกัน
กรณีของ SCG ช่วยให้เห็นภาพของทักษะทั้งสามด้านในระดับองค์กรได้ชัดเจน โดยไม่ควรตีความว่าความสำเร็จเกิดจากปัจจัยเดียว
ในด้าน Conceptual Skill ปัจจุบัน SCG วางทิศทางการเติบโตภายใต้แนวคิด Inclusive Green Growth โดยเชื่อมความสามารถในการแข่งขันกับการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ นวัตกรรมกรีน และ Net Zero 2050 (SCG)
ในด้าน Human Relation Skill วัฒนธรรมองค์กรของ SCG ระบุหลักสำคัญ เช่น การยึดมั่นในความเป็นธรรม การมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ ความเชื่อมั่นในคุณค่าของคน และความรับผิดชอบต่อสังคม ขณะที่ข้อมูลด้าน Sustainability Performance ยังสะท้อนการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารผ่าน ESG Leadership Program และ Net Zero Accelerator Program (SCG Career)
ส่วน Technical Skill ปรากฏในระดับการดำเนินงาน เช่น การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพ การใช้แนวคิด Circular Economy ลดการใช้ทรัพยากรและของเสีย ตลอดจน Green Process Technology เพื่อลดพลังงาน ของเสีย และคาร์บอนจากกระบวนการผลิต (SCG)

กรณีนี้จึงช่วยให้เราเห็นว่า Sustainability ไม่ควรถูกแยกออกจาก Strategy และ Operations แต่ต้องถูกนำเข้าไปอยู่ในวิธีคิด วิธีบริหารคน และวิธีดำเนินธุรกิจจริง

ถ้าผู้นำไม่เปลี่ยน “ต้นเหตุ” องค์กรจะเปลี่ยน “ผลลัพธ์” ได้อย่างไร?
นี่อาจเป็นคำถามที่ผู้บริหารควรถามตนเองมากที่สุด
เมื่อองค์กรมีปัญหา เราแก้ที่ คน หรือแก้ที่ ระบบที่ทำให้คนทำงาน?
เมื่อยอดขายลด เรากดดันฝ่ายขาย หรือกลับไปดูว่า Value Proposition ของเรายังมีคุณค่าสำหรับลูกค้าหรือไม่?
เมื่อพนักงานไม่ร่วมมือ เราบอกว่าเขาไม่มี Engagement หรือถามว่า ผู้นำสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมเพียงพอหรือยัง?
เมื่อกำไรลด เราลดต้นทุนทันที หรือวิเคราะห์ว่า ความสูญเปล่าอยู่ตรงไหนในกระบวนการ?
และเมื่อพูดถึง ESG เรากำลังทำเพราะต้องรายงาน หรือกำลังเปลี่ยนมันให้เป็น โอกาสทางธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันระยะยาว?
ความเจ็บปวดขององค์กรจึงอาจไม่ได้เกิดเพราะไม่มีคนเก่ง แต่เกิดเพราะ คนเก่งจำนวนมากกำลังทำงานอยู่ในระบบที่ยังไม่ได้รับการออกแบบให้คนเหล่านั้นสามารถสร้างคุณค่าได้เต็มศักยภาพ
หนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน จึงให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการปรับปรุงงาน เพราะคนที่อยู่หน้างานย่อมสัมผัสปัญหาและโอกาสในการปรับปรุงโดยตรง

ผู้นำที่ยั่งยืน ต้องสร้าง “เหตุ” ก่อนสร้าง “ผล”
Conceptual Skill ทำให้ผู้นำ คิดถูกและเห็นภาพรวม
Human Relation Skill ทำให้ผู้นำ นำคนและสร้างพลังร่วม
Technical Skill ทำให้ผู้นำ เปลี่ยนความคิดและกลยุทธ์ให้เกิดผลจริง
แต่สิ่งที่อยู่เหนือทักษะทั้งสาม คือ “วิธีคิดของผู้นำ”

เมื่อผู้นำคิดอย่างเป็นระบบ เห็นเหตุและผล เข้าใจลูกค้า เข้าใจคน เข้าใจกระบวนการ และเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลง องค์กรจะค่อย ๆ สร้างสิ่งที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก เพราะคู่แข่งอาจซื้อเครื่องจักรแบบเดียวกัน ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน หรือทำผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกันได้
แต่สิ่งที่เลียนแบบได้ยากกว่าคือ ระบบความคิด วัฒนธรรม ความสามารถของคน กระบวนการเรียนรู้ และวิธีทำงานที่สะสมอยู่ภายในองค์กร

นี่คือรากฐานของ Sustainable Competitive Advantage
และสอดคล้องกับแก่นสำคัญของ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน ที่มองว่าความยั่งยืนของธุรกิจไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สัมพันธ์กับการที่ผู้นำคิดและชี้นำอย่างถูกวิธี มีกระบวนการ พนักงานคิดและทำอย่างมีเหตุผล และองค์กรสร้างคุณค่าให้ลูกค้า

ดังนั้น ก่อนที่ผู้บริหารจะถามว่า
“ปีหน้าเราจะทำให้องค์กรเติบโตอีกกี่เปอร์เซ็นต์?”
อาจต้องถามคำถามที่สำคัญกว่านั้นก่อนว่า
“วันนี้…เราในฐานะผู้นำ กำลังสร้างต้นเหตุที่ดีพอที่จะทำให้ผลลัพธ์ที่ดีเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนแล้วหรือยัง?”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว...
“ผู้นำคิดถูก → คนเข้าใจ → กระบวนการถูกต้อง → ลูกค้าได้รับคุณค่า → องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน”
และนั่นคือการนำองค์กรไปสู่ ความเป็นเลิศที่ไม่ได้วัดเพียงผลประกอบการวันนี้ แต่รวมถึงความสามารถในการเติบโตและปรับตัวต่อไปในอนาคต.

#คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน

EP: 49หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง ตอนที่ 7“ผลลัพธ์ทางธุรกิจ” — เพราะธุรกิจไม่ได้ยั่งยืนจากความตั้งใจ แต่ยั่งยืนจากผลลัพธ์ที่...
21/09/2026

EP: 49
หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง ตอนที่ 7
“ผลลัพธ์ทางธุรกิจ” — เพราะธุรกิจไม่ได้ยั่งยืนจากความตั้งใจ แต่ยั่งยืนจากผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้

โดย วีรปรัชญ์ สิงห์สัตย์
ผู้เขียนหนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน

“เหตุดี…ผลย่อมดี”
แต่ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวน ผู้นำไม่ได้มีหน้าที่เพียง “ตั้งเป้าหมายให้ดี” หากต้องออกแบบระบบให้ เหตุ → กระบวนการ → ผลลัพธ์ เชื่อมโยงกัน และวัดได้จริง

จาก คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน แนวคิด “หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง” เชื่อมโยงกับ Total Quality Management (TQM)โดยหนังสือเสนอ TQM เป็นแม่แบบการนำไปสู่การปฏิบัติ 7 ด้าน ได้แก่ การนำองค์กร การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด การวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ การมุ่งเน้นบุคลากร การจัดการกระบวนการ และ ผลลัพธ์ทางธุรกิจ
และนี่คือหัวใจของตอนที่ 7 เพราะ การบริหารที่ดีไม่ได้จบที่การมีกระบวนการที่ดี แต่ต้องไปถึงผลลัพธ์ที่องค์กร ลูกค้า บุคลากร และสังคมได้รับจริง

เมื่อผู้บริหารยังมอง “ผลลัพธ์” แค่ยอดขายและกำไร
ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเมื่อพูดถึง “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ” มักนึกถึงเพียง
ยอดขาย → รายได้ → กำไร
ตัวเลขเหล่านี้สำคัญอย่างแน่นอน แต่ถ้าเรามองเพียงตัวเลขปลายทาง อาจกำลังมองธุรกิจเพียง “ผล” โดยไม่เห็น “เหตุ” ที่สร้างผลนั้นขึ้นมา
ลองคิดง่าย ๆ

ถ้ายอดขายเพิ่มขึ้น แต่ลูกค้าร้องเรียนเพิ่มขึ้น
ถ้ากำไรเพิ่มขึ้น แต่พนักงานลาออกมากขึ้น
ถ้าผลิตได้มากขึ้น แต่ของเสียและพลังงานเพิ่มขึ้น
ถ้ารายได้เพิ่มขึ้น แต่กระแสเงินสดกลับตึงตัว
ถ้าธุรกิจเติบโต แต่ต้องแลกด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อม
เราจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “ความสำเร็จ” ได้ครบถ้วนหรือไม่?
นี่คือเหตุผลที่แนวคิดการบริหารคุณภาพไม่ได้มองเฉพาะผลลัพธ์ทางการเงิน แต่ต้องมอง ความสัมพันธ์ของเหตุและผลทั้งระบบ

หนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน เสนอว่า โยนิโสมนสิการเป็นวิธีคิดเชิงระบบและเป็นเหตุเป็นผล ขณะที่ TQM เป็นหลักปฏิบัติที่นำแนวคิดดังกล่าวมาสู่กระบวนการบริหารที่เป็นรูปธรรม
ดังนั้น คำถามของผู้นำจึงไม่ควรมีเพียง...“ปีนี้เรากำไรเท่าไร?”
แต่ควรถามต่อว่า
“กำไรนั้นเกิดจากอะไร?”
“กระบวนการใดสร้างกำไร?”
“ลูกค้าได้รับคุณค่าอะไร?”
“บุคลากรมีความสามารถเพิ่มขึ้นหรือไม่?”
“ผลลัพธ์นี้จะรักษาไว้ได้ในระยะยาวหรือไม่?”

รู้ว่าต้องวัดผล…แต่ยังไม่ได้นำผลลัพธ์มาใช้บริหาร
องค์กรจำนวนหนึ่งมี KPI มากมาย
มี Dashboard...มีรายงาน...มีกราฟ...มีตัวเลข...มีการประชุม
แต่ปัญหาคือ......“มีข้อมูล แต่ไม่ได้ใช้ข้อมูลเพื่อคิดและตัดสินใจ”
บางองค์กรตั้ง KPI เพื่อรายงานผู้บริหาร แต่ไม่ได้เชื่อมโยง KPI กับกลยุทธ์และกระบวนการจริง
เช่น ฝ่ายขายมี KPI = ยอดขาย
ฝ่ายผลิตมี KPI = ผลิตได้ตามแผน
ฝ่ายจัดซื้อมี KPI = ราคาซื้อลดลง
ฝ่ายคุณภาพมี KPI = ของเสียลดลง
แต่เมื่อทุกฝ่ายทำ KPI ของตัวเองสำเร็จ กลับพบว่า กำไรรวมไม่ได้เพิ่มขึ้น
เพราะแต่ละหน่วยงานอาจกำลัง “ทำให้ KPI ของตัวเองดี” แต่ไม่ได้ทำให้ ระบบธุรกิจดีขึ้น
นี่คือปัญหาของการคิดแบบแยกส่วน หรือ Silo Thinking
ในทางตรงกันข้าม TQM มององค์กรเป็นระบบที่องค์ประกอบต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน และ TQA ก็ใช้แนวคิดในลักษณะเดียวกัน โดยเชื่อมโยง
กระบวนการ 6 หมวดเข้ากับหมวดที่ 7 คือ “ผลลัพธ์” พร้อมเน้นมุมมองเชิงระบบ การจัดการโดยใช้ข้อมูลจริง และการส่งมอบคุณค่าและผลลัพธ์
ดังนั้น...KPI ที่ดีไม่ใช่ KPI ที่วัดง่ายที่สุด แต่คือ KPI ที่ช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจว่าองค์กรกำลังเดินไปสู่เป้าหมายหรือไม่

“ผลลัพธ์” ต้องมองจากเหตุ → กระบวนการ → ผล
ตรงนี้คือหัวใจของ โยนิโสมนสิการ
การคิดแบบโยนิโสมนสิการในกรอบของหนังสือ คือการคิดอย่างถูกวิธี คิดถูกทาง คิดอย่างมีเหตุผล และคิดให้เกิดผล ซึ่งเชื่อมโยงกับการบริหารธุรกิจที่ต้องมองความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
หนังสือได้วางภาพ “หลักคิดอย่างถูกต้อง” + “หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง” ไว้เป็นระบบ โดยเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ ลูกค้า การวัดและวิเคราะห์ บุคลากร กระบวนการ และผลลัพธ์เข้าด้วยกัน
ถ้าแปลงเป็นภาษาการจัดการสมัยใหม่ จะเห็นภาพดังนี้
ผู้นำ/วิสัยทัศน์
↓
กลยุทธ์และเป้าหมาย
↓
บุคลากร + ความรู้ + ความสามารถ
↓
กระบวนการสร้างคุณค่า
↓
คุณภาพสินค้า/บริการ
↓
ความพึงพอใจของลูกค้า
↓
ผลลัพธ์ทางธุรกิจ
↓
การเรียนรู้และปรับปรุงรอบใหม่
นี่คือการคิดแบบ System Thinking
และเป็นเหตุผลที่ TQA ให้ความสำคัญทั้ง “กระบวนการ” และ “ผลลัพธ์” โดยหมวดผลลัพธ์พิจารณาไม่ใช่เพียงระดับของตัวเลข แต่รวมถึง แนวโน้ม การเปรียบเทียบ และความเชื่อมโยงกับองค์ประกอบสำคัญขององค์กร

แล้ว “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ” ควรวัดอะไร?
ผมเสนอให้ผู้บริหารมองผลลัพธ์อย่างน้อย 3 ชั้น

1. ผลลัพธ์ด้านธุรกิจ
• รายได้
• กำไร
• EBITDA
• Cash Flow
• ต้นทุน
• Productivity
• Market Share
• ROI / ROIC

2. ผลลัพธ์ด้านลูกค้าและองค์กร
• Customer Satisfaction
• Customer Retention
• Complaint
• On-time Delivery
• Employee Engagement
• Turnover
• Competency
• Innovation

3. ผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน
Profit — Planet — People
นี่คือการขยายคำว่า “ผลลัพธ์” จากการมองเพียงกำไร ไปสู่ผลลัพธ์ที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว

Balanced Scorecard: ทำให้กลยุทธ์กลายเป็นตัวชี้วัด
Balanced Scorecard (BSC) จึงมีประโยชน์มากในเรื่องนี้ เพราะไม่ได้มองความสำเร็จผ่านตัวเลขการเงินเพียงด้านเดียว แต่เชื่อมโยง 4 มุมมอง ได้แก่
++มุมมอง++ ++คำถามสำคัญ++ ++ตัวอย่าง KPI++
++Financial++ ++ธุรกิจสร้างผลตอบแทนได้หรือไม่?++ ++Revenue, Profit, ROIC, Cash Flow++
++Customer++ ++ลูกค้ามองเราอย่างไร?++ ++Satisfaction, Retention, Complaint++
++Internal Process++ ++กระบวนการของเราดีเพียงใด?++ ++Defect, Lead Time, Productivity++
++Learning & Growth++ ++เรามีความสามารถที่จะเติบโตต่อหรือไม่?++ ++Skill, Engagement, Innovation++

BSC จึงมีความสอดคล้องกับแนวคิดเหตุ–ผล เพราะความสามารถของบุคลากรและองค์กรสามารถผลักดันการปรับปรุงกระบวนการ กระบวนการที่ดีขึ้นส่งผลต่อคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ และท้ายที่สุดจึงสะท้อนกลับมายังผลลัพธ์ทางการเงิน (Harvard Business Review)
พูดง่าย ๆ คือ
คนเก่งขึ้น → กระบวนการดีขึ้น → ลูกค้าพอใจขึ้น → ธุรกิจดีขึ้น
นี่คือ Cause & Effect Logic

Triple Bottom Line: กำไรอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
ถ้า BSC ช่วยให้เราเห็น ระบบการสร้างผลลัพธ์
Triple Bottom Line ช่วยให้เราเห็นว่า
“ผลลัพธ์นั้นสร้างคุณค่าให้ใครบ้าง?”
Profit...ธุรกิจอยู่รอดและสร้างผลตอบแทนได้
Planet...ธุรกิจใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
People...บุคลากร ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับคุณค่า
จึงไม่ใช่การบอกว่า “กำไรไม่สำคัญ” ตรงกันข้าม
กำไรคือเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอด แต่ความยั่งยืนต้องมองไกลกว่ากำไรระยะสั้น

กรณีศึกษา
1. PTT Global Chemical (GC): เชื่อมผลลัพธ์ทางธุรกิจกับความยั่งยืน
กรณีของ GC เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะบริษัทประกาศแนวคิด Balance Business with Sustainability และเชื่อมเรื่องความยั่งยืนเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ โดยมีทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ/ธรรมาภิบาล รวมถึงการกำหนดเป้าหมายและ KPI เพื่อติดตามผล (PTT Global Chemical)
ในปี 2024 GC รายงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 48,000 t CO₂e จากโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตกว่า 90 โครงการ และลดได้อีกกว่า 59,000 t CO₂e จากการใช้พลังงานหมุนเวียน (PTT Global Chemical)
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียง “ตัวเลขสิ่งแวดล้อมดีขึ้น” แต่คือการเชื่อม
Process Improvement → Efficiency → Cost/Competitiveness → Low-carbon Business → Long-term Growth
นี่คือการมองผลลัพธ์แบบเป็นระบบ

2. Thai Union: ผลลัพธ์ต้องครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า
Thai Union รายงานผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนปี 2024 ผ่าน KPI และเป้าหมายของกลยุทธ์ SeaChange® โดยครอบคลุมมิติทางเศรษฐกิจ ผู้คน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงห่วงโซ่อุปทาน (Sustainable Seafood Company | Thai Union)
ตัวอย่างผลลัพธ์ที่บริษัทเปิดเผย ได้แก่
• 98.9% ของปริมาณทูน่ามาจากแหล่งประมงที่ได้รับการรับรองหรืออยู่ในกระบวนการที่น่าเชื่อถือ
• ลด Scope 1 และ 2 ได้ 21%
• 23 จาก 32 โรงงานและศูนย์กระจายสินค้าบรรลุสถานะ Zero Waste to Landfill
• ลด/นำพลาสติกออกจากแหล่งน้ำและมหาสมุทร 234 ตัน (Sustainable Seafood Company | Thai Union)
กรณีนี้ทำให้เห็นว่า ผลลัพธ์ทางธุรกิจในยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่งบกำไรขาดทุน แต่รวมถึงความสามารถในการบริหารห่วงโซ่คุณค่า ความเสี่ยง และความสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียด้วย

3. SCG: ผลลัพธ์ต้องเชื่อม “ธุรกิจ–สิ่งแวดล้อม–สังคม”
SCG รายงานว่ากลยุทธ์ปี 2024 เชื่อมการเติบโตของธุรกิจกับ Green Transition การพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานสะอาด และการฟื้นฟูระบบนิเวศ (SCG)
ตัวอย่างหนึ่งคือการส่งเสริมการใช้ปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำในโครงการก่อสร้างของภาครัฐในจังหวัดสระบุรี โดยมีอัตราการทดแทนปูน Portland มากกว่า 80% ในโครงการที่รายงาน และมีโครงการ Go Together เพื่อพัฒนาศักยภาพ SMEs ให้เปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ (SCG)
ประเด็นสำคัญคือ...ความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเป็น “กิจกรรมที่แยกออกจากธุรกิจ”
แต่สามารถออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของ กลยุทธ์ + กระบวนการ + นวัตกรรม + ผลลัพธ์

วันที่ผู้บริหารเห็นว่า “ตัวเลขไม่โกหก”
ปัญหาขององค์กรจำนวนมากไม่ได้อยู่ที่ “ไม่มี KPI”
แต่อยู่ที่...KPI ไม่ได้บอกความจริงของธุรกิจ
ถ้าเราวัดยอดขายอย่างเดียว เราอาจไม่เห็นลูกค้าที่กำลังจะหายไป
ถ้าวัดกำไรอย่างเดียว เราอาจไม่เห็นพนักงานที่กำลังหมดแรง
ถ้าวัด Productivity อย่างเดียว เราอาจไม่เห็นคุณภาพที่กำลังลดลง
ถ้าวัดต้นทุนอย่างเดียว เราอาจตัดต้นทุนจนความสามารถในการแข่งขันลดลง
และถ้าวัดผลประกอบการเพียงปีเดียว เราอาจไม่เห็นว่าองค์กรกำลังสร้างหรือทำลายความสามารถในการเติบโตของตัวเอง
ดังนั้น ผู้บริหารต้องถามว่า
“ผลลัพธ์ที่เรากำลังวัด เป็นผลลัพธ์ของความสำเร็จระยะสั้น หรือเป็นหลักฐานของความสามารถในการเติบโตระยะยาว?”
นี่คือจุดที่ System Thinking เข้ามามีบทบาท

จาก KPI สู่ “ระบบวินิจฉัยองค์กร”
สำหรับผู้ประกอบการและผู้บริหาร ผมเสนอให้เปลี่ยนจากการถามว่า
“KPI ของเราถึงเป้าหรือยัง?”
เป็น 5 คำถามต่อไปนี้
1. ผลลัพธ์คืออะไร?...What is the result?
2. ผลลัพธ์เกิดจากอะไร?...What caused the result?
3. กระบวนการใดเป็นตัวสร้างผลลัพธ์?...Which process created it?
4. ถ้าปรับปรุงเหตุ ผลลัพธ์จะเปลี่ยนอย่างไร?...What will change if we improve the cause?
5. ผลลัพธ์นั้นยั่งยืนหรือไม่?...Can the result be sustained?
นี่คือการเปลี่ยนจาก...“การวัด KPI”
ไปสู่...“การใช้ KPI เพื่อเรียนรู้และบริหารองค์กร”
ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง TQA ที่ไม่ได้มองเพียงระดับของผลลัพธ์ แต่พิจารณาแนวโน้ม การเปรียบเทียบ และความเชื่อมโยงของผลลัพธ์กับระบบการจัดการโดยรวมด้วย (รางวัลคุณภาพไทย)

หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง: สูตรง่าย ๆ สำหรับผู้บริหาร
ผมสรุปแนวคิดของตอนนี้เป็น “7–4–3”
7 — มองผลลัพธ์ผ่าน 7 ด้านของ TQM
1. Leadership
2. Strategy
3. Customer & Market
4. Measurement, Analysis & Knowledge Management
5. Workforce
6. Process
7. Results
4 — เชื่อมเหตุและผลด้วย Balanced Scorecard
Learning & Growth
↓
Internal Process
↓
Customer
↓
Financial
3 — ตรวจสอบความยั่งยืนด้วย Triple Bottom Line
Profit + Planet + People
เมื่อทั้ง 3 ส่วนเชื่อมกัน เราจะไม่ได้เพียง “วัดผล”
แต่กำลังสร้าง ระบบบริหารที่เรียนรู้จากผลลัพธ์

แล้วอะไรคือ “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก”?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่การมี KPI มากกว่าคู่แข่ง
แต่อยู่ที่...“ความเข้าใจองค์กรของเราเอง”

เมื่อองค์กรเข้าใจว่า
ลูกค้าต้องการอะไร → เราต้องสร้างคุณค่าอะไร → กระบวนการใดสร้างคุณค่านั้น → ต้องใช้คนและความรู้อะไร → ต้องวัดอะไร → ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างไร → ต้องเรียนรู้อะไร → ต้องปรับปรุงอะไร
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ระบบความสามารถขององค์กร
คู่แข่งอาจลอกสินค้าได้
ลอกโปรโมชั่นได้
ลอกเทคโนโลยีได้
ลอก Business Model บางส่วนได้
แต่การลอก ระบบความคิด ระบบกระบวนการ ความรู้ บุคลากร วัฒนธรรม และความสัมพันธ์เชิงเหตุผลภายในองค์กร ทำได้ยากกว่า
นี่จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้าง Sustainable Competitive Advantage

บทสรุป: ผลลัพธ์ไม่ใช่ “ปลายทาง” แต่เป็น “กระจกสะท้อนคุณภาพของระบบบริหาร”
หลักปฏิบัติอย่างถูกต้องจึงไม่ได้หมายความว่า...“ทำงานให้เสร็จ”
แต่หมายถึง
ทำสิ่งที่ถูกต้อง → ด้วยกระบวนการที่ถูกต้อง → วัดผลอย่างถูกต้อง → วิเคราะห์อย่างมีเหตุผล → เรียนรู้ → ปรับปรุง → และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
เพราะในระบบธุรกิจ
ผู้นำเป็นผู้กำหนดทิศทาง
↓
กลยุทธ์เป็นผู้กำหนดสิ่งที่ต้องทำ
↓
กระบวนการเป็นผู้สร้างผลผลิต
↓
ลูกค้าเป็นผู้สะท้อนคุณค่า
↓
KPI เป็นผู้บอกความจริง
↓
ผลลัพธ์เป็นผู้พิสูจน์ความสำเร็จ
↓
การเรียนรู้เป็นผู้ทำให้ความสำเร็จเกิดซ้ำได้
ดังนั้น...“ถ้าเหตุไม่ดี ผลย่อมได้รับผลกระทบ”
และ...“ถ้าเหตุได้รับการออกแบบอย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ก็มีโอกาสเติบโตอย่างมั่นคง”
นี่คือแก่นของ โยนิโสมนสิการ + TQM + System Thinking + BSC + TBL
และนี่คือเหตุผลที่การบริหารธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ได้เริ่มต้นจากการถามว่า “เราจะขายได้เท่าไร?”
แต่เริ่มต้นจากคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า
“เรากำลังสร้างเหตุอะไร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์แบบไหน และผลลัพธ์นั้นจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนจริงหรือ?”
หลักคิดอย่างถูกต้อง → หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง → ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

แหล่งอ้างอิงสำคัญ
• วีรปรัชญ์ สิงห์สัตย์. คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน — แนวคิด “หลัก 2 ถูก”, TQM และความสัมพันธ์ระหว่างการนำองค์กร กลยุทธ์ ลูกค้า การวัด การจัดการบุคลากร กระบวนการ และผลลัพธ์
• สำนักงานรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) — กรอบ 7 หมวดและแนวคิด System Perspective, Management by Fact และ Results (รางวัลคุณภาพไทย)
• Kaplan & Norton — Balanced Scorecard ในฐานะระบบที่เชื่อมผลลัพธ์ทางการเงินกับลูกค้า กระบวนการภายใน และการเรียนรู้/การเติบโต (Harvard Business Review)
• Thai Union, Sustainability Report 2024 (Sustainable Seafood Company | Thai Union)
• SCG, Sustainability Report 2024 (SCG)
• PTT Global Chemical (GC), Sustainability/Business Performance information (PTT Global Chemical)

#คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน

EP: 48หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง ตอนที่ 6“การจัดการกระบวนการ” : เปลี่ยนการทำงานให้เป็นระบบ สร้างคุณค่า สู่การเติบโตอย่างยั่...
18/09/2026

EP: 48
หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง ตอนที่ 6
“การจัดการกระบวนการ” : เปลี่ยนการทำงานให้เป็นระบบ สร้างคุณค่า สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

โดย วีรปรัชญ์ สิงห์สัตย์
ผู้เขียนหนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน

ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ได้เกิดจากการมีคนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำให้คนเก่ง ระบบที่ดี และกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ ทำงานเชื่อมโยงกันจนสร้างคุณค่าให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

ในการบริหารธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับยอดขาย การตลาด การเงิน หรือการขยายธุรกิจ แต่เมื่อธุรกิจเติบโตกลับพบปัญหาที่ซ่อนอยู่ เช่น งานล่าช้า ต้นทุนสูง สินค้าไม่ได้มาตรฐาน การส่งมอบผิดพลาด ลูกค้าร้องเรียน หรือพนักงานทำงานซ้ำซ้อนกัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครทำงานได้ดี?” แต่ต้องถามต่อว่า
“กระบวนการที่ทำให้งานสำเร็จนั้น ได้รับการออกแบบและจัดการอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง?”

บทความตอนนี้นำเสนอแนวคิด “หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง” ตอนที่ 6: การจัดการกระบวนการ โดยเชื่อมโยงแนวคิดจากหนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน หน้า 58–76 กับหลักการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร หรือ Total Quality Management: TQM หลักคิดแบบโยนิโสมนสิการ และแนวทางการจัดการธุรกิจในยุคปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกอบการ ผู้บริหาร ผู้จัดการ นักศึกษา และที่ปรึกษาธุรกิจ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

เมื่อธุรกิจยังไม่ตระหนักว่า “ทุกปัญหาอาจเริ่มต้นจากกระบวนการ”
ในระยะแรกของธุรกิจ เจ้าของกิจการอาจสามารถดูแลทุกเรื่องได้ด้วยตนเอง ตั้งแต่รับคำสั่งซื้อ จัดซื้อวัตถุดิบ ผลิตสินค้า ตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงส่งมอบให้ลูกค้า

แต่เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น พนักงานมากขึ้น และมีหลายแผนกเข้ามาเกี่ยวข้อง การบริหารด้วยความจำ ความคุ้นเคย หรือการสั่งงานแบบเฉพาะหน้า ย่อมเริ่มมีข้อจำกัด
ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของ “คน” เช่น
• ฝ่ายขายรับคำสั่งซื้อไม่ครบถ้วน
• ฝ่ายผลิตทำงานไม่ทัน
• ฝ่ายจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบไม่ตรงเวลา
• ฝ่ายคลังสินค้าส่งมอบสินค้าไม่ครบ
• ฝ่ายบัญชีได้รับเอกสารล่าช้า
• ลูกค้าร้องเรียน แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอย่างเป็นระบบ ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก กระบวนการที่ไม่ชัดเจน การส่งต่องานที่ไม่มีมาตรฐาน หรือการขาดจุดควบคุมที่เหมาะสม
ทุกงานคือกระบวนการ...หลักคิดพื้นฐานของการจัดการกระบวนการ คือ
Input → Process → Output
• Input: ปัจจัยนำเข้า เช่น วัตถุดิบ ข้อมูล คำสั่งซื้อ บุคลากร เงินทุน และทรัพยากร
• Process: กระบวนการหรือวิธีการทำงานที่เปลี่ยนปัจจัยนำเข้าให้เกิดคุณค่า
• Output: ผลผลิตหรือบริการที่ส่งมอบให้ลูกค้า

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านอาหาร
วัตถุดิบ + สูตรอาหาร + พนักงาน + คำสั่งซื้อ
→ กระบวนการเตรียมและปรุงอาหาร
→ อาหารที่มีคุณภาพ รสชาติสม่ำเสมอ และส่งมอบตรงเวลา
หากวัตถุดิบไม่มีคุณภาพ กระบวนการจัดเก็บไม่เหมาะสม หรือขั้นตอนการปรุงไม่มีมาตรฐาน ผลลัพธ์ที่ลูกค้าได้รับก็ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย
Input ที่ดี ไม่ได้ทำให้ Output ดีโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมี Process ที่ได้รับการออกแบบและจัดการอย่างดีด้วย
นี่คือเหตุผลที่ผู้นำและผู้บริหารต้องมองให้เห็น “ความสัมพันธ์ของทั้งระบบ” ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะผลลัพธ์ปลายทางเท่านั้น

เมื่อไม่จัดการกระบวนการ ปัญหาจะกลายเป็นเรื่องปกติขององค์กร
เมื่อธุรกิจเริ่มตระหนักว่ามีปัญหา แต่ยังไม่เห็นความสำคัญของการจัดการกระบวนการ องค์กรอาจเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “ทำงานไปตามความเคยชิน”
แม้จะมีผังกระบวนการอยู่ในเอกสาร แต่ไม่มีการนำมาใช้จริง ไม่มีการทบทวน และไม่มีใครรับผิดชอบในการปรับปรุง

ในหนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน ได้อธิบายถึงปัญหาของ “ผังกระบวนการที่ตายไปแล้ว” ซึ่งหมายถึง ผังกระบวนการที่มีอยู่แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการทำงานจริง ทั้งที่ขั้นตอนและวิธีการทำงานเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ส่งผลให้เกิดงานซ้ำซ้อน การเกี่ยงงาน งานตกหล่น และความขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือแผนก
สัญญาณเตือนว่าองค์กรกำลังละเลยกระบวนการ

ลองพิจารณาว่าองค์กรของท่านมีอาการเหล่านี้หรือไม่
1. งานต้องรอการตัดสินใจจากคนเพียงไม่กี่คน
หากเจ้าของหรือผู้บริหารไม่อยู่ งานจำนวนมากหยุดชะงัก แสดงว่ากระบวนการอาจยังพึ่งพาบุคคลมากกว่าระบบ
2. แต่ละแผนกทำงานได้ดี แต่ภาพรวมกลับไม่มีประสิทธิภาพ
ฝ่ายขายรับออเดอร์ได้มาก แต่ฝ่ายผลิตทำไม่ทัน ฝ่ายผลิตผลิตได้เร็ว แต่คลังสินค้าส่งมอบไม่ทัน นี่คือปัญหาของความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการ
3. แก้ปัญหาเดิมซ้ำ ๆ แต่ไม่เคยแก้ที่สาเหตุ
เมื่อเกิดปัญหา องค์กรมักแก้เฉพาะหน้า เช่น เร่งผลิต ส่งคนเพิ่ม หรือทำงานล่วงเวลา แต่ไม่ได้วิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดจากจุดใดของกระบวนการ
4. ไม่มีมาตรฐานการทำงานที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน
พนักงานแต่ละคนใช้วิธีของตนเอง แม้ทำงานประเภทเดียวกัน แต่ได้ผลลัพธ์แตกต่างกัน
5. วัดผลเฉพาะปลายทาง แต่ไม่วัดระหว่างทาง
องค์กรอาจวัดยอดขายหรือกำไร แต่ไม่รู้ว่าความล่าช้า ต้นทุนสูญเปล่า หรือข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ณ จุดใด

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อความยั่งยืน?
เพราะความสูญเปล่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการอาจไม่ปรากฏให้เห็นทันทีในงบการเงิน แต่สะสมเป็นต้นทุนขององค์กร เช่น
กระบวนการไม่ชัดเจน → งานผิดพลาด → แก้ไขซ้ำ → ต้นทุนเพิ่ม → ส่งมอบล่าช้า → ลูกค้าไม่พึงพอใจ → ความสามารถในการแข่งขันลดลง
ในทางกลับกัน
กระบวนการชัดเจน → งานไหลลื่น → ลดความสูญเปล่า → คุณภาพสม่ำเสมอ → ลูกค้าพึงพอใจ → ธุรกิจมีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน
ดังนั้น การจัดการกระบวนการจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของฝ่ายปฏิบัติการ แต่เป็น เรื่องของกลยุทธ์องค์กร ที่ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญ

เมื่อเริ่มเข้าใจว่า “กระบวนการคือห่วงโซ่คุณค่า” และต้องออกแบบด้วยเหตุและผล
เมื่อผู้บริหารเริ่มตั้งคำถามอย่างถูกต้อง จะเห็นว่าการทำงานทุกส่วนมีความสัมพันธ์กัน และทุกกระบวนการล้วนมีผู้รับงานต่อ ซึ่งในมุมมองของ TQM เรียกว่า
“กระบวนการถัดไปคือลูกค้า”
ลูกค้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะลูกค้าภายนอก แต่รวมถึง ลูกค้าภายใน ด้วย เช่น ฝ่ายผลิตเป็นลูกค้าของฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายจัดส่งเป็นลูกค้าของฝ่ายคลังสินค้า และฝ่ายบัญชีเป็นลูกค้าของหน่วยงานที่ส่งเอกสารให้ตรวจสอบ
หนังสือได้เน้นว่า ทุกกระบวนการเป็นทั้งผู้ส่งมอบให้กระบวนการถัดไป และเป็นลูกค้าของกระบวนการก่อนหน้า การยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลักจะช่วยลดข้อขัดแย้งและส่งเสริมการปรับปรุงงานร่วมกัน

1. จาก Input สู่ Output ต้องมองให้เห็น “ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล”
การจัดการกระบวนการที่ดี ไม่ใช่เพียงการเขียนขั้นตอนการทำงาน แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า
• ลูกค้าต้องการอะไร?
• Input ที่จำเป็นคืออะไร?
• ใครเป็นผู้ส่งมอบ Input?
• Process มีขั้นตอนสำคัญอะไรบ้าง?
• จุดใดเป็นจุดควบคุมคุณภาพ?
• Output ต้องมีคุณลักษณะอย่างไร?
• ใครเป็นผู้รับ Output?
• จะวัดผลอย่างไร?
• หากเกิดปัญหา จะย้อนกลับไปตรวจสอบที่จุดใด?
นี่คือการคิดแบบ โยนิโสมนสิการ ที่มองปัญหาตามสภาวะและความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย ไม่หยุดอยู่ที่อาการของปัญหา แต่พยายามค้นหาสาเหตุที่แท้จริง
ในหนังสือได้อธิบายว่า หลักธรรมโยนิโสมนสิการเป็นการคิดเชิงระบบ คิดอย่างเป็นกระบวนการ และคิดอย่างมีเหตุผล ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการบริหารกระบวนการธุรกิจได้อย่างครอบคลุม

2. การจัดการกระบวนการ 3 ระดับ: จากภาพใหญ่สู่การปฏิบัติจริง
หนังสือเสนอการบริหารกระบวนการธุรกิจ หรือ Business Process Management: BPM โดยแบ่งการจัดการกระบวนการออกเป็น 3 ระดับสำคัญ ดังนี้
++ระดับ++ ++องค์ประกอบ++ ++คำถามสำคัญ++
++ระดับที่ 1++ ++Business Process Flow Chart ผังกระบวนการธุรกิจ++ ++ธุรกิจมีขั้นตอนหลักอะไร ตั้งแต่รับความต้องการจนถึงส่งมอบลูกค้า?++
++ระดับที่ 2++ ++Work Process Flow Chart ผังกระบวนการทำงาน++ ++แต่ละฝ่ายต้องทำงานอย่างไร และส่งมอบงานให้ฝ่ายถัดไปอย่างไร?++
++ระดับที่ 3++ ++Work Instruction วิธีการปฏิบัติงาน++ ++พนักงานต้องปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้อง สม่ำเสมอ และตรวจสอบได้?++

ลองเปรียบเทียบกับธุรกิจผลิตสินค้า
ระดับที่ 1: Business Process
รับคำสั่งซื้อ → วางแผนการผลิต → จัดซื้อ → ผลิต → ตรวจสอบคุณภาพ → จัดส่ง → ลูกค้า
ระดับที่ 2: Work Process ของฝ่ายผลิต
รับแผนการผลิต → เตรียมวัตถุดิบ → ตั้งเครื่องจักร → ผลิต → ตรวจสอบระหว่างกระบวนการ → ส่งมอบให้ QC
ระดับที่ 3: Work Instruction
วิธีตรวจสอบวัตถุดิบ วิธีตั้งเครื่องจักร วิธีตรวจสอบคุณภาพ และวิธีบันทึกผลการปฏิบัติงาน
เมื่อทั้ง 3 ระดับเชื่อมโยงกัน พนักงานจะเข้าใจว่า “ตนเองอยู่ตรงไหนของระบบ และงานที่ทำส่งผลต่อใคร”
นี่คือการเปลี่ยนจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ไปสู่การทำงานแบบ ระบบเดียวกัน

3. ผู้นำต้องเป็นผู้จัดการ “ระบบ” ไม่ใช่เพียงผู้สั่งงาน
ในหนังสือ คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน ได้เน้นบทบาทของผู้บริหารระดับสูงไว้หลายประการ เช่น การกำหนดวิสัยทัศน์ การจัดเตรียมโมเดลธุรกิจและผังกระบวนการ การจัดสรรทรัพยากร การพัฒนาบุคลากร การติดตามควบคุม การจัดการการเปลี่ยนแปลง และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
จึงกล่าวได้ว่า
ผู้บริหารที่ดี ไม่ใช่ผู้ที่รู้ทุกขั้นตอนด้วยตนเอง แต่คือผู้ที่ทำให้ทุกคนเข้าใจระบบ สามารถทำงานตามกระบวนการ และปรับปรุงกระบวนการให้ดีขึ้นได้

ผู้นำต้องทำให้เกิดความชัดเจนใน 4 เรื่อง
1. ทิศทาง — องค์กรต้องการไปที่ใด?
2. กระบวนการ — จะไปถึงเป้าหมายด้วยวิธีการใด?
3. ผู้รับผิดชอบ — ใครรับผิดชอบแต่ละขั้นตอน?
4. ตัวชี้วัด — จะรู้ได้อย่างไรว่ากระบวนการทำงานได้ผล?
หากมีเพียงวิสัยทัศน์ แต่ไม่มีกระบวนการ วิสัยทัศน์ก็อาจเป็นเพียงคำประกาศ
หากมีกระบวนการ แต่ไม่มีผู้นำกำกับทิศทาง กระบวนการก็อาจทำงานไปโดยไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์
วิสัยทัศน์ต้องเชื่อมโยงกับกระบวนการ และกระบวนการต้องเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่ลูกค้าต้องการ

4. การจัดการกระบวนการต้องเชื่อมโยงกับ Value Chain
แนวคิด Value Chain หรือห่วงโซ่คุณค่า ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นว่า คุณค่าที่ลูกค้าได้รับไม่ได้เกิดจากแผนกใดแผนกหนึ่ง แต่เกิดจากกระบวนการหลายส่วนที่เชื่อมโยงกัน
ตัวอย่างธุรกิจผลิตอาหาร
ผู้ส่งมอบวัตถุดิบ
↓
จัดซื้อและตรวจรับวัตถุดิบ
↓
จัดเก็บวัตถุดิบ
↓
เตรียมและผลิต
↓
ตรวจสอบคุณภาพ
↓
บรรจุสินค้า
↓
จัดส่ง
↓
ลูกค้า
หากฝ่ายผลิตทำงานได้ดี แต่ฝ่ายจัดส่งส่งสินค้าล่าช้า ลูกค้าก็ยังไม่พึงพอใจ
หากฝ่ายจัดซื้อซื้อวัตถุดิบราคาถูก แต่คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ฝ่ายผลิตก็อาจทำงานยากขึ้น และลูกค้าอาจได้รับสินค้าที่คุณภาพไม่คงที่
ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพเฉพาะแผนก ไม่เท่ากับการเพิ่มประสิทธิภาพของทั้งองค์กรเสมอไป
สิ่งสำคัญคือการบริหารให้ทุกกระบวนการส่งมอบคุณค่าแก่กระบวนการถัดไป และร่วมกันสร้างคุณค่าให้ลูกค้าภายนอก

5. TQM: ทำให้ถูกตั้งแต่แรก และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
หลักการ TQM ให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร ไม่ใช่เพียงการตรวจสอบสินค้าหลังผลิตเสร็จแล้ว แต่ต้องสร้างคุณภาพเข้าไปในกระบวนการตั้งแต่ต้น

หนังสือเชื่อมโยง “หลักคิดอย่างถูกต้อง” กับ “หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง” ผ่านแม่แบบ TQM 7 ด้าน ได้แก่ การนำองค์กร การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด การวัดและการจัดการความรู้ การมุ่งเน้นบุคลากร การจัดการกระบวนการ และผลลัพธ์ทางธุรกิจ
ในมุมของการจัดการกระบวนการ TQM จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายคุณภาพเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งองค์กร
คุณภาพเริ่มจากการออกแบบกระบวนการที่ดี → การปฏิบัติตามมาตรฐาน → การวัดผล → การแก้ปัญหา → การปรับปรุง → การสร้างมาตรฐานใหม่

เปลี่ยนความเข้าใจให้เป็นการลงมือทำ: สร้างกระบวนการที่ “มีชีวิต”
เมื่อผู้บริหารเห็นความสำคัญของกระบวนการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการลงมือปฏิบัติอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงจัดทำเอกสารหรือวาด Flowchart ให้สวยงาม

หนังสือได้นำเสนอแนวทางการบริหารนโยบาย การบริหารข้ามสายงาน การบริหารงานประจำวัน และการแก้ปัญหาปรับปรุงงาน โดยใช้วงจร PDCA เป็นเครื่องมือสำคัญในการนำไปสู่การปฏิบัติ
แนวทางปฏิบัติ 7 ขั้นตอน เพื่อพัฒนากระบวนการธุรกิจ

ขั้นตอนที่ 1: เลือกกระบวนการที่ต้องการปรับปรุง
อย่าเริ่มจากการปรับปรุงทุกเรื่องพร้อมกัน ควรเลือกกระบวนการที่มีผลกระทบต่อ
• ความพึงพอใจของลูกค้า
• ต้นทุน
• คุณภาพ
• ระยะเวลาการส่งมอบ
• ความปลอดภัย
• รายได้หรือกำไร
• ความเสี่ยงทางธุรกิจ
ตัวอย่าง: ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์พบว่าต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จึงเลือกกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนเป็นหัวข้อปรับปรุง

ขั้นตอนที่ 2: ศึกษาสภาพปัจจุบันด้วยข้อมูลจริง
ก่อนแก้ปัญหา ต้องรู้ก่อนว่า “ปัจจุบันเป็นอย่างไร” ควรเก็บข้อมูล เช่น
• ระยะเวลาการทำงาน
• จำนวนข้อผิดพลาด
• อัตราของเสีย
• ต้นทุนต่อหน่วย
• จำนวนงานที่ต้องแก้ไขซ้ำ
• ระยะเวลารอคอย
• จำนวนข้อร้องเรียน
• จุดที่เกิดงานค้าง
อย่าใช้เพียงความรู้สึกว่า “น่าจะเกิดจาก...” แต่ควรใช้ข้อมูลเพื่อให้เห็นสภาพจริงของกระบวนการ

ขั้นตอนที่ 3: กำหนดเป้าหมายและจุดควบคุม
เป้าหมายควรชัดเจน วัดผลได้ และเชื่อมโยงกับความต้องการของลูกค้าและทิศทางองค์กร
ตัวอย่างเช่น
• ลดระยะเวลาส่งมอบจาก 5 วัน เหลือ 3 วัน
• ลดอัตราของเสียจาก 3% เหลือ 1%
• ลดงานแก้ไขซ้ำลง 30%
• เพิ่มอัตราการส่งมอบตรงเวลา
• ลดต้นทุนการผลิตตามเป้าหมายขององค์กร
จากนั้นกำหนด จุดควบคุม (Control Point) ในกระบวนการ เพื่อให้ทราบว่าปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน ไม่ใช่รอจนผลลัพธ์ปลายทางเสียหายแล้วจึงค่อยตรวจสอบ

ขั้นตอนที่ 4: วิเคราะห์สาเหตุรากเหง้าของปัญหา
การแก้ปัญหาที่ดีต้องไม่หยุดอยู่ที่อาการ
ตัวอย่างเช่น...ปัญหา: ส่งสินค้าให้ลูกค้าล่าช้า
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจเป็นการให้พนักงานทำงานล่วงเวลา แต่การวิเคราะห์เชิงกระบวนการควรถามต่อว่า
• คำสั่งซื้อเข้าสู่ระบบล่าช้าหรือไม่?
• การวางแผนการผลิตมีข้อมูลครบถ้วนหรือไม่?
• วัตถุดิบมาถึงตามแผนหรือไม่?
• เครื่องจักรหยุดบ่อยหรือไม่?
• มีงานรอระหว่างกระบวนการมากเกินไปหรือไม่?
• การตรวจสอบคุณภาพใช้เวลานานตรงจุดใด?
• การจัดส่งได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่?
หนังสือเสนอให้พิสูจน์สาเหตุด้วยหลัก “3 จริง” ได้แก่
สถานที่จริง — ของจริง — เหตุการณ์จริง
เพื่อให้การวิเคราะห์ปัญหาอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ไม่ใช่การคาดเดาเพียงอย่างเดียว

ขั้นตอนที่ 5: วางแผนปรับปรุงโดยคำนึงถึงผลกระทบทั้งระบบ
การปรับปรุงกระบวนการหนึ่งอาจส่งผลต่อกระบวนการอื่นได้
ตัวอย่างเช่น ฝ่ายจัดซื้อเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบราคาถูกลง อาจช่วยลดต้นทุนจัดซื้อ แต่หากวัตถุดิบมีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ อาจทำให้ฝ่ายผลิตมีของเสียเพิ่มขึ้น และฝ่ายบริการลูกค้าได้รับข้อร้องเรียนมากขึ้น
ดังนั้น การปรับปรุงต้องพิจารณาผลกระทบตลอด Value Chain...เครื่องมือที่ใช้ได้ เช่น
• 5W1H เพื่อกำหนดแผนการดำเนินงาน
• Pareto Analysis เพื่อจัดลำดับปัญหาที่มีผลกระทบสูง
• Fishbone Diagram เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้
• Process Mapping เพื่อมองเห็นการไหลของงาน
• PDCA เพื่อบริหารการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ขั้นตอนที่ 6: ตรวจสอบผลก่อนและหลังการปรับปรุง
การปรับปรุงที่ดีต้องตอบได้ว่า
“หลังจากปรับปรุงแล้ว ดีขึ้นจริงหรือไม่?”
ควรเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลัง เช่น
++ตัวชี้วัด++ ++ก่อนปรับปรุง++ ++หลังปรับปรุง++
++ระยะเวลาส่งมอบ++ ++5 วัน++ ++3 วัน++
++อัตราของเสีย++ ++3%++ ++1%++
++งานแก้ไขซ้ำ++ ++20 งาน/เดือน++ ++8 งาน/เดือน++
++ความพึงพอใจลูกค้า++ ++80%++ ++90%++
ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีวัดผล ไม่ใช่ข้อมูลของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง
นอกจากวัดผลทันทีแล้ว ต้องติดตามต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์มีความเสถียร และไม่ได้ดีขึ้นเพียงชั่วคราว

ขั้นตอนที่ 7: จัดทำมาตรฐาน และทำให้กระบวนการมีชีวิต
เมื่อแนวทางปรับปรุงได้ผล ควรนำมาจัดทำเป็นมาตรฐานการทำงาน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติตามได้อย่างสม่ำเสมอ
แต่ มาตรฐานไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วจบ เพราะเมื่อความต้องการของลูกค้า เทคโนโลยี หรือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลง กระบวนการก็ต้องได้รับการทบทวนและปรับปรุงเช่นกัน
นี่คือความแตกต่างระหว่าง
“กระบวนการที่มีชีวิต”
กับ
“กระบวนการที่ตายไปแล้ว”
กระบวนการที่มีชีวิต คือกระบวนการที่ถูกนำมาใช้จริง มีผู้รับผิดชอบ มีการวัดผล มีการเรียนรู้ และมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อกระบวนการกลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน
การจัดการกระบวนการสามารถเห็นภาพได้จากธุรกิจหลายประเภทในประเทศไทย โดยตัวอย่างต่อไปนี้เป็น การนำแนวคิดเชิงการจัดการมาวิเคราะห์รูปแบบธุรกิจที่เป็นที่รู้จักในตลาด ไม่ใช่การเปิดเผยข้อมูลกระบวนการภายในหรือผลการดำเนินงานเฉพาะของบริษัท
ตัวอย่างที่ 1: ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ — ความสม่ำเสมอของกระบวนการสร้างประสบการณ์ลูกค้า
ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ เช่น 7-Eleven ในประเทศไทย มีลักษณะธุรกิจที่ต้องบริหารสาขาจำนวนมาก สินค้าหลากหลาย และลูกค้าที่คาดหวังความสะดวก รวดเร็ว และความพร้อมของสินค้า
หากมองผ่านกรอบ Input → Process → Output
Input
• สินค้าและวัตถุดิบ
• ข้อมูลความต้องการของลูกค้า
• ระบบสั่งซื้อและเติมสินค้า
• บุคลากร
• ข้อมูลยอดขายและสินค้าคงคลัง
Process
• การวางแผนสินค้า
• การจัดซื้อและกระจายสินค้า
• การบริหารสินค้าคงคลัง
• การจัดเรียงสินค้า
• การให้บริการหน้าร้าน
• การควบคุมคุณภาพและความสะอาด
Output
• สินค้าพร้อมจำหน่าย
• การบริการที่รวดเร็ว
• ความสะดวกของลูกค้า
• ประสบการณ์การซื้อที่สม่ำเสมอ
สิ่งที่น่าสนใจในเชิงกลยุทธ์คือ ความได้เปรียบไม่ได้เกิดจากร้านใดร้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำให้กระบวนการจำนวนมากทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างสม่ำเสมอ
บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ SMEs คือ แม้จะมีเพียงร้านเดียว ก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการกำหนดมาตรฐาน เช่น
• วิธีรับสินค้า
• วิธีตรวจสอบสินค้า
• วิธีจัดเก็บ
• วิธีเติมสินค้า
• วิธีบริการลูกค้า
• วิธีจัดการข้อร้องเรียน
• วิธีตรวจสอบผลการทำงาน
เมื่อกระบวนการมีมาตรฐาน ธุรกิจจะลดการพึ่งพาความจำของเจ้าของ และเพิ่มความสามารถในการขยายตัว

ตัวอย่างที่ 2: ธุรกิจอาหารและการผลิต — คุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่วัตถุดิบ
ธุรกิจอาหารในประเทศไทยมีทั้งผู้ผลิตขนาดใหญ่และ SMEs ที่ต้องบริหารความปลอดภัย คุณภาพ รสชาติ ต้นทุน และความสม่ำเสมอของสินค้า
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจอาหารแปรรูปหรือธุรกิจขนมไทยที่ต้องการขยายจากการผลิตแบบ Homemade ไปสู่การผลิตเชิงอุตสาหกรรม
ประเด็นสำคัญคือ
จะรักษาคุณค่าของสินค้าแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างไร ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างกระบวนการผลิตที่มีมาตรฐานและรองรับการเติบโต
แนวทางจัดการกระบวนการอาจประกอบด้วย
1. กำหนดคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ
เช่น รสชาติ ความสดใหม่ ความปลอดภัย บรรจุภัณฑ์ และความสะดวก
2. กำหนดมาตรฐาน Input
เช่น คุณภาพวัตถุดิบ แหล่งที่มา อุณหภูมิ และเงื่อนไขการจัดเก็บ
3. กำหนดมาตรฐาน Process
เช่น สูตรการผลิต เวลา อุณหภูมิ ขั้นตอนการทำความสะอาด และการตรวจสอบระหว่างกระบวนการ
4. กำหนดมาตรฐาน Output
เช่น น้ำหนัก รสชาติ รูปลักษณ์ อายุสินค้า และคุณภาพก่อนส่งมอบ
5. ใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุง
เช่น วิเคราะห์ของเสีย สินค้าคืน ข้อร้องเรียน และต้นทุนต่อหน่วย
หากทำได้อย่างต่อเนื่อง กระบวนการจะกลายเป็นความสามารถขององค์กรที่คู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก เพราะไม่ได้อยู่ที่สูตรอาหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ระบบความรู้ บุคลากร มาตรฐาน และความสามารถในการควบคุมคุณภาพทั้งห่วงโซ่

ตัวอย่างที่ 3: ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ — การลดต้นทุนต้องทำแบบข้ามสายงาน
ในหนังสือมีตัวอย่างกรณีศึกษาธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีนโยบายลดต้นทุนการผลิตลง 5% จากปีก่อน โดยชี้ให้เห็นว่า การลดต้นทุนไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย เช่น บัญชี ผลิต เทคนิคการผลิต จัดซื้อ ควบคุมคุณภาพ วางแผนการผลิต และซ่อมบำรุง
นี่คือแนวคิด Cross Functional Management: CFM หรือการบริหารข้ามสายงาน
ตัวอย่างการเชื่อมโยงกระบวนการ
จัดซื้อ
→ เลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมและมีคุณภาพ
วางแผนการผลิต
→ วางแผนการใช้เครื่องจักรและกำลังคน
ฝ่ายผลิต
→ ลดความสูญเปล่าและเพิ่มประสิทธิภาพ
ฝ่ายเทคนิคและซ่อมบำรุง
→ ลดการหยุดเครื่องจักรและป้องกันปัญหา
ฝ่ายควบคุมคุณภาพ
→ ลดของเสียและงานแก้ไขซ้ำ
ฝ่ายบัญชี/การเงิน
→ วิเคราะห์ต้นทุนและติดตามผลลัพธ์
ทุกฝ่ายต้องมีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างลดต้นทุนจนสร้างปัญหาให้ฝ่ายอื่น
นี่คือการบริหาร Value Chain อย่างแท้จริง

จากกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ: ผู้นำต้องเชื่อม Top-down กับ Bottom-up
การจัดการกระบวนการที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยทั้งสองทิศทาง
Top-down: ผู้นำกำหนดทิศทาง
ผู้บริหารระดับสูงต้องกำหนด
• วิสัยทัศน์
• เป้าหมาย
• นโยบาย
• กลยุทธ์
• มาตรฐาน
• ตัวชี้วัด
• ทรัพยากร
• ผู้รับผิดชอบ
ตัวอย่างเช่น...นโยบาย: ลดต้นทุนการผลิตลง 5% ภายในปีนี้ โดยไม่ลดคุณภาพสินค้าและไม่กระทบความปลอดภัย
จากนั้นจึงถ่ายทอดเป็นเป้าหมายและแผนปฏิบัติการของแต่ละหน่วยงาน
Bottom-up: หน้างานร่วมคิดและปรับปรุง
พนักงานที่อยู่หน้างานเป็นผู้สัมผัสกับกระบวนการจริง จึงมีความรู้เกี่ยวกับปัญหาและโอกาสในการปรับปรุงอย่างมาก
ผู้บริหารควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้พนักงาน
• เสนอปัญหา
• วิเคราะห์สาเหตุ
• เสนอแนวทางปรับปรุง
• ทดลองวิธีการใหม่
• วัดผล
• แลกเปลี่ยนความรู้
• ร่วมกันกำหนดมาตรฐาน
หนังสือเน้นว่าผู้นำควรสร้างสภาพแวดล้อมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการปรับปรุงงาน โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มย่อยหรือ Small Group Activity
Top-down ทำให้ทุกคนรู้ว่าจะไปทางไหน
Bottom-up ทำให้รู้ว่าจะปรับปรุงวิธีเดินทางอย่างไรให้ดีขึ้น

การจัดการกระบวนการกับ Sustainable Growth
การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเติบโตที่องค์กรสามารถรักษาคุณภาพ ความสามารถในการแข่งขัน ความมั่นคงทางการเงิน และความสามารถในการปรับตัวได้ในระยะยาว
การจัดการกระบวนการจึงเชื่อมโยงกับผลลัพธ์หลายด้าน
++ด้าน++ ++ผลจากการจัดการกระบวนการที่ดี++
++ลูกค้า++ ++คุณภาพสม่ำเสมอ ส่งมอบตรงเวลา ความพึงพอใจเพิ่มขึ้น++
++การเงิน++ ++ลดต้นทุน ลดของเสีย เพิ่มประสิทธิภาพ++
++บุคลากร++ ++หน้าที่ชัดเจน ลดความสับสน มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะ++
++การดำเนินงาน++ ++งานไหลลื่น ลดความซ้ำซ้อน ลดเวลารอคอย++
++นวัตกรรม++ ++มีข้อมูลและกระบวนการรองรับการปรับปรุง++
++ความยั่งยืน++ ++ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความสูญเปล่า และสร้างความสามารถในการปรับตัว++
ในมุมมองของ Triple Bottom Line การจัดการกระบวนการที่ดีสามารถสนับสนุนทั้ง
People — Planet — Profit
เช่น การลดของเสียในกระบวนการผลิตช่วยลดต้นทุน (Profit) ลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Planet) และอาจทำให้พนักงานทำงานในระบบที่ปลอดภัยและมีความชัดเจนมากขึ้น (People)
อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริงเมื่อองค์กรออกแบบกระบวนการให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

Checklist: ผู้บริหารควรเริ่มต้นจัดการกระบวนการอย่างไร?
ลองใช้คำถามต่อไปนี้เป็นแบบประเมินเบื้องต้น
1. ด้านความเข้าใจองค์กร
☐ เรารู้หรือไม่ว่ากระบวนการหลักของธุรกิจมีอะไรบ้าง?
☐ เราเข้าใจหรือไม่ว่ากระบวนการใดสร้างคุณค่าให้ลูกค้ามากที่สุด?
☐ เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละแผนกหรือไม่?
2. ด้านการออกแบบกระบวนการ
☐ มีผังกระบวนการธุรกิจที่ชัดเจนหรือไม่?
☐ มี Work Process ของแต่ละฝ่ายหรือไม่?
☐ มี Work Instruction สำหรับงานสำคัญหรือไม่?
☐ มีผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนหรือไม่?
3. ด้านการควบคุมและวัดผล
☐ มีจุดควบคุมที่สำคัญหรือไม่?
☐ มีตัวชี้วัดระหว่างกระบวนการหรือไม่?
☐ มีการวัดคุณภาพ ต้นทุน เวลา และการส่งมอบหรือไม่?
☐ ใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจหรือไม่?
4. ด้านการปรับปรุง
☐ เมื่อเกิดปัญหา เราค้นหาสาเหตุรากเหง้าหรือไม่?
☐ มีการใช้ PDCA อย่างต่อเนื่องหรือไม่?
☐ มีการทำงานร่วมกันแบบ Cross Functional Team หรือไม่?
☐ เมื่อปรับปรุงแล้ว มีการจัดทำมาตรฐานใหม่หรือไม่?
5. ด้านผู้นำและบุคลากร
☐ ผู้บริหารสื่อสารทิศทางและเป้าหมายให้เข้าใจตรงกันหรือไม่?
☐ พนักงานได้รับการสอนงานและถ่ายทอดความรู้หรือไม่?
☐ พนักงานมีส่วนร่วมในการปรับปรุงกระบวนการหรือไม่?
☐ องค์กรให้ความสำคัญกับลูกค้าภายในและลูกค้าภายนอกหรือไม่?

บทสรุป: กระบวนการที่ดี คือรากฐานของความเป็นเลิศที่ยั่งยืน
การจัดการกระบวนการไม่ใช่เพียงการเขียน Flowchart ไม่ใช่เพียงการกำหนดขั้นตอน และไม่ใช่เพียงหน้าที่ของฝ่ายคุณภาพหรือฝ่ายปฏิบัติการ
แต่คือ การออกแบบและบริหารความสัมพันธ์ของงาน คน ข้อมูล ทรัพยากร และเทคโนโลยี ให้เชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล เพื่อสร้างคุณค่าให้ลูกค้าและผลลัพธ์ที่ดีต่อองค์กร

หลักคิดแบบโยนิโสมนสิการช่วยให้เราเห็นว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่มีเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์กัน

หลักการ TQM ช่วยให้เรานำความคิดนั้นมาสู่ระบบการปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญกับลูกค้า การมีส่วนร่วม การวัดผล การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร

ดังนั้น ผู้นำและผู้บริหารจึงต้องทำให้เกิดความเชื่อมโยงดังนี้
วิสัยทัศน์ → กลยุทธ์ → โมเดลธุรกิจ → กระบวนการ → การปฏิบัติ → การวัดผล → การปรับปรุง → คุณค่าที่ลูกค้าได้รับ → ผลลัพธ์ทางธุรกิจ
เมื่อกระบวนการดี งานจะมีประสิทธิภาพ
เมื่อกระบวนการเชื่อมโยงกันดี ลูกค้าจะได้รับคุณค่าที่ดี

เมื่อบุคลากรเข้าใจระบบและมีส่วนร่วม องค์กรจะเรียนรู้และปรับตัวได้
เมื่อทุกส่วนทำงานสอดคล้องกัน ธุรกิจก็จะมีรากฐานที่แข็งแกร่ง
การเติบโตอย่างยั่งยืนจึงไม่ได้เกิดจากการเร่งผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างเหตุปัจจัยที่ดี ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

แหล่งอ้างอิงและแนวคิดที่เกี่ยวข้อง
1. วีรปรัชญ์ สิงห์สัตย์. (2565). คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน. กรุงเทพฯ: วิช กรุ๊ป (ไทยแลนด์). โดยเฉพาะเนื้อหาหน้า 58–76 เรื่องหลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง การจัดการกระบวนการ การบริหารนโยบาย การบริหารข้ามสายงาน และการนำสู่การปฏิบัติ
2. Deming, W. E. (1986). Out of the crisis. MIT Press.
3. Juran, J. M., & Godfrey, A. B. (Eds.). (1999). Juran’s quality handbook (5th ed.). McGraw-Hill.
4. Porter, M. E. (1985). Competitive advantage: Creating and sustaining superior performance. Free Press.
5. Oakland, J. S. (2014). Total quality management and operational excellence: Text with cases (4th ed.). Routledge.
6. แนวคิดที่เกี่ยวข้อง: Total Quality Management (TQM), Business Process Management (BPM), Value Chain, PDCA, Cross Functional Management, Continuous Improvement และ Triple Bottom Line (TBL)

ข้อคิดส่งท้าย
“หากต้องการให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน อย่าเพียงถามว่า ‘จะทำอย่างไรให้ขายได้มากขึ้น’ แต่ต้องถามด้วยว่า ‘เราจะออกแบบกระบวนการอย่างไร ให้สามารถสร้างคุณค่าได้ดีขึ้น สม่ำเสมอขึ้น และเติบโตได้โดยไม่สร้างปัญหาใหม่ให้กับองค์กร’”

ตอนต่อไป: หลักปฏิบัติอย่างถูกต้อง ตอนที่ 7 — ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

#คัมภีร์บริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน

ที่อยู่

421/48 Jaransanitwong Soi 35-17 Bang Khun Sri
Bangkok Noi
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สถาบันพัฒนาธุรกิจ BCIผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สถาบันพัฒนาธุรกิจ BCI:

ทางลัด

แชร์