Kal-G Health เพจให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและ อาหารเสริม

 #13ตุลา อาลัย. เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 9 #พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจตราบชั่...
12/10/2018

#13ตุลา อาลัย.
เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต รัชกาลที่ 9
#พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจตราบชั่วกาล

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน🙏🏻🇹🇭 #สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ  #ทรงพระเจริญ  #ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน  #พ...
11/08/2018

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
🙏🏻🇹🇭
#สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ #ทรงพระเจริญ #ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน #พระราชินีในรัชกาลที่๙ #วันแม่ #วันแม่แห่งชาติ #วันแม่แห่งชาติ2561

วันแม่ปีนี้อย่าลืมเอาพวงมาลัยสวยๆไปกราบแม่นะค่ะ😉   #วันแม่
10/08/2018

วันแม่ปีนี้อย่าลืมเอาพวงมาลัยสวยๆไปกราบแม่นะค่ะ😉
#วันแม่

26/07/2018
ปัจจุบันกระแสการตื่นตัวทางสุขภาพมีมากขึ้น โดยเฉพาะการรับประทานอาหารและวิตามินเสริม วิตามินที่คนส่วนใหญ่มักจะหาซื้อมารับป...
05/07/2018

ปัจจุบันกระแสการตื่นตัวทางสุขภาพมีมากขึ้น โดยเฉพาะการรับประทานอาหารและวิตามินเสริม วิตามินที่คนส่วนใหญ่มักจะหาซื้อมารับประทาน มักจะเป็น วิตามินซี ช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน วิตามินบี ช่วยเรื่องสมองและความจำ วิตามินอี เพื่อผิวสวย แต่วิตามินดี จะเป็นวิตามินที่คนส่วนน้อยจะนึกถึง เพราะคิดว่าอยู่เมืองร้อน เราได้รับเพียงพออยู่แล้วจากแสงแดด แต่ด้วยไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเมืองส่วนใหญ่ มักนั่งทำงานในออฟฟิศ เมื่อออกแดดมักใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย รวมทั้งใช้ครีมกันแดด จึงเป็นผลให้คนเมืองส่วนใหญ่ขาดวิตามินดี โดยไม่รู้ตัว จากการวิจัยที่ได้รับตีพิมพ์ใน Bangkok Medical Journal ปี 2015 เก็บข้อมูลในพนักงานออฟฟิศ 211แห่งทั่วกรุงเทพ พบว่า 36.5% หรือทุก 1 ใน 3 คนของพนักงานออฟฟิศ ขาดวิตามินดี!!! ....วิตามินดีสำคัญอย่างไร.....
นอกจากหน้าที่หลักวิตามินดีที่ช่วยช่วยการดูดซึมแคลเซียม ช่วยให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันโรคกระดูกบาง (Osteopenia) และกระดูกพรุน (Osteoporosis)แล้ว วิตามินดียังมีคุณสมบัติพิเศษอีกมากมายที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้ วิตามินจากแสงแดดตัวนี้ เป็น’มากกว่า’วิตามิน เนื่องจาก วิตามินดี มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศ จึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมกระบวนการสำคัญต่างๆในร่างกาย เช่น ช่วยลดฮอร์โมนพาราไทรอยด์ (Parathyroid hormone) ป้องกันการสูญเสียแคลเซียมจากกระดูกเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ช่วยปรับสมดุลน้ำตาลในเลือดและป้องกันโรคเบาหวาน จากการศึกษาพบว่า คนที่ขาดวิตามินดี มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าคนทั่วไปและการเสริมวิตามินดีช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาล (Glucose metabolism)ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ วิตามินดียังมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Cardiovascular diseases) อีกด้วย และวิตามินดี ยังมีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune system) มีการค้นพบ Vitamin D Receptor หรือตัวรับที่จับกับวิตามินดี บน T cell และ B cell ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ มีหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาคุกคามร่างกาย เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เซลล์มะเร็ง ณ ปัจจุบัน มีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนการให้วิตามินดีเสริมเพื่อช่วยต้านโรคมะเร็งต่างๆเช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colon cancer)มะเร็งเต้านม (Breast cancer) และมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) วิตามินดีช่วยให้สมองหลั่งสารซีโรโตนิน(Serotonin) มากขึ้น มีผลช่วยลดความเครียด (Stress)และ ภาวะซึมเศร้า (Depression) ได้อีกด้วย ในด้านผิวพรรณ วิตามินดีช่วยในการแบ่งเซลล์ (Cell proliferation) และการพัฒนาเซลล์เพื่อไปทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนสึกหรอต่างๆ ช่วยชะลอวัยของผิว (Delay skin aging) วิตามินดี ยังมีผลต่อประสิทธิภาพต่อการออกกำลังกาย และการเล่นกีฬา โดยเฉพาะการเล่นกีฬาที่มีความหนักและต่อเนื่องเป็นเวลานาน ที่เรียกว่า Endurance sport เช่น การวิ่งระยะไกล (Long-distance running) การปั่นจักรยาน (Cycling) ไตรกีฬา (Triathlons) จากการวิจัย วิตามินดีมีส่วนช่วยให้เพิ่มศักยภาพดังต่อไปนี้...นำออกซิเจนจากเลือดส่งไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดต่างๆ ได้ดีขึ้น ขณะออกกำลังกาย...ลดอาการเมื่อล้าและอักเสบของกล้ามเนื้อ...เพิ่มความแข็งแรงและทนทานของกล้ามเนื้อ สามารถรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น
วิตามินดี ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย เป็นสิ่งที่ร่างกายผลิตออกไม่ได้เอง ต้องได้มาจากการบริโภคอาหารเท่านั้น แต่วิตามินดีจะพิเศษกว่าวิตามินอื่นๆ เนื่องจากสามารถได้มาจากการรับแสง UV⛅ ในตอนเช้าด้วยทั้งนี้ วิตามินดีก็เหมือนกับวิตามินชนิดอื่นๆ ทั่วไป หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับร่างกาย แต่หากได้รับในปริมาณที่มากหรือน้อยจนเกินไป ก็ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้นจึงควรรับปริมาณวิตามินดี เข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่เหมาะสมจึงจะดีที่สุด 🌞🌞🌞

🙏🙏🙏
29/05/2018

🙏🙏🙏

โรค กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease, GERD) เป็นภาวะที่เกิดจากกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลกลับขึ้นไปและก่อ...
28/05/2018

โรค กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease, GERD) เป็นภาวะที่เกิดจากกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลกลับขึ้นไปและก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือการอักเสบของหลอดอาหารตามมา
เป็นภาวะที่พบบ่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ จากพฤติกรรมการบริโภคและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยจากการศึกษาพบว่าอุบัติการณ์การเกิดโรคกรดไหลย้อนอยู่ที่ประมาณ 5-10% ในชาวเอเชีย กรดไหลย้อนเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณส่วนปลายของหลอดอาหาร (Lower Esophageal Sphincter - LES) ทำให้กรดหรือน้ำย่อยภายในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาบริเวณหลอดอาหารจนสร้างความระคายเคืองกับผนังของหลอดอาหาร นอกจากนี้พฤติกรรมในชีวิตประจำวันหรือโรคบางชนิดมีส่วนกระตุ้นการทำงานของหลอดอาหารให้เกิดความผิดปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในปริมาณมากขึ้น เช่น เข้านอนหลังรับประทานอาหารทันที สูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลมหรือแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารปริมาณมากภายในมื้อเดียว เป็นโรคอ้วน อยู่ในช่วงตั้งครรภ์ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
อาการแสดงมีได้หลากหลาย อาทิ..เรอเปรี้ยว..รู้สึกแน่นบริเวณกลางหน้าอก ซึ่งในหลายกรณีอาจทำให้สับสนกับภาวะหัวใจขาดเลือด..แสบร้อนบริเวณกลางหน้าอก..จุกแน่นหรือรู้สึกขมบริเวณลำคอ..เสียงแหบ หรือ ไอเรื้อรัง หากการย้อนกลับของกรดลงไปถึงบริเวณกล่องเสียงและหลอดลม
การป้องกันอาการกรดไหลย้อน
ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ตรงเวลา พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยในชีวิตประจำวันที่ไปกระตุ้นให้เกิดภาวะนี้มากที่สุด รวมไปถึงการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอาจช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะกรดไหลย้อนให้น้อยลงได้

อาหารเช้าเป็นมื้อที่มักถูกมองข้ามบ่อยด้วยความรีบเร่งจากกิจวัตรประจำวันยามเช้าจนทำให้รับประทานไม่ทัน บางคนลงเอยด้วยกาแฟเพ...
16/05/2018

อาหารเช้าเป็นมื้อที่มักถูกมองข้ามบ่อยด้วยความรีบเร่งจากกิจวัตรประจำวันยามเช้าจนทำให้รับประทานไม่ทัน บางคนลงเอยด้วยกาแฟเพียงแก้วเดียวหรือข้ามมื้อนี้ไป แต่ความสำคัญของอาหารเช้าไม่ได้เป็นเพียงอาหารมื้อเดียว เพราะยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายที่หลายคนยังไม่ทราบในหลายด้าน การเริ่มต้นเช้าวันใหม่อย่างสดชื่นและเสริมสร้างสุขภาพที่ดี จึงไม่ควรละเลยกับอาหารเช้าก่อนเริ่มทำกิจกรรมต่าง ๆ
การรับประทานอาหารเช้าเป็นการเติมพลังงานให้กับร่างกาย เนื่องจากพลังงานที่ร่างกายใช้จะได้มาจากการย่อยสลายอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตให้อยู่ในรูปของน้ำตาลหรือกลูโคส (Glucose) ไว้ในเลือดเป็นหลัก และบางส่วนถูกเก็บเป็นพลังงานสำรองที่เรียกว่า ไกลโคเจน (Glycogen) ตามกล้ามเนื้อและตับ ในขณะหลับ ร่างกายจะไม่ได้รับพลังงานจากสารอาหารที่รับประทานอาหาร จึงต้องดึงไกลโคเจนออกมาใช้ตลอดคืน เพื่อช่วยคงระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้ต่ำจนเกินไป
หลังการนอนเป็นเวลานาน ร่างกายจึงมีระดับไกลโคเจนค่อนข้างต่ำในช่วงเช้า จึงควรได้รับพลังงานเข้าไปเพิ่มเติม หากไกลโคเจนที่เป็นแหล่งพลังงานสำรองถูกนำมาใช้จนหมด ร่างกายจะเริ่มสลายกรดไขมัน เพื่อนำไปเป็นพลังงานแทนชั่วคราว ซึ่งไม่ค่อยมีประสิทธิภาพในการนำมาใช้เป็นพลังงาน จึงทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแรง ส่งผลต่อการเรียนรู้ หรือทำงานได้ไม่เต็มที่
ถ้าไม่กินอาหารเช้าเป็นระยะเวลานานทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ ตามมา ดังนี้
1. โรคอ้วน.... เพราะการอดอาหารมื้อเช้าจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ อาจส่งผลให้มื้อต่อๆ ไปกินหนัก กินของหวานเข้าไป แถมอัตราการเผาผลาญยังลดลงอีกด้วย
2. โรคเบาหวาน.... การงดมื้อเช้าทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งหากกินอาหารเช้าเป็นประจำ จะช่วยลดภาวะผิดปกติดังกล่าวที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานได้ถึงร้อยละ 35-50
3. โรคอัลไซเมอร์.... การรับประทานอาหารเช้าจะช่วยไปกระตุ้นพลังให้กับสมองและทำให้มีความจำที่ดีได้ แต่ในทางตรงกันข้ามหากเราอดอาหารมื้อเช้าจะทำให้ร่างกายไม่สดชื่น กระปรี้กระเปร่า หลงลืม ความจำไม่ดี ไม่มีสมาธิ หากทำเป็นประจำต่อเนื่องนานๆ อาจนำมาซึ่งโรคอัลไซเมอร์ได้อย่างแน่นอน
4. โรคเส้นเลือดในสมอง.... และโรคหัวใจ เพราะตอนเช้าหลังจากที่เราตื่นนอนเลือดของเราจะมีความเข้มข้นสูง ซึ่งจะทำให้เส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมอง หรือหัวใจอุดตันได้ ซึ่งจากผลการวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกาเมื่อปี 2003 พบว่า การรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวได้
5. โรคกรดไหลย้อน.... โรคนี้ปัจจัยหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม และการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลาก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น บางรายไม่ชอบรับประทานอาหารเช้า แต่หันไปพึ่งพาเครื่องดื่มคาเฟอีน อย่าง กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง ฯลฯ เพียงอย่างเดียว ซึ่งเครื่องดื่มเหล่านี้จะยิ่งเป็นตัวกระตุ้นให้น้ำย่อยหลั่งออกมามากขึ้น
6.โรคนิ่ว.... การไม่รับประทานอาหารนานกว่า 14 ชั่วโมง จะทำให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีจับตัวกัน และหากปล่อยทำเป็นประจำไปนานๆ จะทำให้กลายเป็นก้อนนิ่วได้ ซึ่งการรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะช่วยให้ตับปล่อยน้ำดีออกมาละลายไม่ให้คอเลสเตอรอลจับตัวกัน สามารถป้องกันการเกิดโรคนิ่วได้
จากที่กล่าวไปข้างต้นจะเห็นได้ว่า อาหารเช้า ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อสุขภาพได้เท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันอีกด้วย ดังนั้นควรเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทานมื้อเช้าทุกวัน

เหตุผลดีๆ ที่ควรยิ้มยิ้มวันละนิด จิตแจ่มใส การยิ้มเป็นการเริ่มต้นมิตรภาพที่ดีที่สุด การยิ้มในวันที่อ่อนล้าหรือเซ็ง สุดๆ ...
10/05/2018

เหตุผลดีๆ ที่ควรยิ้มยิ้มวันละนิด จิตแจ่มใส การยิ้มเป็นการเริ่มต้นมิตรภาพที่ดีที่สุด การยิ้มในวันที่อ่อนล้าหรือเซ็ง สุดๆ ในชีวิต จะช่วยกระตุ้นให้คุณรู้สึกดีขึ้น
ยิ้มสวยๆ เพียงครั้งเดียวดีกว่าคำพูดนับแสนคำทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเหตุผลดีๆ ที่เราควรส่งยิ้มให้แก่กัน แต่ ‘ยิ้ม’ ยังมีประโยชน์มากกว่านี้อีกนะคะ เพราะเมื่อเรายิ้มกล้ามเนื้อใบหน้าก็จะเคลื่อนไหว ส่งผลให้โลหิตแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีอุณหภูมิลดลง ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และในขณะที่เรากำลังยิ้มนั้น หัวใจก็จะเต้นช้าลง ความดันโลหิตลดลง ระบบต่างๆ ในร่างกายก็จะผ่อนคลายลง ฮอร์โมนอะดรีนาลีนซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดก็จะถูกขับออกมาน้อยลงด้วยค่ะ นอกจากนี้ การยิ้มช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน การยิ้มจะช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในตัวคุณทำงานดีขึ้น เมื่อคุณยิ้ม ระบบการทำงานก็จะพัฒนาดีขึ้น อาจเป็นเพราะว่าคุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อีกทั้ง “การยิ้ม” ยังสามารถป้องกันการเกิดไข้และไข้หวัดได้อีกด้วย
นอกจากยิ้มจะช่วยให้มีสุขภาพที่ดีแล้ว ยิ้มยังช่วยในเรื่องของจิตใจ สภาวะทางอารมณ์และกระบวนการคิดของสมองอีกด้วย เพราะเมื่อคุณยิ้มจิตใจก็จะผ่อนคลาย สมองก็จะได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ กระบวนการทางความคิดก็จะกระจ่างช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือเกิดมุมมองที่ดี ให้แก่ชีวิตได้มากขึ้น แถมยังช่วยกระจายความสุขไปสู่ผู้ที่พบเห็นอีกด้วยนะคะ
ยิ้มเป็นยาชูกำลัง เมื่อคนเราเกิดความเศร้า ท้อแท้เป็นอาการป่วยทางจิต ยาปฏิชีวนะขนาดใดๆก็ไม่สามารถรักษาเยียวยาได้ ทว่าหากมีใครสักคนเดินเข้ามา ด้วยความจริงใจพร้อมมอบรอยยิ้มเห็นอกเห็นใจให้ แม้ไม่มีคำปลอบประโลมใดแต่ทำให้ใจที่มืดมนเกิดหนทางสว่างขึ้นได้ ประหนึ่งยาชูกำลังจิตใจคนเศร้าหมองให้มีพลัง กลับมายืนหยัดสู้กับปัญหาอีกครั้ง
ยิ้มยังเป็นยาอายุวัฒนะ ใครก็ตามที่มีอารมณ์ดีเป็นนิสัย มองไปเมื่อไหร่ก็พบใบหน้าเปื้นยิ้มอยู่เสมอ จะเป็นผู้ที่สภาพจิตดีและอายุยืน เขาว่า “ใจเป็นนายกายเป็ยบ่าว” เมื่อใจซึ่งเป็นนายของกายดี ก็พลอยทำให้บ่าวอย่างกายมีพลานามัยแข็งแรง ส่งผลให้มีอายุยืนยาวตามไปด้วยค่ะ

โทษของน้ำอัดลม มีอะไรบ้างนะน้ำอัดลมกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนไทยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะรู้สึกกระหาย อยากคลายร้อน หลาย...
03/05/2018

โทษของน้ำอัดลม มีอะไรบ้างนะ
น้ำอัดลมกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนไทยเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะรู้สึกกระหาย อยากคลายร้อน หลายคนมักจะนึกน้ำอัดลมแทบทุกคนเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ แต่ถึงแม้ว่าน้ำอัดลมจะดื่มแล้วทำให้คุณรู้สึกสดชื่นขึ้นแต่คุณหรือไม่ว่าโทษของน้ำอัดลมนั้น มีผลเสียกับร่างกายอย่างไรบ้างโดยเฉพาะกับผู้ชอบดื่มน้ำอัดลมเป็นชีวิตจิตใจแทบจะดื่มแทนน้ำเปล่าในแต่ละวันนั้นควรจะต้องอ่านเป็นอย่างยิ่ง
โทษของน้ำอัดลม
– ทำให้กระดูกพรุน ฟันผุ ทั้งนี้เพราะในน้ำอัดลมีกรดฟอสฟอริกซึ่งเกิดจากฟอสฟอรัสจากกำมะถัน ในเลือดของคนเรานั้นมีสัดสัดที่ต้องการแคลเซียม 2 ต่อ ฟอสฟอรัส 1 และเมื่อเราดื่มน้ำอัดลมมากเกินไปจะทำให้เลือดของเรามีปริมาณฟอสฟอรัสมากเกินไปทำให้เกิดการเสียสมดุลทำให้ร่างกายจะต้องไปดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ เมื่อกระดูกขาดแคลเซียมไปจึงทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้คาเฟอีนที่อยู่ในน้ำอัดลมนั้นทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นจึงทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมจากการปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
– โรคอ้วน ปริมาณน้ำตาลที่เราควรรับประทานต่อวันคือ 24 กรัม แต่ในน้ำอัดลม1 กระป๋องมีน้ำตาลมากถึง 30 กรัม เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการดื่มน้ำอัดลมมากเกินไปอาจจะทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพเพราะได้รับปริมาณน้ำตาลเข้าไปในร่างกายมากเกินไปซึ่งอาจจะทำให้เป็นโรคอ้วน เบาหวาน ดังนั้นควรลดการดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวานให้น้อยลงเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นของคุณ
– กรดคาร์บอนิกในน้ำอัดลม ซึ่งเป็นกรดที่ทำให้น้ำอัดลมมีฟอง ซ่า กรดคาร์บอนิกนั้นสามารถย่อยมีฤทธิ์กัดกร่อยย่อยสลายหินปูนได้ ฉะนั้นกรดคาร์บอนิกจึงสามารถทำให้ฟันผุและกระดูกพรุนได้เช่นกัน
– นอนไม่หลับ ใจสั่น มือสั่น เนื่องจากฤทธิ์ของคาเฟอีนที่เป็นองค์ประกอบในน้ำอัดลมไปกระตุ้นระบบประสาทนั่นเอง
– ท้องอืด ปวดท้อง แน่นท้อง เป็นโรคกระเพาะ
การดื่มน้ำอัดลมนั้นแน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะชอบดื่มน้ำอัดลมเย็นๆ หรือน้ำอัดลมใส่น้ำแข็ง ซึ่งต่ำกว่าอุณหภูมิปกติในร่างกายเรามากทำให้ประสิทธิในการย่อยอาหารน้อยลงหรือย่อยยากขึ้น
โทษจากการดื่มน้ำอัดลมมีมากมายถึงเพียงนี้แล้ว จากนี้ห้ามละเลยกันเด็ดขาดนะคะสำหรับพฤติกรรมของเราที่เผลอทีไรมักจะคว้าแต่น้ำอัดลมมาดื่มดับกระหายคลายร้อน หันมาดื่มน้ำเปล่า น้ำผักผลไม้หรือน้ำสมุนไพรกันบ้างจะดีที่สุด

เมล็ดเชีย....ปัจจุบันนี้หนุ่มสาวหลายคนเริ่มให้ความสนใจกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งการหากิจกรรมเกี่...
27/04/2018

เมล็ดเชีย....
ปัจจุบันนี้หนุ่มสาวหลายคนเริ่มให้ความสนใจกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งการหากิจกรรมเกี่ยวกับการออกกำลังกายทำกันมากขึ้น ซึ่งในส่วนของการรับประทานอาหารนั้น บางคนก็เลือกที่จะลดการกินของทอดของมัน หรือกินจุกจิกนอกเวลาแต่ละมื้อ แต่บางคนก็เลือกที่จะปรับเปลี่ยนส่วนประกอบอาหารในแต่ละเมนูเพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน และไม่ทำให้เกิดไขมันส่วนเกิน โดยเมื่อเร็วๆ นี้หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องของการบริโภคเมล็ดเชีย (Chia) หรือบางคนอาจจะเรียกเมล็ดเจีย แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง มาทำความรู้จักกันได้จากบทความนี้คะ
เมล็ดเชียนั้นถือได้ว่าเป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง ที่คนรักสุขภาพนั้นให้ความสนใจโดยเมล็ดเชียนั้นมีสรรพคุณมากมาย ดังนี้
1. เมล็ดเชียเป็นเมล็ดที่มีโอเมก้า 3 สูงกว่าปลาแซลมอนและพืชชนิดอื่นๆ มากถึง 8 เท่า ซึ่งการบริโภคโอเมก้า 3 นั้นจะช่วยบำรุงสมองและจอประสาทตาได้เป็นอย่างดี รวมทั้งลดไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอร์ไรด์ได้ นอกจากนี้ยังป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดได้อีกด้วย
2. เมล็ดเชียมีไฟเบอร์สูง ซึ่งไฟเบอร์นั้นถือเป็นกากใยอาหารที่มีความสำคัญในระบบการขับถ่าย เพราะฉะนั้นใครที่มีปัญหาท้องผูก หรือปัญหาการขับถ่าย การบริโภคเมล็ดเชียนั้นถือว่าช่วยได้มากทีเดียว
3. เมล็ดเชียมีโปรตีนสูง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสริมสร้างกล้ามเนื้อในร่างกายได้ ซึ่งในส่วนนี้สามารถเป็นประโยชน์ได้กับคนทุกเพศทุกวัย
4. เมล็ดเชียเป็นตัวช่วยในการลดน้ำหนักได้ เพราะเมล็ดเชียนั้นจะดูดซึมน้ำและผลิตเจลในปริมาณมากออกมา ซึ่งจะทำให้ผู้ที่รับประทานรู้สึกอิ่มนาน นอกจากนี้เมล็ดเชียยังมีโปรตีน และสารอาหารที่ให้พลังงานสูงมาก เพราะฉะนั้นเราถึงรู้สึกอิ่มและไม่หิวบ่อยๆเมื่อรับประทานเมล็ดเชีย
5. ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งชุ่มชื่นอ่อนกว่าวัย ด้วยความที่เมล็ดเชียนั้นมีเจลและโอเมก้า 3 อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อรับประทานเมล็ดเชียเป็นประจำจึงทำให้ผิวพรรณของเราดูอ่อนกว่าวัยได้นั้นเอง
อย่างไรก็ตามการรับประทานเมล็ดเชียนั้น อาจจะไม่เหมาะกับทุกคนเพราะเมล็ดเชียนั้นอาจเป็นอันตรายได้กับผู้ที่แพ้โปรตีนในธัญพืช ผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ หรือผู้ที่ทำศัลยกรรมและมีประวัติการแพ้ยาแอสไพริน ที่สำคัญคือเมล็ดเชียนั้นไม่เหมาะสำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ฉะนั้นแล้วหากคิดจะรับประทานอาหารสุขภาพอย่างเมล็ดเชีย เราควรที่จะเช็คตัวเองดูก่อนว่า เรามีอาการแพ้ธัญพืชหรือไม่ หรือมีอาการอื่นๆ ที่ตรงกับข้อห้ามในกลุ่มผู้ที่ไม่ควรรับประทานเมล็ดเชียหรือไม่

สุขสันต์วันปีใหม่ไทย เดินทางกันปลอดภัยทุกคนนะคร้า💦💦💦
12/04/2018

สุขสันต์วันปีใหม่ไทย เดินทางกันปลอดภัยทุกคนนะคร้า💦💦💦

ที่อยู่

Bangkok Noi
10700

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Kal-G Healthผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Kal-G Health:

แชร์

ประเภท