รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ Dr.A - V2

รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ Dr.A - V2 ให้ความรู้เพิ่อ "การลงทุน" ที่ถูกต้อง
หุ้นนอก หุ้นไทย กองทุน DR ทองคำ คริปโต
ดูพื้นฐาน อ่านกราฟเทคนิค สไตล์ HYBRID

25/05/2026

หุ้นไทยยังไปต่อ เช้านี้บวก 14 จุด ปลายสัปดาห์ เมกา ยุโรปบวก เช้านี้เอเชียเขียวถ้วนหน้า ทองเด้ง อ่าน -->

HANA มีดีอะไร ทำไม JP Morgan ให้เป้าสูงลิ่ว 45 บาท1. HANA รอบนี้ไม่ใช่แค่หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ฟื้นตัวธรรมดา แต่ JPMorgan มอ...
23/05/2026

HANA มีดีอะไร ทำไม JP Morgan ให้เป้าสูงลิ่ว 45 บาท
1. HANA รอบนี้ไม่ใช่แค่หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ฟื้นตัวธรรมดา แต่ JPMorgan มองว่า HANA กำลังมี “เรื่องใหม่” คือเริ่มเข้าไปเกี่ยวกับธุรกิจ AI
2. เดิม HANA ถูกมองว่าโตช้า เพราะเกี่ยวกับสินค้าเดิม ๆ เช่น PC, Smartphone, RFID แต่รอบนี้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับ Data Center และ AI Server
3. คำว่า TEC หรือ Thermoelectric Cooling แปลให้เข้าใจง่ายคือ “ชิ้นส่วนช่วยระบายความร้อนแบบแม่นยำ” ใช้กับระบบ AI ที่ร้อนมากและต้องควบคุมอุณหภูมิให้เสถียร
4. ลูกค้าสำคัญคือ Phononic ซึ่งทำธุรกิจด้าน TEC ถ้า Phononic โต HANA ก็มีโอกาสได้งานผลิตตามไปด้วย
5. จุดที่น่าสนใจคือ HANA เพิ่มงบลงทุนปี 2026 เป็น 1.85 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปีก่อน แปลว่าบริษัทเริ่มกล้าลงทุน เพราะเห็นโอกาสการเติบโตรอบใหม่
6. JPMorgan มองว่ากำไร HANA น่าจะค่อย ๆ ฟื้น โดยเฉพาะครึ่งหลังปี 2026 เพราะช่วงแรกยังเป็นช่วงเตรียมกำลังผลิต แต่ช่วงหลังจะเริ่มเห็นผลมากขึ้น
7. ธุรกิจเดิมของ HANA ก็เริ่มดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น PCBA และ OSAT พูดง่าย ๆ คือธุรกิจรับประกอบแผงวงจรและรับทดสอบ/ประกอบชิป เริ่มเห็นสัญญาณลูกค้ากลับมาสั่งของ
8. HANA ไม่ได้เสี่ยงกับมือถือและ PC มากเท่าที่หลายคนคิด เพราะ PC + Smartphone รวมกันแค่ประมาณ 15% ของรายได้ ที่เหลือมี Industrial และ Automotive ช่วยพยุง
9. JPMorgan ให้ราคาเป้าหมาย 45 บาท และให้คำแนะนำ Overweight คือมองว่าน้ำหนักลงทุนควรมากกว่าตลาด เพราะยังมี Upside จากทั้งการฟื้นตัวเดิมและ Story AI
10. เปเปอร์นี้บอกว่า HANA อาจกำลังเปลี่ยนจากหุ้นอิเล็กทรอนิกส์วัฏจักรเดิม ๆ ไปเป็นหุ้นที่มีโอกาสเกี่ยวข้องกับ AI มากขึ้น ถ้าเรื่อง TEC เดินได้จริง รอบนี้อาจไม่ใช่แค่กำไรฟื้น แต่เป็นการเปลี่ยนภาพธุรกิจในระยะยาวด้วยครับ
====
สรุปข่าวเล่าสู่กันฟัง ไม่แนะนำลงทุนทุกกรณี
Paper ฉบับเต็มลองไปหาอ่านกันอีกทีนะครับ
====
#คลิปสรุปงบ+กราฟ หุ้นกลุ่มธนาคาร ดูที่คอมเมนต์เลยครับ

22/05/2026

หุ้นพระเอกสัปดาห์นี้ อิเล็กทรอนิกส์ DELTA HANA KCE มาครบ ล่าสุด CCET อ่านสรุปตลาดเย็นนี้ -->

สรุปหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังงบ Q1/25691. รอบนี้ไม่ได้เหมือนกันทั้งกลุ่ม2. แยก ธนาคารไหน กำไรดีจริง Vs ธนาคารที่กำไรพิเศษ3. N...
22/05/2026

สรุปหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังงบ Q1/2569
1. รอบนี้ไม่ได้เหมือนกันทั้งกลุ่ม
2. แยก ธนาคารไหน กำไรดีจริง Vs ธนาคารที่กำไรพิเศษ
3. NIM ส่วนต่างดอกเบี้ย ยังถูกกดดัน  ธนาคารที่มีรายได้อื่น ๆ มาช่วย จะได้ประโยชน์
4. ดูเป็นรายตัว
5. ปรับขึ้น KKP KBANK KTB
6. Defensive BBL TTB
7. กดดันจาก NIM SCB TISCO

=====
KKP ตัวเด่นสุดรอบนี้ เพราะ Non-NII กลับมาแรง  ไม่ได้เด่นจากรายได้ดอกเบี้ย แต่เด่นจากรายได้ตลาดทุน และค่าธรรมเนียมม
1. KKP ถูกปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นมากสุด จากเดิมราว 3.03–13.90% เป็นกำไรใหม่ประมาณ 5,660–6,800 ล้านบาท
2. งบ 1Q/69 ออกมาดีกว่าคาดมาก โดย KKP รายงานกำไรสุทธิ 1,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.2% YoY จุดสำคัญคือรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโตแรง และขาดทุนจากรถยึดลดลงชัดเจน
3. Non-NII โต 64.7% YoY จากธุรกิจ Wealth Management, Dime!, ธุรกิจจัดการกองทุน, นายหน้าหลักทรัพย์, FVTPL และเงินปันผลรับ ทำให้ภาพกำไรดูดีกว่าแบงก์ที่พึ่งพา NIM เป็นหลัก
4. จุดที่ต้องระวังคือ NII ยังลดลง 5.2% YoY แปลว่า “เครื่องยนต์ดอกเบี้ย” ยังไม่แข็งแรงมาก แต่ถูกชดเชยด้วยรายได้ตลาดทุนและค่าธรรมเนียม
5. คุณภาพสินทรัพย์เริ่มดีขึ้น NPL ratio ลดเหลือ 4.1% จาก 4.3% ในไตรมาสก่อน แต่ยังเป็นระดับที่สูงกว่าแบงก์ใหญ่ ต้องดูต่อว่าเศรษฐกิจและราคารถมือสองจะกดดันอีกหรือไม่
6. Key สำคัญของ KKP คือ ถ้าตลาดทุนยังคึก รายได้ Non-NII ยังเดินต่อ KKP จะดูเด่นมากที่สุดในกลุ่ม แต่ถ้าตลาดทุนแผ่ว กำไรอาจกลับมาผันผวนได้เร็ว

=====
KBANK กำไรดีจาก Non-NII และ One-off แต่ NII ยังถูกกด
1. KBANK ถูกปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ อยู่ในกรอบ 45,919–49,264 ล้านบาท แม้ภาพรวมกำไรทั้งปียังลดลงเมื่อเทียบปีก่อน
2. งบ 1Q/69 รายงานกำไรสุทธิ 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.35% YoY แต่ถ้าตัดรายการพิเศษออก กำไรจะลดลง 2.99% YoY แปลว่ายังไม่ใช่การฟื้นตัวแบบแข็งแรงทั้งระบบ
3. จุดแข็งรอบนี้คือ Non-interest income เพิ่ม 28% YoY และ net fee income เพิ่ม 18% YoY โดยเฉพาะ Wealth Management, กองทุนรวม, ค่าธรรมเนียม และประกันภัย
4. แต่ NII ยังลดลง 9.79% YoY เพราะภาวะดอกเบี้ยขาลง การเน้นสินเชื่อคุณภาพ และการปรับโครงสร้างหนี้ลูกค้ากลุ่มเปราะบาง
5. ราคาเหมาะสมใหม่อยู่ในกรอบ 200–232 บาท/หุ้น และค่าเฉลี่ยจากตารางเดิมที่คำนวณไว้เพิ่มจาก 206.57 เป็น 214.43 บาท
6. Key สำคัญของ KBANK คือ งบดีจริง แต่ต้องแยกให้ออกว่า ส่วนหนึ่งมาจาก Non-NII และรายได้พิเศษ ไม่ใช่ NIM กลับมาแรงแล้ว

=====
KTB กำไรยังแข็งจาก Non-NII, FVTPL และเงินปันผลรับ
1. KTB ถูกปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นประมาณ 2.33% เป็นกำไรใหม่ในกรอบ 44,077–48,600 ล้านบาท
2. ข้อมูล IR ของ KTB ระบุว่า 1Q/69 มีกำไรสุทธิประมาณ 12.4 พันล้านบาท และยังเน้นการสร้างรายได้ให้ยั่งยืนในภาวะดอกเบี้ยขาลง
3. เหตุผลที่ถูกปรับประมาณการขึ้น คือกำไร 1Q/69 ดีกว่าคาด จาก Non-NII ที่โตเด่น โดยเฉพาะ FVTPL, กำไรเงินลงทุน, เงินปันผลรับ และค่าธรรมเนียม
4. จุดแข็งของ KTB คือฐานธุรกิจใหญ่ ต้นทุนเงินฝากได้เปรียบ และมี Ecosystem ภาครัฐ/ดิจิทัลช่วยหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมในระยะยาว
5. จุดที่ต้องระวังคือกำไรจาก FVTPL และเงินปันผลรับอาจไม่เกิดซ้ำทุกไตรมาส ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่า 2Q/69 กำไรอาจลดลง QoQ จาก NIM ที่แคบลง และรายได้ FVTPL/เงินปันผลที่ลดลง
6. Key สำคัญของ KTB คือ เป็นแบงก์ที่งบยังนิ่งกว่าหลายตัว แต่รอบนี้ต้องดูว่ารายได้ Non-NII ที่ดันกำไร 1Q จะต่อเนื่องได้แค่ไหน

=====
SCB ถูกหั่นกำไรมากสุด เพราะ NIM และกำไรลงทุนกดดัน
1. SCB ถูกปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 มากสุดในกลุ่ม ลดลง 1.93–7.01% เหลือประมาณ 41,843–44,954 ล้านบาท
2. งบ 1Q/69 กำไรสุทธิอยู่ที่ 10,195 ล้านบาท ลดลง 18.5% YoY สาเหตุหลักมาจาก NII ลดลง และกำไรลงทุนลดลงแรง
3. NII อยู่ที่ 26,781 ล้านบาท ลดลง 13.7% YoY เพราะ NIM ถูกบีบจากการลดดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้งในปี 2568 และอีกครั้งในกุมภาพันธ์ 2569
4. แม้ Fee and other income เพิ่ม 17.7% YoY แต่ยังชดเชยกำไรลงทุนและ trading income ที่ลดลง 66.5% YoY ไม่ได้เต็มที่
5. ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังไม่ถึงกับแย่ NPL ratio อยู่ที่ 3.23% ลดจาก 3.29% ในไตรมาสก่อน และ coverage ratio อยู่ที่ 162.3%
6. Key สำคัญของ SCB คือ ไม่ใช่แบงก์ที่งบดุลพัง แต่กำไรระยะสั้นถูกกดจาก NIM และรายได้ลงทุน ทำให้ตลาดปรับกำไรลงก่อน

=====
BBL กำไรถูกกดจาก NIM แต่ยังเป็น Defensive Bank ของกลุ่ม
1. BBL ถูกปรับประมาณการกำไรปี 2569 ลง เหลือประมาณ 40,344–42,128 ล้านบาท แต่จากตารางที่คำนวณก่อนหน้า ราคาเป้าหมายเฉลี่ยกลับเพิ่มจาก 171.75 เป็น 182.50 บาท เพราะแต่ละโบรกเกอร์ปรับไม่เหมือนกัน
2. งบ 1Q/69 กำไรสุทธิ 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% YoY โดย NII ลดลง 12.3% YoY และ NIM อยู่ที่ 2.49%
3. จุดแข็งของ BBL คือฐานเงินกองทุนและสำรองยังแข็งมาก CET1 อยู่ที่ 16.4%, coverage ratio 318.1% และ LDR 82.6% สะท้อนงบดุลที่ค่อนข้างปลอดภัย
4. สินเชื่อโต 2.0% YTD โดยเน้นกลุ่มลูกค้าบริษัทใหญ่ ซึ่งเป็นพอร์ตที่ความเสี่ยงต่ำกว่าสินเชื่อรายย่อยหรือ SME
5. เป้าหมายปี 2569 ของ BBL คือ loan growth 2–3%, NIM 2.4–2.5%, credit cost 1.0% ซึ่งสะท้อนภาพการโตแบบระมัดระวัง ไม่ใช่การโตเชิงรุก
6. Key สำคัญของ BBL คือ ไม่ใช่หุ้นที่กำไรโตหวือหวา แต่เป็นหุ้นแบงก์สายงบดุลแข็ง เหมาะกับตลาดที่ยังกลัวคุณภาพสินทรัพย์

=====
BAY งบ 1Q ยังดูดี แต่ตลาดกังวลสินเชื่อหดและ NIM ลด
1. BAY ถูกปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 ลงประมาณ 3.87% เหลือกำไรใหม่ราว 30,846–31,970 ล้านบาท
2. NII ใน 1Q/69 ลดลง 2.1% QoQ เพราะยอดสินเชื่อหดตัวและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง ขณะที่ NIM ลดเหลือ 4.61% ลดลง 10 bps QoQ
3. สินเชื่อรวมลดลง 1.2% QoQ จาก demand ที่อ่อนและการปล่อยกู้แบบระมัดระวัง โดย SME loans ลดลง 2.3% QoQ ขณะที่กลุ่มลูกค้าองค์กรญี่ปุ่นยังเพิ่มขึ้น 2.3% QoQ
4. ด้านบวกคือ Non-NII โต 7.6% QoQ และ 18.4% YoY จาก FVTPL, bad debt recoveries และกำไรเงินลงทุน ส่วน fee income โต 20.6% YoY แม้ลดลง QoQ
5. กำไรสุทธิ 1Q/69 ยังเพิ่มขึ้น 20.9% QoQ และ 14.4% YoY จาก Non-NII, การคุมค่าใช้จ่าย และ ECL ที่ลดลง
6. Key สำคัญของ BAY คือ งบไตรมาสแรกไม่ได้แย่ แต่ตลาดกังวลว่าแรงกดดันจากสินเชื่อหด NIM ลด และ SME อ่อน จะทำให้กำไรทั้งปีไม่สดใสเท่าที่เห็นใน 1Q

======
TISCO กำไรถูกปรับลง แต่เสน่ห์ยังอยู่ที่ปันผลและวินัยความเสี่ยง
1. TISCO ถูกปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 ลงประมาณ 3.51% เหลือราว 6,680 ล้านบาท แต่ราคาเหมาะสมกลับถูกปรับขึ้นเป็น 111 บาท/หุ้น
2. จุดเด่นของ TISCO ไม่ใช่การโตแรง แต่คือปันผลสูง เงินกองทุนแข็ง และการบริหารความเสี่ยงที่ค่อนข้างรัดกุม
3. 1Q/69 NPL ลดลง 9% QoQ และ NPL ratio ลดเหลือ 2.09% แต่ credit cost เพิ่มเป็น 1.32% เพราะตั้ง management overlay รองรับความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและสงครามตะวันออกกลาง
4. DAOL ระบุว่าผู้บริหารยังคงเป้า credit cost ปี 2569 ราว 110 bps และมองว่า NIM มีโอกาสดีขึ้นจากต้นทุนเงินทุนที่ลดลงตามดอกเบี้ยขาลง
5. ความเสี่ยงหลักคือสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ราคาน้ำมันสูง รายได้ครัวเรือน และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้ากลุ่มเปราะบาง
6. Key สำคัญของ TISCO คือ เป็นหุ้นการเงินสายปันผล ไม่ใช่หุ้นกำไรโตแรง ถ้าคุณภาพสินทรัพย์ไม่แย่กว่าคาด ปันผลจะเป็นตัวพยุงมูลค่า

=====
TTB กำไรโตไม่แรง แต่เด่นเรื่อง ROE, ต้นทุน และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
1. TTB ถูกปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 เพียงเล็กน้อย แต่ราคาเหมาะสมกลับถูกปรับขึ้นในกรอบ 2.20–2.42 บาท/หุ้น
2. งบ 1Q/69 กำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท ลดลง 1.3% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 1.4% YoY ถือว่ายังประคองกำไรได้ในภาวะรายได้ดอกเบี้ยถูกกด
3. NII ลดลง 8.1% YoY แต่ Non-NII เพิ่มขึ้น 37.4% YoY และ NIM อยู่ที่ 3.02% ซึ่งยังพยุงได้จากการจัดการต้นทุนเงินฝากและ loan mix
4. จุดเด่นคือการคุมต้นทุน ค่าใช้จ่าย OPEX ลดลง 1.5% QoQ และ cost-to-income อยู่แถว 45% สอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคาร
5. คุณภาพสินทรัพย์ยังบริหารได้ NPL อยู่ระดับ 2.93%, credit cost 136 bps, coverage ratio แข็งขึ้น และ CET1 อยู่ที่ 17.7%
6. Key สำคัญของ TTB คือ ไม่ใช่หุ้นโตแรง แต่เป็นหุ้นที่ตลาดเริ่มมองเรื่อง ROE ระยะยาว ปันผล และ buyback มากขึ้น โดยมีโครงการซื้อหุ้นคืน 35,000 ล้านบาทช่วงปี 2025–2028 เป็นตัวช่วยพยุงมูลค่า

หมายเหต...ราคาเป้าหมายเฉลี่ยมาจากการคำนวณจากโบรคเกอร์
ไม่แนะนำลงทุนทุกกรณี
#ดูคลิปสรุปที่คอมเมนต์นะครับ

 #อ่านวางแผนเทรดที่คอมเมนต์ครับ
22/05/2026

#อ่านวางแผนเทรดที่คอมเมนต์ครับ

21/05/2026

LIVE ทุกพฤหัสบดี 21.00 สรุปงบ + กราฟหุ้น BANK หลังงบไตรมาส 1 โบรคทยอยปรับเป้าขึ้น
==
🔥โปรพิเศษเดือนพฤษภาคม ลด 60% และ 1+1 (นักเรียนเก่าลดพิเศษ)....สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤษภาคม 69
1️⃣เบสิคพื้นฐานการลงทุนหุ้นไฮบริดรุ่น 39 เริ่ม 23 มิถุนายน 69
📈 โปร 1+1 แถมคลิปรุ่นปัจจุบัน 38 +วางแผนเทรดทุกสัปดาห์
📈สมัครแล้วเข้ามาเรียนได้เลย ถึงเวลาเรียนจริงอีกรอบ
✅Early Bird 4900 บาท (ราคาเต็ม 5,900 บาท)
===
2️⃣คอร์สกราฟเทค 102 ปี 2026 เริ่ม 22 มิถุนายน 69 (สอนปีละครั้งเท่านั้น)
+ แถมคอร์สกราฟเทคนิค 101 (คลิป) เข้ามาเรียนได้เลย
✅ มีสอนทุกเช้าผ่านไลน์กลุ่ม RECALL 2 เดือน
✅ราคา 6,900 บาท (ราคาเต็ม 7,900 บาท)
===
3️⃣สมัครทุกคอร์สดร้อมกัน ลด 60% = เบสิกพื้นฐานการลงทุนหุ้น HYBRID 39 + กราฟเทคนิค 101 + 102 = 9,800 บาท (ราคาเต็ม 17,700 บาท)
====
📈คลิปแนะนำการเรียน https://bit.ly/4dFsafC
📈ลิงค์สมัครเรียน https://lin.ee/KdKhk7b

21/05/2026

สาวกกลุ่ม BANK มาดูกันหลังงบออก ปันผลยังดี โบรคทยอยปรับเป้าขึ้น คืนนี้ 21.00 ที่นี่ ห้ามพลาดครับ

 #อ่านวางแผนเทรดเช้านี้ที่คอมเมนต์ครับ
21/05/2026

#อ่านวางแผนเทรดเช้านี้ที่คอมเมนต์ครับ

20/05/2026

หุ้นรับเหมาบวก อิเล็กมา ค้าปลีกร่วง ไฟแนนซ์ดับ อ่านสรุปตลาด —>

20/05/2026

ตลาดหุ้นน่ะ กลัว Bond Yield สูง ๆ เมการ่วงต่อ เอเชียลง 4 วันติด วันนี้ลุ้นงบ NVDA ส่วนทองลงต่อ อ่าน -->

19/05/2026

สรุปตลาดโลกสัปดาห์นี้...รวมรีวิวจากสำนักใหญ่ๆ

อเมริกา
“กำไรบริษัทแข็ง แต่เงินเฟ้อและดอกเบี้ยเริ่มคุมเพดานตลาด”

ข้อดีคือ
S&P 500 ยังเป็นบวกต่อเนื่องในภาพรายสัปดาห์
AI และ semiconductor ยังเป็นธีมนำ
GDP Q1 โต 2.0%
ตลาดแรงงานยังไม่ทรุด
Earnings ของบริษัทขนาดใหญ่ยังช่วยพยุง sentiment

ข้อจำกัดคือ
CPI ขึ้นเป็น 3.8% YoY
PPI ขึ้นเป็น 6.0% YoY
ราคาพลังงานยังเป็นแรงกดหลัก
Fed อาจลดดอกเบี้ยช้ากว่าคาด
Rally ยังพึ่งหุ้นเทคและ AI มากเกินไป
====

จีน
“AI-led market, weak domestic economy”

ข้อดีคือ
GDP Q1 โต 5.0% อยู่ในกรอบเป้าหมายรัฐบาล
การส่งออกยังแข็งแรง
high-tech manufacturing โตดี
AI และ semiconductor ยังเป็นธีมหลัก
valuation จีนยังไม่แพงเท่าสหรัฐ
สภาพคล่องในประเทศยังพอหนุนตลาดได้

ข้อจำกัดคือ
Retail sales เดือนเมษายนโตแค่ 0.2%
Industrial output ชะลอเหลือ 4.1%
Fixed asset investment 4 เดือนแรกติดลบ 1.6%
อสังหาฯ ยังไม่ฟื้นจริง
สินเชื่อเดือนเมษายนหดตัว 10 พันล้านหยวน
ราคาพลังงานเริ่มกดต้นทุนผู้ผลิต
=====

ยุโรป
“valuation ไม่แพง แต่ macro risk หนักกว่าสหรัฐ”

ข้อดีคือ
ตลาดไม่ได้แพงเท่าสหรัฐ
หุ้นบางกลุ่มยังมีแรงหนุนเฉพาะตัว
หากตะวันออกกลางคลี่คลาย ยุโรปมีโอกาส rebound ได้เร็ว
กลาโหม พลังงาน healthcare และบางหุ้นที่มี pricing power ยังดูดีกว่าตลาดรวม

ข้อจำกัดคือ
เงินเฟ้อขึ้นเป็น 3.0%
พลังงานเพิ่ม 10.9% YoY
GDP โตเพียง 0.1% QoQ
Composite PMI ต่ำกว่า 50
ECB อาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย
ยุโรปอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันและก๊าซมากกว่าสหรัฐ

=====
ญี่ปุ่น
“เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ต้นทุนพลังงานและดอกเบี้ยเริ่มคุมเพดานตลาด”

ข้อดีคือ
GDP Q1 โต 2.1% annualized ดีกว่าคาด
ส่งออกยังแข็งแรงจาก AI และ data center
กำไรบริษัท TOPIX คาดโตเกือบ 6%
ธนาคารได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น
AI, semiconductor, defense และ capex ยังเป็นธีมระยะกลาง

ข้อจำกัดคือ
Wholesale inflation พุ่ง 4.9%
Import price ในรูปเงินเยนเพิ่ม 17.5%
น้ำมันยังสูงจากตะวันออกกลาง
เยนอ่อนกดค่าครองชีพ
BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น
JGB Yield สูงสุดในรอบหลายสิบปี
=====
ทองคำ
“โครงสร้างยังบวก แต่ระยะสั้นถูกกดจากดอกเบี้ย”

ข้อดีของทองคือ
Geopolitical risk ยังไม่จบ
ธนาคารกลางซื้อสุทธิ 244 ตันใน Q1
ETF กลับมาไหลเข้าในเดือนเมษายน
Investment demand ยังแข็งแรง
ทองยังทำหน้าที่กระจายความเสี่ยงในพอร์ตได้ดี

ข้อจำกัดคือ
CPI สหรัฐขึ้นเป็น 3.8%
PPI สหรัฐขึ้นเป็น 6.0%
Energy inflation สูงมาก
Fed ยังไม่พร้อมลดดอกเบี้ย
Bond Yield สูงกดสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย
Near-term demand ของนักลงทุนเริ่มแผ่วลง

====
ตลาดหุ้นไทย
“ฟื้นตัวจากความหวัง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยกำไรและกระแสเงินทุน”

ข้อดีคือ
SET ยืนเหนือ 1,500 จุด
GDP Q1 โต 2.8% ดีกว่าคาด
ส่งออกยังแข็งแรง
รัฐบาลมีแผนกระตุ้นและลงทุน
ต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในบางวัน
หุ้นบางกลุ่มยังมี valuation และ dividend yield น่าสนใจ

ข้อจำกัดคือ
เงินเฟ้อกลับมาเร็วจากพลังงาน
Private Credit โตเพียง 1.0%
Business Sentiment ยังต่ำที่ 42.3
น้ำมันสูงกดกำลังซื้อและต้นทุน
ตลาดขึ้นจากหุ้นใหญ่และ story เฉพาะตัวมากกว่าการกระจายกว้าง
Valuation SET ที่ P/E 16.34 เท่า ไม่ได้ถูกมากแล้วเมื่อเทียบกับความไม่แน่นอน
====
#เบสิกพื้นฐานการลงทุนรุ่น 38 เจอกันเย็นนี้ เดี๋ยวสรุปให้โดยละเอียด รวม Paper หุ้นสวย ๆ
#รุ่น 39 เปิดรับสมัครแล้ว เข้ามาเรียนคลิปหลักรุ่น 38 + ตีกราฟวางแผนเทรดไปก่อนได้เลย
สมัครที่คอมเมนต์ ดูน้อยลง

ที่อยู่

THAILANG
Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ รวยหุ้นง่าย ๆ สไตล์ Dr.A - V2ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์