22/05/2026
สรุปหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังงบ Q1/2569
1. รอบนี้ไม่ได้เหมือนกันทั้งกลุ่ม
2. แยก ธนาคารไหน กำไรดีจริง Vs ธนาคารที่กำไรพิเศษ
3. NIM ส่วนต่างดอกเบี้ย ยังถูกกดดัน ธนาคารที่มีรายได้อื่น ๆ มาช่วย จะได้ประโยชน์
4. ดูเป็นรายตัว
5. ปรับขึ้น KKP KBANK KTB
6. Defensive BBL TTB
7. กดดันจาก NIM SCB TISCO
=====
KKP ตัวเด่นสุดรอบนี้ เพราะ Non-NII กลับมาแรง ไม่ได้เด่นจากรายได้ดอกเบี้ย แต่เด่นจากรายได้ตลาดทุน และค่าธรรมเนียมม
1. KKP ถูกปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นมากสุด จากเดิมราว 3.03–13.90% เป็นกำไรใหม่ประมาณ 5,660–6,800 ล้านบาท
2. งบ 1Q/69 ออกมาดีกว่าคาดมาก โดย KKP รายงานกำไรสุทธิ 1,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84.2% YoY จุดสำคัญคือรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโตแรง และขาดทุนจากรถยึดลดลงชัดเจน
3. Non-NII โต 64.7% YoY จากธุรกิจ Wealth Management, Dime!, ธุรกิจจัดการกองทุน, นายหน้าหลักทรัพย์, FVTPL และเงินปันผลรับ ทำให้ภาพกำไรดูดีกว่าแบงก์ที่พึ่งพา NIM เป็นหลัก
4. จุดที่ต้องระวังคือ NII ยังลดลง 5.2% YoY แปลว่า “เครื่องยนต์ดอกเบี้ย” ยังไม่แข็งแรงมาก แต่ถูกชดเชยด้วยรายได้ตลาดทุนและค่าธรรมเนียม
5. คุณภาพสินทรัพย์เริ่มดีขึ้น NPL ratio ลดเหลือ 4.1% จาก 4.3% ในไตรมาสก่อน แต่ยังเป็นระดับที่สูงกว่าแบงก์ใหญ่ ต้องดูต่อว่าเศรษฐกิจและราคารถมือสองจะกดดันอีกหรือไม่
6. Key สำคัญของ KKP คือ ถ้าตลาดทุนยังคึก รายได้ Non-NII ยังเดินต่อ KKP จะดูเด่นมากที่สุดในกลุ่ม แต่ถ้าตลาดทุนแผ่ว กำไรอาจกลับมาผันผวนได้เร็ว
=====
KBANK กำไรดีจาก Non-NII และ One-off แต่ NII ยังถูกกด
1. KBANK ถูกปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ อยู่ในกรอบ 45,919–49,264 ล้านบาท แม้ภาพรวมกำไรทั้งปียังลดลงเมื่อเทียบปีก่อน
2. งบ 1Q/69 รายงานกำไรสุทธิ 14,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.35% YoY แต่ถ้าตัดรายการพิเศษออก กำไรจะลดลง 2.99% YoY แปลว่ายังไม่ใช่การฟื้นตัวแบบแข็งแรงทั้งระบบ
3. จุดแข็งรอบนี้คือ Non-interest income เพิ่ม 28% YoY และ net fee income เพิ่ม 18% YoY โดยเฉพาะ Wealth Management, กองทุนรวม, ค่าธรรมเนียม และประกันภัย
4. แต่ NII ยังลดลง 9.79% YoY เพราะภาวะดอกเบี้ยขาลง การเน้นสินเชื่อคุณภาพ และการปรับโครงสร้างหนี้ลูกค้ากลุ่มเปราะบาง
5. ราคาเหมาะสมใหม่อยู่ในกรอบ 200–232 บาท/หุ้น และค่าเฉลี่ยจากตารางเดิมที่คำนวณไว้เพิ่มจาก 206.57 เป็น 214.43 บาท
6. Key สำคัญของ KBANK คือ งบดีจริง แต่ต้องแยกให้ออกว่า ส่วนหนึ่งมาจาก Non-NII และรายได้พิเศษ ไม่ใช่ NIM กลับมาแรงแล้ว
=====
KTB กำไรยังแข็งจาก Non-NII, FVTPL และเงินปันผลรับ
1. KTB ถูกปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้นประมาณ 2.33% เป็นกำไรใหม่ในกรอบ 44,077–48,600 ล้านบาท
2. ข้อมูล IR ของ KTB ระบุว่า 1Q/69 มีกำไรสุทธิประมาณ 12.4 พันล้านบาท และยังเน้นการสร้างรายได้ให้ยั่งยืนในภาวะดอกเบี้ยขาลง
3. เหตุผลที่ถูกปรับประมาณการขึ้น คือกำไร 1Q/69 ดีกว่าคาด จาก Non-NII ที่โตเด่น โดยเฉพาะ FVTPL, กำไรเงินลงทุน, เงินปันผลรับ และค่าธรรมเนียม
4. จุดแข็งของ KTB คือฐานธุรกิจใหญ่ ต้นทุนเงินฝากได้เปรียบ และมี Ecosystem ภาครัฐ/ดิจิทัลช่วยหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมในระยะยาว
5. จุดที่ต้องระวังคือกำไรจาก FVTPL และเงินปันผลรับอาจไม่เกิดซ้ำทุกไตรมาส ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายมองว่า 2Q/69 กำไรอาจลดลง QoQ จาก NIM ที่แคบลง และรายได้ FVTPL/เงินปันผลที่ลดลง
6. Key สำคัญของ KTB คือ เป็นแบงก์ที่งบยังนิ่งกว่าหลายตัว แต่รอบนี้ต้องดูว่ารายได้ Non-NII ที่ดันกำไร 1Q จะต่อเนื่องได้แค่ไหน
=====
SCB ถูกหั่นกำไรมากสุด เพราะ NIM และกำไรลงทุนกดดัน
1. SCB ถูกปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 มากสุดในกลุ่ม ลดลง 1.93–7.01% เหลือประมาณ 41,843–44,954 ล้านบาท
2. งบ 1Q/69 กำไรสุทธิอยู่ที่ 10,195 ล้านบาท ลดลง 18.5% YoY สาเหตุหลักมาจาก NII ลดลง และกำไรลงทุนลดลงแรง
3. NII อยู่ที่ 26,781 ล้านบาท ลดลง 13.7% YoY เพราะ NIM ถูกบีบจากการลดดอกเบี้ยนโยบายหลายครั้งในปี 2568 และอีกครั้งในกุมภาพันธ์ 2569
4. แม้ Fee and other income เพิ่ม 17.7% YoY แต่ยังชดเชยกำไรลงทุนและ trading income ที่ลดลง 66.5% YoY ไม่ได้เต็มที่
5. ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังไม่ถึงกับแย่ NPL ratio อยู่ที่ 3.23% ลดจาก 3.29% ในไตรมาสก่อน และ coverage ratio อยู่ที่ 162.3%
6. Key สำคัญของ SCB คือ ไม่ใช่แบงก์ที่งบดุลพัง แต่กำไรระยะสั้นถูกกดจาก NIM และรายได้ลงทุน ทำให้ตลาดปรับกำไรลงก่อน
=====
BBL กำไรถูกกดจาก NIM แต่ยังเป็น Defensive Bank ของกลุ่ม
1. BBL ถูกปรับประมาณการกำไรปี 2569 ลง เหลือประมาณ 40,344–42,128 ล้านบาท แต่จากตารางที่คำนวณก่อนหน้า ราคาเป้าหมายเฉลี่ยกลับเพิ่มจาก 171.75 เป็น 182.50 บาท เพราะแต่ละโบรกเกอร์ปรับไม่เหมือนกัน
2. งบ 1Q/69 กำไรสุทธิ 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% YoY โดย NII ลดลง 12.3% YoY และ NIM อยู่ที่ 2.49%
3. จุดแข็งของ BBL คือฐานเงินกองทุนและสำรองยังแข็งมาก CET1 อยู่ที่ 16.4%, coverage ratio 318.1% และ LDR 82.6% สะท้อนงบดุลที่ค่อนข้างปลอดภัย
4. สินเชื่อโต 2.0% YTD โดยเน้นกลุ่มลูกค้าบริษัทใหญ่ ซึ่งเป็นพอร์ตที่ความเสี่ยงต่ำกว่าสินเชื่อรายย่อยหรือ SME
5. เป้าหมายปี 2569 ของ BBL คือ loan growth 2–3%, NIM 2.4–2.5%, credit cost 1.0% ซึ่งสะท้อนภาพการโตแบบระมัดระวัง ไม่ใช่การโตเชิงรุก
6. Key สำคัญของ BBL คือ ไม่ใช่หุ้นที่กำไรโตหวือหวา แต่เป็นหุ้นแบงก์สายงบดุลแข็ง เหมาะกับตลาดที่ยังกลัวคุณภาพสินทรัพย์
=====
BAY งบ 1Q ยังดูดี แต่ตลาดกังวลสินเชื่อหดและ NIM ลด
1. BAY ถูกปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 ลงประมาณ 3.87% เหลือกำไรใหม่ราว 30,846–31,970 ล้านบาท
2. NII ใน 1Q/69 ลดลง 2.1% QoQ เพราะยอดสินเชื่อหดตัวและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง ขณะที่ NIM ลดเหลือ 4.61% ลดลง 10 bps QoQ
3. สินเชื่อรวมลดลง 1.2% QoQ จาก demand ที่อ่อนและการปล่อยกู้แบบระมัดระวัง โดย SME loans ลดลง 2.3% QoQ ขณะที่กลุ่มลูกค้าองค์กรญี่ปุ่นยังเพิ่มขึ้น 2.3% QoQ
4. ด้านบวกคือ Non-NII โต 7.6% QoQ และ 18.4% YoY จาก FVTPL, bad debt recoveries และกำไรเงินลงทุน ส่วน fee income โต 20.6% YoY แม้ลดลง QoQ
5. กำไรสุทธิ 1Q/69 ยังเพิ่มขึ้น 20.9% QoQ และ 14.4% YoY จาก Non-NII, การคุมค่าใช้จ่าย และ ECL ที่ลดลง
6. Key สำคัญของ BAY คือ งบไตรมาสแรกไม่ได้แย่ แต่ตลาดกังวลว่าแรงกดดันจากสินเชื่อหด NIM ลด และ SME อ่อน จะทำให้กำไรทั้งปีไม่สดใสเท่าที่เห็นใน 1Q
======
TISCO กำไรถูกปรับลง แต่เสน่ห์ยังอยู่ที่ปันผลและวินัยความเสี่ยง
1. TISCO ถูกปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 ลงประมาณ 3.51% เหลือราว 6,680 ล้านบาท แต่ราคาเหมาะสมกลับถูกปรับขึ้นเป็น 111 บาท/หุ้น
2. จุดเด่นของ TISCO ไม่ใช่การโตแรง แต่คือปันผลสูง เงินกองทุนแข็ง และการบริหารความเสี่ยงที่ค่อนข้างรัดกุม
3. 1Q/69 NPL ลดลง 9% QoQ และ NPL ratio ลดเหลือ 2.09% แต่ credit cost เพิ่มเป็น 1.32% เพราะตั้ง management overlay รองรับความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและสงครามตะวันออกกลาง
4. DAOL ระบุว่าผู้บริหารยังคงเป้า credit cost ปี 2569 ราว 110 bps และมองว่า NIM มีโอกาสดีขึ้นจากต้นทุนเงินทุนที่ลดลงตามดอกเบี้ยขาลง
5. ความเสี่ยงหลักคือสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ราคาน้ำมันสูง รายได้ครัวเรือน และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้ากลุ่มเปราะบาง
6. Key สำคัญของ TISCO คือ เป็นหุ้นการเงินสายปันผล ไม่ใช่หุ้นกำไรโตแรง ถ้าคุณภาพสินทรัพย์ไม่แย่กว่าคาด ปันผลจะเป็นตัวพยุงมูลค่า
=====
TTB กำไรโตไม่แรง แต่เด่นเรื่อง ROE, ต้นทุน และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
1. TTB ถูกปรับลดประมาณการกำไรปี 2569 เพียงเล็กน้อย แต่ราคาเหมาะสมกลับถูกปรับขึ้นในกรอบ 2.20–2.42 บาท/หุ้น
2. งบ 1Q/69 กำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท ลดลง 1.3% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 1.4% YoY ถือว่ายังประคองกำไรได้ในภาวะรายได้ดอกเบี้ยถูกกด
3. NII ลดลง 8.1% YoY แต่ Non-NII เพิ่มขึ้น 37.4% YoY และ NIM อยู่ที่ 3.02% ซึ่งยังพยุงได้จากการจัดการต้นทุนเงินฝากและ loan mix
4. จุดเด่นคือการคุมต้นทุน ค่าใช้จ่าย OPEX ลดลง 1.5% QoQ และ cost-to-income อยู่แถว 45% สอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคาร
5. คุณภาพสินทรัพย์ยังบริหารได้ NPL อยู่ระดับ 2.93%, credit cost 136 bps, coverage ratio แข็งขึ้น และ CET1 อยู่ที่ 17.7%
6. Key สำคัญของ TTB คือ ไม่ใช่หุ้นโตแรง แต่เป็นหุ้นที่ตลาดเริ่มมองเรื่อง ROE ระยะยาว ปันผล และ buyback มากขึ้น โดยมีโครงการซื้อหุ้นคืน 35,000 ล้านบาทช่วงปี 2025–2028 เป็นตัวช่วยพยุงมูลค่า
หมายเหต...ราคาเป้าหมายเฉลี่ยมาจากการคำนวณจากโบรคเกอร์
ไม่แนะนำลงทุนทุกกรณี
#ดูคลิปสรุปที่คอมเมนต์นะครับ