สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นองค์กรของรัฐ ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2504 เป็นหน่วยงานกำกับดูแลการใช้พลังงานนิวเคลียร์ภายในประเทศให้เป็นไปอย่างถูกต้อง และเกิดความปลอดภัยสูงสุดทั้งกับผู้ใช้และประชาชนทั่วไปให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ปส. ทำหน้าที่ในการออกใบอนุญาตการครอบครองวัสดุนิวเคลียร์และวัสดุที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้กับผู้ใช้วัสดุนิวเคลียร์และรังสี มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ได้รับอนุญาตเสมอ มีการจัดตั้งเครือข่ายงานเตือนภัยทางรังสีในทุกภาคของประเทศทั้งทางอากาศและทางน้ำ

⚛️ปรมาณูเพื่อสันติ เปิดบ้านต้อนรับคณะเยี่ยมชม เจาะลึกภารกิจ “กำกับดูแลนิวเคลียร์และรังสี”ปส. ให้การต้อนรับคณะเยี่ยมชมจาก...
05/10/2026

⚛️ปรมาณูเพื่อสันติ เปิดบ้านต้อนรับคณะเยี่ยมชม เจาะลึกภารกิจ “กำกับดูแลนิวเคลียร์และรังสี”

ปส. ให้การต้อนรับคณะเยี่ยมชมจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานและเรียนรู้ภารกิจ บทบาท และการดำเนินงานของ ปส. ด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างปลอดภัย

ในการนี้ คณะเยี่ยมชมได้รับฟังการบรรยาย พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแล การตรวจสอบ และการเฝ้าระวังความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง ปส. กับสถาบันการศึกษาและภาคส่วนต่าง ๆ

การจัดกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนิวเคลียร์และรังสี เพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างยั่งยืน

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

👏🏻ปส. ร่วมยินดีความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์: สหรัฐฯ ติดตั้งสถานีตรวจวัดคลื่นอินฟราซาวด์ ณ ทวีปแอนตาร์กติกา เติมเต็มเครือ...
05/10/2026

👏🏻ปส. ร่วมยินดีความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์: สหรัฐฯ ติดตั้งสถานีตรวจวัดคลื่นอินฟราซาวด์ ณ ทวีปแอนตาร์กติกา เติมเต็มเครือข่ายเฝ้าระวังการทดลองนิวเคลียร์ทั่วโลก🌍

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ขอร่วมแสดงความยินดี ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทย และฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจตามสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBT)

ปส. ขอร่วมแจ้งข่าวสารความสำเร็จครั้งสำคัญระดับโลก เมื่อสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการติดตั้งสถานีตรวจวัดคลื่นอินฟราซาวด์ (Infrasound Station) รหัส IS54 ณ สถานีวิจัยพาล์มเมอร์ (Palmer Station) ทวีปแอนตาร์กติกา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การติดตั้งครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จขั้นสุดท้ายในการเติมเต็มเครือข่ายสถานีเฝ้าระวังของสหรัฐฯ ภายใต้ ระบบเฝ้าระวังระหว่างประเทศ (International Monitoring System - IMS) ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถขององค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBTO) ในการตรวจจับการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างครอบคลุม แม้ในภูมิภาคที่ห่างไกลและท้าทายที่สุดของโลก

📍หมุดหมายสำคัญ ณ สุดขอบโลก

สถานี IS54 ตั้งอยู่บนเกาะ Anvers ในคาบสมุทรแอนตาร์กติก ถือเป็นสถานีอินฟราซาวด์แห่งสุดท้ายจาก 4 แห่งที่กำหนดไว้สำหรับทวีปนี้ เมื่อเครือข่ายนี้ทำงานร่วมกับสถานีตรวจวัดกัมมันตรังสี RN73 และสถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือน (Auxiliary Seismic Station) AS106 ที่มีอยู่เดิม จะสร้างตาข่ายการเฝ้าระวังที่รัดกุมยิ่งขึ้น
การก่อสร้างสถานีในแอนตาร์กติกา ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นทวีปที่หนาวเย็น แห้งแล้ง และมีลมกระโชกแรงที่สุดในโลกนั้น เรียกร้องทั้งความแม่นยำทางวิศวกรรมและไหวพริบด้านโลจิสติกส์ขั้นสูง ความสำเร็จในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะด้านความมั่นคง แต่ยังเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมของมวลมนุษยชาติ

🧊ความท้าทายเหนือจินตนาการ: ภารกิจข้ามช่องแคบเดรก

การขนส่งอุปกรณ์น้ำหนักกว่า 30,000 ปอนด์จากซีกโลกเหนือสู่แอนตาร์กติกา จำเป็นต้องใช้วิธีการที่นอกกรอบ ภารกิจนี้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการใช้เรือใบความยาว 24 เมตร "Pelagic 77 Amundsen" ในการขนส่งอุปกรณ์และทีมงาน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการใช้เรือใบในภารกิจติดตั้งสถานีของ CTBTO

ทีมวิศวกรจากศูนย์เทคนิควิลสันอะแลสกา (WATC) แห่งมหาวิทยาลัยอะแลสกา แฟร์แบงก์ส และผู้เชี่ยวชาญจาก CTBTO ต้องเผชิญกับบททดสอบทางธรรมชาติอย่างหนักหน่วง:
• การข้ามช่องแคบเดรก (Drake Passage): น่านน้ำที่ขึ้นชื่อเรื่องความแปรปรวนของสภาพอากาศและคลื่นลมที่รุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทีมงานต้องรับมือกับลมกระโชกแรงกว่า 40 นอต พายุหิมะ และละอองน้ำเย็นจัด พร้อมกับการเฝ้าระวังภูเขาน้ำแข็งตลอดเส้นทาง
• การขนส่งด้วยแรงงานคน: เมื่อถึงสถานีพาล์มเมอร์ อุปกรณ์ทั้งหมดรวมถึงแบตเตอรี่น้ำหนักกว่า 700 กิโลกรัม โครงสร้างนิรภัย และเซนเซอร์ ต้องถูกลำเลียงด้วยมือข้ามสภาพภูมิประเทศที่ขรุขระ เพื่อนำไปติดตั้งในจุดที่กำหนดทั้ง 4 องค์ประกอบของสถานี
• สภาพอากาศที่บีบคั้น: การทำงานต้องแข่งกับเวลาและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยต้องปรับพื้นที่หินให้ราบเรียบ วางระบบลดเสียงรบกวนจากลม และเชื่อมต่อระบบพลังงานและการสื่อสารให้เสร็จสิ้นก่อนที่ธรรมชาติจะไม่อำนวย

⚡️เทคโนโลยีอินฟราซาวด์: เฝ้าฟังเสียงของพลวัตโลก

เทคโนโลยีการตรวจวัดคลื่นอินฟราซาวด์ (Infrasound) เป็น 1 ใน 4 เทคโนโลยีเสาหลักของระบบ IMS (ร่วมกับการตรวจวัดความสั่นสะเทือน คลื่นเสียงใต้น้ำ และกัมมันตรังสี) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด:
• การแยกแยะภัยคุกคาม: ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่าง "การระเบิดจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์" ออกจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ หรืออุกกาบาต
• ประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์พลเรือน: ข้อมูลจาก IS54 ยังสามารถจับเสียงการแตกหักของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ (Calving events) ซึ่งเป็นข้อมูลล้ำค่าสำหรับการศึกษาวิจัยด้านพลศาสตร์ชั้นบรรยากาศ กิจกรรมของธารน้ำแข็ง และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

📈ก้าวต่อไปของเครือข่ายความมั่นคงระดับโลก

ปัจจุบัน สหรัฐอเมริการับผิดชอบดูแลสถานี IMS ที่ผ่านการรับรองแล้วถึง 37 แห่ง โดยสถานี IS54 จะเป็นสถานีลำดับที่ 38 และเป็นสถานีสุดท้ายในส่วนที่สหรัฐฯ รับผิดชอบ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของเครือข่าย IMS ทั่วโลกที่มีเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 337 สถานี

ขณะนี้ สถานี IS54 ได้เริ่มส่งข้อมูลตรงไปยังศูนย์ข้อมูลระหว่างประเทศ (International Data Centre - IDC) ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นการประกาศความพร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการหลังจากการพิกัดตำแหน่งถูกกำหนดไว้เมื่อเกือบ 3 ทศวรรษที่แล้ว

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ขอแสดงความชื่นชมต่อความทุ่มเทของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งทีมวิศวกร ลูกเรือ และหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ ความสำเร็จของสถานี IS54 เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ไม่ว่าภูมิประเทศจะห่างไกลหรือท้าทายเพียงใด ประชาคมโลกก็จะไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาระบบเฝ้าระวังเพื่อปกป้องโลกใบนี้จากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ปส. ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย จะยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ในเครือข่าย IMS อย่างเข้มแข็ง เพื่อร่วมสร้างสรรค์โลกที่ปลอดภัยและปราศจากภัยคุกคามทางนิวเคลียร์อย่างยั่งยืนต่อไป

บทบาทของประเทศไทย และความร่วมมือกับ CTBTO
ในฐานะศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ (National Data Centre - NDC) ของประเทศไทย ปส. ได้ทำงานร่วมกับ CTBTO อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เพื่อสนับสนุนกลไกการเฝ้าระวังและตรวจจับการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก ประเทศไทยภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย IMS ที่ทรงประสิทธิภาพนี้ ผ่านการบริหารจัดการ สถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว (Primary Seismic Station: PS41) ที่จังหวัดเชียงใหม่ และ สถานีตรวจวัดอนุภาคนิวไคลด์กัมมันตรังสี (Radionuclide Station: RN65) ที่นครปฐม ซึ่งข้อมูลจากสถานีของไทยได้ถูกส่งเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลสากล เพื่อร่วมเป็น "หูและตา" ให้กับประชาคมโลก

ความสำเร็จของสถานี IS54 ณ ขั้วโลกใต้ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือไร้พรมแดนของนานาประเทศ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความมุ่งมั่นทางการเมือง ปส. จะยังคงยืนหยัดเคียงข้าง CTBTO และประเทศสมาชิกในการขับเคลื่อนภารกิจตรวจสอบการทดลองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเข้มแข็งต่อไป เพื่อเป้าหมายสูงสุดร่วมกัน นั่นคือ "การสร้างสรรค์โลกที่ปลอดภัยและปราศจากอาวุธนิวเคลียร์อย่างแท้จริง"

ขอบคุณข้อมูล https://www.facebook.com/share/p/1DosrPKaHG/?mibextid=wwXIfr

ขอบคุณข้อมูลจาก เบื้องหลังการติดตั้งสถานี IS54 สุดท้าทายนี้ ได้ที่: https://ctbto.info/IS54

บทความนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1DkoqD5fPY/?mibextid=wwXIfr

✅️“แนวทางการกำกับดูแลของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และ IAEA ต่อการกำหนดเขตวางแผนฉุกเฉินสำหรับโรงไฟฟ้า SMR”ในฐานะหน่ว...
05/10/2026

✅️“แนวทางการกำกับดูแลของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และ IAEA ต่อการกำหนดเขตวางแผนฉุกเฉินสำหรับโรงไฟฟ้า SMR”

ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ภายใต้มาตรฐาน IAEA มีพันธกิจสูงสุดในการปกป้องประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากอันตรายทางนิวเคลียร์และรังสี

ท่ามกลางความสนใจของทั่วโลกและในประเทศต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR)

ประเด็นสำคัญที่ ปส. ให้ความสำคัญในการพิจารณาคือ การกำหนดเขตวางแผนฉุกเฉิน (Emergency Planning Zone: EPZ) ว่าจะสามารถปรับลดขนาดลงจากมาตรฐานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ได้มากน้อยเพียงใดภายใต้กรอบความปลอดภัยสูงสุด

จากการติดตามและร่วมมือกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) อย่างใกล้ชิด ปส. ได้นำข้อเสนอแนะจากรายงาน Technical Basis for the Emergency Planning Zone for Small Modular Reactors (IAEA-TECDOC-2134) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 มาเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดแนวทางการกำกับดูแลของไทย

โครงสร้างเขตวางแผนฉุกเฉินตามเกณฑ์กำกับดูแล

ตามหลักการกำกับดูแลความปลอดภัย การกำหนดพื้นที่ฉุกเฉินรอบสถานประกอบการทางนิวเคลียร์แบ่งออกเป็น 2 ระดับหลัก ซึ่งผู้ประกอบการต้องจัดทำแผนรองรับที่ชัดเจน ได้แก่:

Precautionary Action Zone (PAZ):

พื้นที่เตรียมพร้อมสำหรับการดำเนินมาตรการป้องกันล่วงหน้า (เช่น การอพยพทันที) เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดผลกระทบทางรังสีระดับรุนแรงเฉียบพลัน

Urgent Protective Action Planning Zone (UPZ):

พื้นที่เตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการป้องกันเร่งด่วน (เช่น การหลบภัยในอาคาร การทานยาไอโอดีน หรือการอพยพตามสถานการณ์) เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับปริมาณรังสีเกินเกณฑ์ที่ ปส. กำหนด

จุดยืนของ ปส. ต่อแนวโน้มการลดขนาดพื้นที่ฉุกเฉินของ SMR

รายงานการศึกษาของ IAEA ชี้ให้เห็นว่า SMR มีศักยภาพที่จะใช้ระยะวางแผนฉุกเฉินที่สั้นกว่า 15–30 กิโลเมตร (ซึ่งเป็นระยะอ้างอิงของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบ LWR) โดยบางกรณีศึกษาประเมินระยะฉุกเฉินไว้เพียงไม่กี่ร้อยเมตร หรือจำกัดอยู่แค่ในรั้วของโรงไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม ปส. ขอยืนยันหลักการกำกับดูแลว่า การลดขนาดเขตฉุกเฉินไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปเหมารวมสำหรับ SMR ทุกประเภทได้ การอนุมัติขนาดพื้นที่ฉุกเฉินจะพิจารณาเป็นรายกรณี (Case-by-case basis) โดยผู้ขอรับใบอนุญาตจะต้องยื่นผลการวิเคราะห์อันตราย ความเสี่ยง และผลกระทบทางรังสีอย่างเป็นระบบ ซึ่งผลการประเมินจะต้องครอบคลุมปัจจัยชี้ขาดดังต่อไปนี้:

เทคโนโลยีปฏิกรณ์: ชนิดของเชื้อเพลิง สารหล่อเย็น ระบบกักกัน (Containment) และประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ
Source Term: การคำนวณปริมาณและองค์ประกอบของสารกัมมันตรังสีสูงสุดที่อาจเล็ดลอดออกมาในกรณีเกิดอุบัติเหตุรุนแรงที่สุด

สภาพแวดล้อมที่ตั้ง: การวิเคราะห์ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ภูมิประเทศ และลักษณะทางประชากรศาสตร์ของพื้นที่ตั้งในประเทศไทยอย่างละเอียด
เกณฑ์ความปลอดภัยทางรังสี: ต้องสอดคล้องกับกฎหมายและข้อบังคับที่ ปส. และมาตรฐานสากลกำหนดไว้

ข้อกำหนดด้านการประเมินทางวิศวกรรมเพื่อเสนอขออนุมัติเขตฉุกเฉิน

ปส. กำหนดให้การประเมินเพื่อกำหนดเขตฉุกเฉินต้องดำเนินการตามขั้นตอนวิศวกรรมความปลอดภัยเชิงประจักษ์ ไม่ใช่การคำนวณระยะทางทางคณิตศาสตร์เพียงอย่างเดียว ผู้พัฒนารูปแบบโครงการจะต้องส่งรายงานที่ครอบคลุม 5 ขั้นตอน ได้แก่:

1. Hazard Assessment and EPC Determination: ประเมินอันตรายจากเหตุการณ์ฉุกเฉินทั้งปัจจัยภายในและภายนอก (เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม) พร้อมระบุการจัดประเภทความพร้อมด้านการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน (Emergency Preparedness Category: EPC)

2. Accident Scenario & Source Term: จำลองสถานการณ์อุบัติเหตุวิกฤตและปริมาณสารกัมมันตรังสีที่อาจปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

3. Atmospheric Dispersion: ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ร่วมกับข้อมูลอุตุนิยมวิทยาของไทยในรอบหลายปี เพื่อดูความแปรปรวนของการแพร่กระจายสารกัมมันตรังสี ทั้งกลางวัน กลางคืน และทุกฤดูกาล

4. Dose Assessment: คำนวณปริมาณรังสีที่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบอาจได้รับ และเปรียบเทียบกับขีดจำกัดความปลอดภัย (Dose Limits) อย่างเคร่งครัด

5. EPZ Determination: สรุปความจำเป็นและขนาดของเขตวางแผนฉุกเฉิน พร้อมแผนปฏิบัติการตอบสนองที่ปฏิบัติได้จริงร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและระดับชาติ

การเตรียมความพร้อมและการกำกับดูแลในบริบทของประเทศไทย

สำหรับการพิจารณาอนุญาตในประเทศไทย ปส. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อบริบทการติดตั้ง SMR แบบหลายโมดูล (Multi-module) ในพื้นที่เดียวกัน หรือการสร้าง SMR ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรงงานผลิตไฮโดรเจน หรือโรงงานปิโตรเคมี
ในกรณีเหล่านี้ ปส. จะบังคับใช้มาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดเป็นพิเศษ โดยผู้ประกอบการจะต้องประเมินผลกระทบข้ามระบบ (Cross-impact assessment) จากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อย่างรอบด้าน

ปส. ขอย้ำว่า การที่ผลการคำนวณทางวิศวกรรมระบุว่าระยะเขตฉุกเฉินมีขนาดเล็กมาก ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยกเว้นจากการเตรียมความพร้อมนอกพื้นที่โรงไฟฟ้า ตราบใดที่ SMR ยังคงมีวัสดุนิวเคลียร์ การเตรียมแผนฉุกเฉินร่วมกับชุมชนและหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยยังคงเป็นข้อบังคับตามกฎหมาย

เป้าหมายสูงสุดของ ปส. ไม่ใช่การอนุมัติให้มีเขตฉุกเฉินที่เล็กที่สุดเพื่อความสะดวกในการจัดตั้งโครงการ แต่คือการสร้างความมั่นใจว่า มาตรการทุกขั้นตอนมีความรัดกุมเพียงพอที่จะคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยได้อย่างแท้จริง

บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…https://www.facebook.com/share/p/1KpemLaqJ3/?mibextid=wwXIfr

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้เผยแพร่ในเว็บไซด์ www.oap.go.th และบน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/19T1gRse4c/

5 ตุลาคม วันนวัตกรรมแห่งชาติ“พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย”น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุ...
04/10/2026

5 ตุลาคม วันนวัตกรรมแห่งชาติ
“พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย”

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

✨️ต้อนรับเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS George H. W. Bush เยือนภูเก็ต “ สะท้อนให้เห็นซึ่งความปลอดภัยของเทคโนโ...
04/10/2026

✨️ต้อนรับเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS George H. W. Bush เยือนภูเก็ต “ สะท้อนให้เห็นซึ่งความปลอดภัยของเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์” และปส. ยืนยันความพร้อมด้านดูแลความปลอดภัยสูงสุด

วันที่ 4 ตุลาคม 2569 เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS George H. W. Bush (CVN-77) และเรือพิฆาต USS Delbert D. Black (DDG-119) แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เดินทางเข้าเทียบท่า ณ จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย

⚛️ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของชาติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้เตรียมความพร้อมและดำเนินการเฝ้าระวังความปลอดภัยระดับสูงสุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและสิ่งแวดล้อมตลอดระยะเวลาที่เรือทอดสมออยู่ในน่านน้ำไทย

✅️การกำกับดูแลเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง:

เตาปฏิกรณ์ A4W เรือ USS George H. W. Bush ขับเคลื่อนด้วยเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบน้ำอัดความดัน (Pressurized Water Reactor: PWR) รุ่น A4W จำนวน 2 เครื่อง ให้กำลังความร้อนรวมกว่า 1,100 MWth แม้เทคโนโลยีนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจทางทหารที่มีความทนทานและให้พลังงานมหาศาล

แต่ในมุมมองของ ปส. "ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง"

ระบบขับเคลื่อนของเรือลำนี้มีกลไกความปลอดภัยที่ ปส. ให้ความสำคัญคือ ระบบวงจรปิด (Closed-loop system):

* Primary Coolant Loop: น้ำในวงจรปฐมภูมิที่สัมผัสกับแกนปฏิกรณ์จะถูกกักเก็บภายใต้ความดันสูงและระบบปิดที่แน่นหนา
* Steam Generator & Secondary Loop: ความร้อนจะถูกถ่ายเทผ่านเครื่องกำเนิดไอน้ำไปยังวงจรทุติยภูมิ โดยไม่มีการปะปนของน้ำจากทั้งสองวงจร ทำให้ไอน้ำที่ไปหมุนกังหัน (Turbine) ปลอดจากการปนเปื้อนทางรังสี
* Environmental Safety: น้ำทะเลที่ใช้หล่อเย็นระบบควบแน่นภายนอก จะไม่สัมผัสกับสารกัมมันตรังสีใด ๆ ก่อนถูกปล่อยกลับสู่ทะเล

มาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยโดย ปส. เมื่อมียานพาหนะพลังงานนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินหรือเรือดำน้ำเข้ามาในราชอาณาจักร ปส. มีมาตรการเชิงรุกที่เข้มงวด: ทั้งระบบการตรวจวัดรังสีในพื้นที่ ครอบคลุม พื้นที่ทั่วประเทศ จากสถานีเฝ้าระวังครั้งละ 23 สถานี และการเฝ้าระวังด้วยการเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อม ตามระบบมาตรฐานนานาชาติที่ทำอยู่เป็นประจำในประเทศไทย นอกจากนี้ ระบบมาตรฐานของสำนักงาน ปรมาณูเพื่อสันติ มีการเตรียมความพร้อมและซ้อมแผนฉุกเฉินทางนิวเคลียร์:

ปส. มีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงและกองทัพเรือ เพื่อเตรียมแผนรับมือเหตุฉุกเฉินทางรังสีระดับชาติที่พร้อมปฏิบัติการได้ทันที

🤝ก้าวต่อไป: จากเรือรบ สู่ SMR และยานอวกาศพลังงานนิวเคลียร์ เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์แบบ PWR บนเรือ USS George H. W. Bush เป็นรากฐานสำคัญของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMRs) ที่กำลังเป็นที่จับตามองในภาคพลังงานสะอาดเชิงพาณิชย์ รวมถึงยานอวกาศพลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear-powered Spacecraft) ในอนาคต

แม้เตาปฏิกรณ์ทางทหารจะมีข้อกำหนดที่แตกต่างจากโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ แต่ ปส. ได้บูรณาการองค์ความรู้เหล่านี้ เพื่อยกระดับ "กรอบการกำกับดูแล (Regulatory Framework)" ของประเทศไทยให้ล้ำสมัยและครอบคลุมครอบคลุมทุกมิติ ทั้งยานพาหนะทางน้ำ ยานอวกาศ และ SMRs เพื่อให้มั่นใจว่า หากประเทศไทยมีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้มาใช้ในอนาคต

และทุกกระบวนการจะอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับสากลตามที่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) กำหนด

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติขอยืนยันให้พี่น้องประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะชาวภูเก็ต มั่นใจได้ว่าการมาเยือนของเรือ USS George H. W. Bush ในครั้งนี้ ด้วยตัวเทคโนโลยีเองซึ่งมีความปลอดภัยสูงมากๆ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยทางรังสีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์เป็นไปเพื่อสันติและความปลอดภัยอย่างแท้จริง ครับ

บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…https://www.facebook.com/share/p/1F2oH6AxcR/?mibextid=wwXIfr

แหล่งข้อมูล: U.S. Mission Thailand, George H.W. Bush Carrier Strike Group Arrives in Thailand, 4 October 2026.
ที่มาของภาพ (Image Reference)
U.S. Navy. (2014, October 10). USS George H.W. Bush (CVN 77) [Photograph]. Wikimedia Commons.

✅️ข่าวประชาสัมพันธ์นี้เผยแพร่ในเว็บไซด์ www.oap.go.th และบน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/18n8YD29qL/

“แกมมาไนฟ์” (Gamma Knife) รักษาโรคและความผิดปกติในสมองโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลก ที่สำคัญ ประเทศไทยมีระบบและการกำกับดูแล...
04/10/2026

“แกมมาไนฟ์” (Gamma Knife) รักษาโรคและความผิดปกติในสมองโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลก ที่สำคัญ ประเทศไทยมีระบบและการกำกับดูแลความปลอดภัยที่เป็นต้นแบบระดับนานาชาติ ตามมาตรฐาน IAEA

ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมเครื่อง Gamma Knife (แกมมาไนฟ์) มาใช้ประโยชน์ในการรักษาคนไข้

“แกมมาไนฟ์” ไม่ใช่มีดสำหรับผ่าตัดอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจจากชื่อ แต่เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับสูงที่เรียกว่า รังสีศัลยกรรม (Radiosurgery) ซึ่งออกแบบมาเพื่อรักษาโรคและความผิดปกติในสมองโดยเฉพาะ

เทคโนโลยีนี้ใช้รังสีแกมมาจากวัสดุกัมมันตรังสี โคบอลต์-60 (Cobalt-60) ยิงตรงไปยังตำแหน่งของรอยโรคได้อย่างแม่นยำ

หลักการทำงานของเครื่องคือการปล่อยลำแสงรังสีแกมมาจำนวนหลายร้อยลำแสง พุ่งทะลุผ่านกะโหลกศีรษะไปรวมจุดกันที่เป้าหมายเดียว รังสีแต่ละลำแสงที่วิ่งผ่านสมองส่วนปกติจะมีพลังงานต่ำและไม่ก่อให้เกิดอันตราย

แต่เมื่อลำแสงทั้งหมดไปบรรจบกันที่รอยโรคเป้าหมาย จะเกิดเป็นพลังงานรังสีระดับสูงที่สามารถทำลายเซลล์ที่ผิดปกติหรือหยุดการเจริญเติบโตของเนื้องอกได้ทันที

ประโยชน์และข้อดีของ “แกมมาไนฟ์” ที่มีต่อผู้ป่วย เช่น
• ไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะ: ผู้ป่วยไม่ต้องรับการผ่าตัดใหญ่ ไม่มีบาดแผล ช่วยลดความเสี่ยงจากการตกเลือด การติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบ
• มีความแม่นยำสูงมาก (High Precision): รังสีจะถูกคำนวณและควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ให้ทำลายเฉพาะเซลล์เป้าหมาย โดยส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อสมองและเส้นประสาทที่สมบูรณ์ซึ่งอยู่รอบข้างน้อยที่สุด
• รักษาโรคในตำแหน่งที่เข้าถึงยาก: สามารถจัดการกับเนื้องอกหรือความผิดปกติที่อยู่ลึกในกะโหลกศีรษะ หรืออยู่ใกล้บริเวณที่สำคัญมากๆ ซึ่งการผ่าตัดแบบปกติเข้าถึงได้ยากหรือมีความเสี่ยงสูงเกินไป
• ระยะเวลาฟื้นตัวรวดเร็ว: กระบวนการรักษาทำได้รวดเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่ใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน หรือในบางกรณีสามารถทำเป็นผู้ป่วยนอกและกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ทำให้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้เร็วขึ้น

สำหรับกลุ่มโรคที่เหมาะสำหรับการรักษาด้วย “แกมมาไนฟ์” มีดังนี้
• เนื้องอกในสมอง ทั้งชนิดที่เป็นเนื้อดี เนื้องอกของเส้นประสาทการได้ยิน หรือเซลล์มะเร็งที่แพร่กระจายมาจากอวัยวะอื่น
• ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง (AVM) ช่วยทำให้ผนังหลอดเลือดที่ผิดปกติหนาตัวขึ้นและตีบตันไปในที่สุด ป้องกันความเสี่ยงหลอดเลือดแตกในอนาคต
• ความผิดปกติของการทำงานของสมอง เช่น โรคปวดเส้นประสาทใบหน้า (Trigeminal Neuralgia) หรืออาการสั่นจากโรคพาร์กินสันบางชนิด

“แกมมาไนฟ์” ถือเป็นความก้าวหน้าที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคทางสมองได้อย่างมหาศาล และด้วยการที่เทคโนโลยีนี้อาศัยแหล่งกำเนิดวัสดุกัมมันตรังสีพลังงานสูง

สำหรับสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เป็นหน่วยงานระดับชาติ ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ความปลอดภัย ตรวจสอบมาตรฐานการติดตั้ง การจัดเก็บ และควบคุมระดับรังสีอย่างเข้มงวดที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรักษาภายใต้ความปลอดภัยระดับสากล ตามมาตรฐาน IAEA ซึ่งเป็นการทำศัลยกรรมรังสีสำหรับรักษาโรคและความผิดปกติในสมองโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลก เทคโนโลยีดังกล่าวอาศัยการใช้รังสีแกมมาจากวัสดุกัมมันตรังสีโคบอล์ต-60 (Co-60) เพื่อใช้ในการรักษา

ปัจจุบันในประเทศไทยมีเครื่อง “แกมมาไนฟ์” จำนวน 2 เครื่อง เครื่องแรกอยู่ที่บริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ ส่วนเครื่องที่สองเป็นของบริษัทเฮลธ์แคร์ เทอราพิวดิกส์จำกัด ซึ่งติดตั้งที่ รพ. วิภาวดี เมื่อปี 2568 และมีการใช้งานตามปกติ

สำหรับเครื่อง “แกมมาไนฟ์” ของบริษัทเฮลธ์แคร์ เทอราพิวดิกส์จำกัด ที่ติดตั้ง ณ รพ. วิภาวดี นั้น ถือเป็นหน่วยงานใหม่ที่เพิ่งขอรับอนุญาต และได้รับใบอนุญาตฯ เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2568 เครื่องดังกล่าวใช้วัสดุกัมมันตรังสีโคบอล์ต-60 (Co-60) จำนวน 192 เม็ด มีปริมาณรังสี 5416.4 คูรี ซึ่งจัดเป็นวัสดุกัมมันตรังสีประเภทที่ 1 ที่มีความเป็นอันตรายสูงสุด จึงจำเป็นต้องมีมาตรการความมั่นคงทางรังสีขั้นสูงสุดเช่นกัน

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบระดับชาติ และนานาชาติ มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสีอย่างเข้มงวด โดยการพิจารณาการประเมิน และการออกใบอนุญาตฯ รวมถึงติดตามเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ให้มีความปลอดภัยมีคุณภาพมาตรฐานที่ดี ปส. พิจารณาจากหลักฐานต่างๆ ทั้งทางกฎหมายและทางเทคนิค รวมถึงการปฏิบัติณสถานที่จริงอย่างละเอียด ดังนี้
1. ข้อมูลนิติบุคคล และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (RSO)
2. แผนการป้องกันอันตรายจากรังสี
3. แผนดำเนินการกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางรังสี
4. แผนดำเนินการกรณีเลิกใช้วัสดุกัมมันตรังสี
นอกจากนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยกองตรวจสอบทางนิวเคลียร์และรังสี ยังมีหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจความปลอดภัยทางรังสีอย่างต่อเนื่อง โดยมีกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ดังนี้
1. ตรวจสอบเอกสารข้อมูลต่างๆ เช่น ใบอนุญาตฯ, เจ้าหน้าที่ RSO, ผลการได้รับรังสีของผู้ปฏิบัติงาน, รายงานระดับรังสีขณะไม่ใช้งานรังสีและขณะใช้งานรังสี รวมถึงเครื่องมืออุปกรณ์ที่หน่วยงานใช้วัดระดับรังสี
2. ตรวจสอบความปลอดภัยของห้องที่ติดตั้ง หรือห้องที่จัดเก็บวัสดุกัมมันตรังสี
3. ตรวจสอบรายละเอียดของวัสดุกัมมันตรังสีว่าตรงตามที่ระบุในใบอนุญาตฯ หรือไม่
4. ตรวจสอบความมั่นคงของวัสดุกัมมันตรังสี

ทุกๆ ท่านจะเห็นว่าขั้นตอนการอนุญาตและการกำกับดูแลเป็นไปด้วยความเข้มงวด และตามมาตรฐาน IAEA เพราะเราต้องมั่นใจความปลอดภัยของประชาชน คนไข้และบุคลากรเจ้าหน้าที่ รวมถึงสิ่งแวดล้อม มีความสำคัญที่สุด ครับ

จากการตรวจสอบความปลอดภัยทางรังสี ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 (โดยมีกำหนดการตรวจสอบครั้งต่อไปในเดือน ก.ค. 2570) ทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ พบว่า ทั้งความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยทางรังสีเป็นไปตามมาตรฐานอย่างครบถ้วน โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. หน่วยงานมีมาตรการความปลอดภัยทางรังสี โดยระดับรังสีโดยรอบสถานที่ติดตั้งเครื่องแกมมาไนฟ์ในขณะใช้งานเครื่อง และไม่มีการใช้งานเครื่อง อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยทางรังสี
2. หน่วยงานมีมาตรการความมั่นคงปลอดภัยสำหรับวัสดุกัมมันตรังสีที่เพียงพอและเป็นไปตามที่กฎกระทรวงฯ กำหนด

"ไม่ว่าท่านจะเป็นคนไข้ บุคลากรทางการแพทย์ หรือพี่น้องประชาชน มั่นใจได้เลยครับว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์รังสีทุกชิ้นที่นำมาใช้ในบ้านเรา ต้องมีการตรวจสอบและดูแลความปลอดภัยอย่างละเอียด เพื่อให้ทุกคนได้รับการรักษาที่ดีและปลอดภัยครับ"

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณสุนันทา สาวิกันย์ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการกองตรวจสอบทางนิวเคลียร์และรังสี

บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พศ. 2569

บทความนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1EZsnPnYEL/

⚛️ “เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของพลังงานหรืออาวุธ แต่เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุ...
03/10/2026

⚛️ “เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องของพลังงานหรืออาวุธ แต่เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดที่ช่วยยืดอายุและรักษาชีวิตผู้ป่วยทั่วโลก”

ในทางการแพทย์ การใช้รังสีและสารกำมันตรังสีแบ่งออกเป็น 2 วัตถุประสงค์หลัก คือ การตรวจวินิจฉัยค้นหารอยโรค และ การรักษาโรค โดยเฉพาะโรคมะเร็ง

1. การใช้รังสีเพื่อ "การตรวจวินิจฉัย" (Diagnostic)

การใช้รังสีในขั้นตอนนี้เปรียบเสมือนการสร้าง "ดวงตา" ให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติภายในร่างกายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด

• เครื่องเอกซเรย์ (X-ray) และ CT Scan: ใช้รังสีเอกซ์ (X-ray) ทะลุผ่านร่างกายเพื่อสร้างภาพอวัยวะภายใน CT Scan จะให้ภาพที่เป็นมิติและมีความละเอียดสูงกว่าเอกซเรย์ทั่วไป

• เครื่อง PET Scan (Positron Emission Tomography): เป็นเทคโนโลยีทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โดยแพทย์จะฉีดสารเภสัชรังสี (เช่น น้ำตาลกลูโคสอาบสรังสี) เข้าสู่ร่างกาย เซลล์มะเร็งที่ใช้พลังงานสูงจะดึงน้ำตาลนี้ไปใช้ ทำให้เครื่องสามารถจับภาพและระบุตำแหน่งที่มีความเสี่ยงของเซลล์มะเร็งที่ซ่อนอยู่ได้อย่างมีประโยชน์

2. การใช้รังสีและนิวเคลียร์เพื่อ "การรักษา" (Therapeutic)

เมื่อพบความผิดปกติ รังสีจะถูกนำมาใช้เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งหรือระงับการเจริญเติบโตของเนื้องอก โดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อปกติรอบข้างจนเกินไป

• การฉายรังสีระยะไกล (Teletherapy): เป็นการฉายรังสีจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยตรงบริเวณที่เป็นมะเร็ง

• การใส่แร่ (Brachytherapy): การนำสารกัมมันตรังสีขนาดเล็ก (เช่นอิริเดียม-192 หรือ โคบอล์ต-60) ใส่เข้าไปใกล้กับก้อนมะเร็งโดยตรง มักใช้รักษามะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งโพรงจมูก

• การกลืนน้ำแร่ : การให้ผู้ป่วยกลืนน้ำแร่ไอโอดีน-131 (I-131) เพื่อรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ สารนี้จะวิ่งตรงไปทำลายเซลล์ไทรอยด์ที่ผิดปกติโดยเฉพาะ

เครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ

เครื่องมือเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ควบคุมทิศทางและปริมาณรังสีได้อย่างแม่นยำสูงสุด:

1. เครื่องเร่งอนุภาคเชิงเส้น (LINAC - Linear Accelerator): เป็นเครื่องฉายรังสีที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน สามารถปรับแต่งลำรังสีให้มีรูปร่างพอดีกับก้อนมะเร็งแบบ 3 มิติ ช่วยลดผลกระทบต่ออวัยวะข้างเคียง

2. เครื่องมีดรังสีแกมมา (Gamma Knife): ไม่ใช่มีดสำหรับผ่าตัดจริงๆ แต่เป็นเครื่องที่ปล่อยรังสีแกมมาความเข้มข้นสูงหลายร้อยลำแสงไปรวมกันที่จุดเดียว ใช้รักษาเนื้องอกในสมองหรือความผิดปกติของหลอดเลือดในสมองโดยไม่ต้องเปิดกะโหลกศีรษะ

บทบาทของ "สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)"

แม้รังสีจะมีประโยชน์มหาศาล แต่หากใช้ไม่ถูกต้องก็อาจเกิดอันตรายได้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส. ) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ "ผู้กำกับดูแลและคุ้มครองความปลอดภัย" ดังนี้:

• การออกใบอนุญาต: โรงพยาบาลทุกแห่งที่จะมีเครื่องเร่งอนุภาค เช่น Linac Cyclotron และวัสดุกัมมันตรังสี จะต้องผ่านการประเมินและตรวจสอบความปลอดภัยทางรังสี ก่อนจึงจะได้รับใบอนุญาตมีไว้ใช้ และครอบครองฯ ที่ ปส ก่อน ส่วน เครื่องเอกซเรย์, CT Scan, ให้ยื่นขอรับใบอนุญาตฯ ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

• ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย: เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องมือทางการแพทย์เป็นประจำว่าไม่มีรังสีรั่วไหล ห้องฉายรังสีบุผนังตะกั่วหรือคอนกรีตที่หนาเพียงพอตามมาตรฐานสากล

• คุ้มครองบุคลากรและประชาชน: ดูแลให้แพทย์ พยาบาล และนักรังสีเทคนิค มีอุปกรณ์ป้องกันตัว (เช่น แผ่นตรวจวัดปริมาณรังสีประจำตัว) และมั่นใจได้ว่าประชาชนที่อาศัยอยู่รอบโรงพยาบาลจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากรังสี

• การจัดการกากกัมมันตรังสี: ควบคุมและให้คำแนะนำโรงพยาบาลในการจัดเก็บหรือกำจัดขยะปนเปื้อนรังสี (เช่น เข็มฉีดยาหรือชุดที่เปื้อนสารเภสัชรังสี) อย่างถูกวิธี

การนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีมาใช้ในทางการแพทย์ของประเทศไทย จึงอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการรักษาสูงสุดโดยปราศจากความกังวล

บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ข่าวนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1Ub4ExyQdd/?mibextid=wwXIfr

📃 มุมมองด้านการกำกับดูแล: เมื่อห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิต เป็นผู้กำหนดมาตรฐานและความสำเร็จของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SM...
03/10/2026

📃 มุมมองด้านการกำกับดูแล: เมื่อห่วงโซ่อุปทานและผู้ผลิต เป็นผู้กำหนดมาตรฐานและความสำเร็จของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ⚛️

ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก" หรือ Small Modular Reactor (SMR) กำลังเป็นที่จับตามองในฐานะทางเลือกใหม่ด้านพลังงานสะอาด 🌍

✨อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ การพิจารณาเทคโนโลยี SMR ไม่อาจหยุดอยู่เพียงแค่ชื่อบริษัทผู้ออกแบบ กำลังการผลิต หรือระบบความปลอดภัยบนหน้ากระดาษเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อความปลอดภัยและการนำมาใช้งานได้จริง คือ "ความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมผู้ผลิตและห่วงโซ่อุปทาน"

📈บทความวิเคราะห์ “The Quiet Queue: Why Korean Manufacturers, Not Reactor Designers, Set the Pace of Western SMR Exports” ได้ชี้ให้เห็นมิติที่สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลว่า ความเร็วและมาตรฐานในการส่งออก SMR ของชาติตะวันตก

แต่แท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนโดย "ผู้ผลิตและเครือข่ายอุตสาหกรรม" ที่รับผิดชอบการสร้างชิ้นส่วนและก่อสร้างจริง ซึ่งเป็นจุดที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด

บทบาทของผู้ผลิตเกาหลีใต้: ฟันเฟืองสำคัญเบื้องหลัง SMR ชาติตะวันตก

📃ในขั้นตอนการพิจารณาอนุญาต (Licensing) การเชื่อมโยงระหว่างผู้ออกแบบและผู้ผลิตถือเป็นความเสี่ยงและปัจจัยชี้วัดความสำเร็จของโครงการ ปัจจุบันบริษัทวิศวกรรมและผู้ผลิตจากเกาหลีใต้ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดัน SMR ของชาติตะวันตกให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ การพัฒนาโครงการ งานวิศวกรรม ไปจนถึงการผลิตอุปกรณ์สำคัญ โดยมีตัวอย่างเครือข่ายอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่:

• Doosan Enerbility — เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลิตให้กับผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง NuScale, X-energy และ TerraPower

• Hyundai Engineering & Construction (Hyundai E&C) — ร่วมมือและพัฒนาโครงการกับบริษัทอย่าง Westinghouse, Holtec และ TerraPower

• Samsung C&T — มีส่วนร่วมในโครงการของ GE Hitachi Nuclear Energy และ NuScale

• DL E&C — เป็นพันธมิตรกับ X-energy ในการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับ SMR

สำหรับ ปส. ข้อมูลเหล่านี้บ่งชี้ว่า การประเมินความปลอดภัยและมาตรฐานของ SMR จะต้องครอบคลุมถึงการตรวจสอบผู้ผลิต (Vendor Inspection) ว่าผู้รับเหมาและเครือข่ายเหล่านี้สามารถดำเนินงานก่อสร้างและผลิตชิ้นส่วนให้ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ที่กำหนดไว้หรือไม่

คอขวดของอุตสาหกรรม SMR ในมุมมองด้านความปลอดภัยและคุณภาพ

จุดเด่นของ SMR คือการออกแบบให้เป็นมาตรฐาน
(Standardization) และสามารถผลิตซ้ำจากโรงงานได้ (Factory-built) ทว่าในมิติของการกำกับดูแล การจะผลิตชิ้นส่วนนิวเคลียร์ได้นั้น ต้องผ่านข้อกำหนดที่เข้มงวด ปัจจัยที่เป็นคอขวดของการพัฒนา SMR จึงไม่ได้อยู่ที่แบบก่อสร้าง แต่อยู่ที่องค์ประกอบด้านคุณภาพ ได้แก่:

1. โรงงานและสายการผลิต ที่ต้องรองรับมาตรฐานระดับ Nuclear-grade

2. บุคลากร ที่ต้องมีทักษะเฉพาะทางและผ่านการรับรอง

3. วัตถุดิบและชิ้นส่วน ที่ต้องมีคุณภาพสูงตามข้อกำหนดทางวิศวกรรม

4. ระบบประกันคุณภาพ (Quality Assurance) และการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการกำกับดูแล หากเกิดปัญหาต้องสามารถตรวจสอบกลับไปยังแหล่งผลิตได้ทันที

5. ผู้ผลิตที่ผ่านการรับรอง ซึ่งในปัจจุบันยังมีจำนวนจำกัด

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยสูงสุด เช่น ภาชนะความดันเครื่องปฏิกรณ์ (Reactor Pressure Vessel: RPV) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนขนาดใหญ่ที่ต้องใช้กระบวนการผลิตเฉพาะทาง หากสายการผลิตไม่ได้มาตรฐานหรือกำลังการผลิตไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งความปลอดภัยและระยะเวลาของโครงการ

พลวัตของจีนและรัสเซีย ในภูมิทัศน์นิวเคลียร์โลก

ในการติดตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ปส. ได้ประเมินการพัฒนาเทคโนโลยีจากทุกภูมิภาคตามมาตรฐานสากล นอกเหนือจากชาติตะวันตกแล้ว จีนและรัสเซียต่างมีโมเดลการพัฒนา SMR ที่น่าสนใจ:

• จีน: มุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศอย่างครบวงจร ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี SMR ของตนเอง เช่น รุ่น ACP100 (Linglong One) ซึ่งครอบคลุมทั้งการออกแบบ การผลิต และการก่อสร้างด้วยตนเอง

• รัสเซีย: นำเสนอโครงการแบบเบ็ดเสร็จผ่านเครือข่ายของ Rosatom ซึ่งเชื่อมโยงทั้งตัวเทคโนโลยี การก่อสร้าง การจัดหาเชื้อเพลิง และการเดินเครื่อง

รูปแบบของทั้งสองประเทศตอกย้ำให้เห็นว่า ความพร้อมในการส่งมอบอุปกรณ์และการบริหารจัดการโครงการตลอดอายุการใช้งาน คือปัจจัยหลักในการพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่ง ปส. ยึดหลักการประเมินเทคโนโลยีทุกรูปแบบบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) และสถานะความปลอดภัยจริงของโครงการเป็นสำคัญ

บทเรียนและการเตรียมความพร้อมสำหรับประเทศไทย

ในบริบทของประเทศไทย หากพิจารณานำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในอนาคต สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ขอเน้นย้ำว่า "เราไม่สามารถมองเพียงแค่ตัวเครื่องปฏิกรณ์ได้" การพิจารณาความเหมาะสมจะต้องถูกมองผ่านเลนส์ของการกำกับดูแลความปลอดภัยแบบครบวงจร (Lifecycle Regulation)

คำถามสำคัญที่ประเทศไทยต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจ ได้แก่:

• เทคโนโลยีนั้นมีเครือข่ายผู้ผลิตและพันธมิตรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลหรือไม่?

• ห่วงโซ่อุปทานมีความมั่นคงเพียงพอที่จะส่งมอบอุปกรณ์ได้ตามข้อกำหนดหรือไม่?

• ผู้พัฒนาและผู้ผลิตมีความพร้อมในการสนับสนุนทางวิศวกรรม การบำรุงรักษา และการจัดการเชื้อเพลิง/กากกัมมันตรังสี ในระยะยาว (ตลอดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้า) มากน้อยเพียงใด?

• โอกาสในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมในประเทศ (Localization) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพทางนิวเคลียร์

ท้ายที่สุด การที่เทคโนโลยี SMR จะแปรสภาพจากแบบแปลนที่สมบูรณ์ไปสู่โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนคนไทยได้นั้น ต้องอาศัย "ความพร้อมของทั้งระบบ" สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติในฐานะผู้กำกับดูแล จะยังคงติดตามและเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและบุคลากร เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีใดๆ ที่จะนำมาใช้ในประเทศ จะต้องอยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับสากลอย่างแท้จริง

บทความนี้เขียนโดย…
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ขอบคุณข้อมูลจาก Nuclear Engineering, Chulalongkorn University…https://www.facebook.com/share/p/1LWA4ePvLB/?mibextid=wwXIfr

บทความนี้เผยแพร่บนเว็บไซต์ www.oap.go.th และ Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ https://www.facebook.com/share/p/1BemvL1C9u/?mibextid=wwXIfr

ที่อยู่

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ:

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์