เจริญ 99

เจริญ 99 ส่งเสริมการสร้างคุณภาพชีวิต สนับสนุนการยกระดับธุรกิจ ให้มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นไป

https://www.facebook.com/share/17VHTiQkbA/
09/07/2026

https://www.facebook.com/share/17VHTiQkbA/

นิตยสาร Forbes จัดอันดับทำเนียบ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2569 เฉลิม อยู่วิทยา และครอบครัว ครองตำแหน่งมหาเศรษฐีที่มั่งคั่งที่สุดในไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
แม้ประเทศไทยจะเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับกัมพูชา แต่เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ยังคงขยายตัว 2.4% จากการบริโภคภายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว และการส่งออกที่กลับมาเติบโต ขณะที่ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับมหาเศรษฐี 50 อันดับแรกของไทย โดยมูลค่าทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้น 10% แตะ 1.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดเก็บข้อมูลการจัดอันดับ โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่ 32.672 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
อ่านข่าวการจัดอันดับได้ที่ https://www.forbesthailand.com/forbes-lists/thailand-richest/thailand-richest-2026
อ่านข้อมูลทั้ง 50 อันดับได้ที่ https://forbesthailand.com/forbes-lists/thailand-richest

#มหาเศรษฐีไทย

09/07/2026

เมื่อ "ค่าเงิน" กลายเป็นอำนาจใหม่ของโลก กรุงเทพฯ ติดTop 10 เมืองลักชัวรีโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ปัจจุบัน อิทธิพลของ “ค่าเงิน” ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความถูก หรือ แพงของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก เห็นได้อย่างชัดเจน จากรายงานล่าสุด Global Wealth and Lifestyle Report 2026 ของ Julius Baer (Private Baking)
พบว่า กลุ่มเมืองที่มีค่าเงินแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เช่น เงินฟรังก์สวิส และเงินยูโร ต่างขยับอันดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกัน สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ส่งผลให้ไม่มีเมืองใดในภูมิภาคอเมริกาเลย ที่หลุดอันดับ Top 10 ความเป็นเมืองที่มีต้นทุนการใช้ชีวิตระดับหรู (Luxury Lifestyle Index) เป็นครั้งแรกในรอบสามปี แม้ว่าอัตราการสะสมความมั่งคั่งในอเมริกาเหนือ จะยังคงแข็งแกร่งที่สุด
ตรงกันข้าม ขั้วอำนาจใหม่ทางการเงินและการสะสมความมั่งคั่งของคนรวยระดับโลก กลับไหลมาที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มากขึ้นเรื่อยๆ จาก 5 ใน 10 และเป็นครั้งแรกของไทย ที่เมืองหลวง อย่าง กรุงเทพมหานคร ติดใน Top 10 ของโลกเป็นครั้งแรกอีกด้วย
ทั้งนี้ ดัชนีดังกล่าวคำนวณจาก "ตะกร้าสินค้าและบริการหรู" จำนวน 20 รายการ เช่น บ้านหรู รถยนต์ นาฬิกา เครื่องประดับ ค่าเล่าเรียนโรงเรียนเอกชน ค่าเรียน MBA ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่ง และตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ เพื่อสะท้อนต้นทุนการใช้ชีวิตของผู้มีฐานะ ไม่ใช่ค่าครองชีพของประชาชนทั่วไป

[ Top 10 เมืองค่าครองชีพระดับลักชัวรีโลก ปี 2026 ]

อันดับ 1 สิงคโปร์ : ครองตำแหน่งเมืองที่แพงที่สุดสำหรับกลุ่มคนรวยติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ขับเคลื่อนโดยต้นทุนอสังหาริมทรัพย์และยานพาหนะที่สูงมาก ร่วมกับความแข็งแกร่งของค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์และความมั่นคงทางการเมือง

อันดับ 2 ซูริก : ขยับขึ้นมา 3 อันดับ จากอานิสงส์การแข็งค่าของเงินฟรังก์สวิส ซึ่งได้รับแรงหนุนจากบทบาทการเป็นแหล่งพักพิงเงินทุนที่ปลอดภัยในยามที่โลกเผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

อันดับ 3 โมนาโก : ติดอันดับท็อป 3 เป็นครั้งแรก จากการแข็งค่าของเงินยูโรและราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยระดับพรีเมียมที่มีราคาสูงที่สุดในโลก (สัดส่วนพื้นที่ต่อหน่วยแคบที่สุดในดัชนีเทียบเคียง)

อันดับ 4 ฮ่องกง : เลื่อนอันดับลงเล็กน้อยแต่ยังคงเป็นแกนกลางทางการเงิน โดยครองแชมป์เมืองที่มีค่าบริการทางกฎหมายแพงที่สุดในโลก และติดอันดับเมืองที่มีค่าเล่าเรียน MBA สูงที่สุดในโลก

อันดับ 5 ลอนดอน : อันดับลดลงเนื่องจากค่าเงินปอนด์เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ระดับราคาในรูปดอลลาร์สหรัฐไม่พุ่งสูงเท่าเมืองในยุโรปแผ่นดินใหญ่ที่อิงกับเงินยูโร

อันดับ 6 เซี่ยงไฮ้ : ยังคงรักษาสถานะผู้นำในภูมิภาค โดยเป็นเมืองที่มีราคาค่าบริการรับประทานอาหารระดับหรู (Fine Dining) สูงที่สุดในโลก

อันดับ 7 ปารีส : ได้รับอิทธิพลทางตรงจากการแข็งค่าของเงินยูโร และยังคงรักษาตำแหน่งอันดับที่ 2 ของโลกในด้านต้นทุนการรับประทานอาหารระดับหรู

อันดับ 8 ซิดนีย์ : ขยับขึ้น 6 อันดับ เป็นเมืองที่มีการเลื่อนอันดับขึ้นสูงสุดในปีนี้จากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์ออสเตรเลียที่แข็งแกร่งร่วมกับต้นทุนการนำเข้าสินค้าพรีเมียมที่สูงขึ้น

อันดับ 9.มิลาน : เติบโตอย่างมั่นคงตามทิศทางราคาของแบรนด์แฟชั่นระดับสูงและการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมในยุโรปแผ่นดินใหญ่

อันดับ 10 กรุงเทพฯ : ก้าวเข้าสู่ทำเนียบท็อป 10 เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการ จากปัจจัยราคาในหมวดสินค้าหรูส่วนบุคคลและค่าธรรมเนียมการศึกษาชั้นสูงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

จะเห็นได้ว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงครองความเป็นมหาอำนาจในการสะสมความมั่งคั่ง โดยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 4.5% ในปี 2026 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 2.9% อย่างชัดเจน ส่งผลให้ภูมิภาคนี้เป็นที่ตั้งของ 5 ใน 10 เมืองที่แพงที่สุดในโลก ค
ความน่าสนใจของการเคลื่อนย้ายทุนในปีนี้คือการที่ฮ่องกงได้ก้าวข้ามสวิตเซอร์แลนด์ขึ้นเป็นศูนย์กลางการบริหารความมั่งคั่งข้ามพรมแดน (Cross-border Wealth Hub) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โดยฮ่องกงและสิงคโปร์ได้ร่วมกันทำหน้าที่เป็น "แกนหลักสองขั้ว" (Dual Core Axis) ของเครือข่ายความมั่งคั่งในเอเชีย ที่คอยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนที่ต้องการหลบหลีกความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในฝั่งตะวันตก

ดัชนีราคาสินค้าหรูและการเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลางความมั่งคั่ง ดันกรุงเทพฯติดท็อปโลก
ขณะที่ การขยับอันดับของกรุงเทพมหานคร ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 10 ของโลกครั้งประวัติศาสตร์ นับเป็นการเปลี่ยนผ่านภาพลักษณ์ของไทย ในสายตามหาเศรษฐีโลก จากหลายๆตัวแปร ที่บ่งบอกพฤติกรรมการบริโภคระดับลักชัวรีในกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นตลาดที่มีราคาแพง
เช่น ชุดสูทสั่งตัดสำหรับบุรุษ รองเท้าสตรี และค่าธรรมเนียมการศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) และอยู่ในอันดับที่ 2 ของโลกในด้านราคารถยนต์หรูนำเข้า เนื่องจากอัตราภาษีสรรพสามิตและกำแพงภาษีนำเข้าที่สูงของไทย
ปัจจุบัน กรุงเทพฯ ยังเป็นหนึ่งในเมืองที่มีโครงการคอนโดระดับ Ultra Luxury เปิดตัวต่อเนื่อง มีโรงพยาบาลเอกชนระดับโลก ร้านอาหารมิชลิน และแบรนด์ลักชัวรีเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สินค้าและบริการในหมวดลักชัวรีเชิงประสบการณ์และการผ่อนคลาย เช่น บริการสปาของกรุงเทพฯ กลับมีราคาถูกเป็นอันดับที่ 20 จากทั้งหมด 25 เมืองในดัชนี
ซึ่งความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างราคาของสินค้านำเข้าระดับพรีเมียมและราคาบริการในท้องถิ่น ชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่การเป็น "ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับไฮบริด" ที่มหาเศรษฐีสามารถเข้าถึงบริการระดับโลกในราคาที่สมเหตุสมผล ขณะเดียวกันก็ยินดีจ่ายเงินซื้อสินค้าแฟชั่นระดับหรูเพื่อแสดงสถานะทางสังคมอย่างเต็มที่

#การเงินดีชีวิตดี #ค่าเงิน #ค่าครองชีพ #ความมั่งคั่ง #เมืองคนรวย #เศรษฐี #การลงทุน

09/07/2026

"ตอนที่ผมใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน มองเข้าไปในบ้านอันอบอุ่นของผู้คน ผมมักคิดเสมอว่า การได้ใช้ชีวิตแบบนั้นจะรู้สึกดีแค่ไหน"
อ่านเพิ่มเติม https://www.bbc.com/thai/articles/c5yz4dzywvpo

09/07/2026

“ทำไมทุกองค์กร ถึงมีคนที่ แตะไม่ได้”

#มนุษย์เงินเดือนพันธุ์ใหม่

09/07/2026

🔴 “พูดไปก็ไลฟ์บอย” วลีข้ามยุคสู่กรณีศึกษา เมื่อสบู่ฆ่าเชื้ออันดับหนึ่งของโลก ต้องรับมือกับภาพจำในตลาดไทย

“พูดไปก็ไลฟ์บอย” ประโยคนี้หลายคนน่าจะเคยได้ยินจากปากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ลุงแถวบ้าน หรือแม้แต่บุคคลสำคัญระดับประเทศ

วลีนี้อยู่กับสังคมไทยมาแล้วประมาณ 60-70 ปี

แม้แต่ศิลปินรุ่นใหม่อย่าง 4EVE ก็ยังหยิบวลีนี้ไปเป็นเพลง

ต้นตอของวลีนี้มาจากสบู่ก้อนหนึ่งที่ชื่อ “ไลฟ์บอย” (Lifebuoy)

และเบื้องหลังของสบู่นี้เป็นกรณีศึกษาการตลาดที่น่าสนใจไม่น้อย

ไลฟ์บอยเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2437 หรือกว่า 130 ปีที่แล้ว

ช่วงเวลานั้นเกิดวิกฤตอหิวาตกโรคระบาดอย่างหนัก จึงทำสบู่ฆ่าเชื้อขึ้นมา เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนใช้ล้างมือทำความสะอาด

เป็นแบรนด์ภายใต้เครือ “ยูนิลีเวอร์” ที่มียอดขายดีและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

วางตำแหน่งตัวเองไว้ชัดเจนตั้งแต่วันแรก คือ สบู่ฆ่าเชื้อ สะอาด ปลอดภัย และใส่ใจสุขอนามัย

ไลฟ์บอยเข้ามาทำตลาดในไทยช่วงยุค พ.ศ. 2500 ถือเป็นแบรนด์สบู่ก้อนรายแรกๆ ที่เข้ามาบุกตลาดไทย

ด้วยจุดขายเป็นสบู่ก้อนใหญ่ ราคาเข้าถึงง่ายเพียง 2.50 บาท หาซื้อได้ทั่วไป

สบู่ไลฟ์บอยจึงเริ่มแพร่หลาย เป็นของที่อยู่ในทุกบ้าน หรือบางทีในห้องน้ำตามที่สาธารณะก็ใช้สบู่นี้ให้คนล้างมือ

แต่กลายเป็นความคนยิ่งเห็นบ่อย ยิ่งรู้สึกว่าเป็นของธรรมดา ไม่ได้เป็นของพิเศษ

ต่างจากสบู่ยี่ห้ออื่นที่ยังดูหรูหรา มีภาพลักษณ์พรีเมียมกว่า

จนในที่สุดก็เกิดเป็นคำพูดฮิตติดปาก “พูดไปก็ไลฟ์บอย” หรือบางครั้งก็พูดเป็น “อยู่ไปก็ไลฟ์บอย”

แปลว่า “พูดไปก็ไร้ค่า” หรือ “อยู่ไปก็ไร้ค่า”

ทุกวันนี้ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นคนพูดคนแรก

เท่าที่สืบค้นได้ คือเป็นการพูดปากต่อปากของชาวบ้าน จนกลายเป็นวลีฮิตไปทั่วประเทศ

บ้างก็ว่ามาจากกลุ่มตลกคาเฟ่ที่ชอบหยิบวลีนี้ไปเล่นมุก

ต่อมาก็มีนักร้องดังในยุคนั้นชื่อ “ไพจิตร อักษรณรงค์” นำไปออกเพลงชื่อ “พูดไปก็ไลฟ์บอย” ยิ่งทำให้วลีนี้ฮิตขึ้นไปอีก

ในมุมมองการตลาด สิ่งที่น่าสนใจคือ วลีนี้เกิดขึ้นเองจากปากต่อปาก ไม่มีใครจ่ายเงินสร้าง และไม่มีแบรนด์ไหนวางแผนให้เกิด

แต่ผลลัพธ์กลับทำให้ชื่อ “ไลฟ์บอย” อยู่ในสังคมไทยต่อเนื่องข้ามหลายสิบปี

นี่คือปรากฏการณ์ที่ด้านการตลาดเรียกว่า Unplanned Brand Salience หรือการถูกจดจำโดยไม่ได้ตั้งใจ

บางครั้งกลับทรงพลังกว่าแคมเปญที่วางแผนมาอย่างดีเสียอีก

แต่อย่างไรก็ดี สบู่ไลฟ์บอยในตลาดไทยก็เริ่มเจอความท้าทายในยุคต่อมา

เริ่มมีคู่แข่งแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาสู่ตลาดมากขึ้น เช่น เซฟการ์ด หรือ โพรเทคส์

ยูนิลีเวอร์เองก็ปรับกลยุทธ์เป็นแบบมัลติแบรนด์ ออกสบู่ในเครือใหม่ๆ อย่างฮาร์โมนี่และวาสลีนมาสู้ในตลาดเดียวกัน

ผลคือส่วนแบ่งตลาดของไลฟ์บอยลดลงไปเรื่อยๆ จนหายออกไปจากชั้นวางในไทยไปนานกว่า 30-40 ปี

แต่วลี “พูดไปก็ไลฟ์บอย” กลับยังไม่หายไปจากภาษาไทย

ตัวสินค้าหายไปจากตลาดแล้ว แต่ชื่อแบรนด์ยังคงอยู่ในหัวคนไทยตลอดมา

คำถามที่น่าคิดคือ สิ่งนี้คือ “จุดแข็ง” ที่แบรนด์ยังคงอยู่ในหัวคน หรือเป็น “ภาระ” ที่ทำให้กลับตลาดยากขึ้นกันแน่

เพราะดูผิวเผินเหมือนจะดี ที่คนจดจำแบรนด์ได้ตลอดหลายสิบปี

แต่ในมุมกลับกัน ภาพจำของวลีนี้ดันแปลว่า สิ่งนั้นเปล่าประโยชน์ ไม่มีค่า หรือราคาถูก

ต่างจากภาพจำที่แบรนด์วางไว้ตั้งแต่วันแรกในอังกฤษ คือความเป็นสบู่ฆ่าเชื้อที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ

เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับยูนิลีเวอร์ ก่อนจะตัดสินใจนำไลฟ์บอยกลับมาทำตลาดในไทยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2563

มาพร้อมพรีเซนเตอร์ดาราดังอย่าง “ชมพู่” อารยา เอ ฮาร์เก็ต และงบการตลาดหลักหลายสิบล้านบาท

ช่วงนั้นมีการระบาดของ COVID-19 ไลฟ์บอยก็ชูจุดขายเดิมคือความเป็นสบู่ฆ่าเชื้ออันดับหนึ่งของโลก

แต่ขยายกลุ่มเป้าหมายจากครอบครัวไปสู่คนรุ่นใหม่มากขึ้น

แต่ปัจจุบัน พบว่าหน้าเพจโซเชียลมีเดียทางการของแบรนด์หยุดความเคลื่อนไหวไปตั้งแต่ปี 2566

ร้านค้าที่เป็นทางการบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซก็ไม่มีแล้ว

หน้ารายการผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ยูนิลีเวอร์ประเทศไทยก็ไม่ปรากฏชื่อไลฟ์บอยอีกต่อไป

แต่บนเว็บไซต์ยูนิลีเวอร์เวอร์ชั่น Global ยังมีโปรไฟล์ของสบู่ไลฟ์บอยปรากฏอยู่

เหมือนกับว่าไลฟ์บอยหายจากชั้นวางในไทยไปรอบสองแล้ว

เรื่องของไลฟ์บอยจึงกลายเป็นกรณีศึกษาชั้นดี

ทั้งที่ในระดับโลก ไลฟ์บอยไม่ใช่แบรนด์เล็กๆ

แต่เป็นสบู่ฆ่าเชื้อที่มียอดขายอันดับหนึ่งของโลก มีมูลค่าแบรนด์มากกว่า 3 หมื่นล้านบาท และวางขายอยู่ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

กลับต้องมาเผชิญโจทย์สุดหินในการ “รับมือกับภาพจำในตลาดไทย” เกิดจากวลีฮิตติดปากข้ามยุค

เป็นวลีที่พูดกันต่อมาเรื่อยๆ ทั้งที่ตัวสบู่ไม่ได้วางขายในไทยแล้ว

#ไลฟ์บอย #พูดไปก็ไลฟ์บอย

https://www.facebook.com/share/181Xq9SHWg/
08/07/2026

https://www.facebook.com/share/181Xq9SHWg/

รายงานล่าสุดจากสำนักข่าว The Business Times และกรมสถิติต่างประเทศของสิงคโปร์ (Department of Statistics) เผยผลสำรวจ General Household Survey 2025 ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างความมั่งคั่งของครอบครัวชาวสิงคโปร์ (Resident Households) กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดจนกลายเป็นสังคมรายได้กระจุกตัวด้านบน (Top-heavy) อย่างชัดเจน เทียบกับครัวเรือนไทยมีรายได้เพียงเฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือน ห่างเกือบ 12 เท่า
ภาพรวมรายได้และกลุ่มเติบโตสูง
รายได้เฉลี่ยพุ่งทะยาน: รายได้มัธยฐาน (Median Income) ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ S$12,446 ต่อเดือน ((1 SGD ≈ 26.5 บาท = ประมาณ 329,800 บาท) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทะลุหลัก 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยเติบโตเฉลี่ยชนะเงินเฟ้อถึง 3.2% ต่อปี
ส่วนรายได้เฉลี่ยรวม (Average Income) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ S$16,159 ต่อเดือน (ประมาณ 428,200 บาท)
กลุ่ม Super Rich โตเท่าตัว: ครอบครัวที่มีรายได้ตั้งแต่ S$30,000 (ประมาณ 795,000 บาท) ขึ้นไปต่อเดือน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 7.4% ในปี 2020 กลายเป็น 13.4% (หรือเกือบ 1 ใน 7 ของประเทศ) ในปัจจุบัน
คนส่วนใหญ่รายได้ทะลุ 3 แสนบาท: ปัจจุบันครัวเรือนเกินครึ่งประเทศหรือคิดเป็น 51.6% มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ S$12,000 (ประมาณ 318,000 บาท) ขึ้นไปแล้ว
ไทยน้อยกว่าสิงคโปร์ 12 เท่า
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ระบุว่า ครัวเรือนไทยทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือน ส่วนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 21,984 บาท ทำให้ยังมีส่วนต่างรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่พอสมควร
เปรียบเทียบกับรายได้เฉลี่ยของสิงคโปร์ประมาณ 329,800 บาทต่อเดือน เท่ากับรายได้คนไทยซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย 28,151 บาทต่อเดือน น้อยกว่า 11.7 หรือเกือบ 12 เท่า
รายได้เฉลี่ยดังกล่าวแบ่งหลักๆ เป็นรายได้จากการทำงาน 19,616 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 69.7% ของรายได้ทั้งหมด ในกลุ่มนี้ ค่าจ้างและเงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 12,264 บาท กำไรสุทธิจากธุรกิจ 4,726 บาท และกำไรสุทธิจากการเกษตร 2,626 บาท
ถ้าย้อนดูปี 2566 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 29,030 บาท ส่วนปี 2558 อยู่ที่ 26,915 บาท แปลว่าระดับรายได้ครัวเรือนโดยรวมแกว่งขึ้นๆ ลงๆ แต่ภาพระยะยาวยังสูงกว่าช่วงก่อนหน้า
3 ปัจจัยหลัก และโครงสร้างรายได้ที่เปลี่ยนไป
สิ่งที่น่าสนใจคือโครงสร้างรายได้เริ่มเปลี่ยนจากรายได้จากการจ้างงาน (ลดลงจาก 85% เหลือ 79.6%) ไปสู่รายได้จากการลงทุนสินทรัพย์ และค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตขึ้นเป็น 13.5% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญ 3 ประการ คือ:
1.Double Income: สัดส่วนคู่สมรสที่ทำงานสร้างรายได้ทั้งคู่ (Dual-income) เพิ่มสูงถึง 56.6%
2.อุตสาหกรรมมูลค่าสูง: การแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่ม Tech, Finance และ Professional Services ดันฐานเงินเดือนพุ่งเร็ว
3.สินทรัพย์งอกเงย: ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เติบโตแข็งแกร่งหลังยุคโควิด-19 สร้างความมั่งคั่งให้ผู้ที่มีสินทรัพย์อยู่เดิม
เมื่อแยกตามกลุ่มชาติพันธุ์ พบว่ากลุ่มครัวเรือนเชื้อสายอินเดียมีรายได้มัธยฐานสูงสุดที่ S$13,382 (≈ 354,600 บาท) ตามด้วยเชื้อสายจีน S$12,969 (≈ 343,600 บาท) และเชื้อสายมลายู S$8,581 (≈ 227,400 บาท)
โครงสร้างประชากร: ครอบครัวสิงคโปร์อยู่กลุ่มไหน ?
กลุ่ม Top Tier (สัดส่วนรวม 25.9%): ครอบครัวรายได้สูงมาก ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจและการลงทุน แบ่งเป็นกลุ่ม Super Rich (795,000 บาทขึ้นไป) มี 13.4% และกลุ่ม High Income (530,000 - 794,900 บาท) มี 12.5%
กลุ่ม Upper-Middle (สัดส่วนรวม 25.7%): ชนชั้นกลางระดับบนซึ่งกลายเป็นแกนหลักใหม่ของประเทศ ครอบคลุมกลุ่มรายได้ 318,000 - 529,900 บาทต่อเดือน
กลุ่ม Traditional Middle (สัดส่วนรวม 33.5%): พนักงานออฟฟิศและข้าราชการทั่วไป รายได้อยู่ที่ 106,000 - 317,900 บาทต่อเดือน
กลุ่ม Base Tier (สัดส่วน 14.9%): กลุ่มครัวเรือนรายได้ต่ำกว่า 106,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็นบ้านที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพัง ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งอุดหนุนค่าครองชีพ
ช่วงห่างความเหลื่อมล้ำ
แม้ตัวเลขความมั่งคั่งจะดูงดงาม แต่ ผศ. Walter Theseira นักวิชาการจาก SUSS- Singapore University of Social Sciences ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบภาษีปัจจุบันที่เน้นเก็บจากรายได้จากการทำงานอาจเริ่มไม่ตอบโจทย์ เนื่องจากกลุ่มระดับบนสุดมีรายได้เติบโตจากผลตอบแทนการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากไม่มีการปรับเปลี่ยนเชิงนโยบาย อาจนำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำระยะยาวในรูปแบบ K-shaped Economy หรือสภาวะคนรวยยิ่งรวยขึ้น ขณะที่กลุ่มล่างรายได้โตไม่ทัน

https://www.facebook.com/share/1LroAojdvp/
08/07/2026

https://www.facebook.com/share/1LroAojdvp/

เศรษฐกิจของประเทศเวียดนามในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา (เมษายน - มิถุนายน) เติบโต 8.39% ส่วนของประเทศไทยในไตรมาสแรก (มกราคม - มีนาคม) ตัวเลขอยู่ที่ 2.8% ส่วนไตรมาสที่ 2 อาจลดลง มีการเชื่อมโยงการเติบโตของเวียดนามส่วนหนึ่งมาจากทางการเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการคอร์รัปชัน รวมถึงการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ เขาทำกันอย่างไร รายการ #คุยให้คิด มีการวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างไรเพิ่มเติมบ้าง
📌 คลิกฟังรายการที่คอมเมนต์ 👇

https://www.facebook.com/share/1EcKL9f54F/
08/07/2026

https://www.facebook.com/share/1EcKL9f54F/

‘ศุภจี’ เปิดงาน Thailand Gold Summit 2026 ชี้ ทองคำเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดและปาฐกถาในงาน Thailand Gold Summit 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s Golden Opportunity : โอกาสทองประเทศไทยในโลกยุคใหม่” ซึ่งจัดโดย Business Tomorrow ร่วมกับ ทันโลกกับ Trader KP ณ True Digital Park กรุงเทพมหานคร

นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการแข่งขันของขั้วอำนาจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งต่างใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ สำหรับประเทศไทย สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในภาพรวม ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย

ในส่วนของความร่วมมือกับจีน รัฐบาลได้หารือถึงแนวทางยกระดับคุณภาพการค้าและการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสินค้านำเข้าให้มีมาตรฐานและคุณภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ผ่านการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การจ้างแรงงานไทย และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ (Local Supply Chain) ให้เข้มแข็งมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมการลงทุนร่วมในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทย

นอกจากการรักษาตลาดเดิมแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งขยายตลาดใหม่ควบคู่กัน ทั้งการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ในแอฟริกา ละตินอเมริกา และการผลักดันการเจรจา FTA กับประเทศที่มีศักยภาพ

นางศุภจี กล่าวว่า แม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่จากแนวทางการดำเนินนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้การส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) เติบโตในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

รัฐบาลจึงปรับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจจาก Just in Time ไปสู่ Just in Case โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และการสร้างความเชื่อมั่นในฐานะประเทศคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ พร้อมทั้งใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ

พร้อมระบุบทบาทของ “ทองคำ” ว่าเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลก เป็นทั้ง Legacy Asset และ Future Material ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความเชื่อมั่นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงตามภาวะตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เข้าใจความเสี่ยง และลงทุนผ่านผู้ประกอบการที่มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพราะหัวใจสำคัญของการลงทุนคือความรู้ ความเข้าใจ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

#เศรษฐกิจไทย

https://www.facebook.com/share/18uERVcf3u/
08/07/2026

https://www.facebook.com/share/18uERVcf3u/

เสนาดีเวลลอปเม้นท์ ชี้วิกฤตค่าครองชีพพ่นพิษ ทำผู้บริโภคเผชิญภาวะไม่กล้ากู้หนี้ระยะยาว 20-30 ปี พบสัดส่วนทิ้งจอง-ปฏิเสธตัวเองก่อนโอนสูงถึงครึ่งหนึ่ง แซงหน้ายอดถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคาร หวังโมเดล "เช่าออมบ้าน" เข้ามาอุ้มตลาด ดึงคนซื้อทดลองอยู่ก่อนตัดสินใจสร้างหนี้จริง
อ่านเพิ่มเติม : https://moneyandbanking.co.th/2026/255003/

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เจริญ 99ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แนะนำ

แชร์