TYI Learning Space

TYI Learning Space มุ่งเสริมสร้างพลังทางปัญญา เพื่อนำ

🎉🎉 #เปิดบริการเต็มรูปแบบ1 กุมภาพันธ์ 2565 บริษัท ธัญญอินเทลลิเจนซ์ จำกัดTHANYA INTELLIGENCE COMPANY LIMITED (TYI)  🍽😋พื้...
27/01/2022

🎉🎉 #เปิดบริการเต็มรูปแบบ
1 กุมภาพันธ์ 2565 บริษัท ธัญญอินเทลลิเจนซ์ จำกัด
THANYA INTELLIGENCE COMPANY LIMITED (TYI) 🍽😋
พื้นที่พักผ่อนสำหรับพนักงาน สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน💚
👉 TYI Cafe ขนม นม เนย เครื่องดื่ม ผลไม้ อาหารสุขภาพ สดใหม่ทุกวัน
👉 Netfilx ,Disney Hooster พร้อมฉายช่วงพัก 📺️📺️
👉 Library รวมหนังสือ สาระดีๆมีให้ตลอดวัน ตลอดปี 📚📚
👉 Boardgame พัฒนาทักษะ และความบันเทิงร่วมกัน 🕹️🕹️
และเตรียมพบกับ😲😲 Coming Soon ❗❗
👉 เก้าอี้นวดไฟฟ้า ที่จะมาผ่อนคลายทุกท่านยามเหนื่อยล้า
👉 เครื่องฟอกอากาศ กำจัดไวรัส Daikin ให้พนักงานอุ่นใจ ปลอดภัย รู้สึกสบาย สะอาด ตลอดทั้งวัน
นอกจากนี้ เตรียมพบกับหลักสูตรพัฒนาตัวเอง Program Training ต่างๆ เพื่อเพิ่มศักภาพในตัวคุณ และพัฒนาตัวคุณอย่างต่อเนื่อง 🥰🥰

🙋‍♀️สามารถใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป😊😊😊 — at TYI Learning Space
Website : https://bit.ly/35oRzGw
LINE@ : https://bit.ly/2TsKemK
Twitter : https://bit.ly/3nTJOBy
Instagram : https://bit.ly/3q6B7Xk




จากการสำรวจข้อมูลเชิงลึกของ INNOVA Market insight บริษัทวิจัยตลาดอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก พบว่า ปัจจุบันผู้บริโภคหันม...
20/08/2021

จากการสำรวจข้อมูลเชิงลึกของ INNOVA Market insight บริษัทวิจัยตลาดอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก พบว่า ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพเพิ่มมากขึ้น และมีความหวังที่จะใช้อาหารเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงเพียงพอกับการต่อสู้กับโรคภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามความต้องการอาหารของผู้บริโภคก็ยังคงมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป
ซึ่ง 3 ความท้าทายที่สำคัญ! ของภาคธุรกิจของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มกับความต้องการที่เปลี่ยนไปในยุค No normal 2021
.
•ความโปร่งใสเรียกความเชื่อมั่น
ท้าทาย 1 : วิกฤตครั้งนี้ได้กลายเป็น Trigger point สำคัญ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคหันมาตื่นตัวและใส่ใจในเรื่องสุขอนามัยในชีวิตประจำวัน รวมทั้งพิถีพิถันในเรื่องอาหารการกินมากขึ้น ซึ่งกระแสดังกล่าวส่งผลให้ประเด็นเรื่อง “Food Safety and Transparency” ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มจะละเลยไม่ได้ ดังนั้น กระบวนการผลิตอาหารจะต้องมีความปลอดภัยในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลทุกอย่างจะต้องโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ด้วยเพื่อพิชิตใจลูกค้า
•Power of plant
ท้าทาย 2 : ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มทางเลือกโดยเฉพาะเนื้อสัตว์ทดแทน (Alternative meats) มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากการบริโภคเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกจากพืช (Plant-based foods) และผลิตภัณฑ์นมที่ทำจากพืช (Plant-based milk) \และมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องในอนาคต ส่งผลให้ผู้ประกอบการเริ่มพัฒนาสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในกลุ่มทดแทนจากพืชกันมากขึ้นถึง 36%
•Convenient Food
ท้าทาย 3 : ปัจจัยหลาย ๆ อย่างขับเคลื่อนสังคม ให้คนมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบแข่งกับเวลาอาหารพร้อมทาน (Ready-To-Eat) ยังคงครองใจผู้บริโภคชาวเมือง ซึ่งประเมินกันว่า ตลาดอาหารปรุงสุกพร้อมทานจะเติบโตต่อเนื่องไปจึนถึงปี 2024 แต่สิ่nงที่จะแตกต่าง และเราน่าจะเห็นมากขึ้นตั้งแต่ปีนี้ ก็คือ ร้านอาหารหลายแห่งปรับตัวมาขยายบริการอาหารกลับบ้านทั้ง Take-Out และ Ready-to-eat เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ WFH และกลุ่มที่อยากลดการสัมผัสโดยเฉพาะ
Reference: SEAC


ตอนเด็ก ๆ ทุกคนคงเคยมี ตารางสอน ติดอยู่ในกระเป๋า เพื่อดูว่าวิชาที่ต้องเรียนต่อไปคืออะไร จะใช้เวลาเรียนกี่นาที และจะได้พั...
18/08/2021

ตอนเด็ก ๆ ทุกคนคงเคยมี ตารางสอน ติดอยู่ในกระเป๋า เพื่อดูว่าวิชาที่ต้องเรียนต่อไปคืออะไร
จะใช้เวลาเรียนกี่นาที และจะได้พักทั้งหมดกี่นาที ซึ่งแต่ละวันเราก็จะได้เรียนวิชาไม่ซ้ำกัน
แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น ตารางชีวิตของเราก็ไม่ได้มีกระดาษมาบอกอีกต่อไปว่าแต่ละวันต้องทำอะไร
ทำให้สำหรับบางคนที่เป็นคนจัดเวลาไม่เก่ง และไม่ได้มีงานเป็นกิจวัตรเหมือนเดิมทุกวัน
อาจจะมีปัญหากับการจัดการว่าในแต่ละวันควรจัดการกับงาน และกิจกรรมในชีวิตอย่างไร
ALPEN Method เป็นวิธีการจัดตารางการทำงานในแต่ละวัน คล้าย ๆ กับตารางสอนที่เราเคยใช้ในสมัยเด็ก แต่มาปรับใช้ให้เข้ากับชีวิตการทำงานในปัจจุบันมากขึ้น
ALPEN Method นั้นถูกคิดค้นขึ้นมาโดยศาสตราจารย์ Lothar J. Seiwert
ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักบริหารเวลาจากประเทศเยอรมนี โดยคำว่า ALPEN
ก็มาจากตัวอักษรนำหน้าของขั้นตอนแต่ละขั้นในการทำตามกระบวนการนี้ในภาษาเยอรมัน ได้แก่
A - Aufgaben หมายถึง การเขียนสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน
L - Länge schätzen หมายถึง จัดเรียงใส่เวลา และแต่ละกิจกรรมจะใช้เวลาเท่าไร
P - Pufferzeiten einplanen หมายถึง จัดเวลาสำรองให้กับงานแต่ละงาน
E - Entscheidungen treffen หมายถึง จัดลำดับความสำคัญของแต่ละงาน
N - Nachkontrolle หมายถึง ติดตามดูว่าตารางในวันนี้ให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร
หรือถ้าจะให้สรุปง่าย ๆ กระบวนการของ ALPEN ก็คือ การเขียนดูว่าในแต่ละวัน
มีงานอะไร หรือกิจกรรมอะไรที่ต้องทำบ้าง หลังจากนั้นก็นำสิ่งที่ต้องทำมาคำนวณดู
ว่าแต่ละงาน กิจกรรมนั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการทำงานนานเท่าไร โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของเราว่าเวลาไหนที่เหมาะสม โดยที่ไม่ต้องกดดันระยะเวลาของตัวเองจนเกินไป
เมื่อกำหนดเวลาได้แล้ว ให้ลองเผื่อเวลาให้แต่ละกิจกรรมหลังจากที่กำหนดเวลาไว้แล้วด้วย เผื่อในกรณีที่มีงานอื่นแทรกเข้ามา ก่อนที่จะเริ่มทำงานในลำดับต่อไป หรือในขณะเดียวกันหากเราทำงานเสร็จก่อนเวลาที่กำหนด เราก็สามารถใช้เวลาตรงนั้นเป็นเวลาพักก่อนที่จะเริ่มทำงานในขั้นตอนต่อไป
เมื่อกำหนดเวลาได้แล้วว่าแต่ละงานจะต้องใช้เวลาแค่ไหน ก็นำมาจัดลำดับความสำคัญของงาน
ว่าจะทำงานไหนก่อน-หลัง และดูให้ดีว่างานที่กำหนดไว้สามารถทำได้ในหนึ่งวันหรือไม่ ถ้าหากมอง ๆ ดูแล้วงานมันล้นจนเกินไป ก็สามารถนำงานที่ไม่ค่อยสำคัญย้ายไปในวันรุ่งขึ้นได้
และในขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่ทดลองทำทั้งตารางที่กำหนดดูในหนึ่งวันแล้ว ก็อย่าลืมลองติดตามผลงานดูว่าตารางที่จัดในวันนั้น มีประสิทธิภาพแค่ไหน หรือก็คือเราสามารถทำตามกำหนดที่เราทำได้ทันหรือไม่
ถ้าหากใช่ ก็สามารถจัดตารางงานในลักษณะเดิมต่อไปได้ แต่ถ้าตารางงานที่จัดยังดูไม่เข้าที่เข้าทาง ก็ให้ลองปรับตารางไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ตารางที่ลงตัว
ที่สำคัญคือในกระบวนการการวางตารางนั้น ให้ลองใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น เพื่อไม่ให้การจัดตารางนี้กินเวลาในการทำอย่างอื่นมากเกินไป ในขณะเดียวกันก็เพื่อที่จะให้การจัดการนี้ไม่เครียดจนเกินไปด้วย
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้กระบวนการ ALPEN เองก็จะคล้าย ๆ กับเทคนิคที่ชื่อ Pomodoro ที่ให้เราทำงานเป็นเวลา 25 นาที และพัก 5 นาที แต่ว่าในกระบวนการ ALPEN จะให้เรากำหนดเวลาทุกอย่างอย่างชัดเจนแทน ตามเวลาที่เราเป็นคนกำหนดเอง..
References: The briefcase


เป็นเวลากว่า 37 ปี ที่แบรนด์ไฮเออร์โลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรม และผ่านวิกฤตการณ์มาหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในช่วงที่ก้าวสู่วิก...
16/08/2021

เป็นเวลากว่า 37 ปี ที่แบรนด์ไฮเออร์โลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรม และผ่านวิกฤตการณ์มาหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะในช่วงที่ก้าวสู่วิกฤตขาลงของธุรกิจจนก่อให้เกิดสภาวะหนี้สิน บริษัทขาดทุน และเกือบล้มละลาย แต่ด้วยความที่แบรนด์มีหลักการในการดำเนินงานทางด้านธุรกิจที่มั่นคง ยึดมั่นแนวคิดสร้างนวัตกรรมในองค์กรของ Haier เรื่อง “การให้ความสำคัญกับคุณค่าของมนุษย์” หรือที่ไฮเออร์เรียกว่า Rendanheyi (เหรินตันเหออี)
ทำให้ ไฮเออร์ (Haier)’ ก้าวสู่การเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกด้านนวัตกรรมในองค์กร และความคิดสร้างสรรค์ ที่ส่งมอบผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ประสบการณ์ผู้ใช้งานมาอย่างยาวนาน และต่อยอดเป็นนวัตกรรมอื่นๆ ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน
Rendanheyi คืออะไร?
แนวคิดสร้างนวัตกรรมในองค์กรและพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน คิดค้นโดย คุณจาง รุ่ยหมิ่น ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มบริษัทไฮเออร์ ได้นำเอาแนวคิดนี้มาหลอมรวมเพื่อพัฒนาองค์กร
โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ วัฒนธรรม และสังคม ในกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป จนทำให้พนักงานมีแรงผลักดันในการพัฒนาองค์กรให้กลับมามีศักยภาพอีกครั้ง สามารถพลิกเกมธุรกิจจนกลายเป็นแบรนด์ที่สร้างนวัตกรรมในองค์กรและประสบความสำเร็จจนถึงปัจจุบัน
ในความหมายภาษาจีน คำว่า “Ren” หมายถึง พนักงาน คือการเน้นให้ความสำคัญกับพนักงานก่อน (Human Value First) พนักงานไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ปฏิบัติงานหรือรับคำสั่งเท่านั้น
แต่ยังเป็นผู้ประกอบการและเป็นพันธมิตรขององค์กรที่ได้รับสิทธิ์ 3 ข้อ ได้แก่ สิทธิ์ในการตัดสินใจในองค์กร สิทธิ์ด้านทรัพยากรบุคคล และสิทธิ์ในการใช้ทรัพยากรได้อย่างทั่วถึง และผลักดันให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านความถนัดเฉพาะทาง การทำงานร่วมกับทีม และสำคัญที่สุดคือความกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ และกล้าตัดสินใจ ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างนวัตกรรมในองค์กร
“Dan” หมายถึง คุณค่า และความต้องการของผู้ใช้งาน โดยพนักงานในองค์กรจะต้องเข้าใจถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์และบริการรวมทั้งงานที่ได้รับมอบหมาย แทนที่จะเป็นเพียงแค่การรับคำสั่งจากหัวหน้างานเท่านั้น แต่จะต้องเห็นความสำคัญของงานที่กำลังทำอยู่และส่งผ่านคุณค่าเหล่านี้ระหว่างพนักงานด้วยกันเอง เพื่อส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ไปสู่ผู้ใช้สินค้าด้วยนวัตกรรมในองค์กร และมีการเรียนรู้ที่จะรับฟังความต้องการของผู้ใช้อย่างจริงใจ (Lifelong Users Experience)
ส่วนคำว่า “Heyi” หมายถึง การบูรณาการเอาประสิทธิภาพของพนักงานในองค์กรมาตอบสนองและสร้างนวัตกรรมในองค์กร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง โดยพนักงานทุกคนจะต้องเข้าใจคุณค่าของตนผ่านการสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้งาน และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้ารู้สึกอยากกลับมาใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทซ้ำๆ (Experience Iteration is King)
โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลักการ Rendanheyi ได้รับการยอมรับและพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญและองค์กรชั้นนำระดับโลกแล้วว่า เป็นโมเดลแรกของโลกที่มีรูปแบบการจัดการแบบ Disruptive ที่แท้จริง นับตั้งแต่การปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งที่ 4
หลักการพัฒนาธุรกิจและสร้างนวัตกรรมในองค์กรแบบ Rendanheyi ช่วยให้ไฮเออร์รอดพ้นวิกฤตครั้งนั้นมาได้ และเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยยอดขายทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยรวมกว่า 75% จากปีก่อนหน้า (พ.ศ. 2561) จากความสำเร็จครั้งนี้ ทางกลุ่มบริษัทไฮเออร์ได้ทำการจดทะเบียนบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ 4 บริษัท บริษัทสตาร์ทอัพยูนิคอร์น 2 บริษัท
อีกทั้งสร้างบริษัทที่เตรียมเป็นยูนิคอร์น 12 บริษัท ก่อตั้งศูนย์วิจัยใหญ่ 10 แห่งทั่วโลก นิคมอุตสาหกรรม 25 แห่ง รวมทั้งศูนย์ปฏิบัติการ 112 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ สถาบันวิจัยผลิตภัณฑ์ไฮเออร์ (Haier Model Research Institute หรือ HMI)
Reference: SEAC


#

“จะทำอย่างไรให้องค์กรเติบโตเเบบก้าวกระโดดในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้” โจทย์สำคัญที่หลายหน่วยงานพยายามหาวิธีปรับเปลี...
14/08/2021

“จะทำอย่างไรให้องค์กรเติบโตเเบบก้าวกระโดดในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้” โจทย์สำคัญที่หลายหน่วยงานพยายามหาวิธีปรับเปลี่ยนการทำงานของพนักงาน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่วางไว้
แต่แท้จริงแล้ว การมุ่งเน้นไปที่ “วิธีการปฏิบัติงาน” อาจจะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ด้วยหน้าที่ที่ต่างกันของสมาชิกในทีม เมื่อต้องมาทำงานร่วมกัน ยิ่งในช่วงเวลากดดัน ตึงเครียด ก็อาจจะเกิดปัญหา และความขัดแย้งภายในทีมได้
ผลสำรวจจากนักวิชาการพบว่า องค์กรที่สามารถระบุ Mindset ที่มุ่งหวังได้จะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนเเปลง มากกว่าองค์กรที่มองข้ามเรื่องนี้ถึง 4 เท่า แนวคิดเรื่องนี้คือ “Outward Mindset” ที่หลากหลายองค์กรทั่วโลกได้ให้ความสนใจ และนำมาปรับใช้ได้อย่างสำเร็จ สามารถยกระดับผลลัพธ์และพัฒนาองค์กรได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการทำงานเป็นทีม อาทิ Apple, IBM, Google, Unilever, Microsoft และ Shell เป็นต้น
ลักษณะสำคัญ ของคนที่มี Outward Mindset คือ
1. รับฟัง เรียนรู้ความต้องการ และเป้าหมายของผู้อื่น นอกเหนือไปจากความต้องการและเป้าหมายของตัวเอง
2. ปรับตัว ให้สามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่างระหว่างเรากับผู้อื่นได้
3. สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เปิดใจรับฟังความคิดเห็น และพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ด้วยพื้นฐานทางความคิดนี้ จะทำให้เข้าใจมุมมองของผู้อื่น เหมือนที่เราใส่ใจในความรู้สึกของตัวเอง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดพฤติกรรมการแสดงออกเชิงบวกเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น และอยู่บนพื้นฐานของการเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน มุ่งสู่เป้าหมายองค์กรร่วมกัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ
1. ได้ผลลัพธ์ 400%
ด้วยการสร้าง Outward Mindset ให้กับคนในองค์กร เท่ากับมีพื้นฐานสำคัญของการทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ “วิธีคิด” ที่รับฟังอย่างเข้าใจ มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน แม้จะมีเป้าหมายที่เติบโตขึ้นหรือที่เรียกว่า Stretch Goal หรือแม้ในช่วงที่องค์กรกำลังเผชิญกับวิกฤต คนในองค์กรก็ยังสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิผลและสามารถพิชิตผลลัพธ์ที่มากกว่าเดิมได้
2. ทำให้ทุกอย่าง ‘ง่ายขึ้น’
ในช่วงวิกฤตทุกคนต้องเจอกับงานหนักและในปริมาณเยอะ ทำให้ยากที่จะหลีกเลี่ยงความเครียดสั่งสม หากคนในทีมขาด Outward Mindset มองแต่ความต้องการของตนเอง เมื่อใดที่มีความคิดเห็นต่าง ไม่เข้าใจมุมมองของเพื่อนร่วมงาน ก็จะทำให้ทีมทำงานยากขึ้น ต่างจากผู้นำและคนในองค์กรที่มี Outward Mindset ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น จะไม่ผลักภาระไปที่สมาชิกคนใดคนหนึ่ง แต่จะมองว่าปัญหานั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถร่วมมือช่วยแก้ไขไปด้วยกันได้
3. สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
ในโลกทุกวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไว คนในองค์กรต้องปรับเปลี่ยนทำงานให้เร็วด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนทำงานอย่างมี Outward Mindset ร่วมกัน จะส่งเสริมให้ทุกคนกล้าลอง กล้าผิด ช่วยกันหาทางออก ทุกความคิดใช่ว่าต้องดีทั้งหมด ทุกความผิดพลาดใช่ว่าต้องถูกตำหนิ ถูกต่อว่า แต่จะมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือ จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับความคิดใหม่ๆ จากคนในองค์กรที่เรียนรู้ร่วมกัน
หากสามารถสร้างแนวคิด Outward Mindset นี้ให้เกิดขึ้น เชื่อว่าจะมีคนอีกมากจะกล้าลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ความคิดดีๆ ให้องค์กร และพร้อมจะก้าวไปข้างหน้า นำพาองค์กรก้าวข้ามวิกฤตไปได้นั่นเอง
สุดท้ายเเล้วนั้น เเค่เริ่มสร้าง Mindset ให้คนในองค์กร หรือ ผู้นำในองค์กร มองเห็นว่าทุกคนเป็น “คน” คือ พยายามที่จะเข้าใจความต้องการ สถานการณ์ หรือความท้าทายของกันและกัน ก็สามารถสร้างรากฐานของคนให้พร้อมรับมือกับอุปสรรคหรือวิกฤตได้ เเละพร้อมพัฒนาต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยหลักสูตร Outward Mindset ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่า สามารถช่วยปลดล็อคปมขัดแย้ง เร่งสร้างความสำเร็จ ฝ่าฟันวิกฤตและสร้างความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้น เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
ทั้งนี้ เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ SEAC เป็นเพียงองค์กรเดียวในประเทศไทยที่ได้ลิขสิทธิ์นำหลักสูตร Outward Mindset เข้ามาพัฒนาคนและองค์กรอย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยปลดล็อกศักยภาพผู้นำและบุคลากร ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไทย
Reference: SEAC


12/08/2021
Simon Sinek เจ้าของหนังสือ Start With Why กล่าวว่าการขายนั้นคล้ายกับการเดท ลองจินตนาการว่าเราได้ไปทานข้าวกับใครสักคนแล้ว...
11/08/2021

Simon Sinek เจ้าของหนังสือ Start With Why กล่าวว่าการขายนั้นคล้ายกับการเดท ลองจินตนาการว่าเราได้ไปทานข้าวกับใครสักคนแล้วสิ่งที่เราพูดก็คือ
“เธอรู้มั้ย ฉันเป็นคนที่รวยมาก ฉันประสบความสำเร็จมาก ฉันมีบ้านหลังใหญ่ ฉันรู้จักผู้คนมากมาย ฉันเคยออกรายการทีวี..”
การพูดทำนองนี้มีโอกาสสูงมากที่คุณจะไม่ได้เจอฝ่ายตรงข้ามอีกเลย เหมือนกันถ้าเราเป็นบริษัทหรือเจ้าของธุรกิจ แล้วมัวแต่พูดว่า
“เราเป็นบริษัทที่ success อย่างมาก ใหญ่สุดในตลาด มีพนักงานขายที่เก่งและโปรมากๆ บริษัทเราก็ใหญ่โต มีออฟฟิศสวย”
คุณก็จะไม่มีวันได้ใจลูกค้าเช่นกันกลับกัน ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองในการพูดใหม่เป็น
“รู้มั้ย ฉันรักสิ่งที่ฉันกำลังทำมากๆ ฉันรู้สึกโชคดีที่ได้ตื่นมาทุกเช้า แล้วได้ทำสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจหรือเป็นประโยชน์ให้กับผู้คน”
“และจากความรักที่ฉันมีให้กับงานนี้ ก็เลยทำให้ฉันมีรายได้ มีชื่อเสียง และประสบความสำเร็จตามมา” ผลลัพธ์ก็จะต่างออกไปทันที
Simon Sinek กล่าวว่ามันคือการพูดเรื่องเดียวกัน
แต่ต่างกันตรงที่เราแสดงให้เห็นถึง “เป้าหมาย” หรือ “ภารกิจ” ของเรา ว่าทำไมเราถึงรักและทำมัน (ซึ่งแน่นอนย่อมต้องเป็นมากกว่าแค่เรื่องเงิน) สิ่งนั้นเองที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามซื้อไอเดียเรา
ดังนั้นหากเราเป็นเจ้าของธุรกิจ สิ่งที่ควรจะพูดกับลูกค้า นอกเหนือจากความรวย ความสำเร็จ และชื่อเสียงของเราก็คือ
“เรารักในการทำอะไร”
“ทำไมเราถึงรักธุรกิจนี้”
“แรงบันดาลใจที่ทำให้เราเริ่มต้นคืออะไร”
“ทำไมมันถึงคุ้มค่า ที่จะยอมเหนื่อย ยอมลำบาก ย่อมเสี่ยงกับความไม่แน่นอน ในการทำธุรกิจนี้”
หลายครั้งในการไปเสนอสินค้าหรือบริการ เรามัวแต่จะขายๆๆ อย่างเดียว จนลืมที่จะสร้างความสัมพันธ์กับคนที่อยู่ตรงหน้าเราก่อน
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการเดทเพื่อทานข้าวกับใครสักคน หรือการปิดดีลที่สำคัญกับลูกค้า หากเริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งคู่ก่อนแล้ว ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งแน่นอน
Reference: Digital Tips


จากงานวิจัยที่ Microsoft จับมือกับ BCG สำรวจหัวหน้างานและพนักงานกว่า 9,000 คนในยุโรป พบว่า มีองค์กรแค่ 15% ที่มีนโยบาย F...
10/08/2021

จากงานวิจัยที่ Microsoft จับมือกับ BCG สำรวจหัวหน้างานและพนักงานกว่า 9,000 คนในยุโรป พบว่า มีองค์กรแค่ 15% ที่มีนโยบาย Flexible Workplace ตั้งแต่ก่อนสถานการณ์โควิด แต่ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 88% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในฐานะผู้นำในองค์กร สามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ด้วย 5 เทคนิคนี้
1. สร้าง Distraction-Free Environment

ในการจะให้พนักงานทุ่มเทใช้เวลาทำงาน ใส่ความสามารถลงไปในงาน และมีพลังบวกในการทำงานได้ พนักงานจำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน จากการสำรวจพนักงานโดยส่วนใหญ่ที่ไม่มีลูกหรือสัตว์เลี้ยงที่ต้องดูแล พบว่า Productivity เพิ่มขึ้นจากการทำงานที่บ้านด้วยซ้ำ เพราะไม่ต้องถูกรบกวนมากเท่าที่เวลาไปทำงานที่ออฟฟิศใน open environment ไม่ต้องเสียเวลาแต่งตัว และเดินทาง รวมถึงการพูดคุยที่ไม่จำเป็น ดังนั้นบริษัทอาจต้องมีนโยบายช่วยเหลือพนักงานในเรื่องดังกล่าว ที่จะช่วยจัดการกับสิ่งรบกวนต่างๆในการทำงานและให้พนักงานมีสมาธิและทุ่มเทให้กับการทำงานได้เต็มที่มากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้หลายองค์กรอาจรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงาน แต่การทำงานที่บ้านทำให้เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวปะปนกันและส่งผลกระทบซึ่งกันและกันมากขึ้นเรื่อยๆถ้าไม่รีบแก้ไข
2. สอนวิธี Work Well Remotely

เพราะไอเดียใหม่ ๆ และ innovation ในองค์กร ซึ่งเป็น Output ที่องค์กรอยากได้มากที่สุดตอนนี้ในการกอบกู้วิกฤต มักเกิดจากการ brainstorm และ cross-collaboration ร่วมกันในกลุ่มคนที่มีแบคกราวหลากหลาย ดังนั้น โจทย์คือ องค์กรต้องสร้างเครื่องมือที่จะทำให้พนักงานสามารถมี remote collaboration กันในโลกออนไลน์ได้ รวมถึงต้องฝึกให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิผลในรูปแบบใหม่ ทั้งการจัดหาเครื่องมือ สอนวิธีใช้เครื่องมือให้เต็มศักยภาพ ปรับ mindset และเพิ่มทักษะที่จำเป็นใหม่ ๆ เข้าไป หลายครั้งองค์กรมักมองข้ามขั้นตอนนี้โดย assume เองว่า ทุกคนจะมีทักษะและปรับเปลี่ยนตัวเองได้โดยธรรมชาติ ซึ่งจากการวิจัยครั้งนี้ก็พบแล้วว่า การฝึกอบรมพนักงานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะเพิ่ม productivity ในการทำงานแบบ remote ได้จริง
3. สร้าง Sense of belonging

ให้กับคนที่เพิ่งทำงานที่บ้าน 45% ของคนที่เพิ่งเริ่มทำงานที่บ้านมีปัญหาเรื่องความรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีม แต่คนที่ทำงานที่บ้านมาระยะหนึ่งแล้ว ความรู้สึกนี้จะค่อยๆลดลงไป ทำให้พบปัญหานี้ในคนที่ทำงานที่บ้านมาก่อนหน้านี้แล้วเพียง 25% เท่านั้น แถมคนอีก 47% ยังระบุอีกด้วยว่า พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมมากยิ่งกว่าเวลาที่เข้าทำงานที่ออฟฟิศอีก และได้ให้ข้อแนะนำให้บริษัทปรับนโยบายการทำงานและจัดหาเครื่องมือที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ห่างไกลระหว่างพนักงานมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะสำหรับพนักงานใหม่ที่ยังขาดเครื่องมือต่างๆ และไม่รู้จะติดต่อใคร จึงจำเป็นต้องทำข้อมูลในการทำงานและติดต่อประสานงานให้ชัดเจนและเป็นระบบโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยในการทำงาน
4. บริหารงานแบบ Tight-Loose-Tight Approach

ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำงานในส่วนของตัวเองโดยไม่ต้องคอยจับตาดู ดังนั้นการตกลงเกี่ยวกับความคาดหวัง ผลลัพธ์ และ productivity เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นจึงจะถึงเวลา empower พนักงานให้ทำงานที่บ้านเองได้และได้ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายพอใจ สุดท้ายกลับมารายงานผลที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังในท้ายที่สุด วิธีนี้ นอกจากพนักงานจะไม่โดนรบกวนจากการประชุมหรือการพูดคุยสั่งงานบ่อยๆแล้ว ยังได้อิสระในการคิดและใส่ความสามารถเต็มที่ในช่วงกลาง และได้พลังในการเป็นเจ้าของงานเต็มที่ ก่อนจะโชว์ผลงานอันน่าภูมิใจในตอนท้าย
5. ออกแบบ Ways of Work

โดย Job-Centric กำหนดวิธีทำงานตามเนื้องาน ไม่ใช่ทุกงานที่เหมาะทำงานที่บ้านตลอดเวลา Slack ได้สำรวจความเหมาะสมของงาน ในการทำงานที่บ้าน โดยแบ่งตามตำแหน่งงาน จะเห็นได้ว่าบางงานสามารถทำที่บ้านได้ง่ายดายกว่าอีกงานหนึ่ง ดังนั้นองค์กรควรดีไซน์รูปแบบการทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้ตามหน้างาน มากกว่าการประกาศใช้นโยบายที่เหมือนกัน (One size fits all) ทั้งองค์กร โดย empower ทีมและพนักงานให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานได้เองมากขึ้น นอกจากจะทำให้พนักงานโฟกัสกับงานได้เต็มศักยภาพ แล้วยังช่วยเติมพลังในการทำงานที่สามารถจัดการตัวเองได้เองมากขึ้นอีกด้วย
การเพิ่ม Productivity ในช่วง Work from Home เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเป็นหน้าที่ของพนักงานทุกคนที่จะต้อง redesign productive ways of working ในแบบของตัวเอง โดยมีองค์กรเป็น ecosystem ที่มีผู้บริหารคอยให้แนวทาง ฝ่ายต่าง ๆ จัดหาเครื่องมือ (digital infrastructure) ในการทำงาน มีวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ และการสนับสนุนในด้านต่างๆของชีวิตการทำงานแก่พนักงานจากฝ่ายบุคคล นี่คือสิ่งสำคัญที่ต้องสร้างความเข้าใจตรงกัน
Reference: HR note Asia


ในฐานะซีอีโอของพนักงานหลักหลายร้อยคนใน 40 ประเทศทั่วโลก Eilert Hanoa เชื่อว่า 1.  “ไอเดียของทุกคนสำคัญเท่ากัน” ไม่ว่าไอเ...
09/08/2021

ในฐานะซีอีโอของพนักงานหลักหลายร้อยคนใน 40 ประเทศทั่วโลก Eilert Hanoa เชื่อว่า
1. “ไอเดียของทุกคนสำคัญเท่ากัน” ไม่ว่าไอเดียนั้นจะมาจากพนักงานใหม่หรือพนักงานที่อาวุโสขนาดไหนก็ตาม ที่สำคัญ ผู้นำควรภูมิใจเมื่อไอเดียที่สมาชิกในทีมเสนอมาประสบความสำเร็จ มากกว่าภูมิใจว่าไอเดียไหนมาจากตัวเอง
2. “ทุกสิ่งที่ดูยากและท้าทายล้วนทำให้ความคิดแหลมคมขึ้น” ดังนั้น ถ้ามีวิกฤตจงพลิกมันให้เป็นโอกาสสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้งานที่ทำอยู่
3. “วิธีการที่ใช้ได้ในเมื่อวานอาจไม่เหมาะสำหรับวันนี้แล้ว” ดังนั้น จงกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อผลลัพธ์ด้านการทำงานที่แตกต่างจากเดิม
4. “จงต่อสู้เพื่อวันพรุ่งนี้” โดยทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองพัฒนาขึ้นในทุกๆ วัน และมอบคุณค่านั้นให้กับงาน
นอกจากนี้ Asmund Furuseth ซึ่งเป็นทั้ง Co-founder และ Chief Product Officer ก็ให้คำแนะนำเรื่องการเป็นผู้ประกอบการว่า
1. การเป็นผู้ประกอบการไม่ได้ยากแค่ช่วงเริ่มต้น เพราะสิ่งที่ยากกว่าคือทำยังไงให้ธุรกิจพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ
.
2. ผู้ประกอบการต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายสำคัญของธุรกิจตัวเองคืออะไร อย่างผู้บริหาร Kahoot ก็ยึดมั่นเสมอว่า อยากให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ดึงศักยภาพความเป็นนักเรียนรู้ของตัวเองออกมาใช้ได้มากที่สุด
3. ‘Grit’ หรือความอึดถึกทนคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จ เพราะหลายๆ เรื่องต้องอาศัยเวลามากกว่าที่คุณคิด
4. หากท้อแท้จากการทำงาน ลองย้อนกลับไปดูว่ามีใครได้ประโยชน์จากธุรกิจที่คุณทำบ้าง อย่าง Asmund ก็มักเปิดดูคลิปคนเล่น Kahoot ในยูทูปเพื่อเติมกำลังใจให้ตัวเองอยู่บ่อยๆ

นี่คือส่วนหนึ่งของแนวคิดการทำงานผู้บริหาร Kahoot
หากแนวคิดการทำงานไหนโดนใจ มาแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ
Reference: แปดบรรทัดครึ่ง


ที่อยู่

193/46 อาคารเลครัชดา ชั้น12 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 18:00
ศุกร์ 09:00 - 18:00

เบอร์โทรศัพท์

+66658210083

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ TYI Learning Spaceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์