Online Smartlife ยิงแอดได้ก็เห็นตัง ยิงแอดปังก็ตังเยอะ by Ammbizz

Online Smartlife ยิงแอดได้ก็เห็นตัง ยิงแอดปังก็ตังเยอะ by Ammbizz คอร์สเรียนขายสินค้าออนไลน์ ฟรี!!! ออนไลน์คลาส

อยากทำงานออนไลน์ สนใจทำงานออนไลน์ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สนใจคลิ๊กลิ้งที่ลิ้งด้านล่างได้เลย https://lin.ee/gbWH9Xkลิ้งล...
01/12/2021

อยากทำงานออนไลน์ สนใจทำงานออนไลน์ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร สนใจคลิ๊กลิ้งที่ลิ้งด้านล่างได้เลย
https://lin.ee/gbWH9Xk
ลิ้งลงทะเบียนเรียนฟรี คลิ๊กด้านล่าง
shorturl.asia/PTplM
#เรียนออนไลน์ฟรี #ออนไลน์ดรอปชิพ platform #เรียนออนไลน์ #ออนไลน์ไม่ต้องสต๊อคของ Smartlife
https://www.gm-mie4289.com/online-smartlife/

13/05/2021

อาชีพใหม่ปี2021ที่กำลังจะไปได้ดี

ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา นอกจากการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ และการพัฒนาแผนการตลาด ที่มีการใช้เครื่องมือดิจิทัล และเทคโนโลยีท...
01/04/2021

ในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมา นอกจากการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ และการพัฒนาแผนการตลาด ที่มีการใช้เครื่องมือดิจิทัล และเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่องแล้ว ธุรกิจทั่วโลกต้องประสบปัญหาการแพร่ระบาดของ Covid-19 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งเศรษฐิกิจทั่วโลก จำเป็นต้องหันมาพิจารณาแผนธุรกิจ เพื่อปรับให้เข้ากับเทรนด์ใหม่ (หรือ New Normal คำที่เราได้ยินกันจนคุ้นหู) และเข้าถึงลูกค้าได้อย่างเหมาะสม ถึงแม้ว่า การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ในประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในระดับอันตราย หรือต้องเฝ้าสังเกตการณ์เฉกเช่นเดิม แต่ถึงอย่างนั้น หลาย ๆ พฤติกรรมของลูกค้า เทรนด์การตาด และบางธุรกิจก็ได้มีการเปลี่ยนทิศทางการนำเสนอแบรนด์กันไปในช่วงตลอดปีที่ผ่านมา เช่น จำนวนการสั่งซื้อสืนค้าออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น คนให้ความสำคัญกับการตกแต่งบ้าน เนื่องจากสถานการณ์ Work from Home หรือ การประชุมวิดีโอคอลผ่าน Zoom แทนการไปทำงานที่ออฟฟิศ ดังนั้นทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้แบรนด์นั้นอยู่รอด และคอยจับตาดูเทรนด์การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกในอนาคต เพื่อให้เกิดความเข้าใจในพฤติกรรมการบริโภคสินค้าและบริการ เพื่อการวางแผนรับมือได้อย่างถูกต้อง ซึ่งในวันนี้ STEPS Academy ได้รวบรวม สุดยอดเทรนด์ Digital Marketing สำหรับปี 2021 ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนทราบว่า ตลอดที่ผ่านมา เทรนด์ไหนและแผนธุรกิจออะไรทำแล้วดี สามารถสร้าง Conversion และ Engagement ให้กับแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีแนวโน้มว่า เทรนด์เหล่านี้จะสามารถนำไปปรับใช้ต่อไปในอนาคตค่ะ สำหรับเทรนด์ Digital Marketing ปี 2021 ที่เราจะพูดถึงกันวันนี้มีทั้งหมด 7 เทรนด์ด้วยกันดังต่อไปนี้

1.Search Engine optimization (SEO)
2.Pay-Per-Click (PPC) Advertising
3.Conversion Rate Optimization (CRO)
4.Social Media Marketing
5.Paid Social
6.Video Marketing
7.Email Marketing

1.Search Engine Optimization (SEO)

ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ SEO (Search Engine Optimization) นั้นมีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผู้บริโภคที่ต้องการค้นหาบทความและเว็บไซต์ที่มีความสดใหม่ และตอบโจทย์อยู่เสมอ ซึ่งในวันนี้เราจะมาดู 5 เทรนด์การตลาดแบบย่อย ที่มีผลต่อการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณ ถูกค้นเจอเป็นอันดับต้นๆ บนหน้า Search Engine กันค่ะ

1.1 User Experience User Experience (UX) คือ ประสบการณ์ ความพึงพอใจ หรือความคาดหวังของผู้ใช้งานที่มีต่อเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือบริการจากแบรนด์ ซึ่ง UX ไม่ได้เป็นแค่เพียงการออกแบบดีไซน์หน้าเว็บไซต์ให้ดูใช้งานได้ง่ายเท่านั้น แต่ยังเป็นการออกแบบเว็บไซต์ เพื่อเพิ่มความสะดวกต่อผู้ใช้งาน ให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย มีดีไซน์ที่สวยงาม (User Interface หรือ UI) นั่นคือ หัวใจหลักของการสร้าง UX ที่มีคุณภาพ สถิติที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ User experience การทำ SEO ให้ติดลำดับการค้นหาหน้าแรก หนึ่งในปัจจัยหลักคือ การสร้างความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน เพื่อให้เกิดความประทับใจ และทำให้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากที่สุด หากผู้ที่เข้ามายังหน้าเว็บไซต์ได้รับประสบการณ์ที่ไม่ดีกลับไป คุณอาจเสียโอกาสในการสร้าง Brand Awareness ไปเลยก็ได้ เช่น การใช้งานยาก, โหลดช้า, ข้อมูลไม่เป็นระเบียบ ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้รวบรวมสถิติความพึงพอใจ และประสบการณ์ที่ลูกค้ามีต่อการใช้งานที่มีต่อเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันมาฝากกันค่ะ

25 % ของแอปพลิเคชันถูกดาวน์โหลดมาใช้แค่ครั้งเดียว (Statista)

50 % ของลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้า จากการดีไซน์เว็บไซต์ที่ดูทันสมัยและเข้าถึงง่าย (Think With Google)

33 % จากผู้ใช้งานสมาร์ทโฟน จะเปลี่ยนใจเข้าเว็บไซต์ของแบรนด์อื่นทันที หากพบว่าพวกเขาไม่พบเจอข้อมูลที่ต้องการ (Think With Google)

การลงทุนกับการสร้าง UX ทุก ๆ $1 ดอลลาร์สหรัฐ จะได้รับกำไรกลับมา $100 (Forrester)

54 % จากผู้ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน มักไม่พอใจหากการดาวน์โหลดแอปฯ ใช้เวลานานเกินไป (Think With Google)

60 % ของผู้ใช้สมาร์ทโฟน เลือกติดต่อแบรนด์ที่สามารถหาได้จากช่องทางการค้นหาบน Search Engine

39 % ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนเลือกซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันของแบรนด์ เนื่องจากฟังก์ชันการใช้งานที่รวดเร็วและง่ายในการชำระเงิน (Think With Google)

แนวทางการปรับใช้ UX ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021

การดาวน์โหลดแอปฯ และเว็บไซต์จะต้องไว

การปรับปรุงความเร็วและคุณภาพของเว็บไซต์ มีส่วนช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความพึงพอใจได้ ซึ่งบางครั้งคุณควรตรวจเช็ค “รูปภาพ” ในคอนเทนต์นั้น ๆ ว่ามีขนาดใหญ่เกินไปหรือไม่ ซึ่งรูปภาพที่มีขนาดใหญ่เกินไป ดาวน์โหลดช้า มีผลต่อประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า

การออกแบบเว็บไซต์ ให้ง่ายต่อการใช้งาน

คำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก ว่า Landing Page แบบใดเหมาะสมกับผู้ใช้งาน ดีไซน์ทันสมัย หรือมีฟังก์ชันใดที่ควรนำมาใช้เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลของเราได้มากที่สุด

คำนึงถึงผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ผ่านอุปกรณ์มือถือ ( Mobile Friendly )

การออกแบบควรคำนึงถึง ดีไซน์การใช้งาน หรือหน้าเว็บไซต์เมื่อปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ด้วย เช่น สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต เป็นต้น

1.2 Semantic Search Semantic Search คือ การปรับปรุงผลการค้นหาเว็บไซต์ของเรา ให้มีคุณภาพ ด้วยการใช้เครื่องมือ และเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการทำ SEO โดยมีการวางแผนใช้ Keyword หรือวลีที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับเนื้อหา และสร้างคอนเทนต์ให้ตรงกับความต้องการของคนอ่านในช่วงเวลานั้น ๆ

ในปี 2021 ที่จะถึงเร็ว ๆ นี้ Semantic Search จะกลายเป็นวิธีการทำ SEO ที่สามารถสร้างบทความที่มีคุณภาพให้แก่ผู้อ่าน

Semantic SEO จะเป็นการปรับแต่งบทความให้มีความสัมพันธ์กัน เลือกใช้คีย์เวิร์ดหรือวลีที่ความหมายคล้ายกันแทนการย้ำคีย์เวิร์ด เพื่อนำไปสร้างบทความที่มีคุณภาพต่อผู้อ่าน ซึ่งนักการตลาดสามารถใช้เครื่องมืออย่าง Ubersuggest เข้ามาเป็นตัวช่วยในการหา Keyword ดี ๆ ที่ตรงกับการค้นหา

สถิติที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Semantic Search

85 % ของการค้นหาผ่านมือถือเริ่มต้นใช้คำว่า “Can I” ( Think With Google )

65 % ของการค้นหาผ่านมือถือใช้คำว่า “Do I need” เพิ่มขึ้น ( Think With Google )

65 % ของการค้นหาผ่านมือถือใช้คำว่า “Should I” เพิ่มขึ้น (Think With Google )

หากลองสังเกตคำค้นหาในปัจจุบัน ก็จะเห็นว่า เราไม่ได้ใช้แค่ Keyword หลัก ๆ คำเดียว แต่เราเริ่มค้นหาบทความ หรือข้อมูลบางอย่าง ด้วยการสร้างประโยคคำถามขึ้น ซึ่งสิ่ง ๆ นี้ เรียกว่า Long Tail Keywords

แนวทางการปรับใช้ Semantic ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021

ตัวอย่างประโยคการค้นหาที่ผู้ใช้งานเลือก Search

สร้าง Content ที่ตอบคำถามผู้อ่าน เช่น

1.การให้ข้อมูลเกี่ยวกับความหมายของ …. มีความสำคัญอย่างไร

2.… คืออะไร และใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง

3.การตอบคำถาม FAQ หรือคำถามที่มักถูกถามบ่อย ๆ

4.การสัมภาษณ์บุคคลที่มีความน่าเชื่อถือ หรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจของแบรนด์

คอนเทนต์มีเนื้อหาที่คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าถึงได้และเข้าใจง่าย
สร้าง Internal link (Internal Link คือการสร้างลิงก์เพิ่มเชื่อมโยงบทความจากหน้าหนึ่งไปยังอีกหน้าหนึ่ง ภายในเว็บไซต์ของคุณ) เพื่อให้ผู้อ่านได้รับความรู้เพิ่มเติม และใช้เวลาอยู่บนหน้าเว็บไซต์นานขึ้น
สร้างหัวข้อบทความที่มี Keyword ซึ่งหัวข้อบทความ มีความสำคัญในการทำ SEO มากพอ ๆ กับเนื้อหาเลยล่ะค่ะ ดังนั้นการเลือก Keyword ที่ตรงใจผู้ค้นหา หรือเลือกกลุ่มคำและวลีทีม่ีความคล้ายคลึงกัน จะช่วยให้ผู้ค้นหาสามารถเจอบทความของคุณได้

1.3 Search Intent Search Intent (หรือ User Intent) คือ เจตนาของผู้ใช้ ซึ่งเป็นจุดประสงค์ของการค้นหา Keyword ลงบนเครื่องมือค้นหา ว่าเป็นการค้นหาแบบเจาะจงเพื่อนำทางไปยังเป้าหมาย (Navigation) การให้ข้อมูล (Information) และ เพื่อทำธุรกรรมซื้อสินค้า (Transaction)

เนื่องจากระบบอัลกอริทึ่มของ Google สามารถตีความเจตนาในการค้นหาของผู้ใช้ได้ทั้งในรูปแบบคำสั้น ๆ หรือแบบประโยคได้ทุกภาษา ดังนั้นการปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับกับประสบการณ์ และเป้าหมายของผู้ใช้ในการค้นหา Keyword จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ของเราอยู่ในลำดับที่สูงขึ้นค่ะ

สถิติที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Search Intent

เจตนาของผู้ค้นหาประกอบไปด้วย 4 เป้าหมายหลัก คือ เพื่อนำทางไปยังเป้าหมาย (Navigation) การให้ข้อมูล (Information) เพื่อทำธุรกรรมซื้อสินค้า(Transaction) และสถานที่หรือสินค้าท้องถิ่น (Local) (Moz)

แบรนด์ที่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพตามจุดประสงค์ของการค้นหา พบว่า Organic Traffic เพิ่มขึ้น 667 % บนหน้า Landing Page (Ahrefs)

แนวทางการปรับใช้ Search Intent ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021

สร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับเจตนาของผู้ค้นหา และเลือกใช้คำและประโยคที่คนทั่วไปใช้และพูดถึงกันเป็นส่วนใหญ่ เนื้อหาภายในต้องตอบคำถามผู้ค้นหาได้

สร้าง FAQs เพื่อให้ระบบอัลกอริทึมรู้ว่าคุณได้ทำคอนเทนต์เอง เป็นเจ้าของเอง หรือที่เราเรียกว่าการทำ SEO ด้วยเทคนิค E-A-T ซึ่งการแสดงความเป็นเจ้าของคอนเทนต์นั้น ๆ คือ Authority

ลิสต์ Keyowrd ที่เหมาะสมกับคอนเทนต์เพื่อนำไปใช้ โดยคำนึงถึงเจตนาในการค้นหา

ลองใช้เครื่องมือ Ubersuggest เพื่อค้นหาคำและวลีที่ตอบโจทย์กับการทำคอนเทนต์ของคุณ

1.4 Zero-Click Search Results หากแปล Zero-Click Search Results แบบตรงตัวก็คือ ผลการคลิกจากการค้นหาเป็น 0 ซึ่ง ผลการค้นหานี้ตอบสนองผู้ค้นหาด้วยการไม่ต้องคลิกไปยังหน้าใด ๆ ก็สามารถหาคำตอบให้ได้ทันทีซึ่งในหน้าผลลัพธ์การค้นหา หรือ SERP จะมีคำตอบเอาไว้ให้ในรูปแบบของ

Instant Answers คำตอบจะปรากฏเอาไว้ให้ทันที
Knowledge panel ความรู้
Calculators การคำนวณ
Definitions คำจำกัดความ
Maps แผนที่
Featured snippets ข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนบนตำแหน่งด้านบนสุของ SERP เมื่อมีการค้นหาผ่าน Googleโดยในปี 2021 นี้ มีความเป็นไปได้ว่า Google จะพยายามนำเสนอเนื้อหาให้ผู้ใช้งานสามารถเจอคำตอบได้เลยโดยไม่ต้องคลิกไปยังหน้าอื่น ๆ เพิ่มเพื่อความสะดวกในการใช้งาน และความรวดเร็ว

ตัวอย่างของ Zero-Click Searches: สมมติว่าเราค้นหาคำว่า Corona Virus กันและเมื่อเราดูผลลัพธ์การค้นหาบนหน้า SERP ก็จะพบว่า Google มีข้อมูลต่าง ๆ เตรียมเอาไว้ให้เรา ไม่ว่าจะเป็น อาการของโรค สถิติผู้ติดเชื้อ ผลการตรวจ และข่าวท้องถิ่นที่เราสามารถอ่านได้ในทันทีค่ะ นอกจากนี้ตัวอย่างของ Zero-Click Search Result จะเป็นรูปแบบของกราฟในหัวข้อต่าง ๆ การคำนวณสูตรทั่วไป หรือคอนเทนต์วิดีโอ และภาพแบบ Carousel นั่นเอง

Zero-click Search Results มักปรากฏอยู่บนการค้นหาบนมือถือ (Smart Insights)

Zero-click Search Results เติบโตขึ้น 11 % และ 9 % ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (SparkToro)

62 % ของผู้ค้นหาผ่านอุปกรณ์มือถือไม่คลิกผลการค้นหา แต่เลือกดูหน้า SERP อย่างเดียว (Search Engine Journal)

Featured Snippet ทำให้ค่า CTR ลดลง 5.3 % (Sistrix)

แนวทางการปรับใช้ Zero-Click Search Results ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021

สร้างวิดีโอคอนเทนต์ลงใน YouTube

อัปเดต Google My Business ในทุก ๆ สาขาของคุณ

สร้างและคอยอัปเดตข้อมูลที่มักถูกถาม FAQ รวมไปถึงรายละเอียดของ และงาน Event ที่แบรนด์จัดขึ้น

1.5 Google My Business

Google My Business เป็นเครื่องมือฟรีที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณถูกค้นเจอในสถานที่และท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย

รายละเอียดการให้บริการ

ช่วงเวลาเปิด-ปิด

ที่อยู่ และรายละเอียดการติดต่อ

เมนู

รูปภาพ และวิดีโอของลูกค้า

เว็บไซต์แบรนด์

รีวิวและคะแนนจากผู้ใช้งาน

สถิติที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Google My Business

ปัจจุบันมีคนใช้เครื่องมือ Google My Business มากกว่า 5 พันล้านคนทั่วโลก

มากกว่า 5 ล้านแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ใช้ Google Map ทุกสัปดาห์

โดยเฉลี่ยแล้วแบรนด์ต่าง ๆ มักถูกค้นหามากกว่า 1 พันครั้งต่อเดือน และ 84 % นั้นสามารถค้นเจอจาก Google

ผู้ที่ค้นหาผ่านอุปกรณ์มือถือมักหาคำว่า “near me” หรือสถานที่ ๆ ใกล้ที่สุด มักประกอบกับคำว่า “can I buy” หรือ “to buy” (Think With Google)

แนวทางการปรับใช้ Zero-Click Search Results ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021

Google My Business สามารถช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นถูกค้นหาได้ง่ายขึ้น และสะดวกต่อผู้ใช้งานมาก ดังนั้นการใช้เครื่องมือเพื่อใส่รายละเอียดต่าง ๆ ของร้านค้า จะช่วยเพิ่มโอกาสให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น และ ถูกค้นหาได้บน Google

2. Pay-Per-Click (PPC) Pay-Per-Click (PPC) เป็นการโฆษณาบนหน้าผลการค้นหาของ Google ซึ่งมีหลักการใช้ Keyword เพื่อให้โฆษณานั้น ๆ ปรากฏขึ้นเมื่อมีการค้นหาคำเหล่านั้น Keyword ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนโฆษณานั้นถือว่าคุ้มค่า และสามารถสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจทางหนึ่ง โดยเทรนด์ในปีหน้า 2021 คาดการณ์ว่ากลยุทธ์การทำ PPC นั้นควรใช้หลักการดังนี้

อัปเดตข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวกับ Covid-19

เช่น ช่วงวันและเวลาที่เปิดบริการหลังจากการกักตัวก่อนหน้านี้ ยังคงสามารถให้บริการได้เหมือนเดิมหรือไม่ ทาง ร้านจำเป็นต้องแจ้งรายละเอียดใดเป็นพิเศษก่อนเข้ามาที่หน้าร้านหรือเปล่า หรือมาตรการควบคุมที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัย เป็นต้น

การแชร์รีวิวจากผู้ใช้งาน

ในยุคที่คนธรรมดาทั่วไปก็เป็น Influencer ให้กับผู้บริโภคได้ การแชร์รีวิวผลจากการใช้งาน หรือการบริการมีส่วนให้ กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจที่เข้ามาซื้อสินค้า และบริการเพิ่มขึ้น

โพสต์คอนเทนต์ที่เป็นคำถามที่มักถูกถามบ่อย ๆ (FAQs) เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจเกี่ยวกับแบรนด์ของคุณมากขึ้น และไม่ต้องเสียเวลาติดต่อเข้ามา

ใส่รูปภาพ วิดีโอ ที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการ รวมไปถึงหน้าตาของร้านค้า สถานที่และโลโก้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น

แชร์โพสต์ หรือบทความที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

การอัปเดต Blog หรือประชาสัมพันธ์งาน Event ที่ทางแบรนด์จัดตั้งขึ้น รวมทั้งโปรโมชันลดราคาต่าง ๆ แบรนด์จะต้องโพสต์อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อให้เพจมีการเคลื่อนไหว และทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้มากที่สุด

แนวทางการปรับใช้ Zero-Click Search Results ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021

PPC Data Privacy เป็นสิ่งที่นักการตลาดต้องให้ความสำคัญ

Data Privacy เป็นการกำหนดกฎหมายเพื่อทำการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ว่าข้อมูลส่วนไหนจะนำไปใช้อะไรบ้าง และต้องมีมาตรการในการจัดเก็บข้อมูลไม่ให้รั่วไหล ซึ่งทุกภาคธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญและเก็บข้อมูลของผู้บริโภคไว้เป็นความลับ

84 % ของนักการตลาดเผยว่า Machine Learning หรือระบบคอมพิวเตอรที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเองช่วยเร่งการทำงานของ PPC ได้

3. Conversion Rate Optimization (CRO) ในปี 2021 นักการตลาดและผู้ประกอบการยังคงต้องโฟกัสไปที่การสร้าง Conversion Rate ให้แก่เว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานมีปฏิสัมพันธ์บางอย่างกับเว็บไซต์ เช่นการซื้อสินค้า หรือการสมัครสมาชิก ซึ่งยิ่ง Conversion ของเว็บเพิ่มสูงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่านั้น

ในการพิจารณายอด CRO นั้นสามารถคำนึงได้จาก 2 ปัจจัยด้วยกัน คือ

1. วิธีการที่ผู้ใช้งานเข้ามายังหน้าเว็บไซต์ หรือองค์ประกอบของ UX (ประสบการณ์การทำงานของผู้ใช้งาน)

2.กิจกรรมที่ผู้ใช้งานทำ เมื่อเข้ามายังหน้าเว็บไซต์

3.1 Mobile Optimization การเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่มือถือ หรือ Mobile Optimization ในยุคดิจิทัลที่มีการใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ที่หลากหลาย และใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมากกว่า 1 ช่องทาง แน่นอนว่า การออกแบบแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ให้รองรับกับการทำงานของอุปกรณ์เคลื่อนที่ อย่างมือถือ มีความสำคัญไม่แพ้กัน กับการนำเสนอเว็บไซต์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

สถิติจาก Statista เผยว่า ในปัจจุบันผู้คนราว ๆ 3 พันล้านคน ใช้มือถือในการเข้าถึงข้อมูล ทั้งช่องทางแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ เพิ่มขึ้นราว ๆ 23 นาที ต่อวัน ดังนั้นการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ และตัวแอปฯ ของแบรนด์ให้มีความไว ใช้งานง่าย จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้าง Conversion Rate ได้อย่างต่อเนื่อง

3.2 Personalization การสร้างประสบการณ์แบบส่วนตัวให้กับลูกค้า เป็นการทำการตลาดแบบรู้ใจ หรือ เลือกเจาะจงตัวลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการลูกค้า ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วง 2 – 3 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งการเอาใจลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นคนพิเศษ สามารถสร้าง Conversion Rate ได้ และยังสามารถเปลี่ยนลูกค้าธรรมดา ให้กลายเป็นลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ได้ในอนาคต

สถิติที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ Personalization

80 % ของผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้า และบริการจากแบรนด์ที่นำเสนอได้ ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า (Personalized Marketing)

การทำการตลาดที่เจาะจงและตรงกับความต้องการของลูกค้า มีผลทั้งธุรกิจในรูปแบบ B2B และ B2C

90 % ของนักการตลาดกล่าวว่า การทำการตลาดแบบ Personalization สร้างกำไรให้แก่ธุรกิจได้อย่างมหาศาล (Think With Google)

33 % ของนักการตลาดเชื่อว่า การทำการตลาดแบบรู้ใจลูกค้า เป็นวิธีการสร้าง Engagement ที่ถูกต้อง และแบรนด์สามารถนำมาใช้เป็นเป้าหมายได้ในระยะยาว (Think With Google)

36 % ของลูกค้าเลือกซื้อสินค้า และบริการที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตนเอง (Retail TouchPoints)

84 % ของลูกค้าชอบการบริการแบบคนพิเศษ (Salesforce)

แนวทางการปรับใช้ Personalization ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021

หากคุณยังไม่แน่ใจว่า การทำการตลาดแบบรู้ใจสามารถทำได้อย่างไรบ้าง อันดับแรก แบรนด์ต้องรู้จักการนำข้อมูลลูกค้ามาใช้ในการวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ และเริ่มทำ Customer Persona

การทดลองทำ A/B Testing เพื่อออกแบบหน้าเว็บไซต์ที่ตรงใจผู้ใช้งาน เช่น การทำการตลาดแบบ Personalization ของ Netflix และ Amazon

ทำ Email Marketing ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้า โดยเลือกหัวข้อจากความชอบ ความสนใจ และพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า เพื่อสร้างยอด Conversion

3.3 Data & Design การนำทั้งข้อมูล และดีไซน์การออกแบบมาใช้ในเว็บไซต์ จะเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าอีกทางหนึ่ง ตัวอย่างเช่น การออกแบบ Landing Page ให้ใช้งานง่าย และสร้าง Call To Action เพื่อเพิ่มโอกาสในการคลิก การเก็บข้อมูลในการคลิกต่าง ๆ เพื่อดูว่า สิ่งไหนทำแล้วรุ่ง และมีสิ่งไหนต้องปรับปรุงเพิ่ม

4. Social Media Marketing การทำการตลาดบนสังคมออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนักการตลาดและผู้ใช้ในปี 2021 อย่างแน่นอน ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจ E-Commerce และผู้บริโภคเองต่างคุ้นชินกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียกันแน่ ๆ แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาหน้าตาของเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ความทันสมัย และฟังก์ชันการใช้งานย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ตอบโจทย์กับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคสมัยนั้น ๆ ดังนั้น เราไปดูกันค่ะ ว่า Social Media Marketing ที่หน้าจับตาในปี 2021 จะมีอะไรบ้างที่น่าสนใจ และควรนำไปปรับใช้

4.1 การวิวัฒนาการของผู้บริโภค อย่างที่ผู้เขียนได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั่วโลก จากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในช่วงต้นปีและกลางปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การซื้อสินค้า และบริการเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น ผู้บริโภคในช่วงอายุต่าง ๆ ทั้งยุค Gen Z, Gen X and Baby Boomers ในประเทศสหรัฐอเมริกา และ อังกฤษ ต่างหันหน้ามาชอปปิงออนไลน์ในระหว่างกักตัวอยู่บ้าน ( Facebook ) จำนวนผู้เล่น Instagram เพิ่มสูงขึ้นมาก รวมทั้งระยะเวลาที่ใช้ในแอปพลิเคชัน ในช่วงกักตัวอยู่บ้าน ( Searchenginejournal ) นอกจากนี้ยังมี สถิติที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโซเชียลมีเดียมาฝากกันอีกเพิ่มเติมค่ะ 46 – 51 % ของผู้บริโภคใช้โซเชียลมีเดียเพิ่มขึ้นในช่วงกักตัว ปริมาณการใช้งานโดยเฉลี่ยต่อวันบน Facebook เพิ่มขึ้น 27 % ( New York Times) มีการคาดการณ์ว่าไตรมาสแรกในปี 2021 จะมียอดดาวน์โหลดแอปฯ Instagram มากกว่า 100 ล้านครั้ง และยอดดาวน์โหลดแอปฯ Tik Tok อีกกว่า 300 ล้านครั้ง จากผู้บริโภครุ่น Gen Z และ Millennial ยอดสปอนเซอร์บน Instagram เพิ่มขึ้น 76 % ตั้งแต่ช่วง Covid-19 ( Mediakix )

4.2 วัฒนธรรมคว่ำบาตร หรือ Cancel Culture สำหรับปรากฏการณ์คว่ำบาตรแล้วนั้น หลาย ๆ คนคงเคยได้ยินกันมาบ้างในเรื่องของการเมือง และเศรษฐกิจ แต่ในยุคดิจิทัล 2021 นั้น ประเด็นร้อนหลายประเด็นที่เกิดเป็นกระแสทั่วโลก จะส่งผลให้ การคว่ำบาตรมีผลต่อโลกออนไลน์ด้วยเช่นกัน ซึ่งการคว่ำบาตรที่ว่านั้น จะเป็น

การเลิกสนับสนุนคนดังที่มีการกระทำที่ไม่เหมาะสม หรือไม่สนับสนุนทิศนคติในเชิงลบ เช่น การเหยียดเพศ สีผิว เชื้อชาติ การเล่นมุกตลกกับเกี่ยวกับการข่มขืน และการสนับสนุนความรุนแรง

เราลองไปดูตัวอย่างจากปีที่ผ่านมากันว่า เหตุการณ์ Cancel Culture ที่เกิดขึ้นน้นมีอะไรบ้าง

การบอยคอต ภาพยนต์เรื่องมู่หลาน หรือ แฮชแท็ก เนื่องจากนักแสดงหลักสนับสนุนความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศฮ่องกง และสนับสนุนรัฐบาลจีน ซึ่งผลกระทบนี้ Disney หรือผู้สร้างหนังก็ได้รับผลกระทบไปด้วย ภาพจาก: https://www.bbc.com

หลาย ๆ บริษัทพร้อมใจกันคว่ำบาตร Facebook จากเหตุการณ์ที่ Facebook ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ความรุนแรง หรือคำพูดเชิง Hate Speech บนแพลตฟอร์

นักเขียนชื่อดังอย่าง J. K. Rowling แสดงออกทางทวิตเตอร์ เกี่ยวกับการไม่ยอมรับสตรีข้ามเพศ ซึ่งก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจทั่วโลก และอาจมีผลกระทบกับผลงานของตัวนักเขียนในอนาคต

4.3 วิธีการ Cancel Culture ในปี 2021

ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่กับแคมเปญใดก็ตาม หรือแบรนด์ได้ออกมาสนับสนุนแคปเปญคว่ำบาตรหรือไม่ หากแบรนด์ของคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการกลายเป็นกระแส ผู้เขียนมีวิธีป้องกัน และการรับมือที่อาจเกิดขึ้นมาแนะนำให้ทุกท่านลองทำตามกันค่ะ

ตรวจสอบโฆษณาอยู่เสมอ เพื่อควบคุมสปอรเซอร์ หรือโฆษณาบนพื้นที่หน้าเว็บไซต์ของคุณ มีเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยง หรือไม่เหมาะสม

จัดการตรวจสอบขั้นตอนโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อหาจุดบอดก่อนการโพสต์ทุกครั้ง

คอยจับตาดูเทรนด์ และกระแสบนโลกโซเชียล ว่ามีทิศทางเป็นอย่างไรบ้าง ตรวจเช็ค Influencer ที่จะมาเป็นตัวแทนของแบรนด์ ว่ามีทัศนคติ และพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่

4.4 ความโปร่งในการตรวจสอบโซเชียลมีเดีย ในปัจจุบัน การรับข่าวสาร จำเป็นต้องกรองให้มาก และอ่านบทความหรือข่าวให้หลากหลาย รวมทั้งการอ่านข่าวจากแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ เนื่องจากในโลกโซเชียลมีเดีย มีทั้งเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง และเรื่องแต่ง ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งใน Facbook และ Twitter ซึ่งในปี 2020 นี้ ทั่วโลกมีมาตรการคอยตรวจสอบข้อความเท็จ และข่าวบิดเบือนดังนี้

FBI ออกมาตรการแจ้งเตือนแคมเปญที่บิดเบือนในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่มีผลต่อการเลือกตั้งในสหรัฐ

Twitter สร้างปุ่มข้อความแจ้งเตือน “Fact Check” เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จ

แบรนด์ดังร่วมกันคว่ำบาตร ด้วยการถอนโฆษณาบน Facebook ( ) จากปัญหาเกี่ยวกับความรุนแรง หรือ Hate Speech ที่ Facebook ไม่อาจควบคุมได้บนแพลตฟอร์ม

5 Paid Social การทำการตลาดแบบการจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณา ควบคู่ไปกับการทำการตลาดแบบ Organic เป็นกลยุทธ์ของหลาย ๆ แบรนด์น้อยใหญ่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งผู้เขียนได้สรุป Paid Ad หลัก ๆ เอาไว้ 3 ช่องทางด้วยกันคือ Facebook Ads, Instagram Ads และ Linkedin Ads ค่ะ

5.1 Facebook Ads ในประเทศไทย จำนวนผู้ใช้ Facebook มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวผู้ใช้งานเอง และเพจจากแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าจำนวนการโฆษณาก็ย่อมมีมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่ง Statista คาดการณ์เอาไว้ว่าในปี 2021 รายได้การโฆษณาของ Facebook จะอยู่ที่ประมาณ เก้าพันสี่ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงมาก ๆ เลยทีเดียว เหตุผลที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจในการลงทุน Facebook Ad เป็นจำนวนมาก นั่นก็เพราะผลตอบแทน หรือรายได้จากการลงทุนนั้นคุ้มค่า ซึ่งเรามาดูกันค่ะว่า กลยุทธ์การตลาดสำหรับการลงทุนใน Facebook Ads มีแนวทางการทำการตลาดอย่างไรบ้าง

เลือกโฆษณาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องการในตลาด

ตัวอย่างในปีที่ผ่านมาจากการกักตัวอยู่บ้าน โฆษณาเกี่ยวกับธุรกิจเครื่องครัว ของใช้ภายในบ้าน และ การตกแต่งบ้าน มีเพิ่มสูงขึ้น

เลือกใช้เครื่องมือ Facebook Business Manager เพื่อวางแผนการลงงบประมาณที่จำเป็น และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

สร้างแคมเปญโฆษณา ที่สามารถรองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ (Mobile Friendly)

สร้างโฆษณาในรูปแบบของวิดีโอ เนื่องจาก อัลกิริทึมของ Facebook ในปี 2020 มีการจัดลำดับให้คอนเทนต์ประเภทวิดีโอมีเนื้อหาน่าสนใจมากที่สุด และมักจัดลำดับ Ranking บนหน้าฟีดให้ได้เห็นวิดีโอก่อนเสมอ เมื่อเทียบกับคอนเทนต์ประเภทรูปภาพและบทความ

การทดสอบทำ A/B Testing เพื่อหารูปแบบดีไซน์ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจมากที่สุด

5.2 Instagram Ads Instagram ถือได้ว่าเป็นแอปฯ ยอดฮิตติดเทรนด์ ทั้งในไทย และต่างประเทศ โดยนอกจากที่ผู้ใช้จะโพสต์รูปภาพสวย ๆ และแบ่งปันเรื่องราวดี ๆ ให้แก่เพื่อนแล้ว การเช็คอินสถานที่สุดปัง การสร้าง Community หรือแคมเปญต่าง ๆ สามารถเกิดขึ้นได้บนแพลตฟอร์มด้วยเช่นกัน ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ธุรกิจออนไลน์ทั้งหลายได้ลงทุนไปกับการสร่างแคมเปญโฆษณาในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้

Stories Ads การลงโฆษณาผ่านสตอรี่

Photo Ads การโพสต์รูปภาพเพื่อโฆษณาสินค้า

Video Ads การโพสต์วิดีโอเพื่อโฆษณาสินค้า

Carousel Ads การลงรูปภาพแบบอัลบัมเพื่อนำเสนอสินค้าที่หลากหลายในโพสต์เดียว

Collection Ads การโพสต์รูปสินค้าในรูปแบบของคอลเลคชัน

Ads in Explore การยิงโฆษณาในหน้า Explore (หน้าที่ใช้ค้นหาบัญชีผู้ใช้รายอื่น ๆ )
Reels การโฆษณาผ่านวิดีโอใน 15 วินาที

แนวทางการปรับใช้ Personalization ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021

สร้าง Instagram Shoppable เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการซื้อสินค้าและบริการ

สร้าง Stories Ads เพื่อให้เกิด Brand Awareness

ทดลองทำโฆษณาผ่านรูปแบบแพลตฟอร์มต่าง ๆ บน Instagram เพื่อให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของเราได้

เลือก Key Opinion Leader หรือ Influencer มาเป็นผู้รีวิว และช่วยโฆษณาสินค้าจากแบรนด์ของคุณ

6 Video Marketing ในปี 2021 จะกลายเป็นยุคทองของวิดีโอคอนเทนต์ ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมา วิดีโอถือได้ว่า เป็นคอนเทนต์ที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค และสร้างไวรัลได้มากที่สุด! นอกจากนี้วิดีโอยังสามารถสร้างทั้งการรับรู้แบรนด์ และ Engagement ผ่านโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น เราไปดูกันว่า เทรนด์ไหนใช้แล้วดี เทคนิคไหนใช้แล้วดัง เพื่อนำไปวางแผนงานการตลาดสำหรับปี 2021 ที่จะถึงนี้กันค่ะ

1 คอนเทนต์ประเภทวิดีโอ จะถูกค้นหามากขึ้นบนช่องทาง Search Engine Results Page (SERP)

2 การทำคอนเทนต์สำหรับวีดีโอให้ติด SEO ต้องประกอบไปด้วย

Thumbnail

Transcription

Description

3 TikTok ยังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดย 37 % ของผู้ใช้แอปฯ สร้างรายได้มากถึง 1 แสน ดอลลาร์สหรัฐต่อปี

4 Webinar และ Virtual Event จะกลายเป็น การสัมนาออนไลน์ที่คนให้ความสนใจมากขึ้น

5 YouTube เป็นช่องทางการค้นหา (Search Engine) อันดับ 2 ของโลก และ วิดีโอคอนเทนต์ในแอปฯ มียอด Engagement เพิ่มขึ้น 30 % ในช่วงปีที่ผ่านมา

6 56 % จากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกในปี 2020 ดูวิดีโอผ่านช่องทาง Facebook, Twitter, Instagram และ Snapchat มากที่สุด

7 การเล่าเรื่องแบบ Story Telling เหมาะสำหรับการสร้างคอนเทนต์วิดีโอ

8 Live Video สร้างไวรัลและ Engagement ได้มากถึง 79 %

9 วิดีโอแบบ 2D และ 3D สามารถสร้างความบันเทิงและนำเสนอไอเดียให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

6.1 วิดีโอจะปรากฏอยู่บนหน้าการค้นหาของ Search Engine Results Page (SERP)

วิดีโอคอนเทนต์ปรากฏขึ้น พร้อม ๆ กับเว็บไซต์ เมื่อมีผู้ใช้งานค้นหาบางอย่างตรงกับ Keyword ของหัวข้อนั้น ๆ เมื่อเราเข้าไปค้นหาบทความ หรือเรื่องราวบางอย่าง ในปัจจุบันนี้ Google มักนำเสนอวิดีโอในหัวข้อที่เรากำลังมองหาด้วยเช่นกัน หากผู้ประกอบการต้องการให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น การสร้างวิดีโอคอนเทนต์ให้ติด SEO จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนสามารถเห็นวิดีโอและคลิกเข้ามาง่ายยิ่งขึ้น โดยวิดีโอของคุณจะต้องประกอบไปด้วย

Thumbnail รูปภาพของคอนเทนต์นั้น ๆ ว่าเกี่ยวข้องกับอะไร

Transcription คำอธิบายที่มาพร้อมกับวิดีโอ เพื่อรองรับผู้ใช้ที่ไม่ได้เปิดเสียง หรือการแปลภาษา

Description รายละเอียดของคอนเทนต์โดยสรุป

6.2 เทรนด์การตลาดบนแพลตฟอร์มของ TikTok ตั้งแต่ช่วงกักตัวจากการแพร่ระบาดของ Cpvid-19 จนถึงปัจจุบันที่สถานการณ์กลับมาปกติกันแล้ว (สำหรับในไทย) TikTok ยังคงได้รับความนิยมจากผู้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนักการตลาดทั้งหลาย ควรจับตาดูเทรนด์การตลาดในแพลตฟอร์มนี้ต่อไป เพื่อหาช่องทางการโฆษณาที่เหมาะสม และคุ้มค่า ให้กับธุรกิจของคุณ

แนวทางการโฆษณาบน Tik Tok ที่จะเกิดขึ้นในปี 2021

นอกจากการซื้อพื้นที่โฆษณาแล้ว แบรนด์สามารถการทำการตลาดด้วยการสร้างแคมเปญ Challenge ต่าง ๆ โดยมีแบรนด์ของเราเป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างความสนุก และสร้างการรับรู้แบรนด์

การใช้แฮชแท็กในการโพสต์โฆษณา เพื่อสร้าง Engagement กับผู้ใช้แอปฯ

เน้นการทำโฆษณาแบบวิดีโอ ซึ่งแน่นอนว่าแพลตฟอร์มนี้ 99 % เป็นคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอ ซึ่งสามารถเพิ่ม Engagement ได้ดีมากกว่าคอนเทนต์บทความ

การใช้ Influencer ช่วยรีวิวสินค้าและบริการจากแบรนด์ เพื่อช่วยโฆษณาอีกทางหนึ่ง

สร้างโฆษณาแบบ Brand Takeover ซึ่งโฆษณาจะปรากฏขึ้นมา 3 วินาที เมื่อมีการเปิดเแอปฯ ใช้งาน

สร้างโฆษณาแบบ TopView โดยมีความยาวไม่เกิน 60 วินาทีในตำแหน่งด้านบนของแอปฯ เพื่อให้คนคลิกเข้ามายังหน้าเว็บไซต์ สร้างโฆษณาแบบ In-Feed Ads ซึ่งเป็นโฆษณาที่จะปรากฏระหว่างการชมคอนเทนต์ของผู้ใช้งาน

6.3 การประชุมออนไลน์ หรือ Webinar ในช่วงปีที่ผ่านมา หลาย ๆ Event และการสัมมนา เป็นอันต้องล่มไป เนื่องจากการป้องกันโรค Covd-19 ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจทั้งหลายเสียหายไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตาม ฮีโร่อย่างเทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลนั้น สามารถเข้ามากอบกู้สถานการ์ณเอาไว้ได้ในระยะเวลาต่อมา โดยธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ เริ่มเปลี่ยนกลยุทธ์และแผนงาน ด้วยการใช้ Webinar และ Virtual Event

แนวโน้มการเข้าร่วม Virtual Event ในปี 2021 ถูกคาดการณ์ว่าจะยังคงใช้วืธีการสัมนาหรือประชุมออนไลน์กันต่อไป

87 % ของ

ที่อยู่

Bangkok
10260

เบอร์โทรศัพท์

+66987789464

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Online Smartlife ยิงแอดได้ก็เห็นตัง ยิงแอดปังก็ตังเยอะ by Ammbizzผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์