03/03/2026
คติธรรม
เนื่องในวันมาฆบูชา
วันอังคาร ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๙
ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัท รำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประกอบด้วยหลักการ ๓ เป็นหัวใจแห่งพระศาสนา กล่าวคือ #การไม่ทำบาปทั้งปวง #การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และ #การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ ณ ดิถีเพ็ญเดือน ๓ หลังสมเด็จพระบรมศาสดาตรัสรู้ และประกาศพระศาสนาแล้ว ๙ เดือน "การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์" ตามความหมายของพระพุทธศาสนานั้น คือการทำจิตให้ปราศจากกิเลส เครื่องเศร้าหมอง แต่การจะชำระจิตใจใจให้บริสุทธิ์ได้ ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องชำระ ด้วยเหตุนี้ ผู้จะชำระจิตตน จึงต้องศึกษาให้ทราบชัดเสียก่อนว่า "กิเลส" ซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกข์นั้นมีประการใดบ้าง เพื่อจักได้คอยสังวร ระวังรักษาจิตตนให้ล่วงพ้นจากภาวะหมักหมมด้วยกิเลสประการนั้น เป็นการฝึกฝนอบรมเพื่อให้เกิดสติได้รวดเร็ว ว่องไว รู้เท่าและรู้ทันต่อสภาพธรรม ทั้งนี้ กิเลสที่พระพุทธองค์ทรงจำแนกไว้ มี ๑๐ ประการ ได้แก่ #โลภะ คือความอยากได้ #โทสะ คือความคิดประทุษร้าย #โมหะ คือความเขลา #มานะ คือความถือตัว #ทิฏฐิ คือความเห็นผิด #วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย #ถีนะ คือความท้อแท้ถดถอย #อุพธัจจะ คือความฟุ้งซ่าน #อหิริกะ คือความไม่ละอายต่อความชั่ว และ #อโนตตัปปะ คือความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว เมื่อทราบดั่งนี้แล้ว ขอจงตั้งโจทย์สำรวจพฤติกรรมของตน และของหมู่ชนในโลกในปัจจุบัน ว่าถูกขับเคลื่อนไปด้วยกิเลสข้อใด มากหรือน้อยเพียงใด กระทั่งนำไปสู่การเบียดเบียนกันทางกายและวาจา ก่อเวรภัย ทำลายสันติธรรมที่ทุกชีวิตล้วนปรารถนา หากท่านอดทน และซื่อตรงพอจะเพ่งโทษเตือนตนเอง ให้เห็นกิเลสในจิต แล้วเพียรลดละขัดเกลาให้เข้าใกล้ความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นอยู่ทุกขณะ ท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามพระพุทธานุศาสนีที่ว่า สจิตมนรกุชถ ซึ่งแปลความว่า #ท่านทั้งหลายจงตามรักษาจิตของตน #จัดเป็นปฏิบัติบูชาอันยิ่งใหญ่ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ
ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอสาธุชนทั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความผาสุกเกษมศานต์สืบไปเทอญ.
(สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม