13/09/2023
บล.เอเซีย พลัส หรือ ASPS แนะนำหุ้น 3 ธีมที่น่าสะสม โดยคาดว่าจะเห็น Fund Flow ทั้งในและต่างประเทศทยอยกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นได้ในระยะถัดไปได้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการทยอย
สะสมหุ้น อีกทั้งยังมีตัวเลือกการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น โดย 3 ธีมดังกล่าว ได้แก่
1. หุ้นอิงเศรษฐกิจจีน SCGP, PTTGC, IVL
2. หุ้นอิงนโยบายรัฐบาลใหม่ BJC, CRC, CPAXT, BEM, ADVANC, TRUE, AOT, ERW
3. หุ้น Laggard ราคาน้ำมัน PTTEP, TOP, SPRC
ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ระบุว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ส.ค.) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยมากที่สุดกว่า1.35 แสนล้านบาท ตามมาด้วยพอร์ตโบรกเกอร์ขายสุทธิ 592 ล้านบาท ต่างกับสถาบันในประเทศที่ซื้อสุทธิ 5.55 หมื่นล้านบาท และนักลงทุนในประเทศที่ซื้อสุทธิสูงสุด 8.03 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังขายตราสารหนี้ไทยไปกว่า 1.26 แสนกว่าล้านบาท
และถ้าเทียบตลาดหุ้นไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 5 ประเทศ พบว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นเอเชียเหนือเป็นหลัก อย่าง ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ถูกซื้อสุทธิ 8.0 พันล้านเหรียญ (ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.3%) และตลาดหุ้นไต้หวันถูกซื้อสุทธิ3.7 พันล้านเหรียญ (ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.7%) ขณะทีตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP ถูกขายสุทธิทั้งสิ้น เริ่มจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียถูกขายสุทธิเล็กน้อย -47 ล้านเหรียญ (ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.5%) ตามมาด้วยตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ถูกขายสุทธิ -265 ล้านเหรียญ(ปรับตัวลดลง -6.0%) และตลาดหุ้นไทยถูกต่างชาติขายสุทธิสูงสุดในภูมิภาค -3.9พันล้านเหรียญ (ปรับตัวลดลง -6.2%)
ปัจจัยที่กดดันต่างชาติขายหุ้นไทยหนักสุดในภูมิภาคมีอยู่ 3 ส่วนหลัก คือ
-กนง. มีการขึ้นดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง 7 ครั้งในรอบ 12 เดือน จาก 0.5% เป็น 2.25% ตามกลไกจะกดดันให้ตลาดหุ้นจะซื้อขายกันบน P/E ที่ถูกลง
-เศรษฐกิจไทย ขาดความต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเติบโตช้ากว่าที่คาด โดย GDP 1Q66 เติบโตเพียง 2.6%YoY และ GDP 2Q66 เหลือการเติบโตเพียง 1.8% เท่านั้น
- เกิดสุญญากาศทางการเมือง หรือใช้ระยะเวลาในการเปลี่ยนรัฐบาลนานเกินกว่า 100 วัน ส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนชั่วคราว สะท้อนได้จากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยในเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ลดเหลือเพียง 4.4 หมื่นล้านบาท/วันเท่านั้น
หลังจากนี้ ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมี Downside ที่ค่อยๆ แคบลง หลังผ่านปัจจัยลบต่างๆ มาพอสมควร และต่อจากนี้มีแนวโน้มค่อยๆ ฟื้นตัวได้ดีขึ้น ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังนี้
- สัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติ อยู่ในระดับต่ำมากๆ แล้ว Dowside น่าจะจำกัด โดยข้อมูล ณ สิ้นเดือน ส.ค. ต่างชาติถือครองหุ้นไทยทางตรง 23.94% แต่ถ้าลบหุ้น DELTA ออกจะเหลือการถือครองเพียง 18.7% เท่านั้น
-ปัจจัยภายนอก 1). วัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้นใกล้จบ หลังจาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วใน 1 ปี 7 เดือน จาก 0.25% มาเป็น 5.5% ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อปัจจุบันที่ลดลงเหลือ 3.3% พอสมควร ส่งผลให้ตลาดคาด Fed น่าจะคงดอกเบี้ยไปจนถึงต้นปี 2567 ก่อนทยอยปรับลง 2). รัฐบาลจีนออกมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ หลังเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้า และภาคอสังหาฯมีหนี้สูง พร้อมผิดนัดชำระ ซึ่งประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนทั้งทางตรง และทางอ้อม
-ปัจจัยภายในประเทศ 1.) การเมืองมีพัฒนาการเชิงบวกมากเรื่อยๆ หลังผ่านระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่มาเกินกว่า 3 เดือนครึ่ง และน่าจะเห็นการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่ในช่วงที่เหลือของปี ทั้งการลดราคาพลังงาน, ฟรีค่าธรรมเนียม VISA สำหรับนักท่องเที่ยว และความคาดหวังการแจกเงิน Digital 10,000 บาท ในระยะถัดไป 2.) หลังการเมืองคลี่คลายมูลค่าซื้อขายหุ้นไทยทยอยเพิ่มขึ้น ตามกลไกช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นซื้อขายบน P/E ที่สูงขึ้นได้ 3.) แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องหลังจากนี้ โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินกำไรช่วง 2H66 มีโอกาสเติบโตขึ้นได้19%HoH และเติบโตต่อเนื่องในปี 2567 อีก 12.6%
ปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมด น่าจะช่วยหนุนให้เห็น Fund Flow ทั้งในและต่างประเทศทยอยกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นได้ในระยะถัดไปได้