ชมรมที่ปรึกษาอุตสาหกรรมสีเขียว

ชมรมที่ปรึกษาอุตสาหกรรมสีเขียว กลุ่มที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาอุตสาห?

11/04/2026

สรุป คนไทยอยู่ Gen ไหนมากสุด ? อัปเดตล่าสุดปี 2569 พร้อมอินไซต์ไว้ทำการตลาด - MarketThink
- “65,809,011 คน” คือ จำนวนประชากรในประเทศไทยทั้งหมด โดยเป็นข้อมูลล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2568 นอกจากนี้ ยังมีการแยกเป็นราย Generation อีกด้วย ว่าแต่ละ Generation ในไทย มีจำนวนเท่าไร

เรื่องนี้ถือว่าน่าสนใจ และเกี่ยวข้องกับนักการตลาด ที่สามารถนำไปปรับใช้ในมุมการตลาดได้

แล้วคนแต่ละ Generation ในไทย มีจำนวนเท่าไร ? แล้วนักการตลาดปรับใช้อย่างไรได้บ้าง ?
MarketThink อธิบายให้อ่านกันในโพสต์นี้

1. จำนวนประชากรไทย ณ เดือนธันวาคม 2568 มีทั้งหมด 65,809,011 คน

แบ่งเป็น เพศชาย และเพศหญิง ในสัดส่วนใกล้ ๆ กัน คือ

- เพศชาย 32,045,088 คน
- เพศหญิง 33,763,923 คน

ทั้งนี้ ต้องหมายเหตุว่า จำนวนประชากรนี้ นับรวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย

2. จำนวนประชากรไทย ลดลงจากปี 2567

ในปี 2567 ประเทศไทยมีจำนวนประชากรทั้งหมด 65,951,210 คน
ในขณะที่ปี 2568 ประเทศไทยมีจำนวนประชากรทั้งหมด 65,809,011 คน

แสดงว่าภายในเวลา 1 ปี ไทยมีจำนวนประชากรลดลง 142,199 คน จากอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงมาก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว

3. จังหวัดที่มีจำนวนประชากร สูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

- อันดับ 1 กรุงเทพมหานคร 5,422,568 คน
- อันดับ 2 นครราชสีมา 2,613,432 คน
- อันดับ 3 อุบลราชธานี 1,865,501 คน
- อันดับ 4 เชียงใหม่ 1,798,588 คน
- อันดับ 5 ขอนแก่น 1,765,967 คน
- อันดับ 6 ชลบุรี 1,645,985 คน
- อันดับ 7 บุรีรัมย์ 1,560,279 คน
- อันดับ 8 อุดรธานี 1,546,737 คน
- อันดับ 9 นครศรีธรรมราช 1,530,435 คน
- อันดับ 10 ศรีสะเกษ 1,436,741 คน

ตัวเลขนี้ แสดงให้เห็นว่า จังหวัดเหล่านี้เป็นจังหวัดใหญ่ มีความหนาแน่น และความเป็นเมืองสูง จึงควรพิจารณาใช้กลยุทธ์การตลาด ที่เหมาะสมกับคนเมืองเป็นหลัก

4. ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย มีจำนวนทั้งสิ้น 988,303 คน

โดยจังหวัดที่มีชาวต่างชาติ อาศัยอยู่มากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่

- อันดับ 1 เชียงใหม่ 160,958 คน
- อันดับ 2 ตาก 151,665 คน
- อันดับ 3 เชียงราย 134,590 คน
- อันดับ 4 กรุงเทพมหานคร 102,988 คน
- อันดับ 5 กาญจนบุรี 77,942 คน
- อันดับ 6 แม่ฮ่องสอน 45,549 คน
- อันดับ 7 ราชบุรี 26,238 คน
- อันดับ 8 ชลบุรี 23,493 คน
- อันดับ 9 สมุทรสาคร 19,212 คน
- อันดับ 10 สมุทรปราการ 15,193 คน

ในมุมการตลาด ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่า ยังมีโอกาสในการทำการตลาด กับชาวต่างชาติ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

ตัวอย่างเช่น

- การใช้ภาษาอังกฤษ ในการทำการตลาด สำหรับจังหวัดที่มี Expat หรือ Digital Nomad จำนวนมาก

- การใช้ภาษาท้องถิ่นของชาวต่างชาติ ในการทำการตลาด สำหรับจังหวัดที่มีแรงงานเป็นชาวต่างชาติ

5. จำนวนประชากร แยกตาม Generation หลัก ๆ ของคนไทย แบ่งเป็น

- คน Gen Baby Boomer เกิดระหว่างปี 2489-2507

ปัจจุบันมีอายุ 62-80 ปี มีจำนวนทั้งหมด 10,619,645 คน คิดเป็นสัดส่วน 16% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

- คน Gen X เกิดระหว่างปี 2508-2523

ปัจจุบันมีอายุ 46-61 ปี มีจำนวนทั้งหมด 15,977,426 คน คิดเป็นสัดส่วน 24% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

- คน Gen Y เกิดระหว่างปี 2524-2539

ปัจจุบันมีอายุ 30-45 ปี มีจำนวนทั้งหมด 15,272,292 คน คิดเป็นสัดส่วน 23% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

- คน Gen Z เกิดระหว่างปี 2540-2555

ปัจจุบันมีอายุ 14-29 ปี มีจำนวนทั้งหมด 13,353,824 คน คิดเป็นสัดส่วน 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

- คน Gen Alpha เกิดระหว่างปี 2556-2565

ปัจจุบันมีอายุ 4-13 ปี มีจำนวนทั้งหมด 6,921,822 คน คิดเป็นสัดส่วน 11% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

6. นอกจากนี้ ยังมีประชากรที่อยู่ใน Generation อื่น ๆ อีก คือ

- คน Silent Generation และก่อนหน้า เกิดก่อนปี 2488

ปัจจุบันมีอายุ 81-98 ปี มีจำนวนทั้งหมด 1,771,274 คน คิดเป็นสัดส่วน 3% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

- คน Gen Beta เกิดปี 2566 เป็นต้นไป

ปัจจุบันมีอายุ 0-3 ปี มีจำนวนทั้งหมด 1,892,696 คน คิดเป็นสัดส่วน 3% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

7. อินไซต์และกลยุทธ์การตลาด ที่เหมาะกับคนไทยในแต่ละ Generation

- คน Gen Baby Boomer

เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง เปิดรับสื่อผ่านทีวี มากกว่าช่องทางอื่น

แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดรับเทคโนโลยีสมัยใหม่มากกว่าที่คิด เช่น ใช้สมาร์ตทีวี รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเอง เช่น นาฬิกาสมาร์ตวอตช์

และยังพร้อมจ่ายเงินไปกับสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

- คน Gen X

เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง ปัจจุบันเป็นหัวหน้าครอบครัว เจ้าของกิจการ เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อภายในบ้าน

มักใช้ Facebook และ LINE เป็นช่องทางการสื่อสารหลัก และรับสื่อ ชอบคอนเทนต์ “ย้อนอดีต” ที่มีคุณค่าต่อจิตใจของตัวเอง

ให้ความสำคัญกับ Brand Trust ทำให้ชื่นชอบแบรนด์ที่มีความจริงใจ ไม่เน้นการซื้อสินค้าราคาถูก

- คน Gen Y

เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูง เริ่มสร้างครอบครัว เป็นพนักงานระดับกลาง หรือเจ้าของกิจการขนาดเล็ก

ใช้ Facebook, YouTube และ TikTok เป็นหลัก มักชอบแสดงออกบนโซเชียลมีเดีย ชอบคอนเทนต์ตลก เบาสมอง ดรามา และคอนเทนต์ที่เน้นการมีส่วนร่วม เช่น แบบทดสอบ MBTI

ด้านพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้า คน Gen Y จะให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่าง ราคาและคุณภาพของสินค้า เป็นหลัก

- คน Gen Z

เป็นกลุ่มคนที่จะกลายเป็นกำลังซื้อหลักในอนาคต ใช้ TikTok และ Instagram เป็นแพลตฟอร์มหลัก ชอบคอนเทนต์ที่มีความสร้างสรรค์ ตลก หรือสะท้อนความจริง

มีความแตกต่างจากคนใน Gen อื่น ๆ คือ เชื่อรีวิวออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ เพื่อน หรือครีเอเตอร์ มากกว่าแบรนด์

อ้างอิง :
- ข้อมูลประชากรไทย จากกรมการปกครอง ณ เดือนธันวาคม 2568

11/04/2026

Carbon Credit: โอกาสใหม่ หรือความเสี่ยงที่มองไม่เห็น? 🌍💼
ในกระแส ESG ที่ถาโถม หลายองค์กรกำลังตกหลุมพรางความคิดที่ว่า "แค่ซื้อคาร์บอนเครดิต = จบภารกิจลดโลกร้อน"
แต่ในสายตาของนักลงทุนระดับโลกและคู่ค้าใน Supply Chain สากล การใช้คาร์บอนเครดิตที่ผิดจังหวะ หรือขาดคุณภาพ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด แต่มันคือ ESG Risk ที่อาจทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์และมูลค่าธุรกิจได้ในพริบตา
ความจริงที่ผู้บริหารต้องตระหนัก: Carbon Credit ไม่ใช่ "ใบอนุญาตให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ" (License to Pollute) แต่คือ Strategic Tool ที่ต้องใช้เพื่อปิดช่องว่างในส่วนที่เทคโนโลยีปัจจุบันยังลดเองไม่ได้เท่านั้น
นี่คือ 5 Red Flags & Realities ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อ Carbon Credit
📍 1. อย่าใช้เครดิตเป็น "ทางลัด" จนลืมลดที่ต้นเหตุ หัวใจของ Net Zero คือ "Reduce First, Offset Last" ลดการปล่อยในองค์กรให้เต็มสูบก่อน แล้วค่อยชดเชยส่วนที่เหลือ
📍 2. ไม่ใช่เครดิตทุกใบจะเท่าเทียมกัน คุณภาพและมาตรฐาน (Credit Integrity) คือตัวตัดสิน ระหว่างโครงการที่มีมาตรฐานสากลรองรับ กับโครงการที่อาจกลายเป็น Greenwashing ในอนาคต
📍 3. ซื้อแล้ว "ใช้" ไม่ใช่ซื้อแล้ว "เก็บ" คาร์บอนเครดิตถูกออกแบบให้ "ใช้แล้วหมดไป" (Retired) เพื่อป้องกันการเคลมซ้ำ (Double Counting) และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง
📍 4. แยกให้ออกระหว่าง Carbon Credit vs Carbon Tax ตัวหนึ่งคือ "เครื่องมือภาคสมัครใจ" เพื่อการชดเชย แต่อีกตัวคือ "มาตรการบังคับ" จากภาครัฐที่กำลังจะกลายเป็นต้นทุนจริงของธุรกิจ
📍 5. Insetting vs Offsetting: กลยุทธ์ที่ต้องเลือกให้ถูก การลงทุนลดคาร์บอนในห่วงโซ่คุณค่าของตนเอง (Insetting) มักสร้างความยั่งยืนในระยะยาวได้มากกว่าการพึ่งพาโครงการภายนอกเพียงอย่างเดียว
ESG Academy Recommendation: ก่อนตัดสินใจลงทุนใน Climate Finance ใดๆ ✅ ประเมิน Carbon Footprint องค์กรให้ชัด ✅ วาง Roadmap การลดก๊าซเรือนกระจกภายใน (Decarbonization) ✅ เลือกเครดิตจากมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ (High-integrity Credits)
Carbon Credit ไม่ใช่ทางลัดสู่ความยั่งยืน แต่ถ้าใช้อย่างมีกลยุทธ์ มันคือฟันเฟืองสำคัญที่จะขับเคลื่อนธุรกิจสู่ Net Zero อย่างสง่างาม
อ่านเจาะลึกกลยุทธ์เพื่อผู้บริหารได้ที่: https://s.setth.org/v09
#ไปให้ถึง100ล้าน

 #ข้อมูลตลาดคาร์บอนเครดิตไทยhttps://web.facebook.com/share/p/1AXusz7fQz/
16/01/2026

#ข้อมูลตลาดคาร์บอนเครดิตไทย
https://web.facebook.com/share/p/1AXusz7fQz/

ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยจากการตื่นตัวสู่การปรับฐานและทิศทางแห่งคุณภาพ
สภาวการณ์ของตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของประเทศไทย ในช่วงปีงบประมาณ 2563-2568 สะท้อนถึงพัฒนาการที่น่าสนใจในมิติของราคาและปริมาณ โดยหากย้อนรอยสถิติจะพบว่าตลาดเคยผ่านจุดสูงสุดในปี 2565 ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 1.18 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO₂eq) จากกระแสการตื่นตัวของการกำหนดเป้าหมาย Net Zero ของแต่ละประเทศหลังการประชุม COP26 ที่กระตุ้นให้ภาคธุรกิจเร่งกักตุนเครดิตในราคาที่ยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ในปี 2566-2567 ตลาดเข้าสู่ช่วงปรับฐาน (Market Correction) โดยปริมาณการซื้อขายลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 6-8 แสนตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี แต่สิ่งที่น่าจับตามองคือ ราคาเฉลี่ยต่อหน่วย ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากราคาเฉลี่ยทั้งตลาดเพียงไม่กี่สิบบาทพุ่งขึ้นมาอยู่ในช่วง 80–125 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือประมาณ 2.5-4 US$/tCO₂eq และในบางกลุ่มโครงการที่มีคุณภาพสูงอย่าง "ภาคป่าไม้" ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 279.06 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือประมาณ 8.7 US$/tCO₂eq โดยราคาเคยทะยานไปถึง 3,000 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือประมาณ 93 US$/tCO₂eq สะท้อนว่าผู้ซื้อไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่ปริมาณการชดเชย แต่เริ่มพิจารณาถึงความพรีเมียม คุณภาพสูง และผลประโยชน์ร่วม (Co-benefits) ของโครงการมากขึ้น
เมื่อเจาะลึกเชิงโครงสร้างอุปสงค์และอุปทาน ข้อมูลล่าสุดระบุว่าโครงการด้านพลังงานหมุนเวียน (ชีวมวลและแสงอาทิตย์) ยังคงเป็นอุปทานหลักของตลาดเนื่องจากต้นทุนการพัฒนาที่คุ้มค่ากว่า แต่ในฝั่งอุปสงค์ ความต้องการกลับเทไปหาเครดิตประเภท Carbon Removal หรือการกักเก็บคาร์บอนจากธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เช่น ป่าไม้และเกษตรกรรมยืนต้น ซึ่งมีซัพพลายจำกัดและใช้ระยะเวลานานในการผลิต ความไม่สมดุลนี้ส่งผลให้ราคาเครดิตป่าไม้สูงกว่าเครดิตด้านพลังงานถึง 3-5 เท่าตัว ขณะเดียวกัน อุปสรรคสำคัญที่ตลาดกำลังเผชิญคือความไม่แน่นอนในการเข้าถึงตลาดของ SMEs และข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และงบประมาณสำหรับองค์กรขนาดเล็กในการพัฒนาโครงการ แต่ในภาพรวมระดับประเทศ การผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.... (หรือพ.ร.บ. โลกร้อน) ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเปลี่ยนโฉมหน้าจากตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary) ไปสู่ตลาดภาคบังคับ (Compliance) มากขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาลที่ทำให้ตลาดคาร์บอนไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคตอันใกล้
ปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยเข้าสู่ช่วง Market Realignment หรือการปรับสมดุลตลาดอย่างแท้จริง โดยมีปริมาณการซื้อขายรวมสะสม อยู่ที่ประมาณ 595,486 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 86,555,414 บาท แม้ในเชิงปริมาณจะดูชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีการซื้อกักตุนเป็นจำนวนมาก แต่มิติของราคา กลับแสดงสัญญาณบวกอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาเฉลี่ยรวมในตลาดพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 145 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยปี 2567 ที่ 125 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนว่าผู้ซื้อในตลาดปัจจุบันคือผู้ใช้งานจริง (End-users) ที่ต้องการชดเชยคาร์บอนเพื่อเป้าหมาย ESG และ Net Zero ไม่ใช่กลุ่มที่เข้ามาเก็งกำไรเหมือนในอดีต ภาคป่าไม้ยังคงเป็นกลุ่มพรีเมียมที่ตลาดโหยหา โดยปีงบประมาณ 2568 ราคาพุ่งสูงไปถึง 2,076 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โครงการ P-REDD+ แม้ปริมาณจะมีไม่มากแต่ครองสัดส่วนมูลค่าตลาดสูงสุด ภาคพลังงานหมุนเวียนเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นที่สุด โดยเฉพาะชีวมวล (Biomass) ที่มียอดซื้อขายกว่า 1.3 แสนตัน ในช่วงราคา 35 - 500 บาทต่อต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
สำหรับการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต ประเมินว่าตลาดจะเติบโตในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณในระยะสั้น (Quality over Quantity) โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่จะกำหนดทิศทาง คือ
1) การยกระดับสู่ Premium T-VER ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (CORSIA หรือ Article 6 ของความตกลงปารีส) จะทำให้คาร์บอนเครดิตไทยสามารถส่งออกหรือขายให้องค์กรในต่างประเทศได้ในราคาสูงขึ้น
2) ราคาจะขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกที่ยากขึ้น (Marginal Abatement Cost) อาจทำให้ราคาเฉลี่ยแตะระดับ 300–500 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายใน 3 ปีข้างหน้า
3) การเข้ามาของสถาบันการเงิน เราจะเห็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อิงกับคาร์บอนเครดิตมากขึ้น เช่น Carbon Credit Link Loan ซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับตลาด
สรุปได้ว่า ตลาดคาร์บอนไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วง "ทดลองและเรียนรู้" เข้าสู่ช่วง "เติบโตอย่างยั่งยืน" โดยมีกลไกราคาที่เป็นธรรมและการรับรองที่เข้มงวดเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ในปี 2050 ต่อไป
SOURCE: https://carbonmarket.tgo.or.th/
------------------------------------------

#อบก #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
#ก๊าซเรือนกระจก
#คาร์บอนเครดิต
#ตลาดคาร์บอน #ตลาดคาร์บอนไทย
#โครงการลดก๊าซเรือนกระจก

 #ด้านสิ่งแวดล้อมก็กระทบไปด้วย ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน ยังสนใจพลังงานจากน้ำมันฟอสซิลอยู่https://web.facebook.com/share/p/1DTE...
12/01/2026

#ด้านสิ่งแวดล้อมก็กระทบไปด้วย ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน ยังสนใจพลังงานจากน้ำมันฟอสซิลอยู่
https://web.facebook.com/share/p/1DTEppVjoz/

เมื่อ‘ทรัมป์’ หันหลังให้เวทีโลก ถอนสหรัฐฯ จาก 66 องค์กร จะเกิดอะไรกับโลกใบนี้และไทยบ้าง?
การตัดสินใจครั้งใหญ่ของโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งถอนสหรัฐฯ ออกจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ ไม่ได้สะเทือนแค่เวทีโลก แต่กำลังกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ การค้า สิ่งแวดล้อม และบทบาทของไทยในระเบียบโลกใหม่
โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งบริหารช่วง 7-8 มกราคม 2569 ให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง โดยให้เหตุผลว่าไม่สอดคล้องผลประโยชน์ชาติ สิ้นเปลืองงบประมาณ และขัดนโยบาย America First การตัดสินใจนี้สะท้อนท่าทีลดบทบาทสหรัฐฯ จากเวทีพหุภาคี และเปลี่ยนแนวคิดการมีส่วนร่วมกับโลกอย่างมีนัยสำคัญ
องค์กรที่ถูกถอนตัวครอบคลุมด้านสภาพภูมิอากาศ การค้า การพัฒนา และหน่วยงานภายใต้สหประชาชาติ การลดบทบาทของสหรัฐฯ อาจทำให้กรอบความร่วมมือสากลอ่อนแรง พร้อมเปิดพื้นที่ให้จีนและสหภาพยุโรปขยายอิทธิพลในการกำหนดมาตรฐานโลกมากขึ้น ท่ามกลางการจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่
ในเชิงเศรษฐกิจ การยุติเงินสนับสนุนของสหรัฐฯ อาจสร้างช่องว่างงบประมาณในหลายโครงการสำคัญ ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม การถอนตัวจาก UNFCCC และ IPCC ถูกมองว่าเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อความร่วมมือแก้โลกร้อน และอาจทำให้บางประเทศชะลอความพยายามด้านสิ่งแวดล้อม
ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากเวทีการค้าและการพัฒนาในภูมิภาค โดยเฉพาะบทบาทของ UNCTAD และ ESCAP ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ภายใต้บริบทใหม่ ไทยจำเป็นต้องหันมาเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างอาเซียน ใช้กรอบ CPTPP, RCEP และสร้างพันธมิตรใหม่ เพื่อรักษาโอกาสทางเศรษฐกิจในโลกที่กำลังเปลี่ยนสมดุล

#ทรัมป์ #เศรษฐกิจโลก #อาเซียน #ฐานเศรษฐกิจ

 #กฎหมายใหม่เรื่องอาคารที่ต้องมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสียhttps://web.facebook.com/share/p/16nxAZSDyh/
02/01/2026

#กฎหมายใหม่เรื่องอาคารที่ต้องมีผู้ควบคุมระบบบำบัดน้ำเสีย
https://web.facebook.com/share/p/16nxAZSDyh/

***1 ม.ค.2569 มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) จะเริ่มมีผลบัคับใช้แล้วนะครับ อีกไม่กี่วันเอง**...
22/12/2025

***1 ม.ค.2569 มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) จะเริ่มมีผลบัคับใช้แล้วนะครับ อีกไม่กี่วันเอง***

EU เดินหน้าบังคับใช้ CBAM ตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 หลังปรับวิธีคำนวณคาร์บอน “หอการค้า” ระบุบริษัทไทยรายใหญ่เริ่มเตรียมตั...

 #เครื่องหมายเชิดชูเกียรติยศยิ่ง “พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ”
04/12/2025

#เครื่องหมายเชิดชูเกียรติยศยิ่ง “พิทักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งชีพ”

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรง ชูมาตรการกระตุ้น”คนดีด้านสิ่งแวดล้อม”คพ.มอบเ...

 #คุณเตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว
02/12/2025

#คุณเตรียมตัวไปถึงไหนแล้ว

การประชุม COP30 ในเดือนพ.ย. 2025 ที่ผ่านมา เป็นมากกว่าเวทีเจรจา แต่เป็นหมุดหมายสำคัญ โดยเฉพาะการที่ทุกประเทศสมาช...

 #โลกร้อนทำให้โลกเราเปลี่ยนไปแล้วครับ
09/11/2025

#โลกร้อนทำให้โลกเราเปลี่ยนไปแล้วครับ

พายุฝนฤดูหนาว ปรากฏการณ์ลานีญา สัญญาณโลกไม่เหมือนเดิม #เรื่องใหญ่รายสัปดาห์ #โลกร้อน #พายุ_______________________________________"สำ...

ที่อยู่

Bangkok
10520

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ชมรมที่ปรึกษาอุตสาหกรรมสีเขียวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ชมรมที่ปรึกษาอุตสาหกรรมสีเขียว:

แนะนำ

แชร์