04/08/2025
💽 [ ยอมถอยเพื่อไปให้ไกลกว่าเดิม
บทเรียนจากการยอมสละตำแหน่ง CEO
ของ Marc Randolph ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix ]
ในโลกธุรกิจ คำว่า “ถอย” มักถูกมองว่าเป็นความพ่ายแพ้ แต่สำหรับ มาร์ค แรนโดล์ฟ (Marc Randolph) ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix การถอยหนึ่งก้าวจากตำแหน่งซีอีโอกลับเป็นการตัดสินใจที่พาองค์กรทะยานไกลกว่าที่เขาเคยฝันไว้ซะอีก
ในรายการ พอดแคสต์ The Diary of a CEO แรนโดล์ฟเล่าว่า การยอมวางอีโก้ลงและก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอ เพื่อให้ รีด เฮสติงส์ (Reed Hastings) เข้ามาบริหารแทนในปี 1999 อาจเป็น “การตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่ Netflix” เลยก็ได้
🍷 [ ค่ำคืนแห่งการทบทวนตัวเอง ]
ประมาณปีครึ่งหลังจาก Netflix เปิดตัว เฮสติงส์มาหาแรนโดล์ฟพร้อมโน้ตบุ๊กในมือ เปิดสไลด์ที่แสดง “จุดแข็งและจุดอ่อน” ของแรนโดล์ฟในฐานะซีอีโอในเวลานั้นและเล่าอย่างเป็นเหตุเป็นผล
“เราปิดคอมพิวเตอร์ จากนั้นเขาก็อธิบายความกังวลของเขา ว่าเขาเห็นความผิดพลาดเล็ก ๆ ในการตัดสินใจของผม และตั้งคำถามกับบางการจ้างงานที่ผมทำ” แรนโดล์ฟเล่า
แน่นอนว่ามันย่อมช็อกและรู้สึกเสียใจเป็นธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะของผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทที่มาจากไอเดียของเขา มุมหนึ่งการก้าวลงเหมือนการยอมแพ้ความฝัน แต่เฮสติงส์ก็แสดงความกังวลในเรื่องต่างๆ มองเห็นความผิดพลาดเล็ก ๆ ในการตัดสินใจ และตั้งคำถามกับบางการจ้างงาน จึงเสนอว่าให้ตัวเองรับตำแหน่ง CEO และเขาก้าวลงเป็น COO แทน
คืนนั้นแรนโดล์ฟกลับไปบ้าน นั่งที่ชานบ้านกับภรรยา และเปิดไวน์หนึ่งขวด เขาเริ่มคิดถึงการสนทนานั้นอย่างจริงจัง
ตอนก่อตั้งบริษัท เขากับ เฮสติงส์เป็นเหมือน “ซ้ายสมอง–ขวาสมอง” แรนโดล์ฟ เชี่ยวชาญเรื่องคน สร้างบรรยากาศทีมได้ดี แต่ไม่ถนัดการสนทนายาก ๆ ขณะที่ เฮสติงส์มีประสบการณ์บริหารระดับสูง เคยเป็นซีอีโอของ Pure Software และนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์
ในที่สุดแรนโดล์ฟยอมรับเฮสติงส์พูดถูก “ผมเริ่มตระหนักว่า… อาจมีอยู่สองความฝันต่างกัน การสร้างบริษัทใหญ่และประสบความสำเร็จอาจเป็นคนละความฝันกับการที่ผมต้องนั่งเก้าอี้ซีอีโอ” เขากล่าว
การตัดสินใจครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
ช่วงเวลาที่ทำงานร่วมกันหลังจากเฮสติงส์ขึ้นเป็น CEO คือ “ยุคเรอเนซองส์ของ Netflix” ที่ปูทางสู่ความสำเร็จ ที่ทำให้ Netflix เข้าตลาดหุ้นในปี 2002 และหลังจากนั้นอีกหนึ่งปีแรนโดล์ฟก็ตัดสินใจออกจากบริษัท โดยในตอนนั้นเขาถือหุ้นมูลค่า 12.6 ล้านดอลลาร์ (ปัจจุบัน Netflix มีมูลค่ากว่า 497,000 ล้านดอลลาร์)
💔 [ ไม่ใช่แรนโดล์ฟคนเดียวที่ต้อง “เสียบางอย่างเพื่อรักษาสิ่งสำคัญกว่า” ]
ในเดือนตุลาคม 2002 รีด ฮอฟฟ์แมน (Reid Hoffman) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง Executive Vice President ขอ ง PayPal โหวตเห็นชอบให้ขายบริษัทให้กับ eBay ด้วยมูลค่าราวๆ 1,500 ล้านดอลลาร์
แม้การตัดสินใจจะดูเหมือนการยอมปล่อยลูกรัก แต่ฮอฟฟ์แมนและทีมมองว่าเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ระบบชำระเงินออนไลน์เล็ก ๆ แห่งนี้เติบโตก้าวกระโดด
เดวิด แซคส์ (David Sacks) COO ของ Paypal ในตอนนั้นเล่าว่าตอนนั้นประมาณ 2/3 ของธุรกรรมทั้งหมดของ PayPal เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม eBay แม้ PayPal จะชนะในสมรภูมิ แต่ตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่ยังเปราะบางมาก ถ้าไม่ขายก็อาจจะโตไม่ได้
eBay ทำให้ PayPal อยู่ในสถานการณ์ลำบาก ผลิตภัณฑ์ของ PayPal เคยเติบโตแบบก้าวกระโดดตั้งแต่เปิดตัวบนแพลตฟอร์ม eBay และต่อมา eBay ก็เริ่มพัฒนาบริการแข่งกับพวกเขา ทีม PayPal ต้องสู้สุดชีวิต เพราะอย่างที่แซคส์ บอกคือ “eBay เป็นเจ้าของจุดชำระเงิน”
หรือแม้แต่ ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson) ผู้ก่อตั้ง Virgin Group เคยร้องไห้ในวันที่ต้องขาย Virgin Records ค่ายเพลงแรกของเขาในปี 1992 ด้วยมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อหาเงินมาประคองสายการบิน Virgin Atlantic ท่ามกลางศึกทางกฎหมายกับ British Airways
แบรนสันเล่าว่าเขาวิ่งไปตามถนนพร้อมน้ำตาเมื่อเห็นป้ายที่เขียนว่า “Richard sells for a billion” แม้จะเจ็บปวดใจ แต่การตัดสินใจครั้งนั้นทำให้ Virgin Atlantic รอดพ้นวิกฤต และกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของกลุ่ม Virgin จนถึงทุกวันนี้
ในหนังสือ 36 กลยุทธ์ธุรกิจการค้า ตำราพิชัยสงครามฉบับธุรกิจ บทสุดท้ายมีชื่อว่า “หนี คือยอดกลยุทธ์” โดยบอกว่า “ถอยหนีมิใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันเป็นจุดหมุนเปลี่ยนเพื่อช่วงชิงชัยชนะ”
🏔️ [ การถอยไม่ใช่แพ้ แต่เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง ]
1. รู้จักจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง
ความสามารถไม่ได้อยู่ที่ “ทำได้ทุกอย่าง” แต่คือการรู้ว่าคุณถนัดอะไร และควรหาคนเก่งกว่ามาช่วยในเรื่องไหน การยอมรับข้อจำกัดจะทำให้ทีมแข็งแรงขึ้น
2. มองเป้าหมายใหญ่กว่าตำแหน่งของตัวเอง
แรนโดล์ฟรู้ว่าการเป็น CEO ไม่ใช่จุดหมายเดียว การได้เห็นบริษัทเติบโตต่างหากคือความฝันที่แท้จริง บางครั้งการก้าวลงไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้ฝันใหญ่เป็นจริง
3. ฟัง Feedback ด้วยใจเปิด
ไม่ใช่ทุกคนจะมีเพื่อนร่วมงานที่สไลด์มาบอกข้อบกพร่อง แต่การเปิดใจฟังความคิดเห็นของคนรอบข้าง แม้จะเจ็บปวด อาจทำให้เราเห็นมุมที่มองข้าม
4. รู้ว่าเมื่อไรควร “เสีย” เพื่อให้ได้สิ่งที่สำคัญกว่า
แบรนสันเสียค่ายเพลงเพื่อรักษาสายการบิน แรนโดล์ฟเสียเก้าอี้ซีอีโอเพื่อรักษาบริษัท Netflix ฮอฟฟ์แมนยอมเสีย Paypal เพื่อให้มันเติบโต ทุกคนเลือกสิ่งที่สำคัญกว่าในระยะยาว
อดัม แกรนต์ (Adam Grant) นักจิตวิทยาองค์กรจาก Wharton บอกว่า การรู้จักตัวเอง ทั้งข้อดีและข้อจำกัด ทำให้เราเป็นผู้นำหรือพนักงานที่มีคุณภาพมากขึ้น เพราะช่วยให้เชื่อมโยงกับคนอื่น และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้ดีกว่า
ลองถามเพื่อน คนในครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานว่าพวกเขามองเห็นจุดแข็งของเราในช่วงเวลาไหนบ้าง หลายครั้งเราอาจค้นพบ “จุดแข็งที่เราไม่เคยรู้ตัว” ไม่ใช่แค่ข้อบกพร่องเท่านั้น
การถอยหนึ่งก้าว ไม่ได้หมายถึงการล้มเหลว หากเป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของการรู้จักตัวเอง เข้าใจบริบท และมองไปที่ภาพใหญ่ บางครั้งมันคือการถอยเพื่อสร้างชัยชนะที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
เหมือนดั่งที่ เคิร์ต วอนเนกัต (Kurt Vonnegut) นักเขียนนวนิยายชาวอเมริกันที่โด่งดังจากนวนิยายแนวเสียดสีและตลกขบขันเคยพูดเอาไว้ว่า “การถอยหนึ่งก้าวหลังจากเดินทางผิด คือการก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง”
[ #เก่งแบบเป็ด 🦆]