Phayat zelected The selection of the different perspectives of the world of People Business Innovation Digital Leader that make the DIFFERENCES, SUCCESS, HAPPINESS AND VALUE.

💦สุขสันต์วันสงกรานต์ 2566 ครับ 💦
13/04/2023

💦สุขสันต์วันสงกรานต์ 2566 ครับ 💦

【เมื่อคนทั้งหมู่บ้าน ร่วมใจบันดาลให้ทั้งเมืองเป็นโรงแรม】ในลิสต์ “สถานที่ในญี่ปุ่นที่อยากไป” ได้จารึกชื่อสถานที่เพิ่มอีกแ...
29/06/2022

【เมื่อคนทั้งหมู่บ้าน ร่วมใจบันดาลให้ทั้งเมืองเป็นโรงแรม】

ในลิสต์ “สถานที่ในญี่ปุ่นที่อยากไป”
ได้จารึกชื่อสถานที่เพิ่มอีกแห่งในวันนี้ ...

เมืองโคสึเกะ จังหวัดยามานาชิเคยเผชิญกับวิกฤติหนัก
ในอดีต ในเมืองเคยเลื่องชื่อเรื่องการเพาะเลี้ยงผึ้งและการเกษตร
แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ด้วยสังคมผู้สูงอายุ
และธุรกิจที่ซบเซา

จำนวนประชากรของเมืองค่อย ๆ ลดลงจนเหลือเพียงแค่ 700 คน
มีการพยากรณ์ว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป
ในปี 2060 เมืองนี้จะมีประชากรเหลือเพียง 300 กว่าคนเท่านั้น

เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยจะดีเท่าไร
ผู้ใหญ่บ้านจึงตีกลองร้องประชุม
ชาวบ้านก็มาชุมนุม ... หาข้อดีของเมืองตนเอง

หมู่บ้านโคสึเกะมีธรรมชาติที่งดงาม
ร้อยละ 95 ของหมู่บ้านเป็นผืนป่า
มีบ้านเก่าแก่ว่างถึง 70-100 หลัง
สิ่งเหล่านี้ น่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้นะ!

ชาวเมืองเลยพัฒนาเป็นคอนเซปท์
“โรงแรมที่สร้างจากความร่วมใจของชาวบ้านทั้งหมู่บ้านกว่า 700 คน”
พวกเขาเริ่มรีโนเวทบ้านเก่าหนึ่งหลัง
เชิญเชฟชื่อดังมาช่วยออกแบบเมนู Dinner Course

จากนั้น ชาวบ้านก็เริ่มแบ่งหน้าที่กัน ...
คุณลุงคนหนึ่ง อาสาเป็น “คนขับรถ” ไปรับแขกที่มา
คุณป้าอาสารับผิดชอบเป็น “ไกด์ท้องถิ่น”
พานักท่องเที่ยวเดินชมในหมู่บ้าน

แม้แต่คุณยายวัย 90 ก็มีความรับผิดชอบ
คุณยายได้ตำแหน่ง “ยายข้างบ้าน”
กล่าวคือ หากนักท่องเที่ยวเหงา ไม่รู้จะคุยกับใคร
ก็กดกริ่ง เข้ามาจิบน้ำชา กินขนมกรุบกริบ
และสนทนากับคุณยายได้ (อันนี้ดี ...)

ทุกคนมีส่วนร่วมหมด

พวกเขาเรียกถนนในหมู่บ้านว่า “ระเบียงของโรงแรม”
เรียกร้านขายของและซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นว่า “เล้าจ์โรงแรม”
และนิยามทุกคนในหมู่บ้านว่าเป็น “พนักงานโรงแรม”

จากความสามัคคี ร่วมมือกันแก้ปัญหาเช่นนี้
ใน 5 ปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวมาที่นี่เพิ่มถึง 2 เท่า
มีจำนวนประชากรที่อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
(โดยมาก คือ คนที่มาเที่ยวแล้วติดใจ)
ปัจจุบัน ร้อยละ 15 ของประชากรในหมู่บ้าน
เป็นหนุ่มสาว หรือครอบครัวที่ย้ายมาอยู่ที่นี่
เพราะชื่นชอบชีวิตต่างจังหวัด ความสงบเงียบ และธรรมชาติที่งดงาม

เห็นปัญหาเดียวกัน ...
นำของดีมาใช้ ...
แบ่งหน้าที่ ...
และร่วมมือร่วมใจกันทำถึงที่สุด

นั่นคือวิถีของชาวบ้านโคสึเกะแห่งนี้

หลังโควิด ... เจอกันนะ!

ชมภาพสวย ๆ พร้อม Link ป้ายยาจองห้องพัก :
https://nipponia-kosuge.jp/


Source & Credit: ติดตามเรื่องราวดีๆ ต่อที่ เกตุวดี Marumura

=====

วันนี้คุณร่วมมือร่วมใจในการทำอะไรสักอย่างแล้วหรือยัง????
#พยัตคัด_ปันกัน

=====

ไม่พลาดเรื่อง “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” จาก Phayat zelected
กด Like และกด See First ไว้ได้ครับ

โดดเด่นกว่าร้านอื่น ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้ผลไม้ของ Whieng Chanfruit หากพูดถึงผลไม้เด่น ๆ ในเมืองจันทบุรีก็คงจะไม่พ้นเมือง...
28/06/2022

โดดเด่นกว่าร้านอื่น ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้ผลไม้ของ Whieng Chanfruit

หากพูดถึงผลไม้เด่น ๆ ในเมืองจันทบุรี
ก็คงจะไม่พ้นเมืองร้อนอย่าง ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และสละ
และคนเกินกว่าครึ่งของจังหวัดจันทบุรี ก็ทำธุรกิจสวนผลไม้เป็นส่วนใหญ่
ซึ่งสำหรับคนทั่วไป ก็คงไม่สามารถแยกผลไม้ของแต่ละสวนออกจากกันได้

แต่สำหรับร้าน Whieng Chanfruit หรือ “เหวียง ผลไม้เมืองจันท์”
สามารถทำให้สินค้าจากสวนของตัวเอง โดดเด่นกว่าร้านอื่นได้ ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับผลไม้

จากการขายทุเรียนธรรมดา ๆ ที่กิโลกรัมละหลายร้อยบาท
สู่การแปรรูป “เป็นทุเรียนกวน” ขายราคากล่องละเกือบ 1,000 บาท
ซึ่งใช้เนื้อทุเรียนไม่ถึง 1 กิโลกรัมด้วยซ้ำ

เรื่องราวของร้านเหวียง น่าสนใจอย่างไร ?
และเธอมีกลยุทธ์อะไรในการสร้างแบรนด์

เรื่องราวของร้านเหวียง เริ่มต้นเมื่อ 3 ปีก่อน
ตอนที่คุณเปรียวเริ่มขายผลไม้ผ่านอินสตาแกรมเป็นครั้งแรก
ซึ่งตอนนั้นเธอเป็นเพียงนักศึกษาชั้นปีที่ 4 เท่านั้น

โดยผลไม้ที่เธอนำมาขายก็เป็นผลไม้ ที่ส่งตรงจากจังหวัดจันทบุรี
จากสวนที่บ้านเกิดของเธอ ที่ทำมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ทวด และมีอายุกว่า 100 ปี

แต่ในเวลานั้น ร้านของคุณเปรียว ก็มียอดขายที่ไม่น่าพอใจนัก
เพราะเธอไม่ได้คิดจะเปิดร้านนี้อย่างจริงจัง

เพียงแค่อยากลองทดสอบตลาดออนไลน์ บวกกับหารายได้เสริมเท่านั้น
เธอจึงไม่ได้โฟกัสเรื่องการสร้างแบรนด์และการตลาดที่ต่อเนื่อง

รวมทั้งคุณพ่อของเธอ ก็ไม่ค่อยสนับสนุนการขายสินค้าออนไลน์เท่าไรนัก
เพราะที่สวนของเธอก็มีลูกค้ารายใหญ่อย่างชาวจีนอยู่แล้ว

ทำให้หลังจากที่เธอเรียนจบ เธอก็ห่างหายจากการขายผลไม้ออนไลน์ไป

จนกระทั่งเกิดวิกฤติโรคระบาดปีที่แล้ว
จากที่เคยมีลูกค้าชาวจีนมารอซื้อผลไม้ที่สวนทุกวัน
ก็กลายเป็นว่าต้องมารอลุ้น ว่าเมื่อไรคนจะเริ่มเดินทางข้ามประเทศได้
ทำให้ยอดการสั่งซื้อมีจำนวนลดน้อยลง จากข้อจำกัดต่าง ๆ

รวมทั้งระยะเวลาในการขนส่งก็นานมากขึ้น
ทำให้ผลไม้บางชนิดไม่สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้
เธอจึงต้องหาช่องทางอื่น ๆ ในการขายสินค้า

และแล้วการคืนชีพธุรกิจขายผลไม้ออนไลน์ เมื่อสมัยเรียนของเธอก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

แต่การกลับมาขายสินค้าในครั้งนี้ ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

เนื่องจากเจ้าของสวนผลไม้หลาย ๆ แห่ง เริ่มหันมาลงเล่นในตลาดออนไลน์เองมากขึ้น
ทำให้การขายผลไม้บนอินสตาแกรมมีการแข่งขันที่สูง

แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่า สวนผลไม้ของเธอมีคุณภาพไม่แพ้กับเจ้าอื่น ๆ

คุณเปรียวจึงตัดสินใจรีแบรนด์ และเปลี่ยนโฉมร้านผลไม้ของเธอใหม่ทั้งหมด
ทั้งแพ็กเกจจิง โลโก้ รวมทั้งเพิ่มเรื่องราวของแบรนด์ให้ลูกค้ารู้จักมากขึ้น

และการตัดสินใจในครั้งนี้ ก็สามารถทำให้เธอทำเงินได้ 7 หลัก
หลังจากลงขายผลไม้เพียง 42 วันเท่านั้น

ซึ่ง 2 ประเด็นหลักที่เธอให้ความสำคัญในการรีแบรนด์ของเธอ คือ

อันดับแรก การสร้างเรื่องราวให้กับสินค้า

การรีแบรนด์ในครั้งนี้ คุณเปรียวตั้งใจที่จะเจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียม
ดังนั้น “การสร้างคุณค่า” และ “ประสบการณ์” จึงเป็นสิ่งสำคัญ

เนื่องจากสวนของเธอมีอายุกว่า 100 ปี ส่งต่อมารุ่นสู่รุ่นตั้งแต่รุ่นคุณปู่ทวด

โดยคนที่เริ่มต้นสร้างสวนผลไม้แห่งนี้ ก็คือ ปู่ของเธอที่ชื่อ “เหวียง”
ผู้ที่คอยทุ่มเทดูแลสวนผลไม้แห่งนี้ด้วยความรักมาโดยตลอด
เธอจึงตั้งใจนำเรื่องนี้มาสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า

จึงตั้งชื่อร้านว่า “เหวียง” เพื่อสะท้อนว่าผลไม้ที่ลูกค้าได้รับ
คัดสรรโดยชาวสวนที่รักผลไม้อย่างแท้จริง

แต่นอกจากเรื่องราวเล็ก ๆ นี้ จะเพิ่มความน่าสนใจให้กับแบรนด์แล้ว
เธอยังนำเรื่องราวมาเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้อีกด้วย

มีครั้งหนึ่ง ที่คุณเปรียวเคยได้รับผลกระทบจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
ส่งผลให้มังคุดของเธอได้รับความเสียหาย

และเนื่องจากมังคุด เป็นผลไม้เปลือกแข็ง ดังนั้นการตรวจเช็กภายในจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
ถึงแม้ภายนอกของมังคุดจะดูสวยงามก็ตาม แต่ภายในอาจจะเป็นยางหรือมีเนื้อแก้วที่ไม่น่าทานก็ได้

คุณเปรียวจึงได้แก้ไขปัญหาด้วยการขายมังคุดที่มีขนาดเล็กลงแทน
แต่มังคุดของเธอก็ไม่ได้เล็กจนมีขนาด “ไซซ์ดอก” หรือขนาดที่เล็กที่สุด

อย่างไรก็ตามถ้าพูดว่าเป็น “มังคุดขนาดเล็ก”
ลูกค้าบางคนก็อาจจะเข้าใจผิด และเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีได้
เธอจึงได้หาคำเรียกใหม่ และเพิ่มเรื่องราวให้กับตัวสินค้าให้ดูน่าสนใจมากขึ้น

ซึ่งก็ คือ “มังจิ๊ด” โดยมาจากคำว่า “เล็กกระจิ๊ดริด”
ที่คุณเปรียวมักไว้เรียกกับคุณพ่อบ่อย ๆ ตั้งแต่เด็ก

ใครจะไปคิดว่ารายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้ จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับมังคุดของเธอได้

และอีกหนึ่งสินค้าที่น่าสนใจ ก็คือ “ทุเรียนกวน”
ที่ทำมาจากทุเรียนหมอนทองสอดไส้ด้วยถั่วแมคคาเดเมีย

เพิ่มคุณค่าด้วยการขึ้นรูปเป็นลักษณะที่เหมือนกับ “ถุงทองคำ” แปะด้วยทองคำเปลว
เพื่อวางขายสำหรับเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลตรุษจีน
และยังเป็นสินค้าที่มีจำนวนจำกัด เพียงแค่ 50 กล่องเท่านั้น

ที่น่าตกใจก็คือ สินค้าตัวนี้ราคาตกกล่องละ 990 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง
แต่ก็สามารถขายหมดภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 วันเท่านั้น
เท่ากับว่าเธอสามารถทำยอดขายได้เกือบ 50,000 บาท เลยทีเดียว

มากไปกว่านั้น ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อสินค้ากับเธอ
ยังเป็นลูกค้าประจำที่ซื้อสินค้ากับเธอเกือบทุก ๆ เดือน

แล้วอะไรคือกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้าของเธอประทับใจจนกลับมาซื้อใหม่ ?

ปัจจุบันผลไม้เป็นเหมือนสินค้า ที่คนมักซื้อไปเป็นของขวัญและฝากให้กับญาติผู้ใหญ่
ดังนั้นคุณเปรียวจึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกเกรดผลไม้อย่างมาก

ซึ่งหากสินค้าตัวไหนได้รับความเสียหาย แม้เพียงเล็กน้อย
คุณเปรียวจะคืนเงินให้กับลูกค้าเต็มจำนวนทุกกรณี

รวมทั้งเธอยังใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ

อย่างทุเรียน เป็นสินค้าที่คำนวณระยะเวลาในการส่งยากมาก
โดยทุเรียนต้องยังดิบตอนจัดส่ง และต้องสุกพร้อมแกะรับประทานที่บ้านลูกค้า

ดังนั้นคุณเปรียว จึงทำสมุดคู่มือการรับประทาน แถมไปพร้อมกับไม้เคาะ ในทุก ๆ กล่อง
เพื่อให้ลูกค้าเอาไว้เช็กสภาพระยะเวลาของทุเรียน

รวมทั้งยังบอกสูตรและวิธีทำขนมทุเรียนข้าวเหนียว
ในกรณีที่ทุเรียนถูกปล่อยไว้สุกเกินไปหรือมีเนื้อที่เละแล้ว

แม้ว่าการรับผิดชอบทั้งหมดนี้ จะต้องแลกกับการสูญเสียรายได้บางส่วนไป
แต่คุณเปรียวก็ไม่เสียดาย เพราะเธอให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูกค้ามากกว่า

และท้ายที่สุดแล้ว ความพึงพอใจของลูกค้า
ก็จะส่งผลดีในระยะยาวกับแบรนด์ของเธอในอนาคต

และเรื่องราวการสร้างร้านผลไม้ออนไลน์
ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่บ้านในตอนแรก

ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่คุณเปรียวทำอยู่อาจจะเหนื่อย
และใช้เวลาในการสร้างรายได้นานกว่าการขายส่งให้กับพ่อค้าคนกลาง

แต่ในอนาคตธุรกิจของเธอก็จะทำเงินได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน
เพราะเธอสามารถสร้างและยืนด้วยขาของตัวเอง

สำหรับใครที่สนใจ อยากรู้ว่าผลไม้ที่มี “เรื่องราว” เป็นอย่างไร
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อินสตาแกรม: whieng.chanfruit


Source & Credit: ติดตามเรื่องราวดีๆ ต่อที่ ลงทุนเกิร์ล
Reference:
สัมภาษณ์ตรงกับคุณปุญญิศา ปริ่มผล ผู้ก่อตั้งร้าน Whieng โดยลงทุนเกิร์ล

=====

วันนี้คุณสร้างเรื่องราวสินค้าแล้วหรือยัง????
#พยัตคัด_ปันกัน

=====

ไม่พลาดเรื่อง “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” จาก Phayat zelected
กด Like และกด See First ไว้ได้ครับ

หลายต่อหลายองค์กรได้พูดเรื่อง Innovation หรือนวัตกรรมกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม คำว่า 'Innovation' นั้น ไม่ได้เป็นเวท...
27/06/2022

หลายต่อหลายองค์กรได้พูดเรื่อง Innovation หรือนวัตกรรมกันอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม คำว่า 'Innovation' นั้น ไม่ได้เป็นเวทย์มนตร์คาถา ที่เมื่อใครได้พูดคำนี้ขึ้นมา ก็จะทำให้คนในทีมมีความสามารถในการสร้างนวัตกรรม เกิดความคิดสร้างสรรค์ และมีความเป็นผู้ประกอบการได้ในทันที

เพื่อเป็นการมองปัจจัยและอุปสรรคต่อการพัฒนาองค์กรอย่างรอบด้าน เราได้ทำการแปลและเรียบเรียงบทความจาก Harvard Business Review เรื่อง The Biggest Obstacles to Innovation in Large Companies ของ Scott Kirsner ได้ทำแบบสอบถามเหล่าผู้นำในองค์กรขนาดใหญ่ ทั้งผู้ที่ดูแลด้านกลยุทธ์, ด้านนวัตกรรม และด้านการวิจัยพัฒนา ถึงสิ่งที่พวกเขาเล็งเห็นว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนแปลงไปสู่องค์กรนวัตกรรม อีกทั้งปัจจัยที่จะเป็นตัวเร่งในการเกิดนวัตกรรม

โดยผลการสำรวจที่ได้นับว่าน่าสนใจ ซึ่งนอกจากจะมีเรื่องการเมืองในองค์กรแล้ว ยังมีเรื่องกลยุทธ์, การขาดงบประมาณ และการไม่มีทิศทางที่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เหล่าผู้นำต้องเผชิญหน้าทั้งสิ้น หากพวกเขาต้องการสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถนำคนในทีมให้ปรับตัว และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงแทนที่จะเป็นศัตรูกับมัน โดยรายละเอียดของแต่ละผลสำรวจที่ได้จะมีอะไรบ้าง มาดูกัน

1. การเมือง, สงครามเย็นในองค์กร, การไม่มีการวางตำแหน่งหน้าที่ชัดเจน (จากผู้ทำแบบสำรวจจำนวน 55 เปอร์เซ็นต์)

กว่า 55 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ทำแบบสำรวจให้ความเห็นว่า ในบาง Business unit มีความเชื่อว่าพวกเขากำลังสร้างนวัตกรรมของพวกเขาเอง เมื่อมีใครหรือมีอะไรเข้ามากระทบต่องานของพวกเขาเมื่อไร ก็จะถือว่าสิ่งนั้นเข้ามาแย่งทรัพยากรของเขาไป บางครั้งพวกเขาก็หวังว่า พวกที่เป็น “ลูกคนโปรดของ CEO ที่เข้ามาใหม่อย่างพวก Chief Innovation Officer หรือ Chief Digital Officer จะหายไปหากทำการละเลยเสีย

Michael Britt ผู้เป็น Senior Vice President ของ Energy Innovation Center ให้คำแนะนำในเรื่องนี้ว่า

“เมื่อไรก็ตามที่ได้มีการเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ที่จะเป็นการมองข้ามในหลายๆ ด้านของบริษัท มันก็มีโอกาสที่คนอื่นจะมองข้ามความสำคัญของคุณไป แน่นอนว่าเหล่าผู้นำอาวุโสอาจไม่สามารถเข้ามาทำการจัดการกับทุกปัญหา หรือเกี่ยวข้องในการเมือง แต่สิ่งที่พวกเขาสามารถได้ก็คือ การอัพเดทคนในทีมว่า พวกเขากำลังวางแผนที่จะสร้างนวัตกรรม หรือมีแนวร่วมธุรกิจอะไรใหม่ๆ บ้าง อีกทั้งคาดหวังให้คนในทีมช่วยเหลือและสนับสนุนเขาในด้านใดบ้าง”

2. วัฒนธรรมในองค์กร (45 เปอร์เซ็นต์)

โดยทั่วไปแล้ววัฒนธรรมในองค์กรขนาดใหญ่จะสร้างบนรากฐานของความเป็นเลิศในการดำเนินงาน เมื่อไรก็ตามหากผู้ที่เป็น Change maker ได้ทำการทดลองไอเดียใหม่ๆ ถ้าไอเดียเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของธุรกิจ หรือแตกต่างจากโมเดลตลาดในปัจจุบัน ก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะไม่ทำมัน

“นอกจากบริษัทใหญ่ๆ จะมีความคล้ายกับช้างที่เป็นพี่เบิ้มแล้ว พวกเขายังมีความจำระยะยาวอีกด้วย ซึ่งพวกนี้จะสามารถจดจำรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ได้ดี และจะหยิบยกทุกประเด็นของสิ่งที่ทำแล้วไม่สำเร็จขึ้นมาพูดในที่ประชุม ซึ่งมันก็ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะหยิบเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาพูดเท่าไร” Stacey Butler ผู้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรม บริษัท NRG Energy กล่าว

แน่นอนว่าการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในองค์กรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันก็เหมือนกับการที่คุณเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ แล้วทำการปรับแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ กับรูปปั้นหินอ่อน ไม่มีใครต้องการให้คุณทำแบบนั้น อีกทั้งมันยังมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกของคนอื่นอีกด้วย

คำแนะนำก็คือ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงาน ที่เปิดโอกาสให้คนในทีมสามารถทำงานร่วมกันในแต่ละโปรเจค การสร้างกลุ่มวัฒนธรรมย่อย (หรือ subculture) นั้น จะช่วยก่อให้เกิดการพัฒนา อย่างสร้างสรรค์ในองค์กร นอกจากนี้การสร้างแรงจูงใจใหม่ๆ อย่างการสร้าง Recognition ให้รางวัลพนักงานที่กล้าเสนอไอเดีย และมีพฤติกรรมที่เป็นแบบอย่าง จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดมุมมองใหม่ๆ และสร้างความหลากหลายในบริษัทมากขึ้น

3. การขาดความสามารถในการรับมือกับสัญญาณสำคัญ ที่จะส่งผลต่ออนาคตของธุรกิจ (42 เปอร์เซ็นต์)

บริษัทของคุณได้ทำการรีบมือกับสัญญาณสำคัญ ที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีแค่ไหน?

มีเพียง 18 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ทำแบบสอบถามเท่านั้นที่ตอบว่า บริษัทของพวกเขามีอุปสรรคเรื่องการขาดกลยุทธ์และแผนการทำงานที่ชัดเจน จริงๆ แล้วบริษัทส่วนใหญ่ได้ตระหนักว่า Startup จะเข้ามากระทบในภาคอุตสาหกรรม และต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคอยู่แล้ว ความท้าทายก็คือ จะจัดการรับมือกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร

คำแนะนำก็คือ เมื่อใดก็ตามที่ได้เล็งเห็นสัญญาณที่จะเข้ามามีผลกระทบ ให้ลองดูว่าบริษัทของคุณมีเครื่องมือและทรัพยากรณ์อะไรบ้าง ที่จะสามารถนำมาใช้ในการสร้างความร่วมมือกับเหล่าพาร์ทเนอร์ หรือ Startup อื่น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรืออาจจะทำ pilot test กับในแต่ละ Business function ก็ได้

มีหลายบริษัทที่มัวเฝ้ารอสัญญาณจากแผนยุทธศาสตร์ประจำปี กว่าจะทำการเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งได้ ซึ่งการทำแบบนี้ก็จะทำให้ไม่เกิดความคืบหน้าเสียที

4. การขาดงบประมาณ (41 เปอร์เซ็นต์)

เรื่องของงบประมาณมักจะไม่ได้เป็นข้อจำกัดในบริษัทใหญ่ๆ ที่ทำธุรกิจในอุตสาหกรรมอวกาศหรือด้านเทคโนโลยีเท่าไร แต่กว่าหลายทศวรรษแล้ว ที่บริษัทในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ทำการวิจัย และพัฒนาโปรเจคใหญ่ๆ ที่คาดว่าจะทำให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ อีกทั้งมอบผลตอบแทนที่คุ้มค่า อย่างไรก็ตาม กว่า 40 เปอร์เซ็นของผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่า องค์กรของพวกเขามีงบประมาณในการลงทุนด้านนวัตกรรมในรายปี ต่ำกว่า 5 ล้านเหรียญ และอีก 23 เปอร์เซ็นต์ตอบว่า ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญ (รวมค่าตอบแทนของคนในทีม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้ว) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว งบประมาณในระดับนี้จะอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่มีแผนก R&D เช่น ธุรกิจด้านการค้าปลีก ด้านการบริการ และทางด้านการเงิน

โดยในกรณีส่วนใหญ่แล้วงบประมาณดังกล่าว จะเป็นการสร้างและพัฒนาทีมงานนวัตกรรมเล็ก ๆ เช่น การเทรนด์หรือการฝึกอบรมพนักงาน ซึ่งก็ไม่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างในด้านการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของบริษัทเท่าไร

Rick Waldron อดีตผู้บริหารของ Nike ให้คำแนะนำว่า

ด้วยงบประมาณระดับนั้น สามารถนำมาใช้ในการนำผู้บริหารระดับสูงให้มาเข้าร่วมในเส้นทางการเปลี่ยนแปลง และให้ความรู้เกี่ยวกับกรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งนี่จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อคทรัพยากรในด้านนวัตกรรมให้มีมากขึ้น

5. การไม่มีทิศทาง/ วิสัยทัศน์/ กลยุทธ์ที่ใช่ และชัดเจน (36 เปอร์เซ็นต์)

คนในทีมของคุณมีความเข้าใจในเรื่องประเภทของนวัตกรรมที่พวกเขาจะต้องทำอย่างชัดเจนหรือเปล่า?

คนในทีมของคุณกำลังมองหาไอเดียใหม่ๆ เพื่อช่วยในการปรับปรุงระบบปฏิบัติการให้ดีขึ้น มีความต้องการมอบบริการที่ดีขึ้นให้แก่ลูกค้า หรือกำลังพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ จากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่หรือเปล่า?

หากในทีมไม่มีกลยุทธ์ที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่าบริษัทกำลังเดินไปในทิศทางไหน อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ การเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ก็ยังคงอยู่อีกไกล

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ มีเพียง 10 เปอร์เซ็นเท่านั้นที่ตอบว่า การขาดการสนับสนุนจาก CEO นั้นไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการพัฒนาเลย หากในทีมประกอบไปด้วยคนที่ฉลาด และเต็มไปด้วยคนที่มีความคิดสร้างสรรค์

ผู้นำจะทำการนำทีมให้ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร? ผู้เขียนได้ให้คำแนะนำไว้ดังนี้

- ตั้งเป้าหมายร่วมกันกับคนในทีมให้ชัดเจน

- บอกกล่าวคนในทีมให้รู้ถึงเหตุผลของการเปลี่ยนแปลง ว่าทำไมการทำงานในแต่ละครั้งถึงสำคัญ

- การสร้าง Recognition สร้างแรงจูงใจแก่พนักงานที่กล้าเสนอไอเดีย

- การสื่อสารกับคนในทีมอย่างสม่ำเสมอ และการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างทีมนวัตกรรม อีกทั้งหน้าที่และหน่วยงานธุรกิจที่ต้องการในฐานะพาร์ทเนอร์

- การทำการวัดความคืบหน้าในการทำงานแต่ละครั้ง ซึ่งไม่เพียงจะเป็นการช่วยดึงศักยภาพของคนในทีมออกมาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงช่วยในหน้าที่ และหน่วยงานธุรกิจที่เป็นพาร์ทเนอร์ อีกทั้งช่วยทีมของคุณในการดำเนินงาน เพื่อให้แต่ละไอเดียบรรลุผลสำเร็จ

- นอกจากนี้ อีกกุญแจสำคัญของการสร้างนวัตกรรมคือ เมื่อไรก็ตามที่มีการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ การได้ ‘ทดลอง เรียนรู้จากผลลัพธ์ที่ได้ และทำต่อเนื่องซ้ำๆ’ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นตัววัดความสำเร็จก็คือ บริษัทของคุณสามารถทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง ได้เร็ว และดีมากแค่ไหน

- สุดท้ายคือ การสร้างพันธะสัญญาในระยะยาวกับคนในทีม คนทำงานในองค์กรจะต่อต้านความคิดริเริ่มใหม่ ๆ หากพวกเขามีความเชื่อว่าไอเดียนั้นเป็นเพียงของเล่นที่ผู้นำกำลังเห่อ แล้วเดี๋ยวมันก็จะถูกลืมหายไปในที่สุด (มีผู้ทำแบบสอบถามคนหนึ่งให้ความเห็นว่า การที่ผู้นำไม่มีสมาธิจดจ่อกับเรื่องใดนานๆ หรือ Attention deficit hyperactivity disorder (ADHD)) เป็นอีกอุปสรรคของการเปลี่ยนแปลง)

ดังนั้น เมื่อเหล่า CEO และผู้นำรับปากกับคนในทีมว่าจะมีการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กรแล้วต้องทำ แสดงให้ทุกคนเห็นถึงข้อกำหนดในแต่ละวันอย่างชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อทำสิ่งเหล่านั้นตามที่ได้วางแผนไว้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคืออะไร มากกว่าที่จะไปตั้งความคาดหวังลมๆ แล้งๆ หรือรอให้เกิดความมหัศจรรย์ขึ้นในทันที


Source & Credit: ติดตามเรื่องราวดีๆ ต่อที่ Techsauce Thailand
https://techsauce.co/tech-and-biz/the-biggest-obstacles-to-innovation-in-large-companies

=====

วันนี้คุณกำจัดเหตุแห่งการไม่เกิดนวัตกรรมแล้วหรือยัง????
#พยัตคัด_ปันกัน

=====

ไม่พลาดเรื่อง “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” จาก Phayat zelected
กด Like และกด See First ไว้ได้ครับ

“จากล้านแรกสู่หมื่นล้าน”25 ข้อกับหลักการปั้นธุรกิจจาก 0 ถึงหมื่นล้านของพี่หมู วรวุฒิ อุ่นใจ เจ้าของอาณาจักร Office Mate1...
26/06/2022

“จากล้านแรกสู่หมื่นล้าน”

25 ข้อกับหลักการปั้นธุรกิจจาก 0 ถึงหมื่นล้าน
ของพี่หมู วรวุฒิ อุ่นใจ เจ้าของอาณาจักร Office Mate

1
‘พี่หมู’ วรวุฒิ อุ่นใจ
เจ้าของ Office mate และ B2S
อาณาจักรเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงานอันดับหนึ่งของไทย เริ่มต้นธุรกิจจากห้องแถวเล็กๆ จนปัจจุบัน marketshare อันดับหนึ่ง ด้วยยอดขายกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี

2
‘พี่หมู’ แบ่งเกณฑ์การเติบโตในธุรกิจของเขาเป็น 3 ช่วง
ช่วง 0-200 ล้านแรก คือ ช่วงตั้งต้น
200-1,000 ล้านบาท คือ ช่วงขยายตัว (scale)
1,000 ล้านบาทขึ้นไป คือ ช่วงเติบโตอย่างยั่งยืน (sustainability)

3
“ช่วงตั้งต้น (0-200 ล้านบาท)”
‘พี่หมู’ บอกสิ่งที่เราควรทำตั้งแต่ต้น
คือเรียนรู้ ทำ และปรับไปให้สินค้าเรา ‘ขายดี’ ให้ไวที่สุด

4
‘พี่หมู’ บอกว่า การขายดี สำหรับบางธุรกิจ
ถือเป็นเส้นชัยปลายทาง คือว่าถ้าขายดีก็คือจบแล้ว
แต่จริงๆแล้ว สำหรับ‘พี่หมู’ การขายดีเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะถ้าขายไม่ดีมันก็ไปต่อไม่ได้

5
เปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ก็ทำยังไงให้ขายได้มากชามและไวที่สุด
เปิดร้านกาแฟ ทำยังไงให้ขายดี ยอดแก้วต่อวันมากที่สุด
ของ ‘พี่หมู’ เปิดร้านเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน
งานแรกที่ต้องทำคือทำให้ขายดีที่สุดให้ไวที่สุด
เพื่อให้มี cashflow และเกิด dynamic ของธุรกิจ

6
กลยุทธ์แรกของ officemate ในยุคแรก
คือเน้นขายราคาถูกกว่าคู่แข่ง
เพื่อยั่วใจฝ่ายจัดซื้อของบริษัทต่างๆ
รวมถึงลูกค้าทั่วไปให้มาซื้อก่อน

7
แต่สิ่งที่ office mate จะไม่ทำอย่างเด็ดขาด
คือการจ่ายเงินใต้โต๊ะ ค่าน้ำร้อนน้ำชาให้ฝ่ายจัดซื้อ
รวมถึงยึดหลักบัญชีเล่มเดียว จ่ายภาษีเต็มอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก

8
ในขณะที่คู่แข่งเจ้าอื่นมีการจ่ายใต้โต๊ะ
และจ่ายภาษีแบบไม่ชัดเจน
ซึ่งทำให้เกิดข้อได้เปรียบหลายอย่างโดยเฉพาะตลาด b2b ‘พี่หมู’ เลยใช้กลยุทธ์ด้านราคาเข้าสู้
“ขายถูกเพื่อทำให้ขายดี”
สุดท้ายก็ขายดีจริงๆ
ยอดขายเติบโตขึ้นจนขึ้นหลัก 200 ล้านต่อปี

9
“ช่วงขยายตัว (scale) 200-1,000 ล้านบาท”
หลังจากตั้งต้นได้แล้ว ถัดไปคือสเกลขยายยอดขาย
จุดต่างสำคัญของจุดตั้งต้นกับช่วงขยายตัว
คือ พอเราตั้งต้นได้ถึง 200 ล้าน (สำหรับธุรกิจของพี่หมู)
เราจะมีสตางค์พอที่จะจ้าง Function Manager ครบทุกตำแหน่ง เช่น CMO, CFO, COO เป็นต้น

10
คีย์สำคัญสำหรับช่วงนี้คือการสร้างทีมและสร้างระบบเพื่อสเกลธุรกิจ ระบบสำคัญคือ Quality Control & Monitoring เพื่อควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตาม KPI หรือ OKR ที่ควรจะเป็น

11
ณ เฟสนี้พี่หมูจะไม่ได้ใช้กลยุทธ์ราคาที่ถูกสุดแล้ว
ใช้กลยุทธ์สร้างคุณค่า ในเชิง value added แทน
ราคากลางๆ ไม่ได้ถูกกว่าเจ้าอื่น แต่ก็ไม่ได้แพงไปจนเว่อร์เกิน

12
สิ่งที่ทำให้ office mate สร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งเจ้าอื่น คือ ความหลากหลายของสินค้า ที่มีตัวเลือกมากที่สุดและสต๊อคหนาที่สุด นำเสนอผ่าน catalog ที่ปีๆหนึ่งออกที 4-5 แสนเล่มเพื่อแจกฝ่ายจัดซื้อ

13
สิ่งที่ท้าทายตามมาคือเรื่อง inventory management
ที่จะจัดการสต๊อค ตัดสต๊อค คำนวณการสั่งสต๊อคอย่างไรให้พอเหมาะ และพอดีเวลา
สิ่งที่พี่หมูลงทุนอย่างเข้มข้น คือเรื่องของไอที
ที่มีพนักงาน in-house เฉพาะแผนกไอทีหลักร้อยคน!

14
สร้างระบบบริหารจัดการของตัวเอง เขียนโค๊ดเองเลย
ทำให้ระบบการจัดการสต๊อคได้ยอดเยึ่ยม
สามารถคำนวณ lead time ได้อย่างแม่นยำ
และมี AI ในการ predict trend ของการสั่งซื้อ
เพื่อให้สั่งซื้อได้ในจำนวนที่เหมาะสม

15
ปกติอัตราส่วนยอดขายต่อมูลค่าสต๊อคเดิมอยู่ที่
1:4 เช่น ถ้าต้องการมียอดขาย 10 ล้าน ต้องสต๊อคของตุนไว้เผื่อที่ 40 ล้าน เพราะ sku เยอะมาก แต่พอใช้ระบบเข้ามาจัดการ กลายเป็น 1 : 0.9 คือยอดขาย 10 ล้าน สต๊อคมีแค่ 0.9 ล้านก็พอ เพราะระบบสามารถคำนวณ ตัดของ สั่งของได้ทัน

16
พอใช้เงินในการสต๊อคน้อยลง สูญเงินกับสต๊อคที่พลาดน้อยลง ทำให้มีเงินเหลือมากขึ้น ยิ่งระบบได้ ทีมได้
ทำให้สเกลได้อย่างเต็มกำลัง office mate ยอดขายเติบโตพุ่งทะยาน เป็นพันล้านอย่างรวดเร็ว!

17
“ช่วงเติบโตอย่างยั่งยืน (1,000 ล้านขึ้นไป)”
พี่หมูบอกว่าการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
ต้องใช้ financial tool มาช่วยแล้ว ถึงจะยั่งยืนได้
การ listed เข้าตลาดก็เป็นทางเลือกหนึ่ง
แต่สิ่งที่ไม่แนะนำคือกงสี เพราะไม่แน่ว่าลูกหลานจะเหมาะกับการบริหารกิจการต่อไหม

18
อีกจุดหนึ่งที่มีผลทำให้พี่หมูโตมาก
คือการทำบัญชีเล่มเดียว เสียภาษีเต็ม
ทำให้ต้นทุนสูงกว่าคู่แข่งโดยสภาพ
ทำให้พี่หมูต้องคุม cost อย่างซีเรึยส
Lean efficiency ในทุกภาคส่วน
ซึ่งเป็นจุดสำคัญหนึ่งในการเติบโตของ office mate

19
สไตล์ในการบริหารบริษัทของพี่หมู
เนื่องจากพี่หมูไม่เคยทำงานบริษัท เป็นลูกจ้างใครเลย
ไม่มีประสบการณ์ส่วนนี้ พี่หมูเลยยึดหลักการในตำรา MBA เป็นหลัก แต่เวลาทำจริงก็พลิกแพลงได้จากหลักการนั้น

20
คือไม่ยึดหลักการ ใช้สัญชาติญาณอย่างเดียวก็ไม่มีหลักยึด แต่ถ้าใช้หลัก ใช้ทฤษฎีอย่างเดียว พลิกแพลงไม่เป็นก็ไปไม่รอด ดังนั้น ต้องบาลานซ์ให้ดีระหว่างหลักการในหนังสือ กับการพลิกแพลงตอนปฏิบัติจริง

21
ยิ่งเวลา crisis อันนี้เป็นจุดชี้วัดเลย
เวลาลูกค้าบ่นว่าหรืออะไรก็ตาม
ซึ่งถือเป็นปัญหาในการบริการหรือการขาย
ซึ่งพี่หมูมองว่าคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการโฆษณาเลย
หลักที่เขาใช้คือ turn complaint to compliment
เปลี่ยนคำด่ายังไงให้กลายเป็นคำชมหรือขอบคุณไปได้

22
ส่วนเวลามี crisis ใหญ่ๆ พี่หมูจะชอบมาก
เพราะทุกครั้งที่มี crisis ใหญ่ บริษัทพี่หมูจะเติบโตก้าวกระโดดเสมอ
คีย์สำคัญในการเติบโตนี้คือ บริษัทจะต้องมี innovation คือนวัตกรรมที่ก้าวล้ำคู่แข่ง เพราะเมื่อมีวิกฤติใหญ่ ทุกคนกระทบเหมือนกัน พอคู่แข่งเพลี่ยงพล้ำ เราก็ big leap ก้าวนำครั้งใหญ่ทันที

23
สิ่งที่โดดเด่นอีกจุดของพี่หมู
คือการก้าวทันตามเทรนด์และอ่านเทรนด์ขาด
รวมถึงเตรียมธุรกิจเพื่อให้ไปดักเทรนด์เสมอ
พี่หมูพัฒนาเว็บอีคอมเมิร์ซของออฟฟิศเมทตั้งแต่ปี 1999
ซึ่งตอนนั้นอินเตอร์เนตยังต่อไม่ค่อยติด ไปรษณีย์ไทยยังส่งของอยู่เจ้าเดียวด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายพอเทรนด์มันมา พี่หมูก็โกย เพราะเตรียมพร้อมไว้นานแล้ว

24
อย่างทีมไอดีของพี่หมูตอนนี้ คือนั่งทำงานสำหรับสิ่งที่ต้องใช้ใน 2 ปีข้างหน้า ไม่ใช่ใช้วันนี้
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ มันถูกพัฒนาตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนแล้วเช่นกัน

25
ในมุมมองของผมสิ่งที่ผมชอบในพี่หมูมากๆ มี 5 อย่าง
คือ Customer centric, trend, technology, managerial, think big ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะครบในคนเดียวกัน สุดยอดมาก ได้ทั้งความรู้และแรงบันดาลใจมากๆ ครับ ขอบคุณมากครับ


Source & Credit: ติดตามเรื่องราวดีๆ ต่อที่ ครูชัย M.I.B. Marketing In Black

=====

วันนี้คุณเข้าใจธุรกิจแล้วหรือยัง????
#พยัตคัด_ปันกัน

=====

ไม่พลาดเรื่อง “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” จาก Phayat zelected
กด Like และกด See First ไว้ได้ครับ

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ CEO Netflixหลายคนคงทราบว่า Netflix เคยทำธุรกิจให้เช่า DVD หนังมาก่อน เป็นคู่แข่งกับ Blockbuster ...
25/06/2022

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของ CEO Netflix

หลายคนคงทราบว่า Netflix เคยทำธุรกิจให้เช่า DVD หนังมาก่อน เป็นคู่แข่งกับ Blockbuster โดยตรง

ในปี 2007 Netflix อายุครบ 10 ปี รี้ด เฮสติ้งส์ (Reed Hastings) ซีอีโอและผู้ก่อตั้งของ Netflix ก็เล็งเห็นว่าอนาคตของ Netflix ไม่ใช่การให้เช่า DVD อีกต่อไป แต่เป็นการให้บริการ online streaming

ณ ตอนนั้น Netflix เริ่มมีบริการ streaming แล้ว ลูกค้าเสียค่าสมาชิกเดือนละ $10 ก็สามารถใช้บริการได้ทั้งการเช่าหนังทาง DVD และดูหนังทาง streaming

แต่รี้ดไม่อยากให้ Netflix ต้องทำธุรกิจสองอย่างไปพร้อมๆ กัน เพราะตัวหนึ่งกำลังจะกลายเป็นอดีต ส่วนอีกตัวหนึ่งกำลังจะกลายเป็นอนาคต รี้ดก็เลยตัดสินใจที่จะเปิดบริษัทใหม่ชื่อ Qwikster เพื่อไว้ให้บริการเช่าหนัง DVD โดยเฉพาะ Netflix จะได้ไปโฟกัสธุรกิจ streaming แต่เพียงอย่างเดียว การเก็บค่าสมาชิกก็จะแยกออกมาเป็น $8 เหรียญสำหรับ Qwikster และ $8 เหรียญสำหรับ Netflix

เมื่อ Qwikster เปิดตัว ก็ปรากฎว่าโดนลูกค้าถล่ม เพราะจากที่เคยจ่ายแค่ $10 ลูกค้าที่ต้องการใช้บริการทั้งสองอย่างต้องจ่ายเพิ่มเป็น $16 แทน แถมเว็บไซต์ก็ยังแยกกัน ใครอยากเช่าดีวีดี ต้องเข้า Qwikster ใครอยากดูแบบ streaming ต้องเข้า Netflix ต้องสมัคร user เพิ่มและมีความวุ่นวายต่างๆ เข้ามามากมาย

ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน มีลูกค้าหลายล้านคนที่ยกเลิกการเป็นสมาชิกของ Netflix และมูลค่าหุ้นของบริษัทก็ตกลงไปถึง 75%

แล้วรี้ดก็ได้มาพบความจริงภายหลังว่า ทีมงานของเขาหลายคนไม่เห็นด้วยกับการทำ Qwikster มาตั้งแต่ต้น นี่คือตัวอย่างคำสัมภาษณ์ของพนักงาน Netflix บางน

“ผมรู้ว่ามันจะต้องออกมาเละเทะแน่นอน แต่ผมก็รู้ว่ารี้ดนั้นถูกเสมอ ก็เลยไม่ได้พูดอะไร”

“เราคิดว่าไอเดียนี้มันติ๊งต๊องมากๆ เพราะลูกค้าหลายคนจ่าย $10 โดยไม่เคยใช้บริการ streaming ด้วยซ้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมรี้ดถึงเลือกวิธีที่จะทำให้ Netflix ต้องสูญเสียรายได้ แต่เห็นหลายๆ คนเออออตามรี้ด เราก็เลยไม่ได้ว่าอะไร”

“ฉันไม่เคยชอบชื่อ Qwikster เลย แต่ไม่เห็นมีใครบ่น ฉันก็เลยเงียบ”

แล้วก็มีพนักงานระดับ Vice President ที่บอกกับรี้ดว่า

“รี้ด เวลาคุณเชื่อเรื่องอะไร ความเชื่อมั่นของคุณมันเข้มข้นเสียจนผมไม่คิดว่าคุณจะฟังสิ่งที่ผมพูด จริงๆ แล้วผมควรจะเอามีดมาจ่อคอตัวเองแล้วตะโกนบอกคุณว่าโปรเจคนี้พังแน่นอน แต่ผมก็ไม่ได้พูดออกมา”

รี้ดจึงได้รู้ซึ้งว่าแม้ตัวเองจะเคยขอให้พนักงานทุกคนพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา (candor) แต่การกล้าแสดงความเห็นต่างก็ยังไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นมากพออยู่ดี Netflix จึงประกาศว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณไม่เห็นด้วยกับไอเดียไหน ถ้าคุณไม่แสดงความเห็นแย้ง แสดงว่าคุณไม่มีความจงรักภักดีต่อองค์กร – it is disloyal to Netflix when you disagree with an idea and do not express your disagreement เมื่อคุณเก็บความเห็นไว้กับตัวเองคนเดียว นั่นแสดงว่าคุณกำลังเลือกที่จะไม่ช่วยเหลือบริษัท

หลายเดือนหลังจากฝุ่นเริ่มจาง มีการจัด outing สำหรับผู้บริหารของ ในวันสุดท้าย ทุกคนต้องมานั่งล้อมวงแล้วเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าได้เรียนรู้อะไรบ้าง รี้ดได้พูดเป็นคนสุดท้าย แล้วเขาก็สารภาพทั้งน้ำตาว่าตัวเองรู้สึกผิดมากๆ ที่ทำให้บริษัทต้องตกอยู่ในสภาพนี้ และขอบคุณทุกคนที่อดทนฝ่าฟันจนพาบริษัทผ่านวิกฤตินั้นมาได้

รี้ดบอกว่า เขาไม่สามารถจะตัดสินใจได้ถูกต้องหากเขาไม่ได้รับข้อมูลจากผู้คนมากพอ และนี่คือเหตุผลที่ Netflix นโยบายที่เรียกว่า “แสวงหาคนไม่เห็นด้วย” (farming for dissent) หลักการก็คือถ้าคุณมีไอเดียอะไรบางอย่าง คุณต้องสร้าง proposal แล้วเปิดเป็น public ให้ใครเข้ามาคอมเมนท์ก็ได้ และพนักงานยังสามารถให้คะแนนได้ตั้งแต่ -10 ถึง 10 ซึ่งความคิดเห็นเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าของไอเดียเห็นภาพได้ครบถ้วนมากขึ้นว่าควรจะต้องปรับปรุงมันอย่างไรก่อนจะตัดสินใจเดินหน้า

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแสวงหาคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา แต่นี่อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการบุกตะลุยไปข้างหน้าทั้งๆ ที่คนรอบข้างเห็นว่าหายนะกำลังรออยู่ข้างหน้าครับ

-----

นี่คือเหตุผลที่ Netflix นโยบายที่เรียกว่า “แสวงหาคนไม่เห็นด้วย” (farming for dissent) หลักการก็คือถ้าคุณมีไอเดียอะไรบางอย่าง คุณต้องสร้าง proposal แล้วเปิดเป็น public ให้ใครเข้ามาคอมเมนท์ก็ได้ และพนักงานยังสามารถให้คะแนนได้ตั้งแต่ -10 ถึง 10 ซึ่งความคิดเห็นเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าของไอเดียเห็นภาพได้ครบถ้วนมากขึ้นว่าควรจะต้องปรับปรุงมันอย่างไรก่อนจะตัดสินใจเดินหน้า


Source & Credit: ติดตามเรื่องราวดีๆ ต่อที่ Anontawong’s Musings และ Piriya Kulganchanacheewin
https://anontawong.com/2020/11/24/netflix-ceo-mistake/
เนื้อหาจากหนังสือ No Rules Rules: Netflix and the Culture of Reinvention by Reed Hastings & Erin Myer

=====

วันนี้คุณแสวงหาคนที่ไม่เห็นด้วยแล้วหรือยัง????
#พยัตคัด_ปันกัน

=====

ไม่พลาดเรื่อง “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” จาก Phayat zelected
กด Like และกด See First ไว้ได้ครับ

เมื่อ 50-60 ปีก่อน เอเชียกำลังฉายแววรุ่งเรืองนำโดยญี่ปุ่นที่เจริญก้าวหน้าอย่างมากตามมาด้วยอีก 4 เสือเศรษฐกิจ คือสิงคโปร์...
24/06/2022

เมื่อ 50-60 ปีก่อน เอเชียกำลังฉายแววรุ่งเรือง
นำโดยญี่ปุ่นที่เจริญก้าวหน้าอย่างมาก
ตามมาด้วยอีก 4 เสือเศรษฐกิจ คือ
สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และฮ่องกง
ที่เติบโตเฉลี่ยเกินปีละ 7%
ส่วนไทย คือประเทศที่ทุกคนคาดว่าจะเป็น ‘เสือเศรษฐกิจตัวที่ 5’
แต่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
เราก็ยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ‘ลูกเสือเศรษฐกิจ (Tiger Cub Economies)’ ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเทศกำลังพัฒนาในอาเซียน คือ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
เกิดอะไรขึ้นกับเรา
และอีก 4 เสือเศรษฐกิจเป็นอย่างไรกันบ้าง
มาดูสรุปกับ กัน
🇹🇭 ไทย 🇹🇭
ในตอนนั้น ญี่ปุ่นกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ให้อุตสาหกรรม
และไทยเองก็ตอบโจทย์ เพราะค่าแรงถูก ที่ตั้งพร้อม โครงสร้างพื้นฐานโอเค เหมาะเป็นฐานการผลิต ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว
ภาครัฐเองก็มีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก เช่น
โครงการโทรศัพท์พื้นฐาน 3 ล้านเลขหมาย
โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้
โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานคร
โครงการทางด่วนยกระดับ
และโครงการพัฒนาสนามบินในแต่ละภูมิภาค
มีการตั้งนโยบายเศรษฐกิจ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” พร้อมหมายมั่นปั้นมือเต็มที่ ว่าไทยนี่แหละ คือเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย
แต่แล้วก็เกิด ‘รัฐประหาร’ โดยคณะรสช. ตามมาในติดๆ ในอีกไม่กี่ปีด้วยวิกฤติต้มยำกุ้ง
ซ้ำร้ายในขณะที่เวลาผ่านมา
แรงงานไทยไม่ได้รับการสนับสนุนการพัฒนาทักษะมากพอ แต่อัตราเกิดมีน้อยลง ประกอบกับคนงานเดิมอายุมากขึ้น ค่าแรงก็แพงขึ้น ทำให้เราไม่ได้เป็นฐานการผลิตที่มีค่าแรงถูกอีกต่อไป
อีกจุดแตกต่างจากเสืออื่นๆ ก็คือ ในระหว่างที่เราตักตวงความรุ่งเรืองจากการเป็นฐานการผลิต การสนับสนุนการวิจัยพัฒนา อันเป็นจุดแข็งในปัจจุบันของเสือตัวอื่นๆ กลับเกิดขึ้นน้อยมาก
แม้แต่ในปัจจุบัน อัตราการใช้จ่ายเพื่อวิจัยและพัฒนาของเราก็อยู่ที่ 0.5% ของ GDP เท่านั้น
แถมคนที่ออกเงินให้เยอะที่สุดก็คือภาคเอกชน 2,796 ล้านเหรียญ/ปี อันดับสองคือมหาวิทยาลัย 1,284 ล้านเหรียญ/ปี ส่วนภาครัฐลงทุน 1,053 ล้านเหรียญ/ปี
ธุรกิจที่ต้องการค่าแรงถูกก็ย้ายไปที่อื่น
ธุรกิจที่มองหาภาคบริการทักษะสูงเป็นหลัก ก็ไปลงตัวที่อื่น
ภาคการค้า ตอนนี้ก็เริ่มมีภัยคุกคามจากต่างประเทศ ที่เห็นภาพชัดที่สุดก็คือจีน ทั้งต้นทุนที่ต่ำกว่า ทำให้เราเห็นสินค้าส่งจากต่างประเทศโดยตรงมากขึ้นเรื่อยๆ
ความโดดเด่นและที่พึ่งของเรา จึงเหลือแค่ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวอันสมบูรณ์สวยงาม ทำให้ไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวถึง 1 ใน 5 ของ GDP
แต่ก็อย่างที่รู้กันว่า วิกฤติ #โควิด19 กระทบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหนักที่สุด
ธนาคารโลกคาดว่าไทยจะเศรษฐกิจติดลบที่สุดในอาเซียนในปีหน้า โดยอาจติดลบได้มากสุดที่ 5.2%
สถานะตอนนี้เรียกได้ว่า ไทยเป็นลูกเสือที่ต้องการการดูแลและฟื้นฟู ถึงจะเติบโตอย่างแข็งแรงสง่างามได้
🇰🇷 เกาหลีใต้ 🇰🇷
เกาหลีใต้เริ่มต้นด้วยการผลักดันให้ตัวเองเป็นประเทศอุตสาหกรรม เป็นฐานการผลิต คล้ายกับไทย
แต่ในขณะเดียวกัน ก็เน้นการส่งเสริมการศึกษา เพื่อพัฒนาแรงงาน ส่งเสริมการส่งออก และยังจัดตั้งศูนย์วิจัยเทคโนโลยี KIST
ปัจจุบัน เกาหลีใต้มี GDP โตขึ้นถึง 281 เท่า โตสูงที่สุดในบรรดา 4 เสือ มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 12 ของโลก เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของโลก และทุ่มเงินวิจัยต่อ GDP สูงที่สุดในโลก
🇹🇼 ไต้หวัน 🇹🇼
ก่อนทศวรรษ 1970 การพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยกับไต้หวันอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
ช่วงปี 1962 ถึงปี 1986 ไต้หวันเริ่มดําเนินมาตรการสงเสริม SME จนเป็นกำลังสำคัญในการส่งออก ต่อมาช่วงปี 1986 ถึง ปี2000 รัฐผลักดันการวิจัย จนสามารถคิดค้นเทคโนโลยีการผลิตชิปของตัวเอง โดยจัดสรรงบประมาณปีละนับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในการพัฒนาเทคโนโลยีและยกระดับอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน ไต้หวันมีคุณภาพการศึกษาในระดับแนวหน้า เป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะชิ้นส่วนสำคัญของสมาร์ทโฟนที่เราใช้กัน และยังมีประสิทธิภาพในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างมาก
มีขนาด GDP เกือบ 5% ของ GDP จีนทั้งประเทศ
และกำลังกลายเป็น Tech Hub ใหม่ของโลก
🇸🇬 สิงคโปร์ 🇸🇬
หลังจากถูกแยกจากมาเลเซีย ผู้นำสิงคโปร์ก็รู้ตัวว่าตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะสิงคโปร์ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่เพาะปลูก และปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต คือ น้ำจืด
ทรัพยากรเดียวที่มีค่าที่สุดในเวลานั้นก็คือ ‘ประชาชน’

สิงคโปร์เริ่มกวดขันการศึกษา ควบคุมคุณภาพครู และตั้งเป้าว่า ทุกคนจะต้องพูดได้ 2 ภาษา คัดเด็กหัวกะทิไปเรียนที่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก
และดูเหมือนสิ่งที่ลงทุนไปจะผลิดอกออกผลอย่างดี เพราะในปัจจุบัน สิงคโปร์กลายเป็นผู้นำทางการเงินระดับนานาชาติ เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเลของโลก มีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก
เทียบกันแล้ว เศรษฐกิจของสิงคโปร์เมื่อ 60 ปีก่อน เติบโตขึ้นถึง 202 เท่า นอกจากนี้ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ครบครัน สนามบินอันดับ 1 ของโลก บ้านเมืองสะอาดและมีพื้นที่สีเขียวหนาแน่น ระบบราชการเอื้อต่อการเปิดธุรกิจ ทำให้สิงคโปร์ดึงดูดเหล่ามหาเศรษฐี นักธุรกิจ และสตาร์ทอัปหน้าใหม่
🇭🇰 ฮ่องกง 🇭🇰
หลังจากจีนเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ผู้คนอพยพจากจีนก็อพยพมาตั้งโรงงานและกิจการในฮ่องกง ทำให้ไม่มีการแทรกแซงจากภาครัฐ ประกอบกับการเป็นเมืองท่าปลอดภาษี (Free Port) จนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและภาคอุตสาหกรรมอย่างเพียบพร้อม จนทำให้เศรษฐกิจของฮ่องกงในขณะนั้นเติบโตอย่างมาก
ต่อมา จีนจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น
ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่า ฐานการผลิตก็เลยถูกย้ายไป
ฮ่องกงจึงรับมือด้วยการพัฒนาคนไปทางทักษะขั้นสูงแทน คือทักษะด้านการเงินการธนาคาร ธุรกิจและประกันภัย จนกลายเป็นผู้นำทางด้านศูนย์กลางการเงินระดับนานาชาติ
ในปี 2018 ฮ่องกงมีจำนวนมหาเศรษฐีเยอะเป็นอันดับ 2 ของโลก
อย่างไรก็ตาม อีกเพียง 27 ปี ฮ่องกงก็จะต้องส่งมอบอำนาจการปกครองให้กับจีน อันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์ของฮ่องกงขณะนี้น่าเป็นห่วง ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
เพราะวันก่อน จีนเพิ่งปลดนักการเมืองฮ่องกง 4 ราย โดยการอ้างกฎหมายความมั่นคง และดำเนินคดีกับนักกิจกรรมผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งอาจทำให้การประท้วงรุนแรงยิ่งขึ้น เศรษฐกิจฮ่องกงจึงอาจสั่นคลอนมากขึ้น ในขณะที่บรรดามหาเศรษฐีก็เริ่มย้ายถิ่นฐานมายังสิงคโปร์แทนแล้ว

------

แน่นอนว่าทุกๆ ประเทศมีการแข่งขันระหว่างกัน ทั้งการค้า อุตสาหกรรม ฯลฯ
แต่อย่าลืมว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความเจริญ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่ใช่การแข่งขันกับคนอื่น
แต่คือ ‘การตั้งคำถาม’ กับตัวเองว่า ‘เราจะดีกว่าเดิมได้อย่างไร’
หากคิดว่า ‘ดูที่ที่แย่กว่าสิ จะได้เห็นว่าเราดีแล้ว’
วันหนึ่งเราอาจไม่มี ‘ที่ที่แย่กว่าเรา’ ให้มองเพื่อความสบายใจอีกต่อไปก็ได้.


Source & Credit: ติดตามเรื่องราวดีๆ ต่อที่ Agenda F

=====

วันนี้คุณตั้งคำถามกับตัวเองว่าเราจะดีกว่าเดิมได้อย่างไรแล้วหรือยัง????
#พยัตคัด_ปันกัน

=====

ไม่พลาดเรื่อง “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” จาก Phayat zelected
กด Like และกด See First ไว้ได้ครับ

ที่อยู่

Ratchadapisek Road, Huaykwang
Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Phayat zelectedผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Phayat zelected:

แนะนำ

แชร์