16/03/2022
วิตามินซี
วิตามินซีเกือบแทบจะทุกยี่ห้อบนข้างกระปุกจะเขียนว่า “แอสคอบิก แอซิด” (Ascorbic acid)วิตามินซีที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่กรดแอสคอบิก แต่กฎหมายยอมให้เรียกกรดแอสคอบิกว่า “วิตามินซี” ได้ และถ้าจะให้ถูกเราต้องเรียกว่า “วิตามินซี คอมเพล็ก” (Vitamin C complex) เนื่องจากการที่วิตามินซีต่าง ๆ จะออกฤทธิ์ได้นั้นจะต้องอาศัยองค์ประกอบหรือทำงานร่วมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลว่า ทำไมเราทานอาหารเสริมวิตามินซี (กรดแอสคอบิก)อย่างเดียว แล้วถึงไม่ค่อยเห็นผลใด ๆ ตามสรรพคุณ
บรรจุอยู่ในขวดทึบ วิตามินซีจะต้องบรรจุอยู่ในขวดหรือแผงทึบที่มองไม่เห็นตัวเม็ดวิตามินซีเท่านั้น เนื่องจากวิตามินซีค่อนข้างเปราะบางมาก ไม่ทนต่อความร้อนและแสงแดด และไม่ทนต่อความเป็นด่าง
เลือกซื้อวิตามินซีอย่างไรให้ได้ใกล้เคียงวิตามินซีจากผลไม้มากที่สุด ? ก่อนเลือกซื้อวิตามินซีทุกครั้งคุณควรมองหาส่วนประกอบหลัก ๆ 2 อย่างนี้ในอาหารเสริมวิตามินซี เพื่อช่วยให้การดูดซึมของวิตามินซีดีขึ้น (มีบางการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อใช้ Ascorbic acid ร่วมกับ Citrus Bioflavonoids จะมีผลให้ทำให้การดูดซึมของ Ascorbic acid เพิ่มขึ้นประมาณ 35% แต่หลาย ๆ การศึกษาก็ยังไม่พบว่าให้ผลไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มที่ให้ Ascorbic acid เพียงอย่างเดียวกับกลุ่มที่ให้ Ascorbic acid ร่วมกับ Bioflavonoids แต่ยังไงมีผสมไว้ก็ดีกว่าไม่มีแน่นอนครับ) คือไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) สารในกลุ่มนี้ที่เราเจอบ่อย ๆ ในฉลากของวิตามินซีก็เช่น Hesperidin, Rutin และ Quercetin โดยมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้วิตามินซีออกฤทธิ์ต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และช่วยให้วิตามินซีดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น
โรสฮิป (Rose hip) เป็นสารที่ปกติจะให้วิตามินซีอยู่แล้ว และเมื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของวิตามินซีในอาหารเสริมก็ยังช่วยให้วิตามินซีดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้นด้วย
ทานวิตามินซีเวลาไหนดี ? การทานวิตามินซีหลังอาหารเช้าร่างกายจะได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
ในระหว่างวันร่างกายของเราจะมีการทำกิจกรรมหรือทำงานอยู่ตลอดเวลาที่จะมีการสร้างอนุมูลอิสระมากขึ้นเป็นปกติ การทานวิตามินซีในตอนเช้าจึงเกิดประโยชน์มากที่สุดเพราะวิตามินซีมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการต้านอนุมูลอิสระร่วมกับวิตามินอี, โคเอนไซม์คิว 10, กรดแอลฟาไลโปอิก, กลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
ในระหว่างวันเราจะมีการดื่มน้ำเรื่อย ๆ จึงทำให้มีการขับวิตามินซีออกทางปัสสาวะมากกว่าตอนกลางคืนที่ปัสสาวะของเราจะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นเล็กน้อยที่จะก่อให้เกิดการตกผลึกเป็นนิ่วได้ แต่การทานในตอนเช้าจะช่วยลดหรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ได้ครับ
ไม่แนะนำให้ทานก่อนอาหาร เพราะโดยธรรมชาติแล้ววิตามินซีจะมีความเป็นกรดอ่อน ๆ การทานหลังอาหารจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการข้างเคียงหรือทำให้เกิดอาการแสบท้องได้
เราสามารถทานวิตามินซีได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จะไม่มีการสะสมอยู่ในร่างกาย ร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะตลอด (แตกต่างจากวิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี เค ที่จะสะสมอยู่ตามร่างกาย)
****ผู้รับประทานจะต้องไม่มีโรคไตชนิดต่าง ๆ ด้วยนะครับ*** เพราะการทานอย่างต่อเนื่องอาจจะทำให้อาการแย่ลงได้ สรุปก็คือในคนที่มีสุขภาพดีและเลือกทานวิตามินซีได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็สามารถทานได้อย่างต่อเนื่องครับ
วิตามินซีช่วยป้องกันหวัดได้แค่บางกรณีและช่วยลดระยะเวลาการป่วยและความรุนแรงของโรคหวัดได้ โดยผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำที่รับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นหวัดได้ถึง 50% ส่วนผู้ที่ทานวิตามินซีเป็นประจำเมื่อป่วยเป็นหวัดก็จะช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของโรคหวัดได้ครับ
วิตามินซีทานแล้วช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสได้ เนื่องจากวิตามินซีมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวหรือเมลานิน (โดยลดจำนวนสารโอควิโนนที่ทำให้เปลี่ยนไปเป็นเม็ดสีผิวที่ทำให้ผิวคล้ำลดลง), มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (ช่วยลดสารอนุมูลอิสระที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดสีผิว) และช่วยปกป้องรังสี UV จากแสงแดดที่ทำให้ผิวคล้ำลงได้ (แต่แนะนำให้ทานคู่กับวิตามินอีเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญทานแล้วแต่ไม่มีการป้องกัน เช่น ทาครีมกันแดด ก็จะทำให้ผิวคล้ำลงเช่นกันครับ)โดยขนาดที่แนะนำให้รับประทาน คือ วันละ 2,000 mg. แบ่งรับประทานหลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1,000 mg.
ถ้าเราอยากเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสีผิวต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 30 วัน หลังจากรับประทานวิตามินซีไปแล้ว เพราะเม็ดสีของคนเราจะมีอายุได้ประมาณ 1 เดือนหรือ 30 วันนั่นเองครับ
ทั้งนี้ การที่จะผิวขาวกระจ่างใสขึ้น ก็ยังต้องมีการดูแลผิวด้วยวิธีอย่างอื่นร่วมด้วยในทุก ๆ วันอย่างเหมาะสมด้วยนะครับ เช่น การหลีกเลี่ยงแสงแดด การทาครีมกันแดดเมื่อต้องแดด
*****คำว่าช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นไม่ได้หมายความว่า***** จากคนผิวดำหรือคล้ำจะกลายมาเป็นผิวขาว แต่จะขาวกระจ่างใสขึ้นได้มากที่สุด คือ ใกล้เคียงกับส่วนที่ขาวที่สุดในร่างกายของเรา เนื่องจากสีผิวมีลักษณะพันธุกรรมที่มียีนเป็นตัวกำกับอยู่นั่นเองครับ