สุขภาพดีมีรายได้ -โดยประพัฒน์

สุขภาพดีมีรายได้ -โดยประพัฒน์ สุขภาพดีและมีรายได้จากการทำตลาดออ? สอนให้รู้จักโรคต่างๆที่จะเกิดกับร่างกาย และวิธีการดูแล ป้องกัน พร้อมทั้งสอนวิธีหารายได้ โดยโค้ชที่สำเร็จขั้นสูงแล้ว

อาหารสำหรับผู้ป่วย "ลองโควิด" ฟื้นฟูร่างกายหลังติดเชื้อลองโควิด (Long COVID) คือ ภาวะของคนที่หายจากโควิด-19 แล้วแต่ยังต้...
30/03/2022

อาหารสำหรับผู้ป่วย "ลองโควิด" ฟื้นฟูร่างกายหลังติดเชื้อ
ลองโควิด (Long COVID) คือ ภาวะของคนที่หายจากโควิด-19 แล้วแต่ยังต้องเผชิญกับอาการที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งอาการลองโควิดมีโอกาสเกิดขึ้นได้ 30-50% จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่รักษาหายแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วยรุนแรง
ควรกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ปรุงสุก สะอาด เน้นอาหารย่อยง่าย เนื่องจากอาจมีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร และหากมีอาการเบื่ออาหาร ควรแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ หลายๆ มื้อ เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ตลอดวัน ไม่ให้ร่างกายอ่อนล้า อ่อนเพลีย
อาหารสำหรับผู้ป่วย "ลองโควิด" ฟื้นฟูร่างกายหลังติดเชื้อ
อาหารที่มีโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม เนยแข็ง ถั่วต่างๆ เต้าหู้
อาหารที่มีจุลินทรีย์สุขภาพ หรือโพรไบโอติกส์ (Probiotics) ได้แก่ โยเกิร์ต นมเปรี้ยว โดยควรเลือกชนิดที่มีน้ำตาลน้อย
อาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง กล้วย หัวหอมใหญ่ กระเทียม เป็นต้น เพื่อเป็นอาหารให้จุลินทรีย์สุขภาพ และยังช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
หลีกเลี่ยงอาหารประเภท Junk Food อาทิ อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง อาหารหมักดอง อาหารปิ้งย่าง ของทอด ของมัน หรืออาหารรสจัด ย่อยยาก
ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาหารเหล่านี้มีผลทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง
ทั้งนี้ วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ก็มีส่วนช่วยให้ร่างกายฟื้นฟู แข็งแรง และสร้างภูมิคุ้มกัน ได้แก่
วิตามินซี พบมากในผักและผลไม้สด เช่น ส้ม มะละกอ ฝรั่ง มะนาว มะเขือเทศ พริกหวาน เป็นต้น ควรกินแบบสด หากนึ่งหรือผัด ควรใช้ระยะเวลาสั้นๆ เพื่อรักษาคุณค่าจากวิตามินซีไว้ได้ดียิ่งขึ้น
วิตามินเอ เช่น เครื่องในสัตว์ ไข่แดง นม ผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียวเข้ม ผักและผลไม้สีเหลืองและสีส้ม เช่น ตำลึง ผักบุ้ง แครอท ฟักทอง มันเทศสีเหลือง มะละกอสุก เป็นต้น
วิตามินดี ได้แก่ ปลานิล ปลาทับทิม เห็ด ไข่แดง เป็นต้น
วิตามินอี ได้แก่ ไข่ ผักและผลไม้ต่างๆ เช่น ถั่วต่างๆ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน อะโวคาโด เป็นต้น
แร่ธาตุสังกะสี ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องใน ตับ หอยนางรม ข้าวกล้อง เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้ป่วยลองโควิด-19 ควรสังเกตอาการผิดปกติของตนเอง หากมีอาการแย่ลง ควรรีบกลับมาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ และรักษาต่อไป
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ภาพ :iStock

"เข้าใกล้ความสำเร็จ ด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดตัวเอง"คนเราทุกคนปรารถนาที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตา...
25/03/2022

"เข้าใกล้ความสำเร็จ ด้วยการปรับเปลี่ยนความคิดตัวเอง"

คนเราทุกคนปรารถนาที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม เพราะมนุษย์เรามักจะมองว่าความสำเร็จเป็นยอดสูงสุดที่ทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์ มีความหมาย แต่การพิชิตเป้าหมายที่วางไว้ให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ แม้ว่าหลายคนจะทำได้เหมือนมันง่ายมาก แต่อีกหลาย ๆ คนกลับรู้สึกว่ามันยากลำบากมากจนท้อแท้หมดกำลังใจไปก่อนก็มี
ความสำเร็จแม้ว่าจะไม่ได้ได้มาง่าย ๆ แต่มันก็อาจไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงเกินกว่าศักยภาพและความสามารถที่เรามี อาจมีทัศนคติหรือความคิดบางอย่างของตัวเราเองที่ยังรั้ง ๆ ไว้ ทำให้เราทำอะไรได้ไม่สุดจริง ๆ นั่นหมายความว่าเราอาจต้องกลับมาพิจารณาว่าอะไรที่เป็นปัญหา และพยายามปรับความคิดนั้นดู
-----นิยามความสำเร็จเฉพาะของตัวเอง
ความสำเร็จเป็นเรื่องของปัจเจก ดังนั้น เราไม่จำเป็นที่จะต้องยึดมั่นถือมั่นเอาความสำเร็จของคนอื่นมาเป็นบรรทัดฐานให้ชีวิตของตัวเองขนาดนั้น ไม่อย่างนั้นอาจจะท้อแท้ไปเสียก่อน การมีแรงบันดาลใจเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องไม่ใช่การเลียนแบบชนิดที่ไม่รู้จักว่าตัวเองคือใคร ในเมื่อเป้าหมายไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่งและความสำเร็จก็ไม่ได้มีได้แค่ครั้งเดียว ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ สำเร็จไปก็ได้ ทะเยอทะยานไปทีละขั้น ตั้งเป้าหมายที่จะพิชิตในแบบของเราเอง ให้สอดคล้องกับศักยภาพของตัวเรา เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ก่อนแล้วไปหาสิ่งที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้รู้สึกมีพลังและมีกำลังใจในการทำตามเป้าหมาย ไม่ต้องรีบ จริง ๆ แล้วความสำเร็จเกิดขึ้นได้กับทุกเรื่องรอบตัว อยู่ที่ว่าเราจะโฟกัสกับมันไหม

-----เชื่อและศรัทธาในตัวเองให้มากขึ้น
ถ้าแม้แต่ตัวเราเองยังไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่เชื่อตัวเอง แล้วจะหวังให้ใครมาเชื่อมั่นในตัวเราแทนล่ะ หรือในทางกลับกันอาจมีบางเรื่องที่เรามองไม่เห็นตัวเอง แต่มีบางคนที่เขามองเห็นศักยภาพนี้ในตัวเรา เขาหยิบยื่นโอกาสให้มาแล้ว เพียงแค่รอวันที่เราจะกล้าพิสูจน์มันออกมาด้วยความมั่นใจ ถ้าคนอื่นยังกล้ามั่นใจในตัวเราขนาดนี้ ทำไมเราถึงดูถูกตัวเองไปก่อนแล้วล่ะว่าทำไม่ได้ ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของตัวเองก่อน ความศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างแรงกล้าก็เท่ากับประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับตนเองจะปกป้องตัวเราไม่ให้หวั่นไหวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรื่องท้าทาย ยิ่งใจสั่นคลอนน้อยเท่าไร ก็ผ่านช่วงเลวร้ายไปได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
-----ให้คนรอบข้างช่วยส่งเสริม
คนรอบข้างมีอิทธิพลต่อชีวิตเรามากกว่าที่คิดนะ อย่างที่สุภาษิตบอกว่า “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล” นั่นล่ะ อยากเป็นคนแบบไหนให้พาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่นั้น อย่างน้อยที่สุดการมีเพื่อนที่ดีรายล้อม มีครอบครัวที่พึ่งพาได้ หรือมีใครสักคนที่คอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เราเติบโต จะช่วยส่งเสริมเราไปสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เราสามารถเรียนรู้สิ่งดี ๆ ได้จากคนเหล่านี้ หรือจะขอคำแนะนำ คำปรึกษา ความช่วยเหลือก็ได้เช่นกัน แบ่งปันความทุกข์ใจให้กับพวกเขาในยามที่ท้อแท้ เราก็จะได้กำลังใจกลับมา การที่ไม่ต้องปีนขึ้นที่สูงอย่างโดดเดี่ยวมันดีมากนะ หาไว้สักคน เวลามีความสุขจะได้มีคนที่หันไปยิ้มด้วยได้

-----มองเรื่องยากเป็นความท้าทาย
ทัศนคติของคนทั่วไปในการมองเรื่องยาก ๆ นั้น มันเป็นสิ่งที่แค่นึกถึงก็รู้สึกเหนื่อยได้แล้ว เพราะมันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยลงมือทำมาก่อน ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มที่ตรงไหน เราเลยไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีหรือไม่ แล้วถ้าทำผิดพลาดหรือล้มเหลวขึ้นมาจะรับมืออย่างไร สารพัดความคิดเชิงลบจะเกิดขึ้นทันที แต่ถ้าเราอยากจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ อาจต้องเริ่มที่การลองปรับเปลี่ยนทัศนคติตัวเอง มองเรื่องยากให้เป็นความท้าทายใหม่ ๆ ที่จะลองพิชิตให้ได้ แค่เริ่มลงมือทำดูก่อน จะสำเร็จไหมค่อยว่ากันอีกที คิดเสียว่าเหมือนเล่นเกมด่านใหม่ ถ้าไม่เล่นก็ไปด่านต่อไปไม่ได้ จะติดแหง็กอยู่ด่านเดิมโดยไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้อีก พอมันกลายเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น มันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอก

-----ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่เจอได้เสมอ
ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอ ยิ่งต้องเผชิญหน้ากับความผิดหวังบ่อย ๆ เข้า มันก็อาจจะทำให้เรารู้สึกกลัวขึ้นมาได้ แต่ในความเป็นจริงถ้าทุกสิ่งทุกอย่างมันง่ายขนาดที่ทำแล้วมีอัตราการประสบความสำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ คนบนโลกนี้ก็คงประสบความสำเร็จกันหมดแล้วล่ะ ฉะนั้น อย่าได้กลัวอุปสรรคหรือความล้มเหลวเลย เป็นสิ่งปกติที่เจอได้เสมอนั่นแหละ คนที่ประสบความสำเร็จน่ะ เขาจะไม่คิดมากเวลาที่พวกเขาล้มเหลวหรอก เพราะมันเสียเวลาและเสียโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ลองมองอีกมุม ความล้มเหลวยังเป็นทั้งประสบการณ์และครูที่ดีสำหรับการเริ่มต้นใหม่ด้วย มันคือโอกาสที่จะได้เรียนรู้และเติบโต เพราะไม่มีความสำเร็จใดได้มาง่าย ๆ

“ดื่มน้ำ” อย่างไร ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย“ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว” ทฤษฎีนี้ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ แล้วถ้าเราลืมนั...
21/03/2022

“ดื่มน้ำ” อย่างไร ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
“ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว” ทฤษฎีนี้ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ แล้วถ้าเราลืมนับจำนวนแก้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราดื่มน้ำพอแล้วหรือยัง
การดื่มน้ำ ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่เห็นจะต้องมานั่งพูดนั่งย้ำกันบ่อยๆ แต่ทราบหรือไม่ว่าหลายคนมีปัญหา “ลืมดื่มน้ำ” ระหว่างวัน อาจจะติดเรียนยาว ทำงานยาว ไม่ได้ลุกไปไหน หรือวิ่งวุ่นมากๆ จนลืมดื่มน้ำ แม้กระทั่งลืมว่าตัวเองหิวน้ำ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ
เกิดอะไรขึ้น เมื่อเราดื่มน้ำไม่เพียงพอ
ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายและสมองทำงานแย่ลง
ร่างกายไม่สามารถขนส่งสารอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีเช่นเดิม
ผิวแห้ง หยาบ กร้าน ขาดความชุ่มชื้น มีริ้วรอยได้ง่าย
ร่างกายเคลื่อนไหวได้แย่ลง เนื่องจากขาดน้ำไปช่วยหล่อลื่นข้อต่อ และการทำงานของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพแย่ลงตามไปด้วย
เพิ่มความเสี่ยงอาการท้องผูก
และอื่นๆ อีกมากมาย
ดื่มน้ำอย่างไรให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
ร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 60% ของน้ำหนักตัว ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลือด อวัยวะ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง และสมอง ในหนึ่งวัน เราจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอประมาณ 2 ลิตร หรือ 6-8 แก้ว แต่ถ้าออกกำลังกาย มีไข้ ท้องเสีย หรืออาเจียน ควรดื่มน้ำเพิ่มขึ้น
หากลืมว่าวันนี้ดื่มน้ำไปกี่แก้วแล้ว เพียงพอแล้วหรือยัง สามารถสังเกตได้จาก “สีของปัสสาวะ” ระหว่างวัน ว่าเป็นสีเหลืองเข้ม มีกลิ่นฉุนจัดหรือไม่ ถ้าใช่ ให้ดื่มน้ำเพิ่มทันที ปัสสาวะของคนที่ดื่มน้ำเพียงพอมักจะเป็นสีเหลืองอ่อนและมีกลิ่นฉุนไม่มาก (ในกรณีที่ไม่ได้เป็นโรคอะไร)
นอกจากนี้ จำนวนครั้งในการปัสสาวะก็สำคัญ ตามปกติแล้วควรปัสสาวะทุก 3-4 ชั่วโมง หรือวันละ 4-8 ครั้ง หากปัสสาวะน้อยครั้งมากเกินไป กล่าวคือ เกิน 4-5 ชั่วโมงแล้วยังไม่ปัสสาวะ หรือปัสสาวะน้อยกว่า 4 ครั้งต่อวัน เราอาจดื่มน้ำน้อยเกินไป
ดื่มน้ำอย่างไรให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุด
ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด ปราศจากสารเจือปน
ดื่มน้ำโดยการจิบทีละน้อยตลอดทั้งวัน ไม่ควรดื่มน้ำทีเดียวครั้งละมากๆ
ระวังการดื่มครั้งเดียวในปริมาณมาก เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เลือดเจือจาง หรือปริมาณน้ำในเซลล์มากจนเกิดอาการบวมน้ำ อาจเกิดพิษต่อเซลล์ วิงเวียนหรือปวดศีรษะ เป็นต้น
หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอย่างรวดเร็ว เพราะจะมีผลกระทบต่อการทำงานและการสูบฉีดของหัวใจ
ถ้าดื่มน้ำจากขวดน้ำที่ใช้เติมน้ำเป็นประจำ รวมถึงแก้วน้ำ อย่าลืมหมั่นล้างเป็นประจำ เพื่อป้องกันเชื้อโรคหรือแบคทีเรียสะสม
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :คู่มือชีวิตวิถีใหม่ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)
ภาพ :iStock

วิตามินซีวิตามินซีเกือบแทบจะทุกยี่ห้อบนข้างกระปุกจะเขียนว่า “แอสคอบิก แอซิด” (Ascorbic acid)วิตามินซีที่แท้จริงจึงไม่ใช่...
16/03/2022

วิตามินซี
วิตามินซีเกือบแทบจะทุกยี่ห้อบนข้างกระปุกจะเขียนว่า “แอสคอบิก แอซิด” (Ascorbic acid)วิตามินซีที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่กรดแอสคอบิก แต่กฎหมายยอมให้เรียกกรดแอสคอบิกว่า “วิตามินซี” ได้ และถ้าจะให้ถูกเราต้องเรียกว่า “วิตามินซี คอมเพล็ก” (Vitamin C complex) เนื่องจากการที่วิตามินซีต่าง ๆ จะออกฤทธิ์ได้นั้นจะต้องอาศัยองค์ประกอบหรือทำงานร่วมกับสารต่าง ๆ ในร่างกาย นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลว่า ทำไมเราทานอาหารเสริมวิตามินซี (กรดแอสคอบิก)อย่างเดียว แล้วถึงไม่ค่อยเห็นผลใด ๆ ตามสรรพคุณ
บรรจุอยู่ในขวดทึบ วิตามินซีจะต้องบรรจุอยู่ในขวดหรือแผงทึบที่มองไม่เห็นตัวเม็ดวิตามินซีเท่านั้น เนื่องจากวิตามินซีค่อนข้างเปราะบางมาก ไม่ทนต่อความร้อนและแสงแดด และไม่ทนต่อความเป็นด่าง
เลือกซื้อวิตามินซีอย่างไรให้ได้ใกล้เคียงวิตามินซีจากผลไม้มากที่สุด ? ก่อนเลือกซื้อวิตามินซีทุกครั้งคุณควรมองหาส่วนประกอบหลัก ๆ 2 อย่างนี้ในอาหารเสริมวิตามินซี เพื่อช่วยให้การดูดซึมของวิตามินซีดีขึ้น (มีบางการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อใช้ Ascorbic acid ร่วมกับ Citrus Bioflavonoids จะมีผลให้ทำให้การดูดซึมของ Ascorbic acid เพิ่มขึ้นประมาณ 35% แต่หลาย ๆ การศึกษาก็ยังไม่พบว่าให้ผลไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มที่ให้ Ascorbic acid เพียงอย่างเดียวกับกลุ่มที่ให้ Ascorbic acid ร่วมกับ Bioflavonoids แต่ยังไงมีผสมไว้ก็ดีกว่าไม่มีแน่นอนครับ) คือไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) สารในกลุ่มนี้ที่เราเจอบ่อย ๆ ในฉลากของวิตามินซีก็เช่น Hesperidin, Rutin และ Quercetin โดยมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้วิตามินซีออกฤทธิ์ต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และช่วยให้วิตามินซีดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น
โรสฮิป (Rose hip) เป็นสารที่ปกติจะให้วิตามินซีอยู่แล้ว และเมื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของวิตามินซีในอาหารเสริมก็ยังช่วยให้วิตามินซีดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้นด้วย

ทานวิตามินซีเวลาไหนดี ? การทานวิตามินซีหลังอาหารเช้าร่างกายจะได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
ในระหว่างวันร่างกายของเราจะมีการทำกิจกรรมหรือทำงานอยู่ตลอดเวลาที่จะมีการสร้างอนุมูลอิสระมากขึ้นเป็นปกติ การทานวิตามินซีในตอนเช้าจึงเกิดประโยชน์มากที่สุดเพราะวิตามินซีมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการต้านอนุมูลอิสระร่วมกับวิตามินอี, โคเอนไซม์คิว 10, กรดแอลฟาไลโปอิก, กลูต้าไธโอน ซึ่งเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
ในระหว่างวันเราจะมีการดื่มน้ำเรื่อย ๆ จึงทำให้มีการขับวิตามินซีออกทางปัสสาวะมากกว่าตอนกลางคืนที่ปัสสาวะของเราจะค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นเล็กน้อยที่จะก่อให้เกิดการตกผลึกเป็นนิ่วได้ แต่การทานในตอนเช้าจะช่วยลดหรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ได้ครับ
ไม่แนะนำให้ทานก่อนอาหาร เพราะโดยธรรมชาติแล้ววิตามินซีจะมีความเป็นกรดอ่อน ๆ การทานหลังอาหารจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการข้างเคียงหรือทำให้เกิดอาการแสบท้องได้
เราสามารถทานวิตามินซีได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จะไม่มีการสะสมอยู่ในร่างกาย ร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะตลอด (แตกต่างจากวิตามินที่ละลายในไขมัน คือ วิตามินเอ ดี อี เค ที่จะสะสมอยู่ตามร่างกาย)
****ผู้รับประทานจะต้องไม่มีโรคไตชนิดต่าง ๆ ด้วยนะครับ*** เพราะการทานอย่างต่อเนื่องอาจจะทำให้อาการแย่ลงได้ สรุปก็คือในคนที่มีสุขภาพดีและเลือกทานวิตามินซีได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ก็สามารถทานได้อย่างต่อเนื่องครับ
วิตามินซีช่วยป้องกันหวัดได้แค่บางกรณีและช่วยลดระยะเวลาการป่วยและความรุนแรงของโรคหวัดได้ โดยผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำที่รับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นหวัดได้ถึง 50% ส่วนผู้ที่ทานวิตามินซีเป็นประจำเมื่อป่วยเป็นหวัดก็จะช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของโรคหวัดได้ครับ
วิตามินซีทานแล้วช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสได้ เนื่องจากวิตามินซีมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิวหรือเมลานิน (โดยลดจำนวนสารโอควิโนนที่ทำให้เปลี่ยนไปเป็นเม็ดสีผิวที่ทำให้ผิวคล้ำลดลง), มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (ช่วยลดสารอนุมูลอิสระที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดสีผิว) และช่วยปกป้องรังสี UV จากแสงแดดที่ทำให้ผิวคล้ำลงได้ (แต่แนะนำให้ทานคู่กับวิตามินอีเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญทานแล้วแต่ไม่มีการป้องกัน เช่น ทาครีมกันแดด ก็จะทำให้ผิวคล้ำลงเช่นกันครับ)โดยขนาดที่แนะนำให้รับประทาน คือ วันละ 2,000 mg. แบ่งรับประทานหลังอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1,000 mg.
ถ้าเราอยากเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสีผิวต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 30 วัน หลังจากรับประทานวิตามินซีไปแล้ว เพราะเม็ดสีของคนเราจะมีอายุได้ประมาณ 1 เดือนหรือ 30 วันนั่นเองครับ
ทั้งนี้ การที่จะผิวขาวกระจ่างใสขึ้น ก็ยังต้องมีการดูแลผิวด้วยวิธีอย่างอื่นร่วมด้วยในทุก ๆ วันอย่างเหมาะสมด้วยนะครับ เช่น การหลีกเลี่ยงแสงแดด การทาครีมกันแดดเมื่อต้องแดด
*****คำว่าช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นไม่ได้หมายความว่า***** จากคนผิวดำหรือคล้ำจะกลายมาเป็นผิวขาว แต่จะขาวกระจ่างใสขึ้นได้มากที่สุด คือ ใกล้เคียงกับส่วนที่ขาวที่สุดในร่างกายของเรา เนื่องจากสีผิวมีลักษณะพันธุกรรมที่มียีนเป็นตัวกำกับอยู่นั่นเองครับ

7 สัญญาณอันตราย “ต่อมลูกหมากโต”ผู้ชายวัยกลางคนถึงวัยชรา เสี่ยงโรคต่อมลูกหมากโตมากไม่แพ้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มีอาการเริ่ม...
15/12/2021

7 สัญญาณอันตราย “ต่อมลูกหมากโต”
ผู้ชายวัยกลางคนถึงวัยชรา เสี่ยงโรคต่อมลูกหมากโตมากไม่แพ้โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มีอาการเริ่มต้นที่พอสังเกตได้อยู่บ้าง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันที
ต่อมลูกหมาก คืออะไร
สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า ต่อมลูกหมากเป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะสืบพันธุ์ รูปร่างคล้ายลูกเกาลัดหุ้มรอบท่อปัสสาวะส่วนต้น ปกติจะมีขนาดประมาณ 15-20 กรัม หน้าที่ที่สำคัญของต่อมลูกหมาก คือ การสร้างน้ำอสุจิ โดยทั่วไปต่อมลูกหมากจะหยุดเจริญเติบโตหลังจากอายุ 20 ปี จนกระทั่งอายุประมาณ 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกครั้ง และเป็น

สาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
โรคต่อมลูกหมากโต จะพบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ยิ่งถ้ามีชีวิตยืนยาวถึง 80-90 ปี ผู้ชายทุกคนในวัยนี้จะมีต่อมลูกหมากโตกันทั้งหมด แต่ไม่ใช่ผู้ป่วยต่อมลูกหมากโตทุกคนจะมีอาการ บางคนมีอาการน้อยมาก เช่น ความแรงของปัสสาวะลดลงบ้าง แต่ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ในขณะที่บางคนอาจอาการหนักถึงขั้นปัสสาวะไม่ออกได้

สัญญาณอันตราย อาการของโรคต่อมลูกหมากโต
สำหรับอาการของโรคต่อมลูกหมากโตที่สำคัญมีอยู่ 7 อย่างคือ

1.ถ่ายปัสสาวะบ่อย
2.ปัสสาวะไหลไม่แรง
3.เวลาปวดปัสสาวะต้องรีบเข้าห้องน้ำรอไม่ได้
4.ถ่ายปัสสาวะเสร็จแล้วรู้สึกไม่สุด
5.ปัสสาวะไหลๆ หยุดๆ
6.ต้องเบ่งช่วยเวลาถ่ายปัสสาวะ
7.ถ่ายปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน

!!อันตรายของโรคต่อมลูกหมากโตจากภาวะแทรกซ้อน!!
โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้แก่ ปัสสาวะไม่ออกเลย ทางเดินปัสสาวะอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม ปัสสาวะเป็นเลือด เป็นต้น ซึ่งอาจพบได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของผู้ป่วยต่อมลูกหมากทั้งหมด
วิธีรักษาโรคต่อมลูกหมากโต
สำหรับโรคต่อมลูกหมากโต ส่วนมากมักจะมีต่อคุณภาพชีวิตมากกว่าจะส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม ดังนั้น การรักษาจะมุ่งเน้นที่จะให้อาการขับถ่ายปัสสาวะของผู้ป่วยดีขึ้น และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนจากต่อมลูกหมากโต โดยทั่วไป สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการน้อยและไม่มีผลต่อคุณภาพชีวิต อาจยังไม่ต้องรักษาเพียงแต่เฝ้าติดตามไปก่อนได้ สำหรับการรักษาในปัจจุบัน ได้แก่

1.การใช้ยา ปัจจุบันมียาเพื่อใช้รักษาอาการของโรคต่อมลูกหมากโตมากมาย สามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่มดังนี้
ยาในกลุ่มอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers) ซึ่งสมัยก่อนจะใช้เป็นยาลดความดัน แต่ปัจจุบันได้พัฒนาต่อจนมีผลต่อความดันโลหิตน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว ผู้ป่วยจะรู้สึกปัสสาวะสะดวกขึ้นภายใน 3 วัน แต่ถ้าหยุดยาและอาการก็จะกลับมาอย่างรวดเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด

ยาที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone) ยาในกลุ่มนี้จะลดการสร้างฮอร์โมน DHT ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่สามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะมีประโยชน์เฉพาะผู้ป่วยที่มีต่อมลูกหมากค่อนข้างโต

ยาสมุนไพร มีอยู่หลายชนิด สำหรับชนิดที่แพร่หลายที่สุด คือ จากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ประสิทธิภาพยังไม่ชัดเจนนัก

2.การรักษาโดยการผ่าตัด ส่วนมากจะเป็นการผ่าตัดผ่านกล้อง หรือที่รู้จักในชื่อ TURP ซึ่งยังคงเป็นมาตรฐานการผ่าตัด ในขณะนี้การรักษาโดยการผ่าตัดจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตและมีภาวะแทรกซ้อน หรือการทานยาไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตามมีการผ่าตัดวิธีการอื่นที่สามารถลดภาวะแทรกซ้อนหรือลดระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลได้ เช่น การใช้เลเซอร์ช่วยในการผ่าตัด การใช้ขดลวดตาข่ายขยาย ต่อมลูกหมาก เป็นต้น
ขอขอบคุณ

ข้อมูล :สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์,โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ภาพ :iStock

เที่ยวยุคโควิด นอกจากหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์มีอีกสิ่งที่ผมไว้ใจมาสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วยสารสกัดกระชายขาว  (D-SHIN...
18/11/2021

เที่ยวยุคโควิด นอกจากหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์มีอีกสิ่งที่ผมไว้ใจมาสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วยสารสกัดกระชายขาว (D-SHINE)0899209850ประพัฒน์

!!!5 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันด้วยตัวเอง รับมือ “โควิด-19”1.รับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ร่างกายต้องการสารอาหารหลักทั้งโปร...
19/05/2021

!!!5 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันด้วยตัวเอง รับมือ “โควิด-19”
1.รับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์
ร่างกายต้องการสารอาหารหลักทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารอาหารรองไม่ว่าจะเป็นวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน A C E D B6 B9 B12 รวมถึงแร่ธาตุสังกะสี เหล็ก ทองแดง แมกนีเซียม ซีลีเนียม และแมงกานีส ซึ่งสามารถรับได้จากอาหารธรรมชาติ

อย่างผักและผลไม้ที่มีวิตามิน C สูง จะเป็นบรอกโคลี ผักโขม ผักเคล มะขามป้อม ฝรั่ง ส้ม

หรือแหล่งอาหารของวิตามิน A จะอยู่ในเครื่องในสัตว์ ไข่แดง นม และผลิตภัณฑ์จากนม

โดยควรรับประทานอาหารสด หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสำเร็จรูปหรืออาหารแช่แข็ง เพราะจะทำให้ขาดสารอาหารหรือวิตามินได้
2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก อาจเป็นการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ที่สามารถ ทำภายในบ้านก็ได้ ซึ่งควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์
โดยการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และกระตุ้นให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดโดยรวมเป็นไปด้วยดี ทำให้เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ส่งผลให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง สามารถจัดการกับเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น จึงลดโอกาสการเกิดโรค

ขณะเดียวกันร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินหลังการออกกำลังกาย ซึ่งช่วยให้เกิดภาวะผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลต่างๆ ได้
3.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพ ควรมีการเตรียมตัวก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง โดยงดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือ เพราะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายตื่นและนอนไม่หลับ
รวมถึงต้องฝึกนิสัยให้เคยชินว่าเมื่ออยู่บนเตียงนอนแล้วไม่ควรทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกจากการนอนหลับ นอกจากนั้น ควรจัดสรรเวลานอนให้เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการ Work from home ควรแบ่งเวลาการใช้ชีวิตให้ไม่ทับซ้อนกัน หรือแบ่งเป็น 8/8/8 คือ ทำงาน นอนหลับพักผ่อน และทำกิจกรรมต่างๆ อย่างละ 8 ชั่วโมง
4.จัดการกับความเครียด เพราะความเครียดเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องหาวิธีจัดการหรือตั้งรับให้ดี ซึ่งหากรู้ว่าตัวเองกำลังเครียดก็ต้องมีสติ สำรวจความคิดและอารมณ์ และรู้เท่าทันความเครียดที่เกิดขึ้น แล้วนำตัวเองออกมาจากสภาวะนั้นด้วยการหากิจกรรมคลายเครียดที่ชอบ เช่น ร้องเพลง เล่นดนตรี ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมแปลกใหม่ที่ตัวเองไม่เคยลองทำมาก่อน ซึ่งสามารถเลือกดูกิจกรรมได้จากสื่อออนไลน์ที่มีคลิปการสอนต่างๆ อย่างการสร้างสรรค์งานศิลปะแบบ DIY หรือทำอาหาร เป็นต้น
5.เสริมด้วยวิตามิน วิตามินเป็นเหมือนทางลัดในการฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน ซึ่งนิยมรับประทานกันในรูปแบบเม็ด เช่น
-วิตามิน C ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ส่งผลให้ไม่ป่วยหรือเป็นหวัดได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย และเพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ
-วิตามิน D ซึ่งช่วยดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้กระดูกแข็งแรง ขณะเดียวกันยังช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน และการนอนหลับที่ดี ช่วยต่อต้านการอักเสบต่างๆ
-วิตามิน E ที่เป็นตัวช่วยในการทำงานของตับมีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และหากได้รับวิตามินตัวนี้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยป้องกันและซ่อมแซมเส้นผม ผิวและเล็บได้
คนเราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ทำลายภูมิคุ้มกันได้ด้วยตัวเองได้เหมือนกันจากไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่ทำอยู่ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงและกิจกรรมที่จะทำลายภูมิคุ้มกันด้วย นอกจากนี้ ยังต้องปกป้องตัวเองจากโควิด-19 อย่างเข้มข้นไปพร้อมกัน ทั้งการสวมหน้ากากทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงจากนำมือมาจับหน้า และไม่เข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงรักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างเหมาะสม

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :นพ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล

ภาพ :iStock

!!!! 7 ข้อปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19การเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มี 7 ข้อแนะนำดังนี้1.สองวันก่อนและ...
18/05/2021

!!!! 7 ข้อปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19
การเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มี 7 ข้อแนะนำดังนี้
1.สองวันก่อนและหลังการฉีดวัคซีนให้งดออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก
และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2.วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซี งดชา กาแฟ หรือของที่มี
คาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3.ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยก
ของหนัก
4.หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที
5.ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมากทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด
500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ดซ้ำได้ถ้าจำเป็นแต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง ห้ามกิน
ยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด
6.การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1
เดือนและ
7.ถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ก็ให้กินยาตามปกติ แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่ง
ตรงตำแหน่งที่ฉีดต่ออีก 1 นาที
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ภาพ :iStock

7 ข้อปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19สำหรับการเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มี 7 ข้อแนะนำดังนี้1.สองวันก่อนแล...
10/05/2021

7 ข้อปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19
สำหรับการเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มี 7 ข้อแนะนำดังนี้

1.สองวันก่อนและหลังการฉีดวัคซีนให้งดออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2.วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซี งดชา กาแฟ หรือของที่มีคาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3.ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยกของหนัก
4.หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที
5.ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมากทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ดซ้ำได้ถ้าจำเป็นแต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด
6.การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือนและ
7.ถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ก็ให้กินยาตามปกติ แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่งตรงตำแหน่งที่ฉีดต่ออีก 1 นาที
ขณะนี้ แม้ว่าประชาชนจะมีความต้องการฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้นแต่สิ่งสำคัญ คือ การป้องกันตัวเองตามมาตรการ DMHTTA ซึ่งจากข้อมูลอนามัยโพลล่าสุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีการสวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่อไปในที่สาธารณะถึงร้อยละ 97.8 รองลงมาคือการตรวจวัดไข้ก่อนเข้าออกในสถานที่ต่างๆ ร้อยละ 95.2 และล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ ร้อยละ 91 สำหรับพฤติกรรมสุขภาพที่ประชาชนยังไม่ค่อยได้ปฏิบัติตามมาตรการ คือ การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสร่วม โดยมีพฤติกรรมดังกล่าวเพียง ร้อยละ 69.3 และมีการลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ร้อยละ 70.2 จึงต้องเน้นย้ำให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ขอความร่วมมือประชาชนประเมินความเสี่ยงตนเองทุกวันว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือใหม่ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆที่ทางราชการกำหนดหรือเลือกใช้การประเมินตนเองผ่านเว็บไซต์ “ไทยเซฟไทย” ที่ช่วยคัดกรองเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 สู่ครอบครัว เพื่อนร่วมงานและชุมชน รวมถึงลดความรุนแรงหากมีความเสี่ยงหรือติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาหรือพบแพทย์ได้เร็วขึ้น

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ :iStock

ที่อยู่

ลาดพร้าว101 บางกะปิ คลองจั่น
Bangkok
10240

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สุขภาพดีมีรายได้ -โดยประพัฒน์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์