AEC Connect by Bangkok Bank

โทร เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

AEC Connect by Bangkok Bank AEC Connect ให้คำปรึกษาด้านการค้าและการลงทุน ช่วยคุณเปิดโอกาสทางธุรกิจใน AEC

ธนาคารกรุงเทพ นำเสนอแง่มุมที่น่าสนใจทั้งเศรษฐกิจ กฎระเบียบการค้าการลงทุน และความเคลื่อนไหวต่างๆ ใน 10 ประเทศอาเซียนเพื่อประโยชน์กับนักลงทุนและนักธุรกิจไทย

‘เวียดนาม’ ขึ้นแท่นทุนใหญ่อันดับ 2 ใน ‘ลาว’💸💸💸กระทรวงการต่างประเทศของ สปป.ลาว เปิดเผยว่าเวียดนามขยับขึ้นเป็นนักลงทุนต่าง...
01/10/2026

‘เวียดนาม’ ขึ้นแท่นทุนใหญ่อันดับ 2 ใน ‘ลาว’

💸💸💸

กระทรวงการต่างประเทศของ สปป.ลาว เปิดเผยว่าเวียดนามขยับขึ้นเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านโครงการที่ได้รับการอนุมัติกว่า 400 โครงการ เป็นรองเพียงแค่จีนเท่านั้น โดยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 สปป.ลาว ได้อนุมัติโครงการใหม่จากเวียดนามจำนวน 6 โครงการ มูลค่า 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน พลังงาน และระบบโลจิสติกส์ทางทหาร

นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว และนายฝั่ม ซา ตุก รองนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้หารือและทบทวนผลการดำเนินงานความร่วมมือแบบทวิภาคีในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 พร้อมวางกรอบเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่จะเร่งรัดดำเนินการในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี รวมถึงผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานขนาดใหญ่หลายโครงการ ได้แก่ โครงการทางด่วนเวียงจันทน์-ฮานอย โครงการรถไฟเวียงจันทน์-หวุงอ๋าง กรอบความร่วมมือซื้อขายไฟฟ้า ตลอดจนโครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันและคลังจัดเก็บเชื้อเพลิงข้ามพรมแดน

ในภาคพลังงาน สปป.ลาว ส่งออกไฟฟ้าไปยังเวียดนามสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 2.92 พันล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง เมื่อปี 2568 ผ่านการจ่ายกระแสไฟฟ้าโดยตรงจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่งใน สปป.ลาว เข้าสู่ระบบสายส่งของเวียดนาม รวมถึงอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการท่อส่งน้ำมันเชื่อมตรงระหว่างสองประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานระยะยาวอีกด้วย

สำหรับโครงการทางด่วนเวียงจันทน์-ฮานอย ระยะที่ 2 มีแผนงานที่จะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2573 โดยทางด่วนเส้นนี้จะมีความยาวรวมกันราว 700 กิโลเมตร เชื่อมพื้นที่ของทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน ซึ่งเส้นทางฝั่ง สปป.ลาว จะตัดผ่านแขวงไชยสมบูรณ์ เชียงขวาง และหัวพัน ก่อนจะข้ามพรมแดนตรงเข้าสู่กรุงฮานอย

หนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ โครงการรถไฟเวียงจันทน์-หวุงอ๋าง ระยะทาง 562 กิโลเมตร ทางรถไฟสายนี้มีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์ เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมตรงจาก สปป.ลาว ไปยังท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง ในจังหวัดห่าติ๋ญของเวียดนาม ซึ่งจะทำให้ สปป.ลาว สามารถส่งออกสินค้าสู่เส้นทางเรือระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว ตั้งเป้าเปิดให้บริการเดินรถไฟอย่างเป็นทางการในปี 2573 ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่า เส้นทางรถไฟสายนี้จะกลายเป็นระเบียงเศรษฐกิจสำคัญที่รองรับการขนส่งสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเชื่อมต่อทางเรือไปยังตลาดหลัก ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และตลาดการค้าสำคัญทั่วโลก

เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ โตเร็วที่สุดในอาเซียน🌟🌟🌟ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโต 7.8% ในปี 2569 น...
30/09/2026

เศรษฐกิจ ‘เวียดนาม’ โตเร็วที่สุดในอาเซียน

🌟🌟🌟

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโต 7.8% ในปี 2569 นี้ ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่งและการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ADB ระบุว่าเศรษฐกิจเวียดนามยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกภาคส่วนในช่วงครึ่งแรกของปี โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 8.2% เพิ่มขึ้นจาก 7.5% ในช่วงเดียวกันของปี 2568

การปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตครั้งนี้ได้รับแรงหนุนจากกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศและกระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดสูงกว่าประมาณการที่ ADB เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายนถึง 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม เวียดนามมีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จดทะเบียนรวมประมาณ 40.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เงินลงทุนโครงการใหม่มีมูลค่าเกือบ 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 97%

ด้านการบริโภคภายในประเทศ ยอดค้าปลีกสินค้าและรายได้จากภาคบริการผู้บริโภคในช่วง 8 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้นมากกว่า 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเมื่อหักผลกระทบจากเงินเฟ้อแล้ว การเติบโตอยู่ที่ 7.6% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 อยู่ 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์

สำหรับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ADB คาดการณ์ว่า อินโดนีเซียจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับที่ 2 ที่ 5.2% ตามด้วย สิงคโปร์ 5.0% และมาเลเซีย 4.9%

Anthropic จ่อเข้า 'สิงคโปร์' ชิงตลาด AI อาเซียน👨‍💻👨‍💻👨‍💻Anthropic บริษัท AI ชั้นนำจากสหรัฐอเมริกาและเป็นผู้พัฒนา Claude ...
29/09/2026

Anthropic จ่อเข้า 'สิงคโปร์' ชิงตลาด AI อาเซียน

👨‍💻👨‍💻👨‍💻

Anthropic บริษัท AI ชั้นนำจากสหรัฐอเมริกาและเป็นผู้พัฒนา Claude AI เตรียมเปิดสำนักงานในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสำนักงานแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนับเป็นการปักธงในตลาดที่กำลังจะกลายเป็นสนามแข่งสำคัญของบริษัท AI ชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา

วันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา Anthropic ประกาศขยายธุรกิจในสิงคโปร์ ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นสำนักงานแห่งที่ 5 ในเอเชีย-แปซิฟิกของ Anthropic ต่อจากโตเกียวในญี่ปุ่น โซลในเกาหลีใต้ บังกาลอร์ในอินเดีย และซิดนีย์ในออสเตรเลีย โดยจะเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม

Anthropic ระบุว่าสิงคโปร์มีการใช้งาน Claude สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 จาก 121 ประเทศทั่วโลก รองจากออสเตรเลีย และการขยายธุรกิจในภูมิภาคครั้งนี้นำโดย Dale Finlay ซึ่งย้ายมาร่วมงานในฐานะผู้พัฒนา Claude หลังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่าย Go-to-Market ประจำภูมิภาคของ OpenAI

อย่างไรก็ดี สำหรับการเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในครั้งนี้ Anthropic กำลังไล่ตามคู่แข่งอย่าง OpenAI ซึ่งได้เปิดสำนักงานใหญ่ประจำเอเชียที่สิงคโปร์ตั้งแต่ปลายปี 2567 โดยในเดือนสิงหาคม OpenAI กำลังวางแผนเช่าพื้นที่สำนักงานใหม่ในสิงคโปร์ขนาด 100,000 ตารางฟุต นอกจากนี้ OpenAI ยังได้แต่งตั้ง Sandhya Devanathan อดีตหัวหน้าฝ่ายเอเชียใต้ของ Meta ให้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอาเซียนและออสเตรเลียคนใหม่ด้วย

สิงคโปร์เปรียบเสมือนประตูสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน ด้วยเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ และในปัจจุบันก็ยังคงมีบทบาทเดียวกันสำหรับอุตสาหกรรม AI โดยบริษัท AI หลายแห่ง เช่น Cognition และ Sierra ได้เลือกสิงคโปร์เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำอาเซียนหรือเอเชียด้วย

สิงคโปร์คาดหวังจะเป็นประเทศแห่ง AI (AI Nation) โดยได้ประกาศลงทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือมากกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้าน AI สาธารณะ ในขณะเดียวกัน Plaud ผู้ผลิตอุปกรณ์จดบันทึกด้วย AI จากสหรัฐฯ ก็ได้เปิดสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมาเช่นกัน โดยสำนักงานแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นฐานการปฏิบัติงานสำหรับตลาด 12 แห่งในเอเชีย-แปซิฟิก ได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไทย เวียดนาม และอื่นๆ

นอกจากนี้ Nathan Xu ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Plaud ยังระบุว่าเอเชียถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ยากที่สุดสำหรับการพัฒนา AI โดยเฉพาะเพื่อให้เข้าใจบริบทและเจตนาของผู้ใช้ เนื่องจากผู้ใช้จะสามารถสลับใช้ระหว่างภาษาอื่นๆ ภาษาถิ่น และบริบทต่างๆ ได้อย่างไหลลื่น ซึ่งหากผู้พัฒนาทำให้ AI เข้าใจธรรมชาติของภาษาในภูมิภาคนี้ได้ ก็จะสามารถพัฒนาให้ AI ทำงานได้อย่างเป็นธรรมชาติในทุกที่ทั่วโลก

กระแสการย้ายฐานการผลิตและการกระจายห่วงโซ่อุปทานกำลังเปิดประตูใหม่ให้อาเซียนสร้างโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำ...
27/09/2026

กระแสการย้ายฐานการผลิตและการกระจายห่วงโซ่อุปทานกำลังเปิดประตูใหม่ให้อาเซียนสร้างโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมชิปแห่งอนาคต

ติดตามรายละเอียดได้ใน กับหัวข้อ ‘อาเซียน’ ชูจุดแข็ง ขยับเข้าห่วงโซ่อุปทานชิป 👇👇👇

‘มาเลเซีย’ เล็งใช้โมเดลจีน ‘ทำนาเลี้ยงกุ้ง’ รับมือผืนนาลดลง🦐🦐🦐มาเลเซียกำลังสนใจนำแนวคิด ‘การทำนาเลี้ยงกุ้งบนผืนนาเดียวกั...
26/09/2026

‘มาเลเซีย’ เล็งใช้โมเดลจีน ‘ทำนาเลี้ยงกุ้ง’ รับมือผืนนาลดลง

🦐🦐🦐

มาเลเซียกำลังสนใจนำแนวคิด ‘การทำนาเลี้ยงกุ้งบนผืนนาเดียวกัน’ ของจีนมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่นาที่กำลังลดลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรับมือกับปัญหาชาวนาสูงอายุและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่คาดการณ์ไม่ได้ของมาเลเซีย

🔘สถานการณ์ข้าวในมาเลเซีย
นาย Mohamad Sabu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร กล่าวว่ามาเลเซียจำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนการพึ่งพาผลผลิตข้าวภายในประเทศอย่างน้อย 80% ซึ่งถ้าน้อยกว่า 60% อาจไม่เพียงพอต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

แต่สัดส่วนดังกล่าวยังคงห่างไกลจากเป้าหมาย โดยมาเลเซียมีสัดส่วนการพึ่งพาผลผลิตข้าวภายในประเทศอยู่ที่ 52.9% ในปี 2567 ลดลงจาก 56.2% ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากผลผลิตข้าวที่ลดลง 5.3% อยู่ที่ 2.06 ล้านตัน ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกข้าวก็ลดลงเช่นกันที่ 5.6% เหลือเพียง 579,700 เฮกตาร์ หรือประมาณ 3.6 ล้านไร่

นอกจากนี้ จากข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศของไทย พบว่ามาเลเซียนำเข้าข้าวถึง 710,656 ตันในครึ่งปีแรกของปี 2569 โดยนำเข้าจากไทยอยู่ที่ 327,995 ตัน และเวียดนาม 232,416 ตัน ซึ่งสถาบันวิจัย Khazanah ได้เตือนว่าความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซียและภูมิภาคไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานในระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการพึ่งพาการนำเข้าอาหารและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรมากขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ กฎเกณฑ์ทางการค้า และปัญหาสภาพภูมิอากาศ

🔘แนวคิดการทำนาเลี้ยงกุ้ง
นาย Mohamad ได้แนวคิดการทำนาเลี้ยงกุ้งบนผืนนาเดียวกันจากการเดินทางไปเยี่ยมเยือนเมืองอู๋หู ในมลฑลอานหุยของจีน ซึ่งมีการทำนาข้าวร่วมกับการเลี้ยงกุ้งน้ำจืดเพื่อสร้างแหล่งรายได้ 2 ทางบนพื้นที่นาผืนเดียวกัน โดยมองว่าแนวคิดนี้จะถูกนำไปพิจารณาเป็นโครงการนำร่อง แต่ยังไม่ได้ตั้งกรอบเวลาที่ชัดเจน และต้องมีการปรับรูปแบบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับระบบชลประทาน สภาพดิน ภูมิอากาศ และแนวทางการทำนาที่มาเลเซียใช้อยู่ด้วย ซึ่งนาย Mohamad ยังได้เปิดเผยว่ามาเลเซียได้สูญเสียพื้นที่นาไปแล้วกว่า 20,000 เฮกตาร์ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็เลือกทำงานในเมืองมากกว่าทำเกษตรกรรม

ขณะที่ นาย Shakirin อาจารย์อาวุโสจากสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มหาวิทยาลัย Malaya กล่าวว่าการทำนาเลี้ยงกุ้งในนาข้าวเป็นแนวคิดที่เป็นไปได้ แต่ไม่สามารถที่จะทำได้เลยทันทีบนผืนนาที่มีอยู่ในมาเลเซีย เนื่องจากยังมีข้อจำกัดจากการใช้สารกำจัดศัตรูพืชและระบบการจัดการน้ำที่อาจขัดแย้งกันระหว่างการปลูกข้าวกับการเลี้ยงกุ้ง

อย่างไรก็ดี นาย Shakirin มองว่าแนวคิดของจีนอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาการพึ่งพาผลผลิตข้าวภายในประเทศโดยตรง แต่ก็มีศักยภาพสำหรับการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและเพิ่มมูลค่าผลผลิตต่อพื้นที่ ซึ่งควรมีการทดลองในหลายฤดูกาลก่อนขยายผลไปทั่วไปประเทศ

ผู้เรียบเรียง: ณภัสสร มีไผ่แก้ว

จีนเปิดตัว ‘คลองผิงลู่’ ประตูการค้าใหม่สู่อาเซียน🏞️🏞️🏞️จีนเปิดใช้งานคลองผิงลู่ (Pinglu Canal) คลองเชื่อมแม่น้ำสู่ทะเลเพื...
24/09/2026

จีนเปิดตัว ‘คลองผิงลู่’ ประตูการค้าใหม่สู่อาเซียน

🏞️🏞️🏞️

จีนเปิดใช้งานคลองผิงลู่ (Pinglu Canal) คลองเชื่อมแม่น้ำสู่ทะเลเพื่อย่นระยะทางขนส่งสินค้าระหว่างภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของประเทศ

คลองผิงลู่ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง บริเวณตอนใต้ของจีนติดกับเวียดนามและทะเลจีนใต้ โดยคลองแห่งนี้มีความยาวประมาณ 134 กิโลเมตร เชื่อมแม่น้ำซีเจียงเข้ากับอ่าวเป่ยปู้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอ่าวตังเกี๋ยที่ตั้งอยู่ระหว่างจีนตอนใต้กับเวียดนามตอนเหนือ อีกทั้งยังช่วยให้พื้นที่ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน อาทิ มณฑลยูนนาน มณฑลกุ้ยโจว มีเส้นทางออกสู่ทะเลและตลาดเอเชียที่สั้นลง

หน่วยงานรัฐของเขตฯ กว่างซีจ้วง ระบุว่าคลองผิงลู่จะช่วยลดระยะทางขนส่งของพื้นที่ด้านในของภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ประมาณ 560 กิโลเมตร และลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ได้ถึง 18-30% ซึ่งประมาณการว่าจะสามารถลดต้นทุนขนส่งได้มากกว่า 5,000 ล้านหยวนต่อปี หรือประมาณ 24,800 ล้านบาท

โครงการดังกล่าวจะช่วยให้เมืองและเขตอุตสาหกรรมหลายแห่งที่อยู่ห่างไกลชายฝั่งของจีนสามารถเชื่อมกับเส้นทางการค้าทางทะเลได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะกับเขตฯ กว่างซีจ้วงเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมเครือข่ายโลจิสติกส์ไปถึงนครฉงชิ่ง เมืองเฉิงตูในมณฑลเสฉวน มณฑลกุ้ยโจว และมณฑลยูนนาน ก่อนจะขนส่งสินค้าต่อไปสู่ท่าเรือในอ่าวเป่ยปู้และตลาดต่างประเทศ

จีนคาดว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์ ได้แก่ โลหะนอกกลุ่มเหล็กและแร่สำคัญ เคมีสีเขียว AI และเทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมใกล้ท่าเรือเพื่อลดระยะทางระหว่างโรงงานผลิตกับศูนย์กลางการขนส่งสินค้าด้วย

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ในลักษณะนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบในมิติอื่นที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งการขุดคลองผิงลู่ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของประชาชนมากถึงประมาณ 2,764 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 11,228 คน ใน 4 อำเภอของเขตฯ กว่างซีจ้วง

ทั้งนี้ เส้นทางเดินเรือและช่องแคบทางทะเลถือว่ามีความสำคัญต่อการค้าโลกอย่างมาก แต่ก็มีความเปราะบางจากความเสี่ยงและการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันกับกรณีของช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยเหตุนี้หลายประเทศจึงพยายามพัฒนาเส้นทางขนส่งและห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการพึ่งพาเพียง 1-2 เส้นทาง ซึ่งคลองผิงลู่ถือเป็นความพยายามล่าสุดของจีนในการสร้างเส้นทางการค้าที่สั้นกว่าและรวดเร็วกว่าเพื่อเชื่อมกับตลาดสำคัญอย่างภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการค้าระหว่างจีนและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่าการค้าอยู่ที่ประมาณ 4.34 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้น 18.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อนหน้า

'ไทย' ทวงอันดับ 2 ตลาดการบินอาเซียนจาก 'เวียดนาม'✈️✈️✈️ไทยกลับมาคว้าตำแหน่งตลาดการบินที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชียต...
23/09/2026

'ไทย' ทวงอันดับ 2 ตลาดการบินอาเซียนจาก 'เวียดนาม'

✈️✈️✈️

ไทยกลับมาคว้าตำแหน่งตลาดการบินที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง ในเดือนกันยายน 2569 หลังจากตกไปอยู่อันดับ 3 ตามหลังเวียดนามเป็นเวลา 2 เดือน

ข้อมูลจาก OAG บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรมการบินจากสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่าในเดือนกันยายน ไทยมีความจุที่นั่งโดยสารตามตารางบินทั้งหมดอยู่ที่ 6.6 ล้านที่นั่ง ลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว ขณะที่เวียดนามตามมาอยู่ที่ 6.4 ล้านที่นั่ง เติบโตขึ้นถึง 9.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งความจุที่นั่งของ 2 ประเทศต่างกันเพียง 200,000 ที่นั่ง

อย่างไรก็ดี อินโดนีเซียยังเป็นตลาดการบินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค โดยมีจำนวนที่นั่งโดยสารตามตารางบินในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ที่ 10.8 ล้านที่นั่ง ขยับขึ้นจากปีก่อนหน้า 7.3%

สำหรับเวียดนามขึ้นแซงไทยได้ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา โดยในเดือนสิงหาคมได้รับแรงหนุนมาจากความต้องการเดินทางภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนที่นั่งภายในประเทศเพิ่มขึ้น 13.8% อยู่ที่ 4.7 ล้านที่นั่ง ขณะที่ไทยมีความจุที่นั่งลดลงจากด้านสนามบินดอนเมือง เนื่องจาก Thai AirAsia ลดความจุที่นั่งตามตารางบินลงถึง 23.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ Thai AirAsia ยังลดจำนวนที่นั่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ดี Thai Airways หรือการบินไทยกำลังเตรียมที่จะขยายการให้บริการในช่วงเดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570 โดยจะให้บริการรวมทั้งหมด 66 เส้นทาง ซึ่งการบินไทยวางแผนเพิ่มการให้บริการเที่ยวบินในหลายเส้นทาง เช่น เส้นทางกรุงเทพฯ-มิวนิก เพิ่มขึ้นเป็น 10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เส้นทางกรุงเทพฯ-ปารีส เป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เส้นทางกรุงเทพฯ-ฮ่องกง เป็น 35 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเส้นทางกรุงเทพฯ-เวียงจันทน์ เป็น 21 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

ทั้งนี้ การปรับเพิ่มดังกล่าวจะเริ่มในวันที่ 25 ตุลาคม ดังนั้นจึงไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ไทยกลับมาแซงเวียดนามและกลับสู่อันดับ 2 ของอาเซียนในเดือนกันยายน

‘เวียดนาม’ เสี่ยง ‘ไฟไม่พอใช้’ หวั่นพลาดเป้าเศรษฐกิจโต 10%💡❌💡❌💡เวียดนามอาจเผชิญภาวะขาดแคลนไฟฟ้าในปี 2570 หลังโครงการผลิต...
22/09/2026

‘เวียดนาม’ เสี่ยง ‘ไฟไม่พอใช้’ หวั่นพลาดเป้าเศรษฐกิจโต 10%

💡❌💡❌💡

เวียดนามอาจเผชิญภาวะขาดแคลนไฟฟ้าในปี 2570 หลังโครงการผลิตไฟฟ้าและระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลายแห่งดำเนินการล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งจะส่งผลต่อเป้าหมายในการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตในระดับเลขสองหลัก

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ระบุว่าความคืบหน้าของโครงการด้านพลังงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นไปอย่างล่าช้ามาก โดยมีโครงการภายใต้แผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติที่เปิดดำเนินการแล้วเพียง 5% ขณะที่โครงการส่วนใหญ่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาหรือรอการอนุมัติ เนื่องจากติดปัญหาต่างๆ เช่น การคัดเลือกนักลงทุน ขั้นตอนเกี่ยวกับที่ดิน และการเตรียมความพร้อมของระบบโครงข่ายไฟฟ้า

แม้เวียดนามคาดว่ากำลังผลิตไฟฟ้าจะยังเพียงพอต่อความต้องการในปีนี้ แต่การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความล่าช้าของโครงการใหม่ ๆ อาจทำให้ประเทศขาดแคลนกำลังการผลิตไฟฟ้าถึง 4,200 เมกะวัตต์ในปี 2570 ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนไฟฟ้าประมาณ 2.9 พันล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง และภายในปี 2573 ช่องว่างด้านกำลังผลิตไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 13,900 เมกะวัตต์ และมีปริมาณไฟฟ้าขาดแคลนสูงถึง 6.12 หมื่นล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง

ขณะที่ การผลักดันของเวียดนามเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างน้อย 10% ต่อปีไปจนถึงสิ้นทศวรรษนี้ กำลังสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ เนื่องจากการก่อสร้างโรงงานใหม่ ๆ โครงการด้านเทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการขยายกำลังการผลิตและระบบส่งไฟฟ้าจะสามารถรองรับได้

ทั้งนี้ ปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าเคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2566 เมื่อภัยแล้งส่งผลให้ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำลดลง ทำให้ให้เกิดไฟดับและต้องหยุดจ่ายไฟให้โรงงานและนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งทางตอนเหนือของประเทศ

เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนไฟฟ้าในอนาคต กระทรวงฯ ได้ย้ำข้อเสนอที่ให้เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน เพื่อเป็นทางเลือกแทนโครงการโรงไฟฟ้าที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า หลังโครงการหลายแห่งเผชิญความล่าช้า เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการจัดหาเชื้อเพลิง รวมถึงได้สนับสนุนการเร่งพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการพลังงานแสงอาทิตย์

'สิงคโปร์' ทุบสถิติใหม่! ใบอนุญาตมีรถเล็กพุ่งแรง🚕🚙🚗🛻🚐ราคาใบอนุญาตครอบครองรถยนต์ขนาดเล็กในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการจัด...
21/09/2026

'สิงคโปร์' ทุบสถิติใหม่! ใบอนุญาตมีรถเล็กพุ่งแรง

🚕🚙🚗🛻🚐

ราคาใบอนุญาตครอบครองรถยนต์ขนาดเล็กในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกในปี 2568 โดยนิตยสาร The Economist ได้พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 133,009 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 105,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ตามรายงานของ Channel News Asia เบี้ยประมูลล่าสุดสูงกว่าสถิติเดิมที่ 129,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งทำไว้เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมถึง 3.1% สำหรับใบอนุญาตครอบครองยานพาหนะประเภท A หรือ Certificates of Entitlement (COE)

ระบบ COE ถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 2533 เพื่อช่วยจำกัดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนและควบคุมมลพิษในประเทศที่สามารถขับรถข้ามประเทศได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง โดยใบอนุญาตดังกล่าวจะถูกนำออกประมูลเป็นประจำ และเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อมีสิทธิครอบครองรถยนต์เป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งระบบดังกล่าวยังส่งผลให้สิงคโปร์กลายเป็นเมืองที่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อรถยนต์สูงที่สุดในโลก

นาย Vincent Ng ที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนผ่านธุรกิจของ EV Business Group คาดว่าราคา COE จะยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างน้อยจนถึงเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มีแนวโน้มเร่งยอดขายก่อนการลดสิทธิประโยชน์ EV ในอนาคต

ขณะที่ นาย Ng Choon Wee ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ของ Komoco Motors ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ Hyundai กล่าวว่าผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถจริง ๆ จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยต่อปีของสิงคโปร์ในปี 2568 อยู่ที่ 149,352 ดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่ที่อยู่อาศัยแบบแฟลตซึ่งได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐสามารถซื้อได้ในราคาตั้งต้นประมาณ 139,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่าย COE ที่สูงมาก ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้การเช่ารถยนต์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในสิงคโปร์ โดยตามรายงานรายไตรมาสของหน่วยงานขนส่งทางบกสิงคโปร์ ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ระบุว่าจำนวนรถเช่าในสิงคโปร์ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 97,567 คัน ขณะที่จำนวนรถยนต์ส่วนบุคคลลดลงเหลือ 516,237 คัน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2562

ทั้งนี้ รถเช่าคิดเป็น 14.9% ของจำนวนรถยนต์ทั้งหมด 653,442 คันในสิงคโปร์ ณ ช่วงเวลานั้น เพิ่มขึ้นจาก 10.5% ในปี 2564 สะท้อนให้เห็นว่าชาวสิงคโปร์จำนวนมากกำลังหันมาใช้บริการเช่ารถแทนการเป็นเจ้าของรถยนต์ส่วนบุคคล ท่ามกลางต้นทุนการครอบครองรถที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2565 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก มีสัดส่วนราว 13.5% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของภูมิภาค และคาดกา...
20/09/2026

ในปี 2565 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก มีสัดส่วนราว 13.5% ของจำนวนประชากรทั้งหมดของภูมิภาค และคาดการณ์ว่าภายในปี 2593 จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรดังกล่าวกำลังผลักดันให้หลายประเทศต้องมองหาวิธีรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางจำนวนแรงงานที่ลดลง

ติดตามอ่านบทความ “เอเชีย” เปลี่ยนสังคมสูงวัยให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ 🧑‍🦳👨‍🦳 ได้ที่นี่เลย👇https://moneyandbanking.co.th/2026/270380/

ที่อยู่

Silom Road
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+6622302758

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ AEC Connect by Bangkok Bank โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง AEC Connect by Bangkok Bank:

ทางลัด

ได้รับการสนับสนุน

แชร์