Just For Her 7 ส่องชีวิตความงาม

17/11/2022

“สวิตเซอร์แลนด์” ดินแดนยุโรป ที่เงินเฟ้อ ทำอะไรไม่ได้ - BillionMoney
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เงินเฟ้อของสหภาพยุโรป ได้พุ่งขึ้นสูงถึง 10.7% ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากที่สุด ตั้งแต่มีการก่อตั้งสหภาพยุโรปมา

แถมมีทีท่าว่าจะพุ่งสูงต่อไปอีก จากราคาพลังงานที่จะสูงขึ้นอย่างมาก ในหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง

ในขณะที่หลายประเทศในยุโรป กำลังประสบกับปัญหาเงินเฟ้อสูงมากในรอบหลายปี

แต่ “สวิตเซอร์แลนด์” กลับสามารถกดเงินเฟ้อให้อยู่เพียงแค่ 3% เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขเงินเฟ้อ ที่ต่ำที่สุดในยุโรป

แล้วทำไมเงินเฟ้อของสวิตเซอร์แลนด์ ถึงยังคงต่ำมาก ท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อ ที่ส่งผล
กระทบไปทั่วโลกเช่นนี้ ? BillionMoney จะย่อยให้เข้าใจ

สิ่งที่ทำให้สวิตเซอร์แลนด์ สามารถกดให้เงินเฟ้อต่ำได้ ทั้งที่หลาย ๆ ประเทศในยุโรป กำลังประสบกับปัญหาเงินเฟ้อสูง ก็มีด้วยกันอยู่ 3 เหตุผล

1. ค่าเงินฟรังก์สวิสแข็งค่ามาก เทียบกับคู่ค้าหลัก

เมื่อดูค่าเงินฟรังก์สวิส เทียบกับสกุลเงินของคู่ค้าหลัก ของสวิตเซอร์แลนด์ อย่างสหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักรแล้ว ก็พบว่า แข็งค่าขึ้นถึง 5% และ 8% ตามลำดับ

นอกจากนั้น ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสวิตเซอร์แลนด์ ยังคงต่ำเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อยู่ที่ 0.5%

แต่ค่าเงินฟรังก์สวิสของสวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่ต้นปี ยังอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เพียงแค่ 9.5% เท่านั้น

สาเหตุก็เนื่องมาจากเงินทุนที่ไหลเข้าสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนมองว่า เงินฟรังก์สวิสเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย จากการที่สวิตเซอร์แลนด์ ไม่ได้เป็นคู่กรณีในความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนโดยตรง และระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังคงต่ำอยู่

ด้วยค่าเงินที่แข็ง เมื่อเทียบกับคู่ค้าหลักเช่นนี้เอง จึงทำให้ราคาสินค้านำเข้าไม่สูงขึ้นมาก

2. สวิตเซอร์แลนด์ ไม่ได้พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและอาหาร จากทั้งรัสเซียและยูเครน

พลังงานของประเทศสวิตเซอร์แลนด์กว่า 61.5% คือ ไฟฟ้าพลังน้ำ ส่วนอีก 28.5% คือ ไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

สรุปง่าย ๆ ก็คือ 90% ของไฟฟ้าในสวิตเซอร์แลนด์ มาจากพลังงานหมุนเวียน

นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ ยังไม่ได้นำเข้าอาหารจากรัสเซียและยูเครน แบบสหภาพยุโรปอีกด้วย เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรของสวิตเซอร์แลนด์นั้น ครอบคลุมถึง 60% ของความต้องการในประเทศ

และอาหารส่วนที่เหลือ ที่ต้องนำเข้านั้น ก็ล้วนนำเข้ามาจากประเทศในสหภาพยุโรป ไม่ใช่จากรัสเซียและยูเครน
ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์ก็สามารถซื้อได้ในราคาถูกลง จากค่าเงินที่แข็งขึ้นมาก อย่างที่กล่าวไปข้างต้น

ส่งผลให้ราคาพลังงาน และราคาอาหาร ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสวิตเซอร์แลนด์มาก เหมือนกับประเทศอื่น

3. วิธีการคำนวณเงินเฟ้อของสวิตเซอร์แลนด์ ไม่เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรป

การคำนวณเงินเฟ้อของสหภาพยุโรป จะให้น้ำหนักส่วนใหญ่ไปที่ราคาอาหาร, พลังงาน และค่าเดินทาง

ในขณะที่การคำนวณเงินเฟ้อของสวิตเซอร์แลนด์ จะให้น้ำหนักส่วนใหญ่ไปที่ ราคาที่อยู่อาศัย, ค่ารักษาพยาบาล และอาหาร

นั่นจึงทำให้สหภาพยุโรปที่นำเข้าพลังงานและอาหารจำนวนมาก มาจากรัสเซียและยูเครน มีตัวเลขเงินเฟ้อสูงมาก จากราคาพลังงานและอาหารที่เพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ ที่ไม่ได้ให้น้ำหนักราคาพลังงานมาก จึงทำให้ถึงแม้ว่าราคาพลังงานจะพุ่งสูงขึ้นมาก แต่ตัวเลขเงินเฟ้อของสวิตเซอร์แลนด์ ก็จะไม่ได้พุ่งสูงขึ้นเท่ากับประเทศในสหภาพยุโรป

โดยสรุปแล้ว การที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อสูง อย่างเช่นหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก
ก็เนื่องมาจากค่าเงินฟรังก์สวิสที่แข็ง ทำให้สามารถนำเข้าสินค้าจำเป็นได้ในราคาถูกลง

แถมยังไม่ได้พึ่งพาพลังงานและอาหาร จากรัสเซียและยูเครน พร้อมกับการให้น้ำหนักในการคำนวณเงินเฟ้อ ที่แตกต่างจากประเทศในสหภาพยุโรปอีกด้วย

จึงทำให้ตอนนี้ สวิตเซอร์แลนด์ กลายเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลก ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อสูงในขณะนี้เลย แม้แต่นิดเดียว..

ติดตาม BillionMoney ช่องทางอื่นได้ที่
Website : billionmoney.com
Blockdit : blockdit.com/billionmoney
Facebook : facebook.com/BillionMoneyTH
Twitter : twitter.com/BillionMoneyTH
Instagram : instagram.com/billionmoneyth/
Youtube : youtube.com/billionmoney

References
-https://tradingeconomics.com/country-list/inflation-rate?continent=europe
-https://www.marketwatch.com/investing/currency/
-https://www.b-sharpe.com/en/blog/why-swiss-franc-strong-currency/
-https://globaleurope.eu/globalization/the-strong-swiss-franc-and-5-other-reasons-for-switzerlands-low-inflation/
-https://www.trade.gov/country-commercial-guides/switzerland-energy
-https://www.bfs.admin.ch/bfs/en/home/statistics/catalogues-databases.assetdetail.17824822.html

09/11/2022

สวัสดีแฟนเพจทุกๆท่าน เงียบๆไปหลายวัน ไม่ได้หายไปไหนนะ ไปทำกระทงขาย 😁😁

09/11/2022

Buy Now Pay Later กำลังเป็นฟองสบู่ ลูกใหม่ของโลก /โดย ลงทุนแมน
ปัจจุบันนี้ การซื้อสินค้าแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการมา
ของการค้าขายออนไลน์ หรือ E-Commerce

แต่การซื้อสินค้า ที่สามารถจ่ายเงินทีหลังได้นี้
อาจกำลังเป็นฟองสบู่อีกลูกหนึ่ง ที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ

แล้วทำไมแค่การซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ถึงก่อให้เกิดฟองสบู่ได้
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
Buy Now Pay Later เป็นแพลตฟอร์มรูปแบบหนึ่ง ที่ให้ลูกค้าสามารถซื้อของไปก่อน
แล้วจ่ายเงินค่าสินค้าในภายหลังได้

ซึ่งส่วนมากแล้ว มักจะให้ลูกค้าจ่ายคืน เป็นงวด ๆ คล้ายกับบัตรเครดิต

โดยในประเทศไทยเอง ก็มีแพลตฟอร์ม ในลักษณะนี้ออกมา
เช่น SPayLater ของ Shopee, LazPayLater ของ Lazada หรือ Pay Next ของ TrueMoney

Buy Now Pay Later นั้น ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในช่วงที่ผ่านมา

โดยในประเทศไทย มียอดขายสินค้า ที่ชำระผ่าน Buy Now Pay Later เป็นมูลค่ากว่า 3.4 หมื่นล้านบาท ในปี 2564

และมีการคาดการณ์ว่า จะเพิ่มเป็น 6 แสนล้านบาท ในปี 2571 แสดงให้เห็นว่า Buy Now Pay Later จะยังคงเติบโตเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะในกลุ่มคน ที่ยังไม่สามารถสมัครบัตรเครดิตได้
รวมถึงร้านค้าเอง ก็มียอดขายมากขึ้น จากการใช้แพลตฟอร์มนี้

ทั้งนี้ผู้ให้บริการเอง ก็มีความเสี่ยง
ที่จะไม่ได้รับเงินคืน หากผู้ใช้บริการเบี้ยวหนี้

แต่ในตอนนี้ Buy Now Pay Later กำลังเผชิญกับความท้าทาย และอาจกำลังกลายเป็นฟองสบู่อีกลูกหนึ่ง

เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รวมถึงเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยที่มากขึ้น

เนื่องจาก Buy Now Pay Later นั้น มีรายได้จากค่าธรรมเนียม หรือดอกเบี้ย ของแต่ละยอดขาย

แพลตฟอร์มเหล่านี้ จึงได้รับผลกระทบโดยตรง จากพิษเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ เพราะผู้คนจะลดการจับจ่ายใช้สอยลง

ซึ่งยอดซื้อสินค้าที่ลดลง ก็หมายถึง รายได้ของแพลตฟอร์มที่ลดลงไปด้วย

นอกจากนี้ ด้วยความที่ผู้ใช้บริการ Buy Now Pay Later
มักเป็นผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตเป็นของตัวเอง เนื่องจากสมัครไม่ผ่าน และด้วยเงื่อนไขที่เข้มงวดน้อยกว่าการสมัครสินเชื่ออื่น ๆ

ทำให้ผู้ที่ใช้บริการส่วนใหญ่ มักเป็นกลุ่มเปราะบางทางการเงิน หรือเป็นประชากรอายุน้อย ที่ยังมีรายได้ไม่แน่นอน และยังไม่มีวินัยทางการเงินที่ดี

ที่สำคัญคือ พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม

โดยจากการสำรวจ ผู้ใช้บริการ Buy Now Pay Later ของ LendingTree พบว่า

70% ของผู้ใช้บริการ มีการใช้จ่ายมากขึ้นกว่าปกติ และ 42% ของผู้ใช้บริการ ไม่สามารถชำระเงินคืนได้ตรงเวลา

จากข้อมูลทั้งหมด ก็คงพอจะคาดการณ์ได้ว่า หากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นมา คนกลุ่มนี้คือกลุ่มเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้

นอกจากนี้ ด้วยความที่แพลตฟอร์มต้องจ่ายเงินแทนลูกค้าล่วงหน้า ทำให้อาจต้องมีการกู้เงิน เพื่อนำมาใช้ในการทำธุรกิจ

แต่ด้วยสถานการณ์ที่ดอกเบี้ยกำลังเป็นขาขึ้น แพลตฟอร์มเหล่านี้ ที่กู้เงินเพื่อนำมาเป็นเงินทุน ในการดำเนินธุรกิจ ก็ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นด้วย

หมายความว่า Buy Now Pay Later จะต้องเจอกับ
- ยอดขายลดลง ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ยลดลง
- ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
- ความเสี่ยงจากหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น เพราะความเปราะบางทางการเงินของผู้ใช้บริการ

ทั้งหมดนี้ ทำให้ Buy Now Pay Later กำลังกลายเป็นฟองสบู่อีกลูกหนึ่งที่เรากำลังเจอ

เพราะถ้าหากมองย้อนกลับไป ตอนวิกฤติซับไพรม์ ในปี 2008 ก็มีจุดเริ่มต้นมาจาก ความสามารถในการชำระหนี้ของเหล่าผู้กู้รายเล็ก ๆ และเงื่อนไขที่หละหลวมในการปล่อยกู้

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐของประเทศต่าง ๆ
ก็เริ่มมีการจับตามอง Buy Now Pay Later กันบ้างแล้ว

โดยหน่วยงาน The Consumer Financial Protection Bureau ซึ่งเป็นหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านการเงิน ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ได้ออกมาแสดงความกังวล เกี่ยวกับ Buy Now Pay Later แล้ว และอาจจะมีการออกมาตรการตามมา

ขณะที่ในประเทศไทย ทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ก็ได้ออกหนังสือ ขอความร่วมมือกับสถาบันการเงิน รวมถึงกลุ่มนอนแบงก์

ไม่ให้ออกโปรโมชัน หรือแคมเปญจูงใจให้ประชาชน ก่อหนี้เพิ่ม

ถึงแม้ ธปท. จะไม่ได้พูดถึงอย่างตรง ๆ แต่ความร่วมมือนี้
ก็ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงทุกอย่าง ซึ่งรวมทั้งบัตรเครดิต และ Buy Now Pay Later ด้วย

จะเห็นว่า ถึงแม้ Buy Now Pay Later จะมีความคล้ายคลึงกับบัตรเครดิต

แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ
บัตรเครดิต จะมีการเก็บเอกสารจำนวนมาก รวมถึงสลิปเงินเดือน เพื่อประเมินว่าเรามีกำลังก่อหนี้ได้มากน้อยแค่ไหน

ในขณะที่ Buy Now Pay Later ก็ปล่อยให้เราก่อหนี้ได้มาก หรือผ่อนสินค้าได้นานไม่ต่างจากบัตรเครดิต

แต่กลับอนุมัติการสมัครได้ง่าย ๆ และแทบจะไม่เก็บเอกสารอะไรจากเราเลย..
╔═══════════╗
ภาวะเงินเฟ้อ ตลาดผันผวนแบบนี้ ติดตามข่าวเศรษฐกิจแบบเน้น ๆ จากหลายเพจได้ใน Blockdit - คอนเทนต์แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำ 2 ล้านคน ลองใช้ฟรี blockdit.com/download
╚═══════════╝
ติดตามลงทุนแมนได้ที่
Website - longtunman.com
Blockdit - blockdit.com/longtunman
Facebook - facebook.com/longtunman
Twitter - twitter.com/longtunman
Instagram - instagram.com/longtunman
Line - page.line.me/longtunman
YouTube - youtube.com/longtunman
TikTok - tiktok.com/
Spotify - open.spotify.com/show/4jz0qVn1AL7tRMHiTvMbZH
Apple Podcasts - podcasts.apple.com/th/podcast/ลงทุนแมน/id1543162829
Soundcloud - soundcloud.com/longtunman
References
-https://www.cnbc.com/2022/05/13/buy-now-pay-later-is-not-a-boom-its-a-bubble-harvard-fellow-says-.html
-https://www.cnbc.com/2021/12/16/consumer-watchdog-takes-aim-at-buy-now-pay-later-programs.html
-https://www.blockdit.com/posts/633b04ebd4be2bb4840a39e1
-https://money.kapook.com/view260647.html
-https://www.bangkokbiznews.com/biz2u/biz2u_PR/1024392

02/11/2022

หนังสือแนวคิด "การบริหาร" ฝั่งตะวันตก VS ตะวันออก ที่น่าสนใจ

19/10/2022

เรียกได้ว่าเป็นแอปน้องใหม่ที่มาแรงมากๆ สำหรับ TikTok และดูท่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ล่าสุด Zhang Yiming ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชันวิดีโอยอดฮิตได้ไต่ขึ้นแท่นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกอันดับที่ 20 แซงหน้าเจ้าพ่อ Facebook อย่าง Mark Zuckerberg ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักเจ้าพ่อ TikTok คนนี้กัน!
Zhang Yiming วัย 38 ปี ผู้ก่อตั้ง TikTok แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่มาแรงมากที่สุดในเวลานี้ เขาเกิดและเติบโตมาในประเทศจีน โดยเรียนจบในสาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ก่อนจะเข้าทำงานที่แรกตามสาขาที่เรียนมาในบริษัท Kuxun ธุรกิจจองที่พักออนไลน์ผ่านเว็บไซต์โดยเขาเป็นพนักงานคนที่ 5 และเป็นวิศวกรคนแรกและคนเดียวของบริษัท นั่นทำให้ 1 ปีหลังจากเข้าทำงานเขากลายเป็นหัวหน้าที่ต้องดูแลพนักงานอีกหลายสิบคน
หลังจากทำงานได้ 2 ปี เขาก็ลาออกเพื่อไปทำงานกับบริษัทระดับโลกอย่าง Microsoft แต่เนื่องจากกฎหลายอย่างของบริษัททำให้เขาลาออกหลังจากทำงานไปได้ไม่นาน
ต่อมา Kuxun บริษัทแรกที่ Zhang Yiming เข้าทำงานกำลังจะถูกซื้อกิจการจากคนอื่น เขาจึงได้เข้าซื้อและดูแลเป็นธุรกิจของตัวเอง หลังจากสั่งสมประสบการณ์ทำธุรกิจอยู่หลายปีเขาก็ได้ตัดสินใจก่อตั้ง บริษัท ByteDance ขึ้น โดยแอปพลิเคชันในเครือบริษัทอยู่หลายอย่าง ซึ่งก็มีทั้งประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จ โดย TikTok หรือในจีนที่ใช้ชื่อว่า Douyin 抖音(โต่วยิน) นั้นเป็นตัวที่สร้างชื่อเสียงและทำเงินให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล
ข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ Bloomberg ได้จัดอันดับมหาเศรษฐีทั่วโลก โดย Zhang Yiming อยู่ในอันดับที่ 20 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 54.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท แซงหน้า Mark Zuckerberg เจ้าของ Facebook ที่อยู่ในอันดับ 23 ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 47.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้สาเหตุอาจมาจากปัจจัย 2 อย่าง คือ TikTok กำลังได้รับมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบันเนื่องจากตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภค และอีกหนึ่งอย่างก็คือ Meta บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ที่กำลังเผชิญกับปัญหาในการทำธุรกิจหลายด้านจนทำให้ราคาหุ้นลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้ Mark Zuckerberg มีมูลค่าสินทรัพย์ลดลงจากเดิม
ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างมากที่เจ้าของแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอดีตอย่าง Facebook จะถูกแอปพลิเคชันน้องที่เพิ่งเปิดตัวมาไม่กี่ปีอย่าง TikTok แถมยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอน ก็ต้องมาดูกันต่อว่า Facebook จะมีอะไรมาดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียมากขึ้นกว่าเดิมไหม เช่นเดียวกันกับ TikTok ที่ปัจจุบันก็มีฟีเจอร์น่าสนใจเพิ่มขึ้นหลายอย่าง ก็ต้องตั้งตารอดูว่า TikTok จะมีอะไรใหม่ๆ ให้เราได้ตื่นเต้นมากขึ้นอีกแค่ไหนกันนะ
ที่มา : https://bit.ly/3rXDE5z
https://bloom.bg/3RXzAgt
#อายุน้อยร้อยล้าน
#อายุน้อยร้อยล้านNEWS
#ธุรกิจ #ไอเดียธุรกิจ

19/10/2022
06/10/2022

ห่างหายกันไปนาน เชิญสอบถามได้นะครับ 😊😊

น้องบลู จิรารัตน์ ชานันโท มาพร้อมความสดใส น่ารักมากๆ
22/09/2022

น้องบลู จิรารัตน์ ชานันโท มาพร้อมความสดใส น่ารักมากๆ

ที่อยู่

กรุงเทพ
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66987666746

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Just For Her 7ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์