Wp Trading ให้คำปรึกษาในด้านของการลงทุน

CPL พร้อมรุกธุรกิจ "บีซีจี" รองรับเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ย้ำเพิ่มโอกาสในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจและกระจายความเสี่ยง...
19/03/2023

CPL พร้อมรุกธุรกิจ "บีซีจี" รองรับเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ย้ำเพิ่มโอกาสในการสร้างการเติบโตให้ธุรกิจและกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนให้มีความหลากหลาย หลังอุตสาหกรรมฟอกหนังเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แม้จะได้รับปัจจัยบวกจากค่าเงินบาท เผยเดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจ กระจายสู่ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม เร่งผลิตสินค้ากลุ่ม Bio-TAN รองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมหนัง ล่าสุดดันบริษัทร่วมลงทุน "นาว เอนด์ออฟเวสท์" คว้างานติดตั้งเครื่องย่อยเศษอาหารใน 2 โครงการใหญ่ "วิสซ์ดอม เดอะ ฟอเรสเทียส์" และโครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ คอนโดมิเนียม มั่นใจสร้างการเติบโตแบบ New S-Curve ในอนาคต

นายภูวสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL ผู้นำในอุตสาหกรรมฟอกหนังในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมฟอกหนังนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมายังเผชิญกับความท้าทายจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ที่สะท้อนผ่านตัวเลขส่งออกเดือนมกราคม 2566 ที่ลดลง 4.5% อย่างไรก็ตาม ธุรกิจส่งออกยังได้รับปัจจัยหนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาอยู่ในระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวโน้มอ่อนค่าได้อีกหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยและทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าทิศทางค่าเงินบาทยังมีความผันผวน ดังนั้น CPL จึงพยายามลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของค่าเงิน ด้วยการมองหาโอกาสในธุรกิจใหม่ๆ

"เรามองโอกาสในการขยายเข้าสู่ธุรกิจ "บีซีจี" (BCG : Bio-Circular-Green Economy) ด้วยการจัดโครงสร้างธุรกิจของ CPL ใหม่ จากเดิมที่เรามี 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจผลิตหนังสำเร็จรูป ธุรกิจฟอกหนัง และธุรกิจป้องกันภัยส่วนบุคคล (เซฟตี้ โปรดักส์) ล่าสุดเราขยายไปสู่ธุรกิจ BCG ธุรกิจเทคโนโลยี และธุรกิจแฟชั่น เพื่อสร้างและขยายการเติบโต (Expand) และกระจายความเสี่ยงในการลงทุนให้มีความหลากหลาย (Diversify) โดยเฉพาะธุรกิจ BCG และเทคโนโลยี จะเป็น New-Era ที่เป็นความท้าทายใหม่ของเรา" นายภูวสิษฏ์กล่าว

สำหรับผลิตภัณฑ์หนัง บริษัทฯ ได้เพิ่มสินค้าในกลุ่ม Bio-TAN ที่มีกระบวนการจัดซื้อเคมีภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงปรับเปลี่ยนวัตถุดิบ ตลอดจนกระบวนการผลิต เพื่อลดมลภาวะ (Bio-Tanning Chrome Free) เพื่อขยายสู่ตลาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เจาะลูกค้ากลุ่มใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมีการลงทุนด้านพลังงานสะอาด "ไบโอแก๊ส" (BioGas) เพิ่มขึ้นให้ทันภายในปี พ.ศ. 2568 ตามข้อกำหนดของแบรนด์ซึ่งเป็นลูกค้าหลัก ที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น

SVB Financial Group (SIVB.O) บริษัทแม่ของ ธนาคาร Silicon Valley Bank ได้ยื่นคำร้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างองค์...
18/03/2023

SVB Financial Group (SIVB.O) บริษัทแม่ของ ธนาคาร Silicon Valley Bank ได้ยื่นคำร้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างองค์กร ภายใต้การกำกับดูแลของศาลโดยอาศัยตามความในบทบัญญัติที่ 11 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ล้มละลาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสรรหาผู้ที่สนใจเข้าซื้อสินทรัพย์ของบริษัทฯ



การยื่นคำร้องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (17 มี.ค.) ซึ่งความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่หลายวันก่อนหน้านี้ ทางหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาควบคุมกิจการของธนาคาร Silicon Valley Bank ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นอดีตบริษัทย่อยในเครือ SVB Financial Group



การยื่นคำร้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ล้มละลายในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชน หลังจากที่เกิดปรากฏการณ์ความตื่นตระหนกลุกลามเป็นวงกว้างว่าระบบการเงินของสหรัฐฯ ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตเสียแล้ว



นอกจากนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา SVB Financial Group ชี้แจงว่าการยื่นคำร้องเพื่อเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ล้มละลายตามบทบัญญัติที่ 11 ดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงการคุ้มครองเงินทุนและหุ้นส่วนทางธุรกิจโดยทั่วไปของบริษัท SVB Securities และ SVB Capital เนื่องจากทางบริษัทแม่ได้ตัดสินใจ ที่จะพิจารณาและศึกษาแนวทางอื่นในการบริหารจัดการกลุ่มธุรกิจย่อยรวมถึงสินทรัพย์และเงินลงทุนภายในเครือของบริษัทฯ



เมื่อวันศุกร์ของสัปดาห์ก่อนหน้า หน่วยงานกำกับดูแลประจำรัฐแคลิฟอร์เนียได้ออกคำสั่งให้ธนาคาร Silicon Valley Bank ยุติกิจการ พร้อมทั้งยังได้แต่งตั้งให้องค์กรประกันเงินฝากแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FDIC เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ทรัพย์ในการนี้ การปิดตัวลงของธนาคาร Silicon Valley Bank ถือเป็นเหตุการณ์ล่มสลายของสถาบันการเงินครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ที่ธนาคาร Washington Mutual ประสบเหตุล้มละลายไปในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008

ตลท. รายงานผลประกอบการปี 2565 ของ บจ. ทำยอดขายรวม 17.68 ล้านล้านบาท เติบโต 32.4% จากการเปิดประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวเพ...
18/03/2023

ตลท. รายงานผลประกอบการปี 2565 ของ บจ. ทำยอดขายรวม 17.68 ล้านล้านบาท เติบโต 32.4% จากการเปิดประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่อัตรากำไรเติบโตชะลอตัว โดยได้รับผลกระทบจากทั้งต้นทุนการผลิตและต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 798 บริษัท คิดเป็น 98.6% จากทั้งหมด 809 บริษัท (รวม SET และ mai และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บจ. ในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC) นำส่งผลการดำเนินงานงวดปี 2565 สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2565 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 619 บริษัท คิดเป็น 77.6% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานงวดปี 2565 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 17,680,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.4% บจ. มีต้นทุนการผลิต 13,916,480 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.8% กำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 1,832,029 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.4% และมีกำไรสุทธิ 974,759 ล้านบาท ลดลง 1.9% อย่างไรก็ดี ปี 2565 มีรายการพิเศษค่อนข้างสูง หากไม่รวมรายการดังกล่าวจะทำให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 5% สำหรับฐานะการเงินของกิจการ ณ 31 ธันวาคม 2565 บจ. ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ระดับ 1.59 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.53 เท่า เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อน

SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 จากเดิมขยายตัว 3.4% เป็น 3.9% จากแรงหนุนภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคเอกชน ร...
17/03/2023

SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 จากเดิมขยายตัว 3.4% เป็น 3.9% จากแรงหนุนภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคเอกชน รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดีกว่าคาด ส่วนส่งออกคาดยังขยายตัวได้ 1.2% แต่ยังมีความเสี่ยงใหม่จากวิกฤตเสถียรภาพระบบการเงินโลกถือเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องติดตามใกล้ชิด



ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร และรองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า SCB EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 เป็นขยายตัว 3.9% จากเดิมเดิม 3.4% ขับเคลื่อนจากภาคท่องเที่ยวและภาคบริการที่ฟื้นตัวดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 30 ล้านคนและกลับไปแตะระดับก่อนเกิด COVID-19 ได้ในช่วงปลายปี 2567 มองว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาได้ราว 4.8 ล้านคนหลังจีนยกเลิกมาตรการ Zero-COVID เร็วขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวชาติอื่นคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ตลาดแรงงานและการบริโภคฟื้นตัวต่อเนื่อง



ด้านการส่งออกไทยในปีนี้ แม้จะมีแนวโน้มไม่สดใสนัก แต่ยังคงมุมมองว่ามูลค่าการส่งออกจะยังขยายตัวได้ 1.2% ตามเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวดีกว่าคาดและอุปสงค์จากจีนที่ฟื้นตัว นอกจากนี้ ยังมีตลาดส่งออก 3 แห่งที่มีศักยภาพและเป็นโอกาสของไทย ได้แก่ ตลาดตะวันออกกลาง ตลาด CLMV และตลาดลาตินอเมริกา



สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวตามความเชื่อมั่นภาคธุรกิจที่ปรับดีขึ้น ตลอดจนแนวโน้มการขอรับและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนที่สูงขึ้น สำหรับเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 2.7% กลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายได้ ตามราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลงและมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานในประเทศที่มีต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะชะลอลงมาที่ 2.4% แต่ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนการทยอยส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลิตสู่ราคาผู้บริโภคในช่วงที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเข้มแข็งขึ้นและแรงกดดันเงินเฟ้อจากด้านอุปสงค์ที่เริ่มมีมากขึ้น



“ในกรณีฐาน SCB EIC มองเศรษฐกิจโลกในปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ จึงปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกเพิ่มจาก 1.8% เป็น 2.3% เนื่องจากข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาดและจีนเปิดประเทศเร็วขึ้น โดยสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงเศรษฐกิจถดถอยได้ สำหรับเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งจากการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชนหลังกลับมาเปิดประเทศในรอบสามปี นอกจากนี้ สถานการณ์ Silicon Valley Bank ในสหรัฐฯ ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องและถูกปิดลงคาดว่าจะมีแนวโน้มทำให้สภาพคล่องและความเชื่อมั่นในตลาดการเงินโลกปรับลดลงเล็กน้อยในระยะสั้น ความเสี่ยงที่จะลุกลามจนเกิดวิกฤตการเงินโลกเหมือนในปี 2551 ยังมีน้อย แต่มองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามใกล้ชิด เช่นเดียวกับความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจกระทบเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานโลกได้”



นอกจากนี้ ยังกล่าวว่าภาพรวมเงินเฟ้อทั่วไปของโลกมีแนวโน้มต่ำลงตามราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง แต่เงินเฟ้อพื้นฐานที่ธนาคารกลางให้ความสำคัญมีแนวโน้มชะลอลงได้ช้ากว่า จากตัวเลขการจ้างงานที่ยังแข็งแกร่งช่วยสนับสนุนรายได้แรงงานและการใช้จ่ายได้ดี ธนาคารกลางจึงมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้นกว่าระดับที่เคยคาดไว้ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 5.25-5.5% (เดิมคาด 5.0-5.25%) เช่นเดียวกับธนาคารกลางยุโรปที่มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 3.75% (เดิมคาด 3.25%) อย่างไรก็ตาม ขนาดการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้จะลดลงจากปีก่อนมาก ภาวะทางการเงินโลกจะตึงตัวขึ้นอีกไม่มากนัก”



สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยจะยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง การท่องเที่ยวและการบริโภคจะเป็นฟันเฟืองหลักช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะช่วยให้ภาคธุรกิจใน Tourism ecosystem ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีนค่อนข้างสูง รวมถึงตลาดแรงงานไทยฟื้นตัวกลับมาใกล้ระดับก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 แล้ว ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแรงงานที่กลับเข้ามาทำงานในภาคการท่องเที่ยวและบริการมากขึ้น ส่งผลให้ค่าจ้างแรงงานในภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น



เศรษฐกิจไทยจะยังเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญ คือ (1) ปัญหา Geopolitics รุนแรงขึ้นอาจกระทบ Global supply chain และการส่งออกไทย (2) นโยบายการเงินโลกตึงตัวแรงขึ้นจากเงินเฟ้อโลกลดลงช้า (3) หนี้ครัวเรือนกลับมาเร่งตัวส่งผลกดดันการบริโภค (4) ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจกระทบความเชื่อมั่นในการลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐในระยะข้างหน้าได้ รวมถึงความเสี่ยงใหม่จากวิกฤตเสถียรภาพระบบการเงินโลก ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องติดตามใกล้ชิด โอกาสที่จะลุกลามจนเกิดวิกฤตการเงินโลกยังมีน้อย ตราบใดที่ธนาคารกลางให้ความมั่นใจได้ว่าสามารถให้ความช่วยเหลือสภาพคล่องได้เพียงพอและทันการณ์ ทำให้ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพระบบธนาคารทั่วโลกยังเข้มแข็งอยู่



ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน EIC กล่าวว่า “ในกรณีที่สถานการณ์ลุกลามจนเป็นวิกฤตการเงินโลกครั้งใหม่ เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย และเศรษฐกิจกลุ่มประเทศ EMs จะได้รับผลกระทบรุนแรงตามไปด้วยผ่าน 4 ช่องทาง คือ การส่งออกแย่ลง เงินทุนไหลออกไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย ภาวะการเงินในประเทศตึงตัว นโยบายการเงินของกลุ่มประเทศ EMs ที่เสถียรภาพด้านต่างประเทศอ่อนแอจะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงิน เศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบผ่านการส่งออกและภาวะการเงินตึงตัว ตลาดการเงินไทยอาจเผชิญความผันผวนสูงตามทิศทางตลาดการเงินโลก ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงตามเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงเช่นในอดีต ทั้งนี้ตลาดการเงินไทยมีความแข็งแกร่ง แม้ต้องเผชิญความผันผวนสูงในช่วงวิกฤตการเงินที่ผ่านมาหลายครั้ง ความผันผวนของภาวะการเงินไทยโดยรวมไม่ได้ส่งผลต่อระดับความตึงตัวของภาวะการเงินมากนัก ผลกระทบผ่านช่องทางตลาดทุนต่อความมั่งคั่งของครัวเรือนในภาพรวมมีจำกัด”



"ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงอาจส่งผลกดดันการบริโภคในระยะต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง สอดคล้องกับผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey ล่าสุดที่ชี้ว่า ปัญหารายได้โตไม่ทันรายจ่ายเพิ่มขึ้นมากในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ลูกหนี้หน้าใหม่เพิ่มขึ้นมากตั้งแต่เกิดวิกฤต COVID-19 และมีแนวโน้มจะกู้ยืมมากขึ้นในอนาคตเพื่อใช้ชำระหนี้เก่าเป็นหลัก นอกจากนี้ ลูกหนี้เงินกู้นอกระบบยังน่าเป็นห่วงจากแนวโน้มก่อหนี้ที่เพิ่มขึ้น"



สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2566 ถือว่าเป็นประเด็นที่ต้องติดตามเช่นกัน เพราะอาจกระทบการใช้จ่ายภาครัฐได้ ทั้งนี้ขึ้นกับความเร็วในการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2567 ของรัฐบาลชุดใหม่ โดยในกรณีฐาน SCB EIC มองว่า การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะไม่กระทบการใช้จ่ายภาครัฐในปี 2566 เท่าไรนัก เพราะรัฐบาลปัจจุบันได้เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนไว้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2566 สูงกว่าปีงบประมาณที่ผ่าน ๆ มา รวมถึงได้เร่งอนุมัติโครงการก่อสร้างภาครัฐใหม่ คาดว่าอัตราเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้รัฐบาลรักษาการและการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่จะต่ำลงบ้าง และ พ.ร.บ. งบประมาณ ปี 2567 จะประกาศใช้ล่าช้าไม่เกิน 3 เดือน แต่หากมีความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ส่งผลให้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2567 ประกาศใช้ล่าช้ากว่ากรณีฐาน อาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงปีนี้และปีหน้าได้ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ



SCB EIC คาดว่า ในกรณีฐาน อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะทยอยปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปีสู่ระดับ 2% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และเงินเฟ้อไทยจะยังไม่ปรับลดลงเร็วนัก ทั้งนี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้น การทยอยสิ้นสุดมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน จะทำให้ภาวะการเงินไทยมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่จะปรับแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปีนี้ จากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็งขึ้น และเงินดอลลาร์สหรัฐที่จะกลับมาอ่อนค่า โดยเฉพาะหลัง Fed เริ่มหยุดปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี

ASPS เปิดโผ 20 หุ้น ในกลุ่ม SET 100 ราคาลงลึก ระยะสั้นมองมีโอกาสรีบาวน์กลับ พร้อมระบุความผันผวนตลาดลดลง แนะแบ่งเงินสะสมห...
17/03/2023

ASPS เปิดโผ 20 หุ้น ในกลุ่ม SET 100 ราคาลงลึก ระยะสั้นมองมีโอกาสรีบาวน์กลับ พร้อมระบุความผันผวนตลาดลดลง แนะแบ่งเงินสะสมหุ้นเพิ่มเล็กน้อย



รายงานจากบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกเผชิญกับความกังวลธนาคารพาณิชย์หลายแห่งล้ม กดดันให้ตลาดหุ้น หลายแห่งปรับฐานลงไปมากกว่า ลบ 5% อย่างไรก็ตามเริ่มเห็นตลาดหุ้นหลายแห่งทยอยฟื้น ขึ้นจากจุดต่ำสุด รวมถึงความผันผวนของตลาดเริ่มลดน้อยลง สะท้อนได้จาก VIX Index ที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 22.9 จุด ต่ำสุดในรอบสัปดาห์ (เคยสูงกว่า 30 จุดในระหว่างสัปดาห์)



อย่างไรก็ตาม ความผันผวนตลาดหุ้นโลกที่ลดน้อยลง บวกกับตลาดหุ้นไทยในปีนี้ที่ปรับฐานลงมากว่า ลบ 6.8% มาอยู่ที่ 1554.65 จุด จน Upside เริ่มเปิดเมื่อเทียบกับดัชนีเป้าหมายที่ 1610 จุด จึงแนะนำทยอยสะสมหุ้นเพิ่ม



ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯ จึงทำการค้นหาหุ้นที่มีโอกาสรีบาวน์กลับช่วงสั้นๆ โดยการเลือกหุ้นใน SET100 ที่ลงมาลึก และมีค่า Beta >1 คาดหวังการฟื้นกลับได้แรงกว่าตลาด โดยชอบ JMT, TIDLOR, MTC, IVL, BAM

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ว่า  SVB Financial Group กล่าวว่า  Goldman Sachs Group Inc วาณิชธนกิจรายใหญ่...
16/03/2023

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ว่า SVB Financial Group กล่าวว่า Goldman Sachs Group Inc วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้ซื้อพอร์ตบอนด์ ซึ่งได้บันทึกเป็นผลขาดทุน 1.8 พันล้านดอลลาร์ และเป็นต้นเหตุให้ธนาคารซิลิคอน วัลเลย์ (SVB) ต้องประสบความล้มเหลวและปิดตัวลง

การขาดทุนในพอร์ตบอนด์เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ ธนาคารซิลิคอน วัลเลย์ ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อบริษัทเทคโนโลยี สตาร์ทอัป ต้องล่มสลาย หลังพยายามขายหุ้นมูลค่า 2.25 พันล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยมี Goldman Sachs เป็นที่ปรึกษา ซึ่งการเพิ่มทุนถูกขัดขวางเนื่องจากผู้ฝากเงินหลบหนีไปและนักลงทุนกังวล ว่า SVB จะต้องการเงินทุนมากกว่านี้

พอร์ตบอนด์ ของ SVB ที่ขายให้กับ Goldman Sachs เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ส่วนใหญ่ ประกอบไปด้วย พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยมีมูลค่าตามบัญชี 2.39 หมื่นล้านดอลลาร์ และการดำเนินการขายนั้น เป็นราคาที่ต่อรองกันเหลือ 2.14 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งการตกลงดังกล่าว เป็นวิธีการปกติที่ทำกันระหว่างธนาคารในการรับมือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)

ทั้งนี้ SVB กลายเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ที่ล้มเหลวนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2551 ก่อนถูกควบคุมโดยหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ

ที่อยู่

Bangkok
10260

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Wp Tradingผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์