ONE credit บริการช่วยเหลือ พี่บุคคลที่ต้องการ บริการช่วยเหลือ พี่บุคคลที่ต้องการให้ ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ในช่วงวิกฤติ

• อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินก่อน• กู้เงินให้ปลอดภัยต้องทำเอกสารสัญญาก่อนรับเงินเท่านััน
06/08/2024

• อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินก่อน
• กู้เงินให้ปลอดภัยต้องทำเอกสารสัญญาก่อนรับเงินเท่านััน

😊
06/08/2024

😊

ตั้งเป้าหมายทางธุรกิจ
ไม่ใช่แค่ตั้ง 1 ล้าน
ลองตั้ง 10 ล้าน ไปเลย
ตั้งใหญ่ๆเข้าไว้ แม้จะไม่ถึง
ก็ยังมี "เงินหลักล้านอยู่ดี"
Grant Cardone เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตั้งเป้าหมายทางการเงินที่สูง เขาเชื่อว่าถ้าคุณกำลังดิ้นรนอยู่ มักเป็นเพราะคุณมีเป้าหมายที่ผิด แทนที่จะตั้งเป้าหมายแค่พอมีพอกิน Cardone แนะนำให้ตั้งเป้าที่สูงกว่านั้นมาก เช่น สิบล้านดอลลาร์ การโฟกัสที่เป้าหมายที่สูงจะช่วยให้คุณปรับการกระทำและทัศนคติเพื่อบรรลุความสำเร็จทางการเงินที่ยิ่งใหญ่
การตั้งเป้าหมายสูงไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องทำได้ทันที แต่เป็นการปรับมุมมองและแรงจูงใจของคุณให้มองไกลกว่าเดิม
ตัวอย่างเช่น Warren Buffett หนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ แสดงให้เห็นถึงพลังของการตั้งเป้าหมายทางการเงินที่สูงตั้งแต่ต้นอาชีพ Buffett ตั้งเป้าที่จะสร้างพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่ผ่านบริษัท Berkshire Hathaway ของเขา เขาไม่ยอมรับกับผลตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ แต่ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายและมุ่งเน้นการลงทุนระยะยาว ด้วยการตั้งเป้าผลตอบแทนประจำปีที่ 20% Buffett สามารถทำได้ตามเป้าหมายหรือเกินกว่านั้นมาตลอดหลายทศวรรษ นำไปสู่มูลค่าสุทธิหลายพันล้านดอลลาร์ เรื่องราวของเขาแสดงให้เห็นว่าการตั้งเป้าหมายที่สูงสามารถนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร
๐ เก็บออมคือหาให้ได้มากพอที่ใช้ก่อน แล้วพยายามเก็บให้ได้ด้วยกฎ 40%
เก็บออม 40% ของรายได้ขั้นต้น มันคือการสร้างรากฐานนิสัย ทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร
Cardone แนะนำทีมของเขาให้เก็บออมเงินส่วนสำคัญของรายได้ โดยเฉพาะ 40% เขาเน้นย้ำว่าการให้ความสำคัญกับการออมมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทันทีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสุขภาพทางการเงินในระยะยาว การเก็บเงินส่วนสำคัญของรายได้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้บุคคลสามารถสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งและเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนในอนาคตได้ดีขึ้น
การออม 40% อาจฟังดูเป็นไปไม่ได้สำหรับหลายคน แต่นี่คือเป้าหมายที่เราควรพยายามไปให้ถึง แม้จะเริ่มจากเปอร์เซ็นต์ที่น้อยกว่านี้ก็ตาม
ตัวอย่างเช่น Peter Adeney หรือที่รู้จักกันในชื่อ Mr. Money Mustache เป็นตัวอย่างที่ดีของพลังแห่งการออมอย่างจริงจัง Adeney และภรรยาของเขาใช้ชีวิตอย่างประหยัดและเก็บออมมากกว่า 50% ของรายได้ในช่วงที่ทำงาน ด้วยการทำเช่นนี้ พวกเขาสามารถเกษียณได้ในวัย 30 ปลายๆ Adeney สร้างพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้แบบ passive เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของพวกเขา เรื่องราวของเขาแสดงให้เห็นว่าการออมอย่างมีวินัยสามารถนำไปสู่อิสรภาพทางการเงินและการเกษียณก่อนกำหนดได้อย่างไร
๐ ให้เงินทำงานตลอด ปลุกมันให้ทำงานสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่อง
Cardone เน้นย้ำความสำคัญของการไม่เพียงแค่เก็บเงิน แต่ต้องลงทุนอย่างชาญฉลาด เขาเปรียบเทียบเงินกับห่านทองคำที่ต้องออกไข่ การลงทุนเงินที่เก็บไว้ในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้แบบ passive และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา บุคคลสามารถสร้างอนาคตทางการเงินที่ยั่งยืนได้ เป้าหมายคือการลงทุนอย่างต่อเนื่องจนกว่ารายได้แบบ passive จะเท่ากับหรือมากกว่ารายได้ปกติ
การลงทุนไม่ใช่แค่การซื้อหุ้นหรือกองทุน แต่รวมถึงการลงทุนในตัวเองด้วย เช่น การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มรายได้ในอนาคต
ตัวอย่างเช่น John Bogle ผู้ก่อตั้ง Vanguard Group เป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งในการลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ Bogle เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวเพื่อสร้างความมั่งคั่ง เขาลงทุนเงินของเขาในกองทุนดัชนีที่มีการกระจายความเสี่ยง ซึ่งให้การเติบโตที่สม่ำเสมอตลอดเวลา กลยุทธ์นี้ช่วยให้นักลงทุนหลายล้านคนประสบความสำเร็จทางการเงินโดยการลดค่าธรรมเนียมและเพิ่มผลตอบแทนสูงสุด เรื่องราวของ Bogle แสดงให้เห็นว่าการลงทุนที่ชาญฉลาดสามารถเปลี่ยนเงินที่เก็บไว้ให้กลายเป็นความมั่งคั่งที่สำคัญได้อย่างไร
๐ ฉีกกฎการเป็นเจ้าของ เช่าแทนซื้อ จนกว่าคุณจะพร้อมลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด
Cardone แนะนำให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงแม้ว่าคุณจะมีเงิน เขาแนะนำให้เช่าแทนที่จะซื้อและหลีกเลี่ยงการซื้อสินค้าหรูหราจนกว่าจะสะสมความมั่งคั่งได้มากพอ การใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะที่เป็นอยู่ช่วยให้คุณสามารถออมได้มากขึ้นและลงทุนได้มากขึ้น เร่งการเดินทางสู่อิสรภาพทางการเงินของคุณ
การเช่าแทนการซื้อไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของ แต่เป็นการรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินไว้จนกว่าคุณจะพร้อมลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้จริงๆ
ตัวอย่างเช่น Suze Orman ที่ปรึกษาทางการเงินและนักเขียน ยังคงใช้ชีวิตอย่างประหยัดแม้จะมีความมั่งคั่ง Orman มุ่งเน้นการสร้างรากฐานทางการเงินที่มั่นคงก่อนที่จะใช้จ่ายไปกับสิ่งฟุ่มเฟือย เธอยังคงใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ขับรถธรรมดา และหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น วิธีการที่มีวินัยของเธอช่วยสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางการเงินในระยะยาว เรื่องราวของ Orman แสดงให้เห็นว่าการใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะสามารถนำไปสู่ความสำเร็จทางการเงินที่ยั่งยืนได้อย่างไร
๐ ล่า Passive Income: สร้างรายได้แบบ passive ให้ท่วมท้นรายได้ประจำ
Cardone เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างรายได้แบบ passive ที่เท่ากับหรือมากกว่ารายได้ปกติของคุณ เขาเน้นถึงความจำเป็นในการลงทุนอย่างต่อเนื่องในสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ การมุ่งเน้นการสร้างแหล่งรายได้แบบ passive จะช่วยให้คุณบรรลุอิสรภาพทางการเงินและลดการพึ่งพารายได้จากการทำงานประจำ
Passive Income ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ต้องทำงานเลย แต่เป็นการสร้างระบบที่สามารถสร้างรายได้ให้คุณแม้ในขณะที่คุณไม่ได้ทำงานโดยตรง
ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือ "Rich Dad Poor Dad" Kiyosaki เน้นย้ำความสำคัญของการสร้างรายได้แบบ passive ผ่านการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ เขาสร้างพอร์ตการลงทุนที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาสามารถเกษียณจากการทำงานประจำได้ในวัยเพียง 47 ปี เรื่องราวของ Kiyosaki แสดงให้เห็นว่าการมุ่งเน้นสร้างรายได้แบบ passive สามารถนำไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้อย่างไร
การปฏิวัติความคิดเรื่องเงินอาจสร้างความอึดอัด แต่จำเป็นสำหรับอนาคตที่มั่นคง
ทุกการตัดสินใจทางการเงินต้องนำไปสู่จุดหมายเดียว คือ อิสรภาพทางการเงินที่แท้จริง
เริ่มตั้งคำถามวันนี้กับตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นจากจุดไหน
คุณก็จะไปถึงความอิสระแท้จริงที่รอคุณอยู่ได้ครับ
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
(Reference in comment)
--
“ทำเงินได้ ทุกช่วงเวลา”
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

https://www.facebook.com/share/p/xckzHPbLSPyTzBdB/?mibextid=WC7FNe
01/05/2024

https://www.facebook.com/share/p/xckzHPbLSPyTzBdB/?mibextid=WC7FNe

เวลาเป็นสิ่งสำคัญ เริ่มตอนไหนก็ยังทัน
ลองให้มาก เจ๊งมาก เรียนรู้ ล้มลุกเร็ว
(เรียนรู้กับ RAVIPA และ GENTLEWOMAN)
เพื่อนรอบข้างผมที่เป็นพนักงานบริษัทมักจะมาบ่นกรอกหูผมอยู่ประจำว่า “อยากลาออกมาทำธุรกิจตัวเอง” เพราะเบื่อที่จะเป็นลูกน้องคนอื่น และอยากที่จะเป็นนายตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่ฉุดไม่ให้พวกเขาลาออกสักทีเพราะ พวกเขามองไม่เห็นเส้นทางความมั่นคงของการเป็นผู้ประกอบการ
แม้ว่าหลายคนจะมองว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจจะได้เงินเยอะและมีอิสระ แต่การจะเข้าไปแข่งขันในน่านน้ำที่ดุเดือดแบบนี้ มันแทบจะมองไม่เห็นโอกาสในการเอาชนะเจ้าใหญ่ที่ครองพื้นที่ส่วนแบ่งทางการตลาดได้เลย
ซึ่งความคิดแบบนั้นจริง ๆ มันก็มีทั้งส่วนที่ถูกและผิดเหมือนกัน
ถูกที่ว่าคือ แน่นอนว่าการแข่งขันในธุรกิจตอนนี้มันสูงมาก ทุกคนแย่งกันจับปลาที่มีอยู่จำกัดในทะเล
แต่ส่วนที่ผิดคือ ใช่ว่าเราจะสู้ไม่ได้เสมอไป เพราะมันก็มีหลายแบรนด์ที่เพิ่งเกิด และสามารถอยู่รอดได้ อาจไม่จำเป็นต้องล่มเจ้าตลาดใหญ่ แต่เพียงแค่เราได้ส่วนแบ่งจากการจับปลามาได้ก็พอแล้ว แม้จะได้น้อย แต่เมื่อดูตามผลลัพธ์แล้วก็ถือว่าเยอะเหมือนกัน
ในงาน The Entrepreneur Forum 2024 คุณสา ธนิสา วีระศักดิ์ศรี ผู้ก่อตั้งและ Ceo ของ RAVIPA และ คุณแพง รยา วรรณภิญโญ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ GENTLEWOMAN ไว้ว่า ความท้าทายหนึ่งที่ก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจคือ การผันตัวเองจากพนักงานประจำ เพื่อก้าวเข้าสู่เป้าหมาย เลยจำเป็นต้องเดินออกมาจาก Comfort zone
จริง ๆ แล้วศัพท์ทางการตลาดจะมีอยู่ 2 คำที่เรามักได้ยินกันประจำคือ
Blue Ocean พื้นที่ทางธุรกิจที่เน้นการแข่งขันในการสร้างความต้องการโดยมีการแข่งขันไม่เยอะมาก
Red Ocean สนามการแข่งขันทางการตลาด ที่มีอัตราการแข่งขันสูง เน้นไปที่การต่อสู้กับแบรนด์คู่แข่ง
ซึ่งจริง ๆ แล้วการจะสร้างธุรกิจอะไรสักอย่างหนึ่งมันก็แทบจะมองหา Blue Ocean ไม่ค่อยเจอแล้ว
แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากคุณสาคือ แม้ว่าธุรกิจจิวเวลรี่จะมีคู่แข่งที่เยอะ แต่คุณสาก็มองเห็น Pain point ว่าแหวนคู่ส่วนใหญ่คนต้องใส่กันตอนแต่งงาน ดังนั้นคุณสาจึงออกแบบแหวนคู่ที่ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงงานแต่งก็ใส่ได้ และเป็นแหวนที่ใส่ได้ทุกวัน จึงเป็นที่มาของแหวนรูปอินฟินิตี้
๐ แล้วเมื่อการแข่งขันที่ดุเดือดในน่านน้ำสีเลือดนี้ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ
เราจะทำยังไงให้ได้เป็น Top of mind ในใจลูกค้า?
คุณแพงและคุณสาให้ความเห็นว่าจริง ๆ แล้วทุกแบรนด์มี DNA ของตัวเองอยู่แล้ว เพราะจริง ๆ แล้วก่อนที่จะทำธุรกิจ ยังไงทุกคนก็ต้องคิดให้ได้ก่อนแล้วว่า แบรนด์ที่กำลังสร้างตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแบบไหน ไม่ว่าจะจะหยิบอะไรมาขาย สุดท้ายแล้วมันก็จะตอบโจทย์แก่นหรือธีมของแบรนด์ที่สะท้อนออกมาผ่านสไตล์ต่าง ๆ ให้ลูกค้าได้รับรู้ ไม่ใช่แค่สินค้า แต่ทั้งภาพ โฆษณา หรืออะไรก็ตามต้องสามารถสื่อสารไปหาลูกค้าได้ตรงจุดและชัดเจนว่าเราคือใคร เป็นแบบไหน เหมาะกับลูกค้าแบบใด
สินค้าแฟชั่นสิ่งที่เห็นได้ชัดจากหลายแบรนด์คือการวิ่งตามกระแสหรือเทรนด์มากเกินไป แต่แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นมันมาไวและไปไว หากวิ่งแต่ไปจับมันอย่างเดียวก็เหนื่อย ดังนั้นให้ตั้งเป้าใหม่ไปเลยว่า ตัวตนของเราเป็นใคร และแสดงมันออกมาได้อย่างชัดเจน ถ้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนสิ่งที่ตามมาคือ ลูกค้าจะงงในอัตลักษณ์ของแบรนด์ แม้จะรู้จักแต่จะไม่จดจำ สิ่งสำคัญคือ “อย่าเสีย Brand Value ของตัวเองไป”
๐ แต่ระหว่างทางที่จะสร้างแบรนด์ให้เป็น Top of mind ได้ มันก็ต้องมีขั้นตอน
หนึ่งในกลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่างได้ดีจึงเป็นการ “Collaboration”
สิ่งสำคัญที่ต้องนึกถึงอันดับแรก ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่เราจะไป Collaboration ด้วย แต่เป็นลูกค้าว่าพวกเขาจะรู้สึกชอบหรือว้าวกับสิ่งที่เราทำไหม ทั้งคุณสาและคุณแพงได้มีโอกาสร่วมงานกับทางดิสนีย์ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์ระดับโลก การจะทำให้แบรนด์เหล่านั้นเห็นมันไม่ใช่แค่เราบอกว่าอยากทำแล้วจะได้ร่วมงานเลย แต่พวกเขาต้องเข้าหาเราเอง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องทำตัวเองให้พร้อมตลอดเวลา พัฒนาเพื่อให้เขาเห็นว่าเราพร้อมที่าจะร่วมงานกับเขา และทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องมองเห็นประโยชน์ร่วมกันได้เช่นกัน
สุดท้ายแล้ว การจะทำ Collaboration ไม่ได้ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ แต่ทำออกมาเพื่อสร้างความแตกต่างและความสนุกสนานให้ลูกค้า เพราะสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึกถึงก่อนเสนอเลยคือ ลูกค้าจะคิดยังไง และพวกเขาจะชอบไหม
๐ กุญแจสำคัญของการทำธุรกิจคือ “การปรับตัว”
เพราะกลยุทธ์เดิม แต่เวลาเปลี่ยนไป มันไม่ได้ผลตลอดเวลา
การทำธุรกิจคือการทำยังไงให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อ ไม่ใช่เพียงแค่มองหากลุ่มลูกค้าใหม่ไปเรื่อย ๆ ดังนั้นมันจึงต้องมีจุดหนึ่งที่ออกสินค้าหรือบริการที่กระตุ้นให้ลูกค้าเก่าอยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง ไม่ใช่เมื่อเขาซื้อสินค้าเราไปแล้วก็ปล่อยมือเขาไปเลย
แม้ว่าจะไม่มีสินค้าใหม่ออกมาขาย แต่สินค้าเดิมก็ต้องถูกพัฒนาให้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ขายยังไงก็ขายอย่างนั้นตลอดไป เพราะจริง ๆ แล้วการปรับตัวไม่ได้หมายถึงว่าจะหาสิ่งใหม่มาขายตลอดเวลา เพียงแต่เราทำสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นไปอีกยังได้เลย นั่นก็จะทำให้แบรนด์ไม่อยู่กับที่
คุณแพงและคุณสาทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญของการทำธุรกิจคือเวลา เพราะมันคือทรัพยากรที่มีค่ามาก เมื่อมองย้อนกลับไปก็พบว่า การทำธุรกิจที่ทุกคนมองว่าประสบความสำเร็จในวันนี้ มันไม่ได้สำเร็จมาตั้งแต่วันแรก และมันผ่านการทดลอง ผ่านการเจ๊งมาเยอะมากมาย เรียนรู้กับมัน และอย่าให้ใครมาดูถูกความฝันเรา เพราะทุกความฝันเป็นจริงได้ถ้าเรามุ่งมั่นและไม่ย่อท้อไปกับมัน
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
(Reference in comment)
--
Inspire to Scale Up
“สู่ความสำเร็จแบบยุคใหม่”
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

https://www.facebook.com/share/Z8un3zGuahrH7ySe/?mibextid=WC7FNe
21/04/2024

https://www.facebook.com/share/Z8un3zGuahrH7ySe/?mibextid=WC7FNe

พูดเองอาจโตช้า ใช้ KOL หรือ ให้สื่อซักเจ้า
ช่วยโปรโมท โตเร็วกว่า
จากเงิน 4,900 บาท ปั้นบริษัทจน มีมูลค่าพันล้าน
จริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จก็มักจะเริ่มจากอะไรที่ง่าย ๆ โดยเฉพาะของใกล้ตัวที่พวกเขามองเห็นเป็นโอกาสในการทำเงิน จนกระทั่งมันเติบโตจนกลายเป็นรายได้หลักที่ช่วยเพิ่มขีดจำกัดของตัวเอง เหมือนกับ Seth Berkowitz วัย 43 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งซีอีโอของ Insomnia Cookies ซึ่งเป็นธุรกิจคุกกี้รายได้กว่า 200 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ใครจะคาดคิดว่าผู้บริหารมหาเศรษฐีคนนี้เคยเริ่มต้นจากการอบคุกกี้ในห้องครัวเล็กๆ ของหอพักนักศึกษาด้วยเงินเพียง 150 ดอลลาร์
จากความอยากกิน สู่ธุรกิจล้านดอลลาร์
ธุรกิจของเขาเริ่มจากความคิดที่ว่า “ทำไมนักศึกษาจึงไม่สามารถสั่งคุกกี้อบสดกินตอนดึกได้เหมือนพิซซ่า” เมื่อคิดได้แบบนั้น เขาจึงเริ่มใช้เตาอบของหอพัก อบคุกกี้ส่งไปตามห้อง ช่วงแรกมี 3 ออเดอร์ต่อคืนเท่านั้น แต่ไม่นานก็มีออเดอร์เข้ามารัว ๆ มากถึง 80 ออเดอร์ในเวลาไม่กี่เดือน
เส้นทางของธุรกิจที่เติบโต ย่อมต้องมีอุปสรรคเป็นเครื่องพิสูจน์ เพื่อบทเรียนอันล้ำค่า
แม้จะประสบความสำเร็จในเบื้องต้น แต่การบริหารจัดการธุรกิจให้เติบโตนั้นกลับยากเย็นนัก Seth ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆ นานา ทั้งลงทุนผิดพลาด เคยลดพนักงานเหลือแค่ 2 คน แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ ผ่านการลองผิดลองถูกหลายรอบจนกระทั่งในปี 2012 เขาค้นพบสูตรสำเร็จอีกครั้ง
Seth Berkowitz มุ่งเน้นการตลาดแบบโฆษณาใหญ่ ๆ พร้อมระบบจัดส่งรวดเร็ว ผลลัพธ์คือ Insomnia Cookies เริ่มทำกำไร ขยายกิจการอย่างรวดเร็ว
ช่วงแรกที่เขาเริ่มทำธุรกิจ กลยุทธ์ที่เขาใช้ส่วนใหญ่คือ การติดใบปลิวตามหอพัก และแจกคุกกี้ฟรี แต่มันก็ไม่ได้รับผลตอบรับมากนัก จนกระทั่งหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัยได้เขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจคุกกี้กลางคืนของเขา ทำให้จำนวนลูกค้าพุ่งสูงขึ้นจาก 3 ออเดอร์ต่อคืนเป็น 80 ออเดอร์
หลังจากนั้น เทคนิคทางการตลาดที่ช่วยผลักดัน Insomnia Cookies สู่ความสำเร็จที่เติบโตขึ้นกว่าเดิมคือ
1. กลยุทธ์การสร้างแบรนด์และจุดขายที่โดดเด่นและตรงใจลูกค้า คือ การเป็น "คุกกี้ร้อนๆ ส่งตรงถึงหน้าประตูในเวลากลางคืน" ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษาได้อย่างแม่นยำ เป็นส่วนหนึ่งของ Brand Positioning และ Unique Selling Proposition (USP)
2. การโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบจุดประกายให้เกิดกระแสบอกต่อ เช่น การออกหน้าหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจของ Berkowitz ถูกพูดถึงอย่างแพร่หลาย Word-of-Mouth Marketing หรือ การตลาดแบบปากต่อปาก
3. การใช้โฆษณาแบบป้ายขนาดใหญ่เพื่อสร้างกระแสและดึงดูดลูกค้า เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ Insomnia สามารถเปิดสาขาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว Outdoor Advertising
4. ระบบการสั่งซื้อออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน พร้อมระบบจัดส่งที่รวดเร็วทันใจ ช่วยอำนวยความสะดวกและกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ E-commerce, Online Ordering และ Quick Commerce
5. กลยุทธ์ Geographic Expansion และ Location-based Targeting การขยายสาขาอย่างรวดเร็วในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัยต่างๆ ทำให้ Insomnia เข้าถึงกลุ่มลูกค้านักศึกษาได้อย่างทั่วถึง
Insomnia Cookies เติบโตอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 6 ปี เขาสามารถเปิดสาขาใหม่ได้ 125 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา ก่อนที่ Krispy Kreme เข้าซื้อหุ้นใหญ่ในปี 2018 ด้วยมูลค่า 139.5 ล้านดอลลาร์ และแม้ว่าาธุรกิจของเขาจะประสบความสำเร็จ แต่ Seth ยังคงมุ่งมั่นขยายธุรกิจ Insomnia Cookies วางแผนเปิดสาขาใหม่อีกนับสิบแห่ง
ด้วยเรื่องราวอันน่าประทับใจนี้ Seth Berkowitz จึงกลายเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทั่วโลกในเรื่องของ
๐ การเริ่มต้นจากสิ่งที่เรารัก: ความหลงใหลในคุกกี้นำ Seth สู่ความสำเร็จ
๐ อดทนและมุ่งมั่น: Seth ไม่เคยยอมแพ้ แม้เผชิญอุปสรรค
๐ ปรับตัวและเรียนรู้: Seth ปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้เข้ากับยุคสมัย
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นแล้วว่า เพียงแค่สิ่งเล็ก ๆ ที่คุณอาจมองข้ามมันไปทุกวัน มันก็สามารถสร้างผลต่อความสำเร็จในชีวิตของคุณได้ ลองมองหาจุดนั้นให้เจอ มันอาจเป็นงานอดิเรก หรือสิ่งของที่อยู่ข้างคุณตอนนี้ มองหาโอกาสในการสร้างเงินกับมัน แล้วผลตอบแทนจะคุ้มค่ายิ่งกว่าคุ้มเสียอีก
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
(Reference in comment)
--
Inspire to Scale Up
“สู่ความสำเร็จแบบยุคใหม่”
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

เจ้าของธุรกิจ บริษัทจำกัด / ห้างหุ้นส่วนจำกัด / โรงงานผลิต-อุตสาหกรรม ขนาดเล็ก-ขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ เจ้าของกิจการทุกประเภทก...
21/04/2024

เจ้าของธุรกิจ บริษัทจำกัด / ห้างหุ้นส่วนจำกัด / โรงงานผลิต-อุตสาหกรรม ขนาดเล็ก-ขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ เจ้าของกิจการทุกประเภทกับสินเชื่อ SMEs เพื่อการหมุนเวียนในธุรกิจที่มั่นคง ทางเรายินดีให้คำปรึกษาฟรี
*ทางบริษัทไม่มีเรียกเก็บเงินก่อนทุกกรณีครับ*

➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
#สินเชื่อผู้ประกอบการ #สินเชื่อSMEs

https://www.facebook.com/share/p/1UwuACBJUdcHxMbC/?mibextid=WC7FNe
20/04/2024

https://www.facebook.com/share/p/1UwuACBJUdcHxMbC/?mibextid=WC7FNe

เป็นเจ้าของ "ทำเองแค่ช่วงนึงพอ"
แล้วก็จ้างคนอื่น มาปิดรอยรั่วของตัวเอง
เราต้องเข้าหาการทวีคูณ ไม่ใช่ทำเองไปตลอด
จะตามคนอื่นไม่ทัน
Clate Mask ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Keap ให้ความเห็นว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักชอบแบกรับทุกอย่างเอาไว้ที่ตัวเองคนเดียว เพราะมีความเชื่อว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจ คือต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้สิ่งที่ไม่ถนัดก็ตาม
บางคนอาจคิดว่า การต้องจ้างพนักงานเฉพาะด้านเพิ่ม อาจเป็นการเพิ่มต้นทุนที่ไม่จำเป็น เพราะตัวเราเองก็สามารถทำในสิ่งนั้นได้
แต่ในความเป็นจริงแล้ว การแบกรับทุกอย่างเอาไว้บนหัว เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจไปไม่รอด
ตามความเห็นของ Clate Mask เขามองว่าหน้าที่ของเจ้าของธุรกิจคือการมองภาพรวมขององค์กร และกำหนดทิศทางของบริษัท เพราะคนที่รู้จักบริษัทดีที่สุดก็คือตัวคุณเอง หากเปรียบเทียบกับร่างกายของคนเราแล้ว ขาทั้ง 2 ข้างจะไม่สามารถเดินหน้าได้ หากสมองไม่ได้สั่งการ
ในบทความ “หยุดสวมหมวกทั้งหมดและทำสิ่งนี้แทน (Stop Wearing All the Hats and Do This Instead)” Clate Mask ได้แนะนำสิ่งที่ผู้ประกอบการควรทำเพื่อทำให้ธุรกิจของพวกเขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างปลอดภัย
๐ จ้างคนเพื่อปิดรอยรั่วของตัวเอง
สิ่งสำคัญในการจ้างคนมาทำงาน ไม่ได้จ้างเพื่อให้พวกเขามาแทนที่ แต่จ้างคนให้มาทำงานในสิ่งที่ตัวคุณเองทำไม่ได้ จ้างคนที่มีจุดแข็งแตกต่างจากตัวคุณเอง
แต่ปัญหาของคนทำธุรกิจช่วงแรกอาจยังไม่สามารถหาจุดอ่อน จุดแข็งของตัวเองได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์ ให้ลองมองดูว่าในมุมมองของการทำธุรกิจ ตัวคุณเองสามารถทำสิ่งไหนได้บ้าง อาจเป็นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรืออาจเป็นควบคุมการผลิต
ไม่ใช่แค่การมองหาว่าตัวเองทำอะไรได้ดีบ้าง แต่ต้องมองให้ออกด้วยว่าเรื่องไหนที่ตัวเองยังทำไม่ได้ หรือไม่สามารถแก้ปัญหาได้หากเกิดสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นหน้างาน บางคนอาจจัดการลูกค้าไม่ได้ บางคนอาจแก้ปัญหาเรื่องการผลิตไม่ทันไม่ได้
บางครั้งสิ่งที่ชอบทำ กับสิ่งที่ทำได้ดี อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ดังนั้นต้องประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
๐ ปล่อยให้คนเก่งทำงานของตัวเอง เรามีหน้าที่สนับสนุน
เมื่อจ้างคนมาทำงานแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องทำคือการปล่อยให้พวกเขาทำงานของเขาไป ในฐานะเจ้าของธุรกิจ คุณไม่ควรเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น เพราะนั่นอาจทำให้งานตรงหน้าหันเหไปอีกทิศทางหนึ่ง เพราะก่อนอื่นเลยต้องยอมรับตัวเองให้ได้ว่า งานชิ้นนี้อยู่ในมือของคนเก่งแล้ว
หน้าที่ของการเจ้าของธุรกิจ ไม่ใช่ “การควบคุม” แต่เป็น “การบริหาร”
ถอยหลังออกมา 1 ก้าวและมองภาพรวมทั้งหมดขององค์กร หากขาดเหลืออะไรคุณต้องเป็นคนที่คอยสนับสนุนทีมให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
การเป็นเจ้าของธุรกิจ บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องใส่หมวกหลายใบซ้อนกันก็ได้ แม้ว่าคุณจะมีความสามารถ มีทักษะที่ทำได้ทุกอย่างก็ตาม แต่บริษัทจะเติบโตได้ ไม่ได้มาจากเพียงแค่คนคนเดียว หากทำทุกอย่างเอง สิ่งที่ตามมานอกจากการย่ำอยู่กับที่แล้ว มันคือความเหนื่อยที่ไม่คุ้มค่ากับการลงแรงเลย
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
(Reference in comment)
--
Inspire to Scale Up
“สู่ความสำเร็จแบบยุคใหม่”
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน


#ไปให้ถึง100ล้าน

เจ้าของกิจการทุกประเภทกับสินเชื่อ SMEs เพื่อการหมุนเวียนในธุรกิจที่มั่นคง    ทางเรายินดีให้คำปรึกษาฟรี*ทางบริษัทไม่มีเรี...
17/03/2024

เจ้าของกิจการทุกประเภทกับสินเชื่อ SMEs เพื่อการหมุนเวียนในธุรกิจที่มั่นคง ทางเรายินดีให้คำปรึกษาฟรี
*ทางบริษัทไม่มีเรียกเก็บเงินก่อนทุกกรณีครับ*
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
โทร: 082-9214929 คุณต้นกล้า (แผนกสินเชื่อ)
➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖➖
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
#สินเชื่อผู้ประกอบการ #สินเชื่อSMEs

👍
07/03/2024

👍

แม้การทำธุรกิจที่เริ่มต้นจาก “ความเชื่อ” จะดูเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง แต่คุณก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ด้วย 4 ขั้นตอนทำธุรกิจต่อไปนี้
1. พูดถึงมันออกมาดัง ๆ และบ่อย ๆ
หากต้องการทำธุรกิจให้สำเร็จ การเก็บเงียบไว้คนเดียวไม่ได้ช่วยให้คุณทำได้ แต่การ “พูดออกมา” พูดถึงสิ่งที่คุณต้องการทำให้สำเร็จด้วยเสียงดัง ๆ และพูดถึงมันบ่อย ๆ ช่วยได้ โดยคำพูดเหล่านั้นสามารถเป็นได้ 2 ประเภท ได้แก่ การยืนยันความเชื่อและความต้องการของคุณ และ การปฏิเสธความเชื่อด้านลบหรือความคิดที่ไม่ดีต่อตัวคุณ
โดยการพูดยืนยันความเชื่อของคุณ เป็นการฝึกจิตใจและจิตใต้สำนึกของคุณให้เชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ เช่น ธุรกิจของฉันจะประสบความสำเร็จ ธุรกิจของฉันจะทำรายได้อย่างที่ต้องการ หรือฉันเป็นเจ้าของที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งผลหลังจากคุณพูดสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ว่าคุณจะทำสำเร็จในทันที แต่มันช่วยให้คุณพยายามมองหาหนทางหรือวิธีที่จะทำให้เป็นเช่นนั้นมากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน การพูดปฏิเสธความเชื่อด้านลบหรือความคิดที่ไม่ดีของคุณ ไม่ว่าจะเป็น “ฉันไม่เชื่อว่าธุรกิจของฉันจะล้มเหลว, ฉันไม่กลัวที่ไม่มีลูกค้าหรือเงินหมด และฉันไม่แข่งกับธุรกิจอื่น เพราะฉันเชื่อว่ามีที่สำหรับทุกคนในการประสบความสำเร็จ” โดยคำพูดปฏิเสธเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ช่วยให้คุณหลุดพ้นจากความคิดด้านลบ แต่ถือเป็นการช่วยสร้างความมั่นใจ ช่วยฝึกจิตใจให้คุณยอมรับความเชื่อที่คุณเลือก และให้คุณเชื่อว่าธุรกิจของคุณมีสิทธิ์และความสามารถในการประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
2. มองมันบ่อย ๆ
การมองมันบ่อย ๆ อาจไม่ได้ช่วยให้คุณเชื่อในสิ่งนั้นมากขึ้น แต่มันช่วยให้คุณเข้าใจมากขึ้น เมื่อคุณมองเห็นสิ่งที่คุณต้องการหรือสิ่งที่คุณเชื่อว่าควรจะเป็นของคุณมากเท่าไร จิตใต้สำนึกของคุณจะเริ่มหาวิธีในการทำให้มันเป็นของคุณให้ได้ ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำสิ่งนี้คือ Vision Board หรือก็คือ กระดานตั้งเป้าหมายหรือการวางแผนในอนาคตของตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้รูปภาพ ข้อความ หรือภาพวาดมาติดไว้บนกระดาน และนำไปไว้ในที่ที่คุณสามารถมองเห็นได้ทุกวัน
จากนั้นให้คุณมองดูมันทุกวัน และเตือนตัวเองว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นของคุณ พร้อมกับจินตนาการว่าการบรรลุความสำเร็จที่คุณต้องการจะเป็นอย่างไร เมื่อคุณได้มองเห็นมันบ่อย ๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเติมพลังให้คุณและกระตุ้นการขับเคลื่อนรวมถึงคิดหาวิธีเพื่อไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจของคุณได้
3. เขียนถึงมัน
การเขียนหรือจดบันทึกถือเป็นวิธีที่ช่วยเสริมพลังและมีประโยชน์ในทางจิตวิทยา เนื่องจากการเขียนหรือการจดบันทึกโดยเฉพาะเกี่ยวกับเป้าหมายของคุณ จะช่วยให้คุณจัดลำดับความสำคัญและมองเห็นเป้าหมายของคุณอย่างชัดเจนและละเอียดมากขึ้น โดยอาจเริ่มจากการบันทึกประจำวันเกี่ยวกับความสำเร็จที่คุณต้องการบรรลุในธุรกิจของคุณในแต่ละวัน ไม่จำเป็นต้องยาว แต่ควรลงรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
โดยภาษาในการเขียนควรเขียนให้เหมือนกับว่าคุณได้บรรลุสิ่งที่คุณต้องการแล้ว เช่น “ฉันมี...” หรือ “ฉันเป็น...” แทนคำว่า “ฉันต้องการ...” หรือ “ฉันจะ...” เพราะวลีเหล่านี้จะช่วยเสริมความเชื่อที่คุณต้องการนำมาใช้ รวมถึงยังเป็นผลดีต่อกรอบความคิดของคุณด้วย ดังนั้น ในบันทึกของคุณ ให้พูดถึงความสำเร็จในธุรกิจว่าจะเป็นอย่างไร เขียนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่คุณทำในธุรกิจของคุณ และสิ่งที่คุณตื่นเต้นมากที่สุดเกี่ยวกับความสำเร็จในธุรกิจ เมื่อคุณเขียนมันทุกวัน จะช่วยให้คุณมีพลังในการทำเพื่อบรรลุเป้าหมายจริง ๆ ได้
4. ลงมือทำมัน
เมื่อคุณเห็นภาพความสำเร็จทางธุรกิจของตัวเองโดยใช้กระดานวิสัยทัศน์, เขียนรายละเอียดความสำเร็จลงในบันทึกของตัวเอง และคิดหาวิธีที่จะพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จอย่างที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ “การลงมือทำ” เพื่อให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งหนึ่งในวิธีที่บางคนใช้คือ การแต่งตัวให้เหมือนกับธุรกิจของพวกเขาประสบความสำเร็จตามที่ต้องการแล้ว เพราะการมองเห็นตัวเองในชุดแบบนี้ จะช่วยกระตุ้นและตอกย้ำความคิดเชิงบวกในตัวของคุณ
หรืออีกหนึ่งวิธีที่คุณอาจเลือกทำได้คือ การเชื่อมต่อกับผู้คนที่ประสบความสำเร็จแล้ว เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่า คุณเองก็ต้องจัดการธุรกิจของคุณให้เหมือนกับว่ามันมีค่าสำหรับคุณ เชื่อมั่นในธุรกิจของตัวเองว่ามันจะประสบความสำเร็จ ไม่ข้ามขั้นตอนเพื่อให้สำเร็จเร็วขึ้น เพราะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง มีแต่จะยิ่งทำให้ธุรกิจของคุณพังลงได้ง่าย ๆ ในทางที่ดีคือ ให้ธุรกิจของคุณได้ผ่านการทุ่มเทและความพยายามอย่างเต็มที่ ไม่เพียงแค่ในขั้นตอนการสร้างเท่านั้น แต่รวมถึงในขั้นตอนของการวิจัย การตลาด การวางแผนกลยุทธ์ การกำหนดงบประมาณ ฯลฯ
จำไว้ว่า ทุกการกระทำหรือการตัดสินใจของคุณล้วนมีผลทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จหรืออาจจะล้มเหลวก็ได้ ดังนั้น วางแผนอย่างรอบคอบ ทำตามขั้นตอน และเชื่อมั่นในตัวเองว่าคุณจะสามารถทำได้ แม้จะเป็นธุรกิจที่เริ่มต้นมาจาก “ความเชื่อ” ของคุณ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
ที่มา : https://shorturl.asia/I2Nvi
#อายุน้อยร้อยล้าน #อายุน้อยร้อยล้านNEWS #ความเชื่อ #ธุรกิจ #ความสำเร็จ #ขั้นตอน

😊
05/03/2024

😊

ในโลกปัจจุบันที่การทำงานต้องพบเจอกับความท้าทายที่ไม่สามารถควบคุมได้ การเป็นคนมีไหวพริบจะช่วยทำให้คุณผ่านปัญหาหรืออุปสรรคที่พบเจอไปได้ เพราะ “ไหวพริบ” เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่จะช่วยให้บุคคลสามารถสร้างสรรค์วิธีแก้ไขปัญหาด้วยทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด และนี่คือเหตุผลที่คนมีไหวพริบมักจะประสบความสำเร็จ
#คนที่มีไหวพริบ จะมองว่าปัญหาเป็นโอกาส โอกาสที่จะได้เปลี่ยนแปลง หาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างที่เกิดขึ้น หรือที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
#คนที่มีไหวพริบ จะตระหนักได้ว่า “โอกาสไม่มีขาดแคลน” แต่มีอยู่มากมายรอบตัว และสามารถเข้าถึงได้ทุกเวลา คนที่มีไหวพริบจึงมักจะหาวิธีหรือกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่จะช่วยให้พวกเขาบรรลุผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้
#คนที่มีไหวพริบ จะเต็มใจที่จะพยายามใช้กลยุทธ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด หลายคนเมื่อเจอปัญหาก็จะหยุดและไม่ไปต่อ โดยไม่แม้แต่จะหาทางออก หรือหากลองแก้ปัญหาด้วยวิธีหนึ่งสักครั้งก็จะยอมแพ้ทันทีหากมันไม่สำเร็จ แต่คนที่มีไหวพริบจะไม่ทำแบบนั้น
#คนที่มีไหวพริบ จะตระหนักรู้ได้ว่า จะมี คำตอบ ทางออก หรือโอกาส ซ่อนอยู่ในทุกซอกทุกมุม เพียงแค่ในบางครั้งอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย และกรอบความคิดของพวกเขาจะพาพวกเขาไปพบกับแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบถัดๆ ไป ที่เป็นไปได้ในที่สุด
การเป็นคนมีไหวพริบเป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้ เพียงแค่ต้องใช้เวลา ประสบการณ์ และการฝึกฝน คุณสามารถเริ่มต้นจากการเป็นคนช่างสังเกต แล้วเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ และมองโลกในแง่ดีว่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมมีทางออก เมื่อเจอปัญหาก็คิดสร้างสรรค์หาทางแก้ไข อย่าลืมว่าคนเราสามารถพัฒนาตัวเองได้ในทุกวัน คุณเองก็เช่นกัน
ที่มา : https://bit.ly/42ZMWQo
#อายุน้อยร้อยล้าน
#อายุน้อยร้อยล้านNEWS
#ธุรกิจ #ไอเดียธุรกิจในโลกปัจจุบันที่การทำงานต้องพบเจอกับความท้าทายที่ไม่สามารถควบคุมได้ การเป็นคนมีไหวพริบจะช่วยทำให้คุณผ่านปัญหาหรืออุปสรรคที่พบเจอไปได้ เพราะ “ไหวพริบ” เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่จะช่วยให้บุคคลสามารถสร้างสรรค์วิธีแก้ไขปัญหาด้วยทรัพยากรที่มีอย่างจำกัด และนี่คือเหตุผลที่คนมีไหวพริบมักจะประสบความสำเร็จ
#คนที่มีไหวพริบ จะมองว่าปัญหาเป็นโอกาส โอกาสที่จะได้เปลี่ยนแปลง หาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างที่เกิดขึ้น หรือที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
#คนที่มีไหวพริบ จะตระหนักได้ว่า “โอกาสไม่มีขาดแคลน” แต่มีอยู่มากมายรอบตัว และสามารถเข้าถึงได้ทุกเวลา คนที่มีไหวพริบจึงมักจะหาวิธีหรือกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่จะช่วยให้พวกเขาบรรลุผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้
#คนที่มีไหวพริบ จะเต็มใจที่จะพยายามใช้กลยุทธ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด หลายคนเมื่อเจอปัญหาก็จะหยุดและไม่ไปต่อ โดยไม่แม้แต่จะหาทางออก หรือหากลองแก้ปัญหาด้วยวิธีหนึ่งสักครั้งก็จะยอมแพ้ทันทีหากมันไม่สำเร็จ แต่คนที่มีไหวพริบจะไม่ทำแบบนั้น
#คนที่มีไหวพริบ จะตระหนักรู้ได้ว่า จะมี คำตอบ ทางออก หรือโอกาส ซ่อนอยู่ในทุกซอกทุกมุม เพียงแค่ในบางครั้งอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย และกรอบความคิดของพวกเขาจะพาพวกเขาไปพบกับแนวทางการแก้ไขปัญหาแบบถัดๆ ไป ที่เป็นไปได้ในที่สุด
การเป็นคนมีไหวพริบเป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้ เพียงแค่ต้องใช้เวลา ประสบการณ์ และการฝึกฝน คุณสามารถเริ่มต้นจากการเป็นคนช่างสังเกต แล้วเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ และมองโลกในแง่ดีว่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมมีทางออก เมื่อเจอปัญหาก็คิดสร้างสรรค์หาทางแก้ไข อย่าลืมว่าคนเราสามารถพัฒนาตัวเองได้ในทุกวัน คุณเองก็เช่นกัน
ที่มา : https://bit.ly/42ZMWQo
#อายุน้อยร้อยล้าน
#อายุน้อยร้อยล้านNEWS
#ธุรกิจ #ไอเดียธุรกิจ

🛑 หมดปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุนหมุนเวียน 🛑 เงินเสริมสภาพคล่อง หรือเงินขยายกิจการ🛑 เพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการ ในการขยายธุรก...
25/02/2024

🛑 หมดปัญหาเรื่องแหล่งเงินทุนหมุนเวียน
🛑 เงินเสริมสภาพคล่อง หรือเงินขยายกิจการ
🛑 เพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการ ในการขยายธุรกิจ
🌟 สินเชื่อผู้ประกอบการ 🌟
เราให้คุณยิ้มได้ในทุกสถานการณ์ เคียงข้างในธุรกิจคุณ
ลองมาปรึกษาเรา ที่นี่ที่เดียวจบ !!
📌 สิทธิประโยชน์ 📌
- ไม่ต้องมีหลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกัน
- เอกสารไม่ยุ่งยาก
- อนุมัติง่าย ทราบผลภายใน 15 นาที
- รับเงินสดหลังจากการทำสัญญาภายใน 1 ชั่วโมง
สอบถามเพิ่มเติม
☎: 082-921-4929
Line: oodood05
*สินเชื่อสำหรับเจ้าของธุรกิจที่มีใบประกอบการเท่านั้น*
#สินเชื่อ #บริการสินเชื่อ #สินเชื่อเพื่อเจ้าของธุรกิจ #พนักงานสุภาพให้บริการ24ชม.

ที่อยู่

Bangkok
10240

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ONE creditผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์