Net Zero Techup ♻️ Climate change is a global issue impacting the entire planet.

This page was created as a small footprint to raise awareness about net zero in a simple, accessible way.

🇹🇭 This blog is not-for-profit.

🌍 www.netzerotechup.com

26/02/2026
🌏 𝐀𝐬𝐢𝐚 𝐈𝐦𝐩𝐚𝐜𝐭 𝐅𝐨𝐫𝐮𝐦 𝟐𝟎𝟐𝟔: 𝐀𝐝𝐯𝐚𝐧𝐜𝐢𝐧𝐠 𝐌𝐢𝐬𝐬𝐢𝐨𝐧-𝐃𝐫𝐢𝐯𝐞𝐧 𝐂𝐨𝐥𝐥𝐚𝐛𝐨𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐀𝐜𝐫𝐨𝐬𝐬 𝐀𝐬𝐢𝐚วันนี้ 25 ก.พ. 2026 แอดมินได้มีโอกาสเข้าร่วม...
25/02/2026

🌏 𝐀𝐬𝐢𝐚 𝐈𝐦𝐩𝐚𝐜𝐭 𝐅𝐨𝐫𝐮𝐦 𝟐𝟎𝟐𝟔: 𝐀𝐝𝐯𝐚𝐧𝐜𝐢𝐧𝐠 𝐌𝐢𝐬𝐬𝐢𝐨𝐧-𝐃𝐫𝐢𝐯𝐞𝐧 𝐂𝐨𝐥𝐥𝐚𝐛𝐨𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐀𝐜𝐫𝐨𝐬𝐬 𝐀𝐬𝐢𝐚

วันนี้ 25 ก.พ. 2026 แอดมินได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการ Asia Impact Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ "Unleashing Science for Southeast Asia: Water, Air Quality and Disaster Resilience” ซึ่งจัดขึ้นโดย Asia Science Mission (ASM) ร่วมกับ บพค. (PMU-B) และ Future Earth Thailand ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ

🎯 การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีระดับนโยบายที่มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือเชิงพันธกิจ (Mission-Driven Collaboration) ระหว่างผู้นำระดับสูงจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคการกุศล การเงินเพื่อการพัฒนา ภาครัฐ วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมชุมชน เพื่อรับมือกับวิกฤตเชิงระบบของเอเชีย โดยเฉพาะประเด็น น้ำ คุณภาพอากาศ และความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขาดแคลนทรัพยากร และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางสังคมและระบบนิเวศของภูมิภาค

🔑 ประเด็นหลักจากการเสวนา
🔹️ การแก้ปัญหาการดำเนินงานที่ซ้ำซ้อนและกระจัดกระจาย (Fragmentation) สู่ระบบนิเวศความร่วมมือที่มีเอกภาพ
🔹️ การใช้รูปแบบ Working Forum เพื่อถอดบทเรียนจากโครงการสาธิตในพื้นที่จริงทั่วเอเชีย
🔹️ การทำความเข้าใจกลไก Scaling Solutions และการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านการลงทุนและการดำเนินงาน
🔹️ การยกระดับการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์

🚀 ก้าวถัดไปของภูมิภาคเอเชีย
ASM ได้นำเสนอกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค (Regional Framework) รูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยง วิทยาศาสตร์–การปฏิบัติ–นโยบาย อย่างเป็นระบบ โดยเน้นการจัดลำดับความสำคัญและการประสานงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับจากโครงการนำร่องไปสู่ การปรับเปลี่ยนเชิงระบบ (system-level transformation) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

💡ผลลัพธ์จากเวทีนี้จะเป็นรากฐานสำคัญของ Roadmap เชิงพันธกิจของเอเชียเพื่อเสริมสร้าง Resilience, Sustainability และเส้นทางสู่ Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

🚩 ที่มา: บพค. (PMU-B) และ Future Earth Thailand
https://www.facebook.com/share/v/16yJcG6Juw/
https://asia.futureearth.org/event/asia-impact-forum-2026-advancing-mission-driven-collaboration-across-asia/

25/02/2026

🎥 Live Now 🌍 𝐀𝐬𝐢𝐚 𝐈𝐦𝐩𝐚𝐜𝐭 𝐅𝐨𝐫𝐮𝐦 𝟐𝟎𝟐𝟔 “Unleashing Science for Southeast Asia: Water, Air Quality and Disaster Resilience”

🎥  #รับชมย้อนหลัง อบรมหลักสูตร  #เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอนสำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีต🚩 ทาง 𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲: 𝗧𝗵𝗮𝗶𝗹𝗮𝗻𝗱 𝗖...
03/02/2026

🎥 #รับชมย้อนหลัง อบรมหลักสูตร #เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอนสำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีต
🚩 ทาง 𝗬𝗼𝘂𝗧𝘂𝗯𝗲: 𝗧𝗵𝗮𝗶𝗹𝗮𝗻𝗱 𝗖𝗖𝗨𝗦 𝗔𝗹𝗹𝗶𝗮𝗻𝗰𝗲
https://youtube.com/playlist?list=PLopCljp9iGK0Xff9uISi-UKLaTp6oCOXS&si=qdptiqpE89Vh60tt

🇬🇧 UK ชะลอเก็บภาษี CBAM: เสี่ยงกระทบผู้ผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศกรณีของสหราชอาณาจักร (UK) สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงเชิงโครงสร...
30/01/2026

🇬🇧 UK ชะลอเก็บภาษี CBAM: เสี่ยงกระทบผู้ผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศ
กรณีของสหราชอาณาจักร (UK) สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของการออกแบบนโยบายคาร์บอนที่ไม่สอดคล้องกับคู่ค้าหลัก เมื่อ UK เลื่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีคาร์บอนชายแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ออกไปจนถึงปี 2026 ขณะที่สหภาพยุโรป (EU) เริ่มใช้ CBAM เต็มรูปแบบแล้วตั้งแต่ปี 2025

ในเชิงกลไก นโยบายที่ไม่พร้อมกันนี้เปิดช่องให้สินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนเมื่อเข้าสู่ EU เปลี่ยนเส้นทางมายังตลาด UK ที่ยังไม่มีต้นทุนคาร์บอนชายแดน ส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศต้องแข่งขันกับสินค้าที่ไม่สะท้อนต้นทุนคาร์บอนจริง

🏭 สมาคมผลิตภัณฑ์แร่แห่งสหราชอาณาจักร (Mineral Products Association: MPA) ชี้ว่า ความเสี่ยงดังกล่าวทับซ้อนกับปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนพลังงานสูง การลงทุนลดคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น และการไม่ได้รับการชดเชยภายใต้โครงการ Energy Intensive Industries (EII) ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมที่เข้าเกณฑ์ ส่งผลให้ในปี 2024 การผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 75 ปี

นอกจากนี้ แนวทางของ UK ที่มีแผนจะไม่นำการปล่อยทางอ้อม (indirect emissions) มาคำนวณในช่วงแรก และการใช้ค่าเริ่มต้นจากค่าเฉลี่ยโลกเมื่อไม่มีข้อมูลยืนยัน อาจทำให้ราคาคาร์บอนที่เรียกเก็บจากผู้นำเข้าไม่สะท้อนต้นทุนจริงของคาร์บอนฝังตัว (embodied carbon) และไม่สามารถสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมได้

🇹🇭 บทเรียนเชิงนโยบายต่อประเทศไทย
1️⃣ ความพร้อมของระบบ MRV (Monitoring, Reporting, Verification) จะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
2️⃣ หากไทยยังไม่มีมาตรการคาร์บอนชายแดนหรือเครื่องมือใกล้เคียง อาจเผชิญความเสี่ยงในการเป็นตลาดปลายทางของสินค้าคาร์บอนสูง
3️⃣ การพัฒนา Roadmap Thailand CBAM ควบคู่กับมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมหนักในการเปลี่ยนผ่าน จะช่วยลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความท้าทายของ UK คือ “ภาพสะท้อนล่วงหน้า” ของสิ่งที่อาจเกิดขึ้นกับไทย หากการออกแบบนโยบายคาร์บอนไม่เชื่อมโยงกับบริบทการแข่งขันทางการค้าโลก

📌 ที่มา: S&P Global


📢  𝐓𝐡𝐚𝐢𝐥𝐚𝐧𝐝 𝐂𝐚𝐫𝐛𝐨𝐧 𝐌𝐚𝐫𝐤𝐞𝐭: 𝐅𝐫𝐨𝐦 “𝐎𝐟𝐟𝐬𝐞𝐭” 𝐭𝐨 “𝐀𝐬𝐬𝐞𝐭”ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย กำลังเปลี่ยนจาก Carbon Offset เป็น Carbin Asset ...
25/01/2026

📢 𝐓𝐡𝐚𝐢𝐥𝐚𝐧𝐝 𝐂𝐚𝐫𝐛𝐨𝐧 𝐌𝐚𝐫𝐤𝐞𝐭: 𝐅𝐫𝐨𝐦 “𝐎𝐟𝐟𝐬𝐞𝐭” 𝐭𝐨 “𝐀𝐬𝐬𝐞𝐭”
ตลาดคาร์บอนเครดิตไทย กำลังเปลี่ยนจาก Carbon Offset เป็น Carbin Asset อ้างอิงข้อมูลจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในช่วงปี 2020–2025 ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจของไทย (T-VER) สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน จากตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย “ปริมาณและการกักตุน” ไปสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพและการใช้งานจริง”

📗 #บทเรียนจากรอบตลาด
● ปี 2022 ตลาดเคยพุ่งสู่จุดสูงสุด ด้วยปริมาณซื้อขายกว่า 1.18 MtCO₂eq จากกระแส Net Zero หลังการประชุม COP26
● ช่วงปี 2023–2024 ตลาดเข้าสู่ระยะ Market Correction ปริมาณการซื้อขายลดลงมาอยู่ที่ราว 0.6–0.8 MtCO₂eq ต่อปี
● ขณะเดียวกัน ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับเพียงไม่กี่สิบบาท เพิ่มสูงขึ้นเป็น 80–125 บาท/tCO₂eq

🌳 #คุณภาพกลายเป็นตัวแปรหลักของราคา
● โครงการพรีเมียม โดยเฉพาะ ภาคป่าไม้ (Nature-based Solutions) มีราคาเฉลี่ยสูงถึง 279 บาท/tCO₂eq
● ในบางธุรกรรม ราคาเคยทะยานถึง 3,000 บาท/tCO₂eq สะท้อนว่าผู้ซื้อไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงปริมาณการชดเชย แต่ให้คุณค่ากับคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และ Co-benefits ของโครงการ

💸 #โครงสร้างอุปสงค์อุปทานที่ไม่สมดุล
● ฝั่งอุปทาน: โครงการพลังงานหมุนเวียน (ชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์) ยังคงเป็นฐานหลักของตลาด จากต้นทุนการพัฒนาที่คุ้มค่า
● ฝั่งอุปสงค์: ความต้องการกลับเทไปสู่ Carbon Removal และการกักเก็บคาร์บอนจากธรรมชาติ เช่น ป่าไม้และเกษตรกรรมยืนต้น ซึ่งมีซัพพลายจำกัดและใช้ระยะเวลานานในการพัฒนา ส่งผลให้ราคาเครดิตภาคป่าไม้สูงกว่าเครดิตพลังงานถึง 3–5 เท่า

📊 #ภาพรวมตลาดปีงบประมาณ2025
● ปริมาณการซื้อขายสะสม: 595,486 tCO₂eq
● มูลค่ารวม: 86.6 ล้านบาท
● ราคาเฉลี่ยทั้งตลาด: 145 บาท/tCO₂eq (เพิ่มขึ้นจากปี 2024)
● ผู้ซื้อหลักเป็น End-users ที่ใช้เครดิตเพื่อเป้าหมาย ESG และ Net Zero ไม่ใช่การเก็งกำไร
● ภาคป่าไม้ยังคงเป็นกลุ่มพรีเมียมสูงสุด โดยโครงการ P-REDD+ ครองสัดส่วนมูลค่าตลาดสูงสุด
● ภาคพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะ ชีวมวล (Biomass) เป็นกลุ่มที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด

🚀 #ทิศทางอนาคต: 📈 Quality over Quantity
ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยมีแนวโน้มเติบโตเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณในระยะสั้น โดยมี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
1️⃣ การยกระดับสู่ Premium T-VER ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (เช่น CORSIA และ Article 6 ของความตกลงปารีส)
2️⃣ ราคาที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น อาจแตะระดับ 300–500 บาท/tCO₂eq ภายใน 3 ปีข้างหน้า
3️⃣ การเข้ามาของสถาบันการเงินและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อิงกับคาร์บอนเครดิต เช่น Carbon Credit-Linked Loan

🇹🇭 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าตลาดคาร์บอนเครดิตไทยกำลังก้าวพ้นจากช่วง “ทดลองและเรียนรู้” เข้าสู่ระยะของการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมีกลไกราคา ความน่าเชื่อถือและมาตรฐานการรับรอง เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ปี 2050

📌 แหล่งข้อมูล: #องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ( )
🔗 https://carbonmarket.tgo.or.th


21/01/2026

ครม. เห็นชอบ เดินหน้าศึกษาและประเมินศักยภาพเทคโนโลยี 𝗖𝗖𝗦 ยกระดับความพร้อมประเทศสู่ 𝗡𝗲𝘁 𝗭𝗲𝗿𝗼

——————————————————

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ตามข้อเสนอของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ดังนี้

1. มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ทำหน้าที่เป็นหน่วย ประสานงานหลักในการบูรณาการและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ ที่เกี่ยวข้องพัฒนาและปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบ นโยบาย ตลอดจนมาตรการและกลไกดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) (โครงการ CCS)
2. มอบหมายให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ [กระทรวงพลังงาน (พน.)] ในฐานะเจ้าของโครงการ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการกำกับดูแลและประสานหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินโครงการ CCS (ในระยะศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทย ตอนบน) ซึ่งหมายรวมถึงการเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือน และการเข้าพื้นที่เพื่อเจาะหลุมสำรวจ ตามบันทึกความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS เพื่อศึกษาและ ประเมินศักยภาพชั้นหินทางธรณีวิทยาเพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาของประเทศไทย
3. มอบหมายหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการใด ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้สามารถดำเนินการศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด เป็นไปตามวัตถุประสงค์ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลทั้งสองประเทศ โดยการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ในการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาในประเทศไทย และสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ เฉพาะที่จำเป็นต่อการดำเนินโครงการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกในพิธีการขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

สาระสำคัญของการดำเนินการดังกล่าวสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งเห็นชอบบันทึกความร่วมมือด้านการเป็นหุ้นส่วนเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ระหว่างกระทรวงพลังงานของประเทศไทยและกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาคพลังงานและการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และการส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุน ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นพบว่า พื้นที่อ่าวไทยตอนบนมีศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยา และมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้แหล่งอุตสาหกรรมหลักของประเทศ จึงเอื้อต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการดักจับ กักเก็บ และอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ โดยการดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS ซึ่งมีกิจกรรมหลัก ได้แก่ การศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินใต้ดิน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติ อนุญาต และการให้สิทธิเข้าไปดำเนินการในลักษณะเดียวกับกิจกรรมสำรวจปิโตรเลียม

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCS โดยตรง และยังไม่มีกฎหมายที่กำกับกิจกรรม CCS เป็นการเฉพาะ ทส. จึงเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณามอบหมายภารกิจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ทั้งนี้ ทส. เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามมาตรา 169 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าเป็นการดำเนินงานตามภารกิจปกติ ไม่มีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือก่อให้เกิดความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป คณะรัฐมนตรีจึงสามารถพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการได้ตามที่เห็นสมควร

ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์ (The Government Public Relations Department: PRD)

📢 เริ่ม 1 ม.ค. 2026 | ภาษีรถยนต์ใหม่ คิดจากการปล่อย CO₂ 🚙💨ประเทศไทยเริ่มใช้โครงสร้างภาษีรถยนต์แบบใหม่เปลี่ยนจากการดูแค่ ...
02/01/2026

📢 เริ่ม 1 ม.ค. 2026 | ภาษีรถยนต์ใหม่ คิดจากการปล่อย CO₂ 🚙💨

ประเทศไทยเริ่มใช้โครงสร้างภาษีรถยนต์แบบใหม่
เปลี่ยนจากการดูแค่ “ขนาดเครื่องยนต์ (cc)” มาเน้นที่ "การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂)" และ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. 2026

🎯 Key Highlights:
✅️ ผู้ที่ซื้อรถใหม่หลัง 1 ม.ค. 2026
หากเป็นรถสันดาปที่ใช้น้ำมัน (ICE) โดยเฉพาะเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และปล่อย CO₂ สูง ราคาจะปรับเพิ่มทันที
● อีโคคาร์ ที่ปล่อย CO₂ ≤ 100 g/km ภาษีเพิ่มจาก 12% → 13% ราคาเพิ่มขึ้นราว 5–6 พันบาท/คัน
● รถหรู/ซูปเปอร์คาร์ ขนาดเครื่องยนต์ > 3.0 ลิตร ภาษีเพิ่มจาก ~40% → 50% ราคาเพิ่มขึ้นหลักแสนถึง 2–3 ล้านบาท
● รถยนต์ไฮบริด PHEV ภาษีลดจาก 12% → 6%
● รถยนต์ไฟฟ้า BEV ภาษีลดจาก 8% → 2% (ยกเว้นกระบะไฟฟ้า 0% → 2%)
✅️ แม้ภาษี EV จะลดลง แต่มาตรการ EV 3.0 สิ้นสุดแล้ว ขณะที่ EV 3.5 ยังมีต่อแต่เงินสนับสนุนลดลง
✅️ สำหรับรถที่จดทะเบียนก่อนปี 2026 จะไม่ถูกเก็บภาษีย้อนหลัง
✅️ รถที่ปล่อย CO₂ สูง อาจมีมูลค่าขายต่อในตลาดรถมือสองผันผวนและลดลงเร็ว เนื่องจากทิศทางตลาดที่หันสู่เทคโนโลยีสะอาดมากขึ้น

📌 อัตราภาษีสรรพสามิตปี 2026:
🛢🔥 #รถยนต์สันดาป ( )
● เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO₂ ไม่เกิน 100 กรัม/กม. คิดภาษี 13 %
● เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO₂ เกิน 100 แต่ไม่เกิน 120 กรัม/กม. คิดภาษี 22 %
● เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO₂ เกิน 120 แต่ไม่เกิน 150 กรัม/กม. คิดภาษี 25 %
● เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO₂ เกิน 150 แต่ไม่เกิน 200 กรัม/กม. คิดภาษี 29 %
● เครื่องยนต์ไม่เกิน 3.0 ลิตร ที่ปล่อย CO₂ เกิน 200 กรัม/กม. คิดภาษี 34 %
● เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร (รถยนต์หรู/ซูเปอร์คาร์) คิดภาษี 50 %

🛻🔋 #รถยนต์ไฟฟ้า
● การปรับอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ลดลงจาก 8 % เหลือ 2 % เท่านั้น ส่วนรถกระบะพลังงานไฟฟ้าจาก 0 % เพิ่มเป็น 2 % แทน

🚙 ⛽️ #รถยนต์ไฮบริด
● สำหรับรุ่นที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนไม่ต่ำกว่า 80 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง คิดภาษี 5 %
● สำหรับรุ่นที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนต่ำกว่า 80 กม./การชาร์จ 1 ครั้ง คิดภาษี 10 %
● ใช้เครื่องยนต์เกิน 3.0 ลิตร คิดภาษี 30 %

🚩 ที่มา: กรมสรรพสามิต, กรรมกรข่าว

🇹🇭 จับตา ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน ก้าวสำคัญของไทยสู่  #เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ประเทศไทยเดินหน้าสู่ “ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ค...
27/12/2025

🇹🇭 จับตา ร่าง พ.ร.บ.โลกร้อน ก้าวสำคัญของไทยสู่ #เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ประเทศไทยเดินหน้าสู่ “ยุคใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ” ด้วยร่างพ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (กฎหมายโลกร้อน) ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทฉบับแรกของประเทศที่วางโครงสร้างเพื่อมุ่งสู่ Net Zero 2050

🏛️ #ไฮไลต์สำคัญของร่างกฎหมาย
🔹️ จัดตั้งระบบ ภาคบังคับ: ETS, Thailand CBAM และ ภาษีคาร์บอน
🔹️ สร้าง #กองทุนภูมิอากาศ สนับสนุนเทคโนโลยีสะอาด การปรับตัว & Loss and Damage
🔹️ พัฒนา #ระบบรายงานก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร ( ) เพื่อลด
🔹️ กำหนดกรอบ กำกับดูแลตลาดคาร์บอนและมูลค่าคาร์บอนเครดิตให้โปร่งใส ตรวจสอบได้
🔹️ จัดทำ #แผนการปรับตัวระดับชาติ รับมือความเสี่ยงด้านน้ำ เกษตร สุขภาพ และความมั่นคงอาหาร

🔑 ระบบ Carbon Pricing คือหัวใจของกฎหมายฉบับนี้ กำหนดกลไกภาคบังคับ 3 ระบบ ได้แก่
✅️ – ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (มีเพดานปล่อย + ซื้อขายโอนได้)
✅️ แบบไทย ป้องกัน Carbon Leakage และรองรับกฎการค้าโลก
✅️ คิดตามระดับการปล่อย ช่วยให้ธุรกิจวางแผนต้นทุนได้

📊 #มาตรการต่อธุรกิจไทย
● ต้องเตรียม บัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับองค์กร (CFO)
● เริ่มใช้ระบบรายงานข้อมูลปล่อยก๊าซแบบบังคับบางส่วน
● เชื่อมโยงกับการซื้อ เพื่อป้องกัน
● วางกรอบ ไทย สำหรับกิจกรรมสีเขียวและการเงินคาร์บอนต่ำ

🎯 #หมุดหมายสำคัญถัดไปของประเทศ
● ส่งต่อพิจารณาสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
● เตรียมออกกฎหมายลูก (รายงานก๊าซ, โครงสร้างกองทุน ฯลฯ)
● คาดหวังเข้าสู่สภาฯ ภายในปลายปี 2026

🍀 ร่างกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้ไทยพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคคาร์บอนเป็นต้นทุนสำคัญ

🚩 แหล่งที่มา: #กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ( #กรมโลกร้อน)

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

http://www.blockdit.com/netzerotechup, https://www.linkedin.com/company/netzerotechup/

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Net Zero Techupผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์