Eazyday - Cleaning Service

Eazyday - Cleaning Service บริการทำความสะอาดบ้านและคอนโดมิเน? บริการทำความสะอาดคอนโดมิเนี่ยมระดับมืออาชีพ

📢 อีซี่เดย์ อีซี่แชร์ ✨แนะนำขั้นตอนการตรวจ โควิด-19 ด้วยตัวเอง “เก็บตัวอย่างจากน้ำลาย💦”VDO สาธิตวิธีการตรวจ ตามลิ้งด้านล...
23/10/2021

📢 อีซี่เดย์ อีซี่แชร์ ✨
แนะนำขั้นตอนการตรวจ โควิด-19 ด้วยตัวเอง
“เก็บตัวอย่างจากน้ำลาย💦”

VDO สาธิตวิธีการตรวจ ตามลิ้งด้านล่าง⬇️
https://www.youtube.com/watch?v=S1ryAXzFifM&t=3s

📢 อีซี่เดย์ อีซี่แชร์ ✨แนะนำขั้นตอนการตรวจ โควิด-19 ด้วยตัวเอง “เก็บตัวอย่างจากโพรงจมูก👃🏻”VDO สาธิตวิธีการตรวจ ตามลิ้งด้...
23/10/2021

📢 อีซี่เดย์ อีซี่แชร์ ✨
แนะนำขั้นตอนการตรวจ โควิด-19 ด้วยตัวเอง
“เก็บตัวอย่างจากโพรงจมูก👃🏻”

VDO สาธิตวิธีการตรวจ ตามลิ้งด้านล่าง⬇️
https://www.youtube.com/watch?v=soXcxB_dZ_M

06/07/2020

รับสมัคร!!! พนักงานขาย งานด้านการบริการให้บริษัท,ห้าง,ร้านต่างๆ

ออฟฟิศ โซนบางพลัด, ปิ่นเกล้า
ทำจันทร์ - ศุกร์ (9.00 น. - 18.00 น.)
เสาร์ (9.30 น. - 15.30 น.)

- เพศ ชาย / หญิง
- อายุ 22 - 30
- จบ ปวช, ปวส ด้านการตลาด (จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
- มีประสบการขาย สินเชื่อหรือประกัน (จะพิจารณาเป็นพิเศษ)

สวัสดิการ
- ค่าคอม
- ค่าเดินทาง
- ค่าโทร
- ประกันสังคม

12 วิธีทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดูเหมือนใหม่ ไร้ฝุ่นเกาะ          หลายคนไม่กล้าทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ...
02/09/2019

12 วิธีทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดูเหมือนใหม่ ไร้ฝุ่นเกาะ

หลายคนไม่กล้าทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพราะกลัวจะกระทบแผงวงจรไฟฟ้า แต่ไม่ต้องกลัววันนี้เรามีวิธีทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ปลอดภัยกับตัวเครื่องมาบอกแล้ว

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีความบอบบาง อาจทำให้หลายคนไม่กล้าทำความสะอาด แต่หากไม่เช็ดบ้างก็จะมีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกเข้าไปขัดขวางการทำงานของตัวเครื่อง วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอนำวิธีทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาฝาก ปลอดภัยกับตัวเครื่อง ไม่ต้องกลัวว่าจะทำลายแผงวงจรไฟฟ้า เพื่อรักษาตัวเครื่องและยืดอายุการใช้งานให้ยาวนาน แถมยังสะอาดน่าใช้ ดูเหมือนใหม่ตลอดเวลา

1. ผ้าไมโครไฟเบอร์

พื้นผิวอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างบอบบาง เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ฉะนั้นหากจะทำความสะอาดควรเช็ดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ เพราะวัสดุเส้นใยและเนื้อสัมผัสผ้าของไมโครไฟเบอร์นั้นอ่อนโยนเมื่อนำไปเช็ดหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็จะไม่ทำให้เกิดรอยขีดข่วนและไม่มีขุยผ้าติดเหมือนกระดาษทิชชูหรือผ้าทั่วไป

2. แปรงแต่งหน้า

บรรดาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ตั้งอยู่กับที่มักจะมีฝุ่นเกาะอยู่เต็มไปหมด วิธีขั้นต้นของการทำความสะอาดนั้นไม่ยากค่ะ แค่ใช้แปรงแต่งหน้าปัดฝุ่นออกให้หมดก่อน แล้วค่อยใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดซ้ำ

3. แอลกอฮอล์ผสมน้ำกลั่น

เพราะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นการทำความสะอาดควรจะใช้แอลกอฮอล์และน้ำกลั่นบริสุทธิ์เป็นตัวช่วย เพราะทั้ง 2 อย่างนี้สามารถกำจัดคราบมัน รอยด่าง เชื้อโรค และไม่มีส่วนผสมที่ทำลายอุปกรณ์ ในขั้นตอนการทำความสะอาดเริ่มจากฉีดพ่นตัวช่วยทั้ง 2 ชนิดนี้ลงบนผ้า แล้วค่อยนำไปเช็ด ห้ามฉีดลงบนอุปกรณ์โดยตรง

4. สกอตเทปใส

แถบกาวเหนียว ๆ ของเทปกาวนี่แหละ กำจัดฝุ่นได้ดีเชียวล่ะ ทั้งยังกำจัดคราบสกปรกบนอุปกรณ์ออกได้อีกด้วย แค่ตัดเทปกาวมา 1 ชิ้น แล้วจัดการแปะลงบนอุปกรณ์ที่มีคราบสกปรก เมื่อดึงเทปกาวขึ้นทั้งฝุ่นและสิ่งสกปรกก็หลุดออกมาอย่างง่ายดาย

5. เครื่องดูดฝุ่น

เพราะกลไกที่อยู่ภายในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จสะสมฝุ่นและสกปรกเอาไว้มากมาย วิธีการทำความสะอาดในซอกเล็ก ๆ ที่เข้าถึงยากแบบนี้ก็คือ ถอดหัวบีบขวดซอสมะเขือเทศมาครอบไว้ที่หัวเครื่องดูดฝุ่น เพื่อนำไปดูดฝุ่นตามซอกเล็ก ๆ ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

6. ไม้จิ้มฟัน

หากยังไม่สามารถพิชิตคราบสกปรกที่อุดอยู่ตามร่องอุปกรณ์ได้ ขอบอกว่าไม้จิ้มฟันธรรมดา ๆ นี่แหละช่วยได้แน่นอน โดยการนำปลายแหลมของไม้จิ้มฟันเขี่ยคราบสกปรกหรือก้อนฝุ่นออกมา

7. แปรงสีฟัน

หูฟังเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องทำความสะอาดอยู่บ่อย ๆ เพื่อไม่ให้คราบไคลไปอุดตันจนกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค หยดไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (Hydrogen peroxide) ลงบนแปรงสีฟัน 2-3 หยด แล้วนำไปขัดหูฟัง ทิ้งไว้ 5 นาที ใช้ทิชชูเปียกที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เช็ดซ้ำอีกครั้ง

8. โพสต์อิท

วิธีทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยโพสต์อิทก็เหมือนกับการใช้เทปกาว โดยการใช้แถบกาวกำจัดฝุ่นออกมา แต่สำหรับโพสต์อิทที่มีความบาง จึงสามารถสอดโพสต์อิทเข้าไปกำจัดฝุ่นตามร่องเล็ก ๆ ของอุปกรณ์ได้ด้วย เช่น ร่องคีย์บอร์ด

9. ยางลบ

นอกจากจะใช้ลบรอยขีดเขียนได้แล้ว ยังสามารถนำยางลบมาลบคราบสกปรกและรอยขีดข่วนบนคีย์บอร์ด หูฟัง หรือหน้าจอต่าง ๆ ได้ด้วย แต่เมื่อสิ่งสกปรกหลุดออกหมดแล้ว อย่าลืมเป่าเศษยางลบออกไปด้วยนะคะ

10. ลูกกลิ้งกำจัดฝุ่น

หน้าลำโพงเป็นอีกจุดที่มักจะรวมฝุ่นเอาไว้มากที่สุดในบ้าน แถมยังเป็นส่วนที่บุบง่าย แต่การทำความสะอาดไม่ยาก เพราะแค่นำลูกกลิ้งกำจัดฝุ่นมาถูให้ทั่ว บรรดาฝุ่นและสิ่งสกปรกก็จะถูกกำจัดออกไปอย่างง่ายดาย ไม่กระทบกับระบบแน่นอน

11. แปรงขัดซอกฟัน

แม้พื้นที่ของหัวแจ็คสายเสียบจะเล็กสักแค่ไหน แต่ฝุ่นและสิ่งสกปรกก็สามารถอุดตันได้ไม่แพ้อุปกรณ์อื่น ๆ ทำความสะอาดโดยนำแปรงขัดซอกฟันมาชุบแอลกอฮอล์ แล้วขัดหัวแจ็คให้ทั่ว เน้นร่องเล็ก ๆ ให้สะอาดเกลี้ยง เช็ดซ้ำด้วยผ้าสะอาด ๆ ก็เป็นอันว่าใช้ได้แล้วค่ะ

12. แผ่นกรองกาแฟ

ไม่เพียงแต่ผ้าไมโครไฟเบอร์เท่านั้นที่มีเนื้อสัมผัสบางเบา เหมาะแก่การนำมาใช้ทำความสะอาดพื้นผิวอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แผ่นกรองกากกาแฟก็มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับผ้าไมโครไฟเบอร์มากทีเดียว ดังนั้นถ้าบ้านไหนไม่มีผ้าไมโครไฟเบอร์ ก็ให้ใช้แผ่นกรองกากกาแฟเช็ดแทนได้ค่ะ

บอกลาฝุ่น สิ่งสกปรก และเชื้อโรคที่เกาะอยู่บนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของคุณไปได้เลย เพราะของใช้ในบ้านเหล่านี้ช่วยคุณทำความสะอาดได้ค่ะ ถ้าไม่อยากให้ไอเทมเด็ด ๆ เจ๋ง ๆ ของคุณต้องเสื่อมสภาพไปก็อย่าลืมนำไอเดียดี ๆ แบบนี้ไปปรับใช้กันนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก kapook.com

10 วิธีดับกลิ่นรองเท้าเหม็น” ชวนเป็นลม ให้สิ้นซาก       รวมวิธีดับกลิ่นรองเท้าเหม็บอับ เหม็นสาบ ให้หมดไปด้วยวิธีธรรมชาติ...
20/07/2019

10 วิธีดับกลิ่นรองเท้าเหม็น” ชวนเป็นลม ให้สิ้นซาก

รวมวิธีดับกลิ่นรองเท้าเหม็บอับ เหม็นสาบ ให้หมดไปด้วยวิธีธรรมชาติเช่น แป้งโรย เบกกิ้งโซดา หนังสือพิมพ์ ง่ายๆในไม่กี่ขั้นตอน ไม่หลงเหลือกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ให้ชวนเป็นลม อย่ารอช้าไปดูกันดีกว่าค่ะกับ 10 วิธีดับกลิ่นรองเท้าเหม็น เห็นผลจนท้าให้ดม!

1. ถุงชาสารพัดประโยชน์ ดูดกลิ่นหมดจด
ถุงชาหรือกากกาแฟเก่าๆ จะมีสรรพคุณช่วยดูดซับกลิ่นอับ แบคทีเรียได้ดี วางทิ้งไว้ข้างในรองเท้าได้ทั้งคืนเลย จนเมื่อจะหยิบมาใช้ ก็เอาถุงชาออกแล้วพักไว้ซัก 5 นาที แล้วรองเท้าคุณจะกลิ่นดูดีเหมือนใหม่

ถุงชา-ดูดซับกลิ่น


2. มีกลิ่นนัก แช่แข็งซะเลย
หลายคนยังไม่รู้ ถ้านำรองเท้าใส่ถุงพลาสติกแล้วนำไปแช่แข็งในตู้เย็นค้างไว้ 1 คืน ความเย็นจัดจนน้ำแข็งเกาะจะช่วยกำจัดเชื้อราและแบคทีเรียในรองเท้าได้ดี แต่ทั้งนี้ต้องดูความเหมาะสมด้วยนะ ไม่ใช่ตู้เย็นมีแต่ของกิน ใส่รองเท้าเข้าไปอาจจะไม่เหมาะ

แช่แข็งรองเท้า-ระงับกลิ่นรองเท้า

3. หนังสือพิมพ์ รักษาทรง ดับกลิ่น
เคยเห็นตามร้านรองเท้ามือสอง ที่ชอบยัดหนังสือพิมพ์ไว้ในรองเท้ามั้ย? จริงๆเขามีจุดประสงค์เพื่อทั้งรักษาทรงรองเท้าและระงับกลิ่นอับ กลิ่นเหม็นในรองเท้า วิธีการง่ายๆแค่ขยำหนังสือพิมพ์แล้วยัดไปในรองเท้าให้แน่นไว้ทั้งคืน แค่นี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องกลิ่นแล้วล่ะค่ะ

หนังสือพิมพ์-ดับกลิ่นรองเท้า

CR : TipSnips


4. ดับกลิ่นอยู่หมัดด้วย Baking Soda
อันนี้สำหรับรองเท้าที่มีกลิ่นค่อนข้างรุนแรง อาจเลือกลงทุนซักนิดเป็นใช้ Baking Soda แทนแป้งโรย วิธีใช้ก็เหมือนกับการโรยแป้งเลยคือทิ้งไว้ 1 คืน เวลาจะใช้ก็เคาะออก เพราะ Baking Soda จะเพิ่มสรรพคุณในการดูดซับกลิ่นและแบคทีเรียได้ดีนั่นเอง

Baking-Soda-ดับกลิ่นรองเท้า


5. ลบกลิ่นเหม็น…ด้วยแป้งโรย
โรยแป้งทาตามซอกเท้า ซอกนิ้ว ไม่ให้เหม็นอับ พร้อมกับโรยใส่ข้างในรองเท้าแล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน เมื่อถึงคราวจะใส่ก็เคาะแป้งออกให้หมด ก็สามารถช่วยลดกลิ่นอับไม่พึงประสงค์ไปได้หมดแบบง่ายๆเลยค่ะ

โรยแป้ง-ลดกลิ่นอับรองเท้า

CR : sandranews

6. เลือกรองเท้าที่ใช่ ยังไงก็ไร้กลิ่น
เลือกรองเท้าที่ฟิตกับเท้าเราพอดี ให้ใส่แล้วสบาย และพยายามเลือกวัสดุที่ทำจากผ้าระบายอากาศ จะช่วยระบายกลิ่นเหงื่อไม่ให้สะสมหมักหมมในรองเท้านานๆ

รองเท้าที่ใช่-ช่วยดับกลิ่น


7. สวมถุงเท้าเถอะ เดี๋ยวกลิ่นโชย
ให้ถุงเท้าช่วยระงับกลิ่นเหงื่อได้อีกชั้น เพราะการที่ผิวหนังสัมผัสกับผิวรองเท้าโดยตรง จะทำให้เกิดการเสียดสี ส่งผลให้ทั้งเท้า ทั้งรองเท้ามีกลิ่นได้ แถมสมัยนี้ถุงเท้าสไตล์สวยๆ เท่ๆ มีให้เลือกเพียบ ใส่เถอะ เดี๋ยวกลิ่นโชย

ถุงเท้า-ดับกลิ่นอับร้องเท้า

8. เปลี่ยนพื้นรองเท้าบ้าง
หลักการง่ายๆ กลิ่นเหม็นที่ฝังลึกในรองเท้าจะหมักหมมอยู่ในพื้นรองเท้าที่เราเหยียบทุกวันนั่นแหละ ก็แค่เปลี่ยนพื้นรองเท้าซะปัญหาก็ลดลงไปได้มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว

เปลี่ยนพื้นรองเท้า-ดับกลิ่นอับรองเท้า


9. Dryer Sheets ระงับกลิ่น สำหรับรองเท้าส้นสูง
สำหรับรองเท้าส้นสูงหรือรองเท้าผู้หญิง ที่ไม่ต้องใส่ถุงเท้า แต่กลัวรองเท้าจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ลองใช้เป็นแผ่น Dryer Sheets รองพื้นรองเท้าไว้ จะช่วยดูดซับเหงื่อได้ดีค่ะ

Dryer-Sheets-ระงับกลื่นอับรองเท้าส้นสูง


10. อย่าลืมล้างเท้าด้วยล่ะ
นอกจากดูแลเรื่องภายนอกอย่างเรื่องรองเท้าไปแล้ว การดูแลภายในอย่างเรื่องความสะอาดเท้า ก็ควรใส่ใจเป็นประจำ ซักอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง นั่งและทำความสะอาดล้างเท้าของเราอย่างจริงจัง ขัดถูทุกซอกทุกมุม ไม่ใช่แค่ปล่อยให้น้ำไหลผ่านตอนอาบน้ำ แค่นั้นไม่พอนะคะ

ล้างเท้า-ขจัดกลิ่นรองเท้า

CR : wikihow , naturalremedyideas
Credit : undubzapp.com

เทคนิคการล้างจาน ชาม อย่างถูกวิธีในทุก ๆ วันแต่ละคนล้วนแล้วแต่ต้องรับประทานอาหาร โดยเฉพาะรับประทานที่บ้านของตัวเอง เมื่อ...
14/07/2019

เทคนิคการล้างจาน ชาม อย่างถูกวิธี

ในทุก ๆ วันแต่ละคนล้วนแล้วแต่ต้องรับประทานอาหาร โดยเฉพาะรับประทานที่บ้านของตัวเอง เมื่อทานเสร็จก็ต้องเก็บกวาดล้างจานชาม และขั้นตอนนี้เองเป็นขั้นตอนที่หลาย ๆ คนมักจะขี้เกียจ โดยความขี้เกียจนี้อาจเป็นตัวการที่ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายคุณได้ นั่นก็คือการล้างจานที่ไม่สะอาด ไม่ถูกวิธี ซึ่งการล้างจานให้ถูกวิธีและสะอาดปลอดภัยนั้นไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำได้โดย

1. แบ่งภาชนะ
โดยคุณจะต้องแบ่งภาชนะออกเป็น 2 ประเภทคือประเภทคาวและประเภทของหวาน โดยจะเริ่มที่การล้างภาชนะใส่ของหวาน หรือแก้วน้ำก่อน

2. เก็บกวาดเศษอาหารก่อนล้าง
ก่อนล้างทุกครั้งควรเก็บกวาดเศษอาหารในจานชามออกให้หมดก่อน แล้วนำไปทิ้งแยกถุงไว้ เพื่อความสะดวกในการล้าง

3. ใช้น้ำยาล้างจานพร้อมใยสังเคราะห์ชำระล้าง ก่อนล้างด้วยน้ำยาล้างจานให้ล้างด้วยน้ำเปล่าก่อน หลังจากนั้นค่อยใช้น้ำยาล้างจานเพื่อกำจัดคราบมันจากอาหารที่เกาะอยู่บนจาน ชามออกให้หมด โดยออกแรงกดพอประมาณ ถูด้วยฟองน้ำจากข้างในออกข้างนอกให้ทั่ว

4. ล้างด้วยน้ำเปล่าสะอาด 2 ครั้ง
เพื่อความสะอาดอย่างหมดจด ควรล้างน้ำเปล่าอย่างน้อย 2 ครั้ง หลักจากนั้นให้หาที่คว่ำหรือผึ่งจานให้แห้ง ไม่อับชื้น และอย่าใช้ผ้าเช็ดเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ฝุ่นเกาะติดจานชามได้

5. ในกรณีที่มีเชื้อโรคเยอะให้แช่น้ำอุ่นทิ้งไว้
ให้ใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 82-87 องศาเซลเซียส แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 2 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรค ก่อนนำไปล้างตามปกติ
หากทำตาม 5 ขั้นตอนนี้แล้ว รับรองภาชนะของคุณจะสะอาด ถูกหลักอนามัยแน่นอน แต่นอกจากการล้างสะอาดเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะการเลือกใช้ภาชนะที่สะอาด ปลอดภัยก็สำคัญเช่นกัน อย่างเช่น ภาชนะใส่อาหาร Bioform ที่ทำมาจากน้ำตาลข้าวโพดแท้ 100% สะอาดปลอดภัย ไร้สารตกค้าง สามารถใส่อาหารได้ทุกชนิด ทุกประเภทโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีสารตกค้างเจือปน และที่สำคัญ ยังเป็นภาชนะของคนยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพสุด ๆ อีกด้วย

Credit : www.BioformThailand.com

แม้พื้นกระเบื้องจะดูแลง่าย แต่หากทำความสะอาดโดยไม่ระวัง ก็อาจะทำให้เกิดรอยขีดข่วน ผุ กร่อนได้เหมือนกัน วันนี้เลยขอนำวิธี...
05/06/2019

แม้พื้นกระเบื้องจะดูแลง่าย แต่หากทำความสะอาดโดยไม่ระวัง ก็อาจะทำให้เกิดรอยขีดข่วน ผุ กร่อนได้เหมือนกัน วันนี้เลยขอนำวิธีทำความสะอาดพื้นกระเบื้องด้วยของใช้ในบ้านมาฝากกัน ไว้ให้สำหรับคนที่แพ้น้ำยาเคมีแรง ๆ หรืออยากลองผสมน้ำยาทำความสะอาดพื้นใช้เอง หรือวิธีทำความสะอาดพื้นกระเบื้องยังไงไม่ให้มีรอย ตามไปชมกันเลยค่ะ

1. มะนาว

สำหรับบ้านใครที่พื้นกระเบื้องมีคราบสนิมกวนใจ มากำจัดคราบสนิมบนพื้นกระเบื้องง่าย ๆ ด้วยของใกล้ตัว อย่าง “มะนาว” กันดีกว่า โดยบอกได้เลยว่าวิธีนั้นง่ายมาก ๆ เพียงแค่บีบน้ำมะนาวให้ทั่วรอยคราบ แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นก็นำแปรงสีฟันเก่ามาขัด ๆ ถู ๆ โดยขั้นตอนนี้อาจจะต้องออกแรงและใช้เวลาสักหน่อย เพื่อให้คราบหลุดออก แต่รับรองได้เลยว่าจะไม่มีคราบหลงเหลือ แถมไม่ทำร้ายผิวกระเบื้อง และไม่ก่อให้เกิดคราบเพิ่มด้วย

แต่ต้องบอกเลยว่ามะนาวนั้นมีประโยชน์มากมายกว่าแค่ช่วยทำความสะอาดคราบบนพื้นกระเบื้อง ฉะนั้นถ้าหากอยากรู้ว่ามะนาวจะมีประโยชน์ดี ๆ อะไรบ้าง ก็สามารถตามไปดูกันได้ที่ 20 ประโยชน์ของมะนาว ที่ช่วยงานบ้านได้อย่างมหัศจรรย์ !

2. ยาสีฟัน

เพียงแค่ป้ายยาสีฟันลงบนรอยคราบ แล้วนำแปรงสีฟันมาถูเหมือนตอนที่แปรงฟัน จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำเปล่า เท่านี้ก็จะได้พื้นที่สะอาดไร้คราบสกปรกกวนใจง่าย ๆ แล้ว แถมเรายังสามารถนำยาสีฟันไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ เกี่ยวกับงานบ้านได้มากมายเลยด้วยนะ

- 16 ประโยชน์ของยาสีฟัน ที่ทำได้สารพัดอย่าง

3. สารฟอกขาว

นอกจากจะช่วยให้ผ้าขาวสะอาดเหมือนใหม่แล้ว สารฟอกขาวยังนำมาใช้ในการทำความสะอาดพื้นกระเบื้องได้ด้วย โดยขั้นแรกให้โรยสารฟอกขาวลงไปให้ทั่วรอยคราบ ไม่จำเป็นต้องใช้ปริมาณเยอะมาก แต่รอให้สารฟอกขาวเซตตัวสักประมาณ 15 นาที จากนั้นก็ฉีดน้ำลงไปนิดหน่อย แล้วก็ขัดทำความสะอาดพื้นกระเบื้องจนสะอาดได้เลย

4. มะเขือเทศกับเกลือหิน

มะเขือเทศที่เราชอบกินก็สามารถใช้ทำความสะอาดคราบสนิมบนกระเบื้องได้ โดยให้เราผ่ามะเขือเทศออกเป็นครึ่งซีก จากนั้นก็นำไปถูบนคราบ พร้อมบีบให้น้ำจากมะเขือเทศกระจายตัวอยู่บนคราบ เสร็จแล้วก็นำเกลือหินมาโรยบนน้ำมะเขือเทศอีกที แล้วจึงใช้แปรงสีฟันขัดคราบออกแบบวนเป็นวงกลมจนกว่าคราบหายไป

5. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์

อีกหนึ่งสูตรทำความสะอาดพื้นกระเบื้องดี ๆ ที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ การผสมไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ¼ ถ้วยตวง กับน้ำส้มสายชู ½ ถ้วยตวง (ถ้าหากพื้นกระเบื้องของคุณสกปรกหนักมากก็ให้เพิ่มลงไปอีก ¼ ถ้วยตรง) ลงในน้ำอุ่นปริมาณ 1.5 แกลลอน พร้อมกับหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นมะนาวหรือลาเวนเดอร์ลงไปสัก 5-10 หยด จากนั้นก็คนให้ส่วนผสมต่าง ๆ เข้ากัน แล้วก็นำไปใช้ถูพื้นได้เลย

โดยต้องบอกเลยว่า น้ำยาทำความสะอาดพื้นกระเบื้องสูตรนี้จะช่วยให้พื้นของคุณแห้งไวขึ้นมาก แถมยังช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ถ้าหากว่าบ้านของคุณเลี้ยงแมวเอาไว้ละก็ ควรหลีกเลี่ยงการทำความสะอาดพื้นด้วยวิธีนี้ หรือไม่ก็ใช้น้ำมันหอมระเหยแบบเจือจางมาก ๆ (น้อยกว่า 1% ของน้ำยาถูพื้น) แทน เพราะเพียงแค่กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยก็สามารถเป็นพิษต่อแมวของคุณได้แล้ว

6. น้ำส้มสายชู

เป็นที่รู้กันดีว่า น้ำส้มสายชู ช่วยทำความสะอาดและกำจัดคราบต่าง ๆ ได้เพียบ ซึ่งแน่นอนว่าคราบสกปรกบนพื้นก็เช่นกัน โดยขั้นตอนก็ง่าย ๆ แค่ฉีดน้ำส้มสายชูลงไปบนรอยคราบแล้วออกแรงขัดนิดหน่อย จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่น เท่านี้คราบสกปรกต่าง ๆ ก็จะไม่หลงเหลืออยู่บนพื้นของเราแล้ว

วิธีทำความสะอาดพื้นกระเบื้อง

7. เบกกิ้งโซดา

สำหรับการกำจัดคราบบนพื้นกระเบื้องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานหรือไม่ค่อยฝังแน่น ให้โรยเบกกิ้งโซดาให้ทั่วคราบ แล้วล้างทำความสะอาด เพียงเท่านี้คราบก็จะสลายไป ส่วนคราบที่ฝังลึกและเกิดขึ้นมานานแล้ว ให้ผสมเบกกิ้งโซดาเข้ากับน้ำเปล่าเล็กน้อย คนจนเหนียว จากนั้นก็นำไปป้ายบนคราบ ปล่อยทิ้งไว้สักครู่ แล้วก็ลงมือทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าและผ้าสะอาดจนคราบหายเกลี้ยงได้เลย

นอกจากนี้ เบกกิ้งโซดายังสามารถใช้ในการทำความสะอาดหรือกำจัดคราบอื่น ๆ ภายในบ้านของเราได้อีกมากเลยด้วย ซึ่งถ้าหากอยากรู้ว่าเบกกิ้งโซดาจะสามารถทำอะไรได้บ้าง ก็ตามไปดูกันได้ที่นี่เลย เบกกิ้งโซดากับ 26 วิธีกำจัดคราบในบ้านอันน่าเหลือเชื่อ !

8. เบกกิ้งโซดาผสมน้ำส้มสายชู

เบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชูเป็นส่วนผสมในการทำความสะอาดที่ดีมาก โดยในส่วนของสูตรแรกให้โรยเบกกิ้งโซดาลงให้ทั่วพื้นกระเบื้อง จากนั้นก็นำน้ำส้มสายชูใส่ลงในขวดสเปรย์ แล้วนำมาฉีดทับบนเบกกิ้งโซดา พร้อมปล่อยให้ส่วนผสมทั้งสองเซตตัวจนเกิดฟองสักครู่ แต่ก็ระวังอย่าให้นานเกินไป ไม่เช่นนั้นคราบสกปรกอาจจะกลับมาได้ง่าย จากนั้นก็ใช้แปรงมาขัด ๆ ถู ๆ เอาคราบสกปรกออก แล้วจึงเริ่มเช็ดน้ำยาบนพื้นออกให้หมด พร้อมนำเครื่องดูดฝุ่นมาดูดเศษเบกกิ้งโซดาออกให้หมด จากนั้นก็ทำการถูทำความสะอาดพื้นให้เรียบร้อย

9. เบกกิ้งโซดาผสมน้ำส้มสายชูและน้ำอุ่น

อีกหนึ่งสูตรทำความสะอาดของเบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชูก็คือ การผสมเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ เข้ากับน้ำอุ่น 1 ถ้วยครึ่ง แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นก็ค่อย ๆ ผสมน้ำส้มสายชู ¼ ถ้วยตวงลงไปด้วย รอให้ฟองยุบ และถ้าหากอยากได้กลิ่นหอม ๆ ก็ให้หยดน้ำมันหอมระเหยลงไปได้ เสร็จแล้วก็ให้นำส่วนผสมทั้งหมดมาเทลงในขวดสเปรย์ แล้วเขย่าเบา ๆ ก่อนใช้งาน

โดยสำหรับการใช้งานก็ให้ฉีดสเปรย์น้ำยาเบกกิ้งโซดาและน้ำส้มสายชูลงไปบนไม้ถูพื้น จากนั้นก็ถูทำความสะอาดพื้นได้แบบปกติ โดยไม่จำเป็นต้องล้างออกเลยล่ะ

หากใครกลัวว่าสารเคมีในน้ำยาทำความสะอาด จะทำให้พื้นกระเบื้องของเราเป็นรอยขีดข่วน ลองนำส่วนผสมจากของใช้ในบ้านที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ไปทดลองใช้ดูนะคะ ได้ผลยังไงหรือมีสูตรดี ๆ อย่างอื่นละก็ อย่าลืมมาบอกกันด้วยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก houseoftiles, vacuumreviewed, overthrowmartha, ehow , quora และ kapook.com

สูตรทำความสะอาดอ่างล้างจานให้ใสปิ๊ง !!“อ่างล้างจาน” อุปกรณ์ที่รองรับน้ำจากการล้างจาน ชาม และอาหารอยู่เป็นประจำ ดังนั้น เ...
06/11/2018

สูตรทำความสะอาดอ่างล้างจานให้ใสปิ๊ง !!

“อ่างล้างจาน” อุปกรณ์ที่รองรับน้ำจากการล้างจาน ชาม และอาหารอยู่เป็นประจำ ดังนั้น เชื่อโรคสิ่งสกปรก คราบน้ำ คราบสนิม อาจเกิดขึ้นได้ จึงเป็นอีกจุดหนึ่งในครัวที่คุณจะต้องใส่ใจทำความสะอาดเป็นประจำ ซึ่งคุณสามารถทำความสะอาดอ่างล้างจานได้โดยง่าย ด้วยวิธีดังนี้

สิ่งที่ต้องเตรียม
– น้ำส้มสายชู
– น้ำยาล้างจาน
– เบกกิ้งโซดา
– เกลือ
– ผ้าสะอาด
– ฟองน้ำ
– แปรงสีฟัน
– กระดาษทิชชูแผ่นใหญ่

วิธีทำความสะอาด

ขั้นแรก เปิดน้ำให้อ่างเปียกทั่ว จากนั้นปิดน้ำ แล้วโรยเบกกิ้งโซดาลงไปให้ทั่ว โดยเน้นที่จุดสกปรก ทิ้งไว้ประมาณ 2 – 3 นาที

ขั้นที่ 2 นำแปรงสีฟันจุ่มน้ำยาล้างจาน แล้วนำมาขัดรอบๆ อ่าง โดยเฉพาะจุกของอ่างล้างจาน หลังจากนั้นขัดก๊อกน้ำให้สะอาดด้วยวิธีเดียวกัน แล้วจึงล้างน้ำให้สะอาด

ขั้นที่ 3 เช็ดอ่างล้างจานให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แล้วหยดน้ำส้มสายชูลงกระดาษทิชชู จากนั้นนำกระดาทิชชูที่ชุ่มมาคลุมให้ทั่วทั้งอ่าง ทิ้งไว้ราว 20 นาที

ขั้นที่ 4 เมื่อครบเวลาให้คุณล้างอ่างด้วยน้ำยาล้างจานและฟองน้ำอีกครั้ง และเช็ดออกด้วยผ้าสะอาด

ขั้นที่ 5 ล้างท่อโดยการเทน้ำแข็งและเกลือประมาณ 1 ถ้วยลงในท่อ เกลือและน้ำแข็งจะช่วยขจัดเศษอาหารและคราบสกปรกที่ค้างอยู่ในท่อให้หลุดไปได้ และขจัดกลิ่นเหม็นไปในคราวเดียวกัน

Credit : tecnogasthai.com/th/knowledge/สูตรทำความสะอาดอ่างล้า

15 หลักฮวงจุ้ยบ้านช่วยเสริมดวงเรื่องการเงินและความรักให้ราบรื่นและรุ่งโรจน์ เผื่อจะลัคกี้อินเกมลัคกี้อินเลิฟกับเขาบ้าง ใ...
01/10/2018

15 หลักฮวงจุ้ยบ้านช่วยเสริมดวงเรื่องการเงินและความรักให้ราบรื่นและรุ่งโรจน์ เผื่อจะลัคกี้อินเกมลัคกี้อินเลิฟกับเขาบ้าง ใครอยากจะโชคดีทั้ง 2 เรื่องนี้ไปดูพร้อมกันเลยค่ะว่าต้องทำอย่างไร

ใครกำลังรู้สึกว่าช่วงนี้ดวงตกทำอะไรก็ไม่ค่อยรุ่ง เงินขาดสภาพคล่องต้องหยิบยืมบ่อย ๆ แถมยังไม่มีทีท่าว่าจะสละโสดเหมือนคนอื่นสักที ลองสอดส่องในบ้านว่ามีอะไรผิดหลักฮวงจุ้ยไปบ้างหรือเปล่า แล้วใช้เวลาว่าง ๆ ช่วงวันหยุดจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ยเรียกทรัพย์เสริมดวงกันหน่อย เงินทองจะได้ไหลมาเทมามีใช้ไม่ขาดมือ และยังช่วยเสริมดวงด้านความรักสำหรับคนที่ยังโสดและไม่โสดด้วยนะคะ

1. วางเฟอร์นิเจอร์แบบล้อมวงและไม่จัดชิดติดผนัง

มุมนั่งเล่นในบ้านเป็นที่ที่สมาชิกครอบครัวทุกคนพุดคุยปรึกษากัน ฉะนั้นแล้วเฟอร์นิเจอร์ควรจะจัดให้ล้อมวงหรือชิดกันเพื่อง่ายต่อการพูดคุยกัน ไม่ควรจัดชิดผนังทั้งหมด เพราะจะเป็นการเพิ่มระยะห่างและทำให้สมาชิกแต่ละคนอยู่ในมุมของตัวเอง อีกอย่างหนึ่งที่แนะนำคือการปูพรมรองพื้นเฟอร์นิเจอร์ ไม่จำเป็นต้องวางเฟอร์นิเจอร์ทั้งตัวไว้บนพรมก็ได้ แต่อย่างน้อยควรให้ขาด้านหน้าของเฟอร์นิเจอร์วางอยู่บนพรม

2. จัดห้องครัวให้เป็นระเบียบอย่างมีระบบ

เนื่องจากห้องครัวมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินโดยตรง ฉะนั้นจึงควรดูแลรักษาสิ่งของต่าง ๆ ในห้องครัวไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ เช่น ท็อปเคาน์เตอร์ครัว ตู้เก็บของ ตู้อบ รวมไปถึงตู้เย็นให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่วางของสกปรกหรืออาหารเน่าเสียทิ้งไว้ข้ามคืน หากมีควรรีบนำไปทิ้งทันที พร้อมกับจัดสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้แล้วให้เป็นที่เป็นทางด้วย

3. จัดของเป็นเลขคู่สร้างพลังรัก

สำหรับคนที่อยากจะมีใครสักคนเป็นคู่ชีวิตลองมองดูรอบ ๆ ตัวสิว่าของในบ้านอยู่เป็นคู่หรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ควรรีบหาของมาจับคู่โดยด่วน เพราะทางฮวงจุ้ยแล้วของใช้ที่ถูกจัดวางเป็นคู่จะช่วยเสริมดวงด้านความรักเหมือนกัน เช่น ถ้าตอนนี้มีเก้าอี้วางอยู่อย่างโดดเดี่ยวในมุมเงียบ ๆ ควรหาเก้าอี้อีกตัวมาวางคู่กัน เพื่อสร้างแรงดึงดูดความรักจากรอบ ๆ ตัว

4. ผนึกกำลัง 3 สีเรียกทรัพย์

สีทุกสีล้วนแต่มีผลกระทบต่ออารมณ์ สีแดงนั้นเป็นตัวแทนของอำนาจและความรุ่งเรือง ส่วนสีม่วงและเขียวนั้นเป็นตัวแทนของความเจริญ ฉะนั้นแล้วทั้ง 3 สีนี้จึงถือเป็นสีมงคลและนิยมมาปรับใช้กับการแต่งบ้าน ตัวอย่างเช่น ใช้พรมปูพื้นสีแดง ทาสีกำแพงด้วยสีม่วงหรือเขียวพาสเทล ใช้ผ้าปูที่นอนลายดอกลาเวนเดอร์ เป็นต้น

5. ติดภาพถ่ายครอบครัวกระชับความสัมพันธ์

ปัญหาชีวิตคู่หรือปัญหาภายในครอบครัวนั้นล้วนมาจากความไม่เข้าใจ และอีกสาเหตุหนึ่งอาจมาจากการผิดหลักฮวงจุ้ย การติดรูปคู่และภาพครอบครัวที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มของสมาชิกในครอบครัวไว้ตามทางเดินหรือห้องนั่งเล่นจะช่วยบรรเทาปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะเป็นการช่วยเตือนความทรงจำในช่วงที่มีความสุขด้วยกัน แต่สำหรับห้องนอนแนะนำติดรูปคู่หรือรูปแต่งงานจะดีกว่า


6. ต้อนรับเงินทองด้วยประตูสวย

ประตูบ้านของคุณเล็กไปหรือไม่ หรือไม่โดดเด่นพอ ? เพื่อเป็นการดึงดูดทรัพย์เข้าบ้านควรจะจัดพื้นที่บริเวณประตูบ้านให้สวยและน่ามอง อย่างเช่น ทำทางเดินจากหน้าบ้านไปสู่ประตูบ้านให้ดูน่าเดิน จัดแต่งบริเวณหน้าประตูด้วยการหากระถางดอกไม้ต้นไม้มาวาง หรือปูพรมเช็ดเท้าที่มีสีสดใส เป็นต้น

7. โต๊ะอาหารวงกลมกระชับความสัมพันธ์

เมื่อกล่าวถึงฮวงจุ้ยความรักของคนในบ้านแล้ว โต๊ะกินข้าวเป็นพื้นที่ที่สำคัญอันดับ 2 รองจากห้องนอน ฉะนั้นควรใช้โต๊ะกลมเป็นโต๊ะกินข้าวเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวล้อมวงเข้ามาหากันและสะดวกต่อการพูดคุย หรือถ้าไม่ใช่โต๊ะกลมควรจัดวางอย่างไรก็ได้ให้สมาชิกในบ้านเห็นหน้าซึ่งกันและกันได้ครบทุกคน

8. เก็บกวาดพื้นที่รุงรัง เตรียมที่วางรับโชค

พื้นที่รกรุงรังและไม่เป็นระเบียบจะทำลายพลังและนำความไม่มั่นคงมาสู่บ้าน ให้จัดการทำความสะอาดพื้นที่เหล่านั้นเสีย แล้วเพิ่มต้นไม้หรือดอกไม้เข้าไปแทน เคลียร์พื้นที่ให้อากาศถ่ายเทสะดวก และถ้าเป็นไปได้ตกแต่งบ้านด้วยน้ำพุก็ดี เพราะน้ำพุถือเป็นตัวแทนของความมั่งคั่งในหลักฮวงจุ้ย ช่วยสร้างพลังและความเจริญรุ่งเรือง ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของเงินทองด้วย

9. ลดขนาดเตียงลดความห่างของคนใกล้

อย่างที่ทราบกันว่าห้องนอนของเจ้าของบ้านเป็นพื้นที่ที่สำคัญที่สุดในด้านความรัก การแต่งห้องนอนให้อบอุ่นและสะดวกสบายที่สุด ขนาดของห้องต้องไม่คับแคบจนก่อให้เกิดความอึดอัด และที่สำคัญเตียงนอนไม่ควรใหญ่เกินไป แทนที่จะใช้เตียงขนาดคิงไซส์ให้เปลี่ยนเป็นขนาดเล็กลงแต่พอดีกับคน 2 คนดีกว่า เพราะถ้าเตียงนอนใหญ่ไปก็จะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกันซึ่งอาจก่อให้เกิดความห่างเหินได้ นอกจากนี้แล้วเตียงนอนควรจะเป็นแบบขอบมน เพราะจะช่วยขจัดปัญหาการกระทบกระทั่งกัน พร้อมทั้งสานสัมพันธ์ให้กลมเกลียวกันมากขึ้น

10. จัดเตียงลูกน้อยไว้ในที่โปร่ง

ไม่ได้มีแค่เตียงนอนของเจ้าของบ้านเท่านั้นที่สำคัญ เพราะหลักฮวงจุ้ยนั้นสัมพันธ์กับทุกคน ทุกอาชีพ และทุกวัยของสมาชิกในครอบครัว ยิ่งกับเด็กเล็กแล้วก็ยิ่งมีผล เพราะเด็กจะอ่อนไหวและรู้สึกถึงพลังงานรอบตัวได้ง่าย ฉะนั้นแล้วเตียงนอนของเด็กในบ้านควรจะจัดให้เด็กได้นอนสบายที่สุด มีอากาศถ่ายเทสะดวก และไม่ควรติดตั้งปลั๊กไฟไว้ใกล้กับเตียง

11. ขยายที่ว่างรองรับชีวิตคู่

เหล่าคนโสดมักจะมีของใช้และพื้นที่ในบ้านที่เพียงพอต่อการอยู่คนเดียวเท่านั้น เช่น มีเก้าอี้ โต๊ะเล็ก ๆ หรือตู้แค่หนึ่งใบ เพราะคิดว่ามากพอแล้วกับชีวิตคนโสด แต่รู้หรือไม่ว่าการตกแต่งบ้านแบบนี้นี่แหละที่ทำให้คุณไม่มีคู่สักที จึงดีกว่ามากหากเว้นห้องว่างหรือพื้นที่ว่าง ๆ ไว้เผื่ออีกคน ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่มี แต่ในอนาคตต้องมีเข้ามาสักคนแน่นอน

12. กำจัดของเก่าให้สิ้น เปิดที่ว่างสู่ชีวิตใหม่

บางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้เงินต่อเงินเสมอไป เพราะแค่คุณจัดบ้านให้เป็นระเบียบสะอาดสะอ้าน เก็บของใช้ต่าง ๆ ให้เข้าที่ ทิ้งสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วเสียบ้าง แค่นี้ก็เท่ากับว่าคุณกำลังเปิดทางเพื่อเว้นที่ว่างให้เงินทองไหลเข้าสู่กระเป๋าสตางค์ของคุณแล้ว และอาจจะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ทางหน้าที่การงานให้กับตัวเองด้วยนะ

13. สร้างสีสันให้ห้องนอนดูสดใส

ห้องนอนเรียบ ๆ สีจืด ๆ ไม่มีของตกแต่งอะไรเลยอาจจะเป็นบรรยากาศที่เหมาะกับการนอน แต่ไม่ถูกกับหลัก ฮวงจุ้ยห้องนอนเสียทีเดียว เพราะพลังดี ๆ จะเข้ามาก็ต่อเมื่อในห้องนอนตกแต่งด้วยงานศิลปะ เช่น ภาพธรรมชาติ สัตว์เลี้ยง ของเล่นหรือสิ่งต่าง ๆ ที่จะทำให้คุณอารมณ์ดีเมื่อได้มอง ซึ่งถือเป็นการเรียกทรัพย์อย่างหนึ่งด้วย

14. วางอุปกรณ์เทคโนโลยีให้ไกลห้องนอน

ห้องนอนเป็นที่สำหรับหลับพักผ่อน ยิ่งห้องนอนของเจ้าของบ้านแล้วยิ่งสำคัญ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรมีอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ มาอยู่ในห้อง ไม่ว่าจะเป็นทีวีหรือคอมพิวเตอร์ เพราะจะถูกสิ่งเหล่านี้ดึงดูดความสนใจไป ทำให้แต่ละคนมัวแต่จดจ่ออยู่กับหน้าจอจนละเลยความรู้สึกของกันและกัน จนเป็นที่มาของความห่างเหินนั่นเอง

15. เพิ่มพื้นที่สีชมพูส่งเสริมความรัก

สีชมพูเป็นสีของความรักตามหลักฮวงจุ้ย เป็นสีที่ช่วยส่งเสริมความรัก ความสุข และความสนุกสนาน ห้องนอนของเจ้าของบ้านควรจะมีสิ่งของที่เป็นสีชมพูอยู่ด้วย แต่ไม่จำเป็นว่าต้องทำให้ทั้งห้องเป็นสีชมพู มีแค่บางส่วนก็พออาจจะเป็นโคมไฟหรือผ้าห่มก็ได้ นอกจากสีชมพูแล้วก็ยังมีสีฟ้าที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ สติปัญญา และความก้าวหน้าอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับหลักฮวงจุ้ยช่วยเรียกทรัพย์และความรัก ถ้าในบ้านมีสิ่งไหนที่ขัดต่อหลักฮวงจุ้ยควรจะรีบแก้ไขทันที เพื่อความมั่งคั่งทางการเงินและความสุขของสมาชิกทุกคนในบ้าน

Credit : home.kapook.com

6 ขั้นตอนทำความสะอาดห้องนํ้า ให้กลับมาสวยปิ๊ง          การทำความสะอาดห้องน้ำนั้นถือเป็นงานบ้านอันดับแรก ๆ ที่เหล่าแม่บ้า...
21/08/2018

6 ขั้นตอนทำความสะอาดห้องนํ้า ให้กลับมาสวยปิ๊ง

การทำความสะอาดห้องน้ำนั้นถือเป็นงานบ้านอันดับแรก ๆ ที่เหล่าแม่บ้านส่ายหน้าหนี เพราะเป็นงานที่ทั้งเหนื่อยแถมยังต้องทนกับสิ่งสกปรกอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้น การทำความสะอาดห้องน้ำก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี เพื่อให้คนในบ้านได้มีสุขภาพอานามัยที่ดี และเพื่อให้บ้านดูมีบรรยากาศที่น่าอยู่อาศัยมากขึ้น วันนี้เราจึงได้นำเอาเคล็ดลับดี ๆ ในการดูแลทำความสะอาดห้องน้ำของคุณมาฝาก ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น ลองมาอ่านกันดูเลยค่ะ

1. ฉีดสเปรย์กำจัดเชื้อรา

ก่อนจะเริ่มทำความสะอาดห้องน้ำ สิ่งแรกที่คุณควรทำคือฉีดสเปรย์กำจัดเชื้อราตามจุดต่าง ๆ ในห้องน้ำ โดยเฉพาะบริเวณอ่างอาบน้ำ ฝักบัว และอ่างล้างหน้า จากนั้นจึงใช้สเปรยฆ่าเชื้อโรคฉีดทั้งภายนอกและภายในโถสุขภัณฑ์ เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในห้องน้ำขั้นต้น อย่างไรก็ตาม ควรฉีดสเปรย์ทิ้งไว้ประมาณ 5 - 10 นาที และระหว่างนั้น ควรเลี่ยงการใช้ห้องน้ำ เพื่อจะได้ไม่ต้องสูดดมกลิ่นสเปรย์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

2. เริ่มทำความสะอาดผนังก่อน

หลังจากที่รอเวลาผ่านไปจนสเปรย์หมดฤทธิ์แล้ว ใช้ผ้าสะอาดหรือฟองน้ำชุบน้ำยาทำความสะอาดเช็ดผนังห้อง ทั้งนี้ไม่ควรใช้แบบที่มีสารเคมีรุนแรงนัก และไม่ควรทิ้งเอาไว้นาน หลังจากเช็ดผนังด้วยน้ำยาดังกล่าวแล้ว ควรใช้น้ำล้างออก แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้งทันที เพื่อไม่ให้นำยากัดกร่อนผนังห้องน้ำของคุณ

3. ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ให้ถูกวิธี

ขั้นแรก เทน้ำยาฆ่าเชื้อโรคลงไปในโถ แล้วค่อยใช้แปรงขัดถูทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้ แปรงที่ใช้ในส่วนของด้านในและด้านนอกนั้นควรเป็นคนละชิ้นกัน เพื่อไม่ให้สิ่งสกปรกปะปนกัน หลังจากขัดเสร็จแล้วก็กดโถสุขภัณฑ์ เพียงเท่านี้ ขั้นตอนที่คุณไม่พึงประสงค์ก็เสร็จลงอย่างง่ายดายได้แล้ว

4. หันมาดูแลอ่างล้างหน้ากันต่อ

ในการดูแลอ่างล้างหน้านั้น คุณควรใช้แปรงสีฟันขัดบริเวณรอบก๊อกน้ำ และตามจุดจ่าง ๆ ที่มีเชื้อราหรือคราบสกปรกเกาะอยู่ จากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำร้อน เพื่อเป็นการกำจัดเชื้อโรคอย่างสมบูรณ์ ส่วนการทำความสะอาดกระจกนั้น เพียงแค่ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ผสมน้ำยาเช็ดกระจกเช็ด เท่านี้ก็จะกลับมาดูเงาสวยเหมือนใหม่ได้

5. เปลี่ยนอ่างอาบน้ำและฝักบัวให้กลับมาสวยปิ๊ง

คุณควรใช้ผ้าสะอาดผสมน้ำส้มสายชู มาเช็ดรอบอ่างอาบน้ำ หรือรอบกรอบประตูกระจกในห้องอาบน้ำฝักบัวของคุณ จากนั้นจึงทิ้งไว้ประมาณ 30 - 45 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น เท่านี้ก็จะช่วยให้คราบสบู่และเชื้อโรคต่าง ๆ หลุดออกไปได้แล้ว อย่างไรก็ตาม หากห้องน้ำของคุณเป็นแบบที่ใช้ผ้าม่านกั้น ก็ควรถอดผ้าม่านออกมาซักด้วยน้ำอุ่นผสมสบู่และผงซักฟอกเล็กน้อยด้วย

6. ทำความสะอาดพื้นให้เรียบร้อย

ก่อนอื่นควรใช้น้ำยาทำความสะอาดพื้นห้องน้ำผสมกับน้ำในอัตราส่วนที่แนะนำไว้ตามฉลากของผลิตภัณฑ์ ราดทิ้งไว้บนพื้นห้องน้ำประมาณ 10 - 15 นาที จากนั้นค่อยล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วจึงปล่อทิ้งไว้ให้แห้ง ด้วยการเป่าพัดลม หรือจะใช้ไม้ถูพื้นไล่เช็ดตามรอยเปียกก็ได้เพียงแค่ทำตามขั้นตอนง่าย ๆ เท่านี้ ก็จะช่วยให้ห้องน้ำของคุณกลับมาสะอาดเหมือนใหม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ทำความสะอาดคราวหน้า ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดูนะคะ

credit : kapook.com

“เตารีด” เครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้าน ช่วยให้เสื้อผ้าของคุณเรียบดูดีก่อนออกจากบ้าน แต่เมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่งมักจะเกิดคราบ...
13/08/2018

“เตารีด” เครื่องใช้ไฟฟ้าประจำบ้าน ช่วยให้เสื้อผ้าของคุณเรียบดูดีก่อนออกจากบ้าน แต่เมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่งมักจะเกิดคราบสกปรก มีรอยไหม้ติดที่พื้นเตารีดหรือปัญหาเตารีดไอน้ำอุดตัน เรามีเคล็ดลับง่ายๆ จากของใช้ภายในบ้านมาช่วยคุณ ทำความสะอาดเตารีด และช่วยยืดอายุการใช้งานของเตารีดค่ะ
ทำความสะอาดเตารีด แก้ปัญหารอยไหม้

ใช้ยาสีฟันทาพื้นเตารีดที่มีรอยดำแล้วเปิดเตารีดให้ร้อน รอจน ยาสีฟันไหม้ ปิดเตารีด ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดออก
ใช้เทียนไขหรือพาราฟินทาพื้นเตารีดขณะที่กำลังร้อนเทียนไขจะละลาย ให้นำเศษผ้ามาเช็ดคราบออก
ใช้เตารีดเปิดความร้อนรีดบนใบตอง คราบไหม้ รอยไอน้ำจะหลุดออกมา
โรยเกลือบนกระดาษทิชชู เปิดเตารีดระดับความร้อนสูงสุดและปิดระบบไอน้ำ นำเตารีดมาวางบนกระดาษทิชชู ที่โรยเกลือทิ้งไว้สักครู่ เกลือจะดูดคราบสกปรกออกมา
ต้มน้ำส้มสายชูและเกลือ รอจนเกลือละลายหมดแล้วปิดไฟ ทิ้งไว้ให้น้ำเย็นลง นำผ้าชุบน้ำที่ต้มไว้บิดพอหมาดๆ เช็ดคราบสกปรกบนเตารีด
แก้ปัญหาสนิม

เปิดเตารีดให้ร้อนรีดบนผ้าห่อขี้ผึ้งหรือเทียนไข 1 ผืน แล้วนำมารีดบนผ้าห่อเกลือป่นอีก 1 ผืนจะทำให้คราบสนิมหลุดออกมา
แก้ปัญหาเตารีดไอน้ำอุดตัน

โรยเกลือไอโอดีนบนแผ่นไม้เปิดเตารีดไอน้ำให้ร้อน รีดทับบนเกลือรีดไปเรื่อยๆ จนสิ่งอุดตันที่ติดตามรูไอน้ำหลุดออกมาจนหมด
ผสมน้ำส้มสายชูเล็กน้อยกับน้ำเปล่า เทใส่ช่องเติมน้ำเตารีดไอน้ำ เปิดความร้อนสูงสุดจนน้ำเดือด จากนั้นรีดบนผ้าฝ้ายหนาพอประมาณ กดปุ่มไล่ตะกรันออกมา ทำต่อเรื่อยๆ จนกว่าตะกรันออกมาหมด ใช้ผ้าขนหนูเช็ดให้สะอาด
ทำความสะอาดเตารีด

tips
1. อย่าใช้ของมีคมหรือกระดาษทรายขูดรอยดำ คราบรอยไหม้บนแผ่นทำความร้อน เนื่องจากจะทำให้ผิวเตารีดได้รับความเสียหายและเมื่อโดนความชื้นจะทำให้เกิดสนิมง่าย

2. การเก็บรักษาเตารีดยืดอายุการใช้งาน
• หลังรีดผ้าเสร็จควรถอดปลั๊กทุกครั้ง รอจนเตารีดเย็นลง ใช้ผ้านุ่ม หรือฟองน้ำชุบน้ำหมาดเช็ดทำความสะอาดเตารีด

• เตารีดไอน้ำหลังใช้เสร็จควรเทน้ำออกให้หมด
• พันสายไฟเก็บให้เรียบร้อย
• ทาเทียนไขหรือทาน้ำมันหล่อลื่นเล็กน้อยที่พื้นเตารีด

3. ทำความสะอาดรอยไหม้ที่ผ้า
• โรยน้ำตาลทรายบริเวณผ้าที่มีรอยไหม้ วางผ้าที่ไม่หนามากทับไว้ จากนั้นใช้เตารีดรีดทับรอยไหม้ น้ำตาลทรายจะทำหน้าที่ดูดรอยต่างๆ ออกมาจนหมด

Credit : www.baanlaesuan.com

6 วิธีประหยัดค่าไฟบ้านในช่วงหน้าร้อนวิธีประหยัดค่าไฟบ้าน ไม่ได้ทำยากอย่างที่คิดนะคะ เพราะแม้อากาศจะร้อนขึ้นทุกวัน ๆ แต่ถ...
30/04/2018

6 วิธีประหยัดค่าไฟบ้านในช่วงหน้าร้อน

วิธีประหยัดค่าไฟบ้าน ไม่ได้ทำยากอย่างที่คิดนะคะ เพราะแม้อากาศจะร้อนขึ้นทุกวัน ๆ แต่ถ้าเราอยากจะลดค่าไฟบ้านในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ต้องรีบไปดูทริคประหยัดไฟด่วน

ด้วยอุณภูมิของอากาศที่พุ่งสูงขึ้นแบบไม่ปรึกษาเทอร์โมมิเตอร์กันสักนิด เลยทำให้อุณหภูมิภายในบ้านของเราร้อนตามไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ และในเมื่อร้อนจนเหงื่อแตกพลั่ก จะไม่เปิดแอร์ หรือเร่งพัดลมให้เป็นเบอร์ที่แรงที่สุดก็คงทนไม่ไหวแน่ ๆ แต่ก็เพราะใช้ไฟเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมินี่ล่ะค่ะ ที่ทำให้ค่าไฟตอนสิ้นเดือนเพิ่มขึ้นจนต้องสะดุ้งเบา ๆ ถ้าอย่างนั้นเรามาประหยัดค่าไฟบ้านด้วยวิธีง่าย ๆ ตามนี้ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาปาดเหงื่อซ้ำตอนได้รับบิลค่าไฟ

1. ปรับอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสเสมอ

ถึงจะเป็นคำแนะนำที่ฟังกันมาจนชิน แต่หลายคนก็ยังเปิดแอร์ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสอยู่บ่อย ๆ เช่น 22 องศาเซลเซียส เป็นต้น ซึ่งเราก็เข้าใจว่าอากาศมันร้อนจริง ๆ แต่รู้ไหมคะว่า หากคุณคงอุณหภูมิแอร์ให้ไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสได้ล่ะก็ ค่าไฟของคุณจะลดลงไปอีกหลายบาทจนน่าแปลกใจเลยล่ะ ไม่เชื่อลองทำแบบนี้ดูสักเดือนสิ

2. เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า เลิกใช้ซะ

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้มานาน มีสภาพเกือบทำงานไม่ไหวแล้ว เป็นตัวเพิ่มกำลังไฟชั้นดีให้บ้านเราอย่างคาดไม่ถึงเลยนะคะ ดังนั้นหากคุณมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อายุการใช้งานเกิน 3 ปีขึ้นไป ต้องหมั่นตรวจสอบสภาพการใช้งานของเหล่านี้กันหน่อย หรือถ้าเป็นไปได้ก็เลิกใช้ไปซะน่าจะประหยัดกว่า

3. ถอดปลั๊กทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน

หลายคนอาจจะคิดว่า แค่กดปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงกริ๊กเดียว ก็เท่ากับตัดกระแสไฟฟ้าไม่ให้ไหลผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าได้แล้ว แต่จริง ๆ ต้องบอกอย่างนี้ค่ะว่า หากคุณปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ไม่ได้ถอดปลั๊กไฟ กระแสไฟฟ้าก็ยังคงไหลผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าตามปกติ เพื่อเป็นการสแตนด์บายให้คุณกดเปิดสวิตช์ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกครั้งได้เลยทันที ฉะนั้นการถอดปลั๊กจึงเป็นวิธีตัดกระแสไฟฟ้าที่ชัวร์ที่สุด โดยเฉพาะเหล่าเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบเปิด-ปิด อัตโนมัติ เมื่อไม่ใช้งานก็ควรต้องถอดปลั๊กทุกครั้งด้วยนะคะ

4. ทำความสะอาดตู้เย็นให้หมดจด

การทำความสะอาดตู้เย็นในที่นี้หมายถึง ให้คุณจัดการเคลียร์อาหารเก่าเก็บ เน่าเสียออกจากตู้เย็นเป็นประจำ รวมทั้งหมั่นกดละลายน้ำแข็ง และทำความสะอาดตู้เย็นไม่ให้มีคราบสกปรกด้วย เนื่องจากตู้เย็นที่เต็มไปด้วยของมากมาย แถมยังไม่ค่อยได้รับการดูแลเท่าที่ควร จะใช้พลังงานมากกว่าปกติอีกหลายเท่า เพิ่มค่าไฟให้สูงขึ้นอย่างไร้ประโยชน์ใด ๆ

5. ใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ปริมาณการใช้ไฟน้อย

ช่วงเวลาที่ปริมาณการใช้ไฟน้อยจะอยู่ราว ๆ 22.00-06.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนกำลังนอนหลับ และการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ทำงานในเวลานี้ จะทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้ามีกำลังไฟสำหรับการนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่ การทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าก็จะเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้เวลาในการทำงานน้อยลง ประหยัดไฟบ้านได้อีกหลายบาทเชียวล่ะ

6. มาใช้หลอดไฟ LED กันเถอะ

ด้วยข้อดีที่ช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไส้ธรรมดาถึง 80-90% และอายุการใช้งานที่คงทนมากว่า 11 ปี หรือราว ๆ 1 แสนชั่วโมง เลยทำให้หลอดไฟ LED กลายเป็นหลอดไฟที่บ้านสมัยใหม่เลือกใช้เป็นอันดับหนึ่ง และเมื่อได้รู้อย่างนี้แล้ว ก็หันมาใช้หลอดไฟ LED กันน่าจะประหยัดกว่า

ค่าไฟจะมากหรือจะน้อย ไม่ได้อยู่ที่ประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของเราเองด้วย ดังนั้นนอกจากทำตามคำแนะนำเหล่านี้แล้ว ก็อย่าลืมสอดส่องเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านด้วยนะคะ หากพบเจอว่าปลั๊กตรงไฟเสียบคาไว้ โดยไม่ได้ใช้งาน ก็ให้รีบถอดปลั๊กออกด่วน ๆ เลย เป็นต้น

Credit : home.kapook.com

ที่อยู่

Bangkok
10700

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00
เสาร์ 10:00 - 19:00
อาทิตย์ 10:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+66639198875

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Eazyday - Cleaning Serviceผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Eazyday - Cleaning Service:

แนะนำ

แชร์