โยคะเบิกบาน

โยคะเบิกบาน Short article and pictures around Bangkok

ชวนเรียนรู้
11/09/2022

ชวนเรียนรู้

12/08/2022
06/08/2022
ยืดเหยียดทำได้ง่าย และ ที่สำคัญ ควรจะทำนะ
28/03/2022

ยืดเหยียดทำได้ง่าย และ ที่สำคัญ ควรจะทำนะ

ยืดเหยียดร่างกาย ง่ายกว่าที่คิด
เริ่มต้นศักราชใหม่ ปี 2565 คงจะมีหลายท่านใช้โอกาสนี้ในการปักหมุดเพื่อ “เปลี่ยนแปลง” อะไรบางอย่างในชีวิต หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนั้นคงเป็นการหันกลับมาดูแลตนเอง ทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ เพิ่มกิจกรรมทางกาย รวมถึงออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ห่างไกลโรคภัย พร้อมสำหรับการทำงานในปีต่อ ๆ ไป นอกจากการมีกิจกรรมทางกายหรือการออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ #การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching) หลายท่านอาจคิดว่าการยืดเหยียดกล้ามเนื้อนั้นควรทำในนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราควรจะมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อในทุกวันเป็นประจำเพื่อรักษาความสามารถในการเคลื่อนไหวของข้อต่อ (Mobility) ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (Flexibility) และความแข็งแรง (Strength) เพื่อคงไว้ให้เป็นปกติ[1] เมื่อเรามีพฤติกรรมการเคลื่อนไหวน้อยหรือพฤติกรรมเนือยนิ่ง ยกตัวอย่างเช่น การนั่งทำงาน นั่งเรียนหนังสือ นั่งหรือนอนดูทีวีหรือดูหนัง เป็นเวลานานหรือการนั่งในบริบทเดิมทั้งวัน ดังนั้นข้อเข่า ข้อสะโพกจะอยู่ในลักษณะพับงอท่าเดิมเป็นเวลานานซึ่งจะทำให้เกิดอาการตึงตัวทำให้ยากต่อการยืดเหยียด โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ต้นขาด้านหลัง และกล้ามเนื้อน่อง จะส่งผลทำให้การเดินมีปัญหา มีอาการปวดข้อเข่าหรือหลังส่วนล่างตามมาได้ ซึ่งจากการสำรวจของศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย ที่ได้ทำการสำรวจพฤติกรรมเนือยนิ่งของประชากรไทยในปี 2563 ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้มีการแพร่ระบาดโควิด-19 พบว่า ประชากรไทยมีเวลาเฉลี่ยของพฤติกรรมเนือยนิ่งสะสมต่อวันในภาพรวม 14 ชั่วโมง 32 นาที ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจมาในปี 2555 [2] เป็นเวลามากกว่า 14 ชั่วโมงที่กล้ามเนื้อ ข้อต่อ กระดูก ในร่างกายของเรามีอิริยาบถอยู่ในท่าเดิม นอกจากจะเกิดอาการปวดและตึงของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ กระดูก แล้วยังก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงของโรคในกลุ่ม NCDs ส่งผลต่อระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพอีกด้วย[3]
#ประโยชน์ของการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ [4]
1. ลดอาการปวดเมื่อยและช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ

2. ช่วยผ่อนคลายความเครียดและวิตกกังวล

3. เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อและกล้ามเนื้อ ทำให้ข้อไม่ติด

4. เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้
#ควรเริ่มยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างไร?
ร่างกายของคนเรานั้นเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อมากมายหลายส่วน การยืดเหยียดกล้ามเนื้อทุกส่วนในชีวิตประจำวันนั้นดูจะเป็นไปได้ยากและใช้เวลานาน เดวิด โนแลน นักกายภาพบำบัด ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการยืดเหยียดกล้ามเนื้อไว้ในบทความของ ฮาร์วาร์ด เมดิเคิลสกูล โดยแนะนำให้เริ่มยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่มีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวมากที่สุด ซึ่งก็คือ กล้ามเนื้อท่อนล่าง (lower extremity) เช่น กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าและด้านหลัง กล้ามเนื้อสะโพก กล้ามเนื้อน่อง เป็นต้น จากนั้นจึงเป็นกล้ามเนื้อคอ บ่า และหลังส่วนล่างตามลำดับ โดยเน้นที่ความสม่ำเสมอของการยืดเหยียด ควรจัดให้เป็นโปรแกรมที่สามารถทำตามได้ทุกวัน หรือ อย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยในแต่ละท่าควรยืดให้เต็มช่วงการเคลื่อนไหวและค้างไว้ประมาณ 10 วินาที แต่ไม่ควรเกิน 1 นาที และทำซ้ำท่าเดิม 2-3 ครั้ง เพื่อให้กล้ามเนื้อคุ้นชินและมีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น [4]
เทคนิคยืดเหยียดระหว่างวัน..อยู่บนเก้าอี้ทำงานก็ทำตามได้ง่าย ๆ
สำหรับบทความนี้จะมาแนะนำ 1 ท่ายืดเหยียดระหว่างวันที่แม้ว่านั่งทำงานทั้งวันบนเก้าอี้ก็สามารถทำตามได้ง่าย ๆ โดยท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อที่จะแนะนำวันนี้นั้นจะเน้นไปที่การยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่าง ต้นขาด้านหลัง และน่อง ซึ่งจะเป็นส่วนที่มีอาการปวดตึงได้ง่ายเมื่อนั่งทำงานในเดิมทั้งวัน ส่งผลให้มีอาการปวดหลังและเข่าตามมาได้ ซึ่งการยืดเหยียดนั้นเริ่มจาก ให้นั่งบนเก้าอี้โดยขยับก้นให้มาส่วนปลายของเก้าอี้ประมาณ 1/3 ของที่นั่งดังภาพ จากนั้นให้เหยียดขาข้างใดข้างหนึ่งให้ตรง กระดกปลายเท้าขึ้น มือทั้งสองข้างยื่นไปที่ปลายเท้าและค่อย ๆ พับสะโพกไม่งอหลัง โน้มตัวไปด้านหน้า ใบหน้ามองตรง เมื่อรู้สึกตึงให้ค้างไว้ที่จุดนั้นประมาณ 10 วินาที จากนั้นสลับข้าง และทำซ้ำ 2-3 ครั้ง
สิ่งที่สำคัญคือ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเพียงครั้งหรือสองครั้ง ไม่ได้ช่วยให้ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อดีขึ้นได้ทันทีราวกับมีเวทมนตร์ แต่ต้องอาศัยวินัยและความสม่ำเสมอในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อให้ได้เป็นประจำและต่อเนื่องซึ่งอาจใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน ถึงจะเห็นผลได้ชัดเจน แต่เชื่อว่าผลที่จะได้รับนั้นคุ้มค่าแน่นอน เพราะนอกจากกล้ามเนื้อของจะไม่ปวดเมื่อย ตึง ยึดแล้ว ยังป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจขึ้นในอนาคตได้อีกด้วยและนอกจากนั้นเพื่อการลดพฤติกรรมเนือยนิ่งเพิ่มการยืดเหยียดให้มากขึ้น ในสถานที่ทำงาน โรงเรียน หรือที่ต่าง ๆ ควรจะมีการสร้างสภาพแวดล้อม สร้างบรรยากาศจัดกิจกรรม ให้ผู้คนมีความตระหนักถึงการยืดเหยียดร่างกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง ส่งเสริมการมีกิจกรรมร่วมกันในองค์กร เพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

บทความโดย วณิสรา เจริญรมย์
คอลัมน์ Get Stretching By Faroen
เป็นคอมลัมน์ที่จะเล่าถึงเรื่องราวในเรื่องพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา (Fundamental for Sports Science) เกี่ยวกับการป้องกันอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นก่อน ระหว่าง หรือหลังจากการมีกิจกรรมทางกาย เพื่อเป็นแนวทางการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพออย่างปลอดภัยสำหรับทุกเพศ ทุกวัย


#ยืดเหยียดร่างกายง่ายกว่าที่คิด #สสส
อ้างอิง

[1] Witvrouw, E., Mahieu, N., Danneels, L., & McNair, P. (2004). Stretching and injury prevention. Sports medicine, 34(7), 443-449.

[2] ปิยวิฒน์ เกตุวงศา, กรกนก พงษ์ประดิษฐ์, 2563. REGENERATING Physical Activity in Thailand after COVID-19 Pandemic: ฟื้นกิจกรรมทางกายในประเทศไทยหลังวิกฤตโควิด-19. ศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. นครปฐม: บริษัท ภาพพิมพ์ 2563.

[3] ธิติ ญานปรีชาเศรษฐ 2561. พฤติกรรมเนือยนิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการพัฒนาของโรคมะเร็ง (Sedentary Behaviors Increases the Risk Factor of Developing Cancers) Veridian E-Journal, Science and Technology Silpakorn University, 5 (4), 1-15

[4] กรมพลศึกษา. (2556).การยืดเหยียดกล้ามเนื้อด้วยหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาในนักกีฬา. สำนักวิทยาศาสตร์การกีฬา กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.

23/03/2022
08/02/2022

#ป้องกันดีกว่ารักษา #แล้วเจอกัน

ชวนอ่าน
24/01/2022

ชวนอ่าน

ั้งเดิม

นานมาแล้วเคยคุยกับโบกอลจี ครูที่ไกวัลยธรรมในคอร์ส Meditation เกี่ยวกับอาสนะ เรื่องความ Advance ของอาสนะตามตำราดั้งเดิม

ครูบอกว่า “Advance นี่หมายถึงในแง่ไหน และพูดต่ออีกว่าความ Advance ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพิสดารของท่า หากแต่อยู่ตรงที่ทำท่าพื้นฐานๆ นี่แหละ และคงอยู่ในอาสนะไปได้เรื่อยๆ เป็นระยะเวลาหนึ่ง กายใจสอดประสานกัน ไม่ใช่ทำแป๊ปๆ แล้วเปลี่ยนท่า เพราะกายไม่พร้อม ใจไม่พร้อม”

สมัยก่อนเป้าหมายของโยคะเป็นไปเพื่อการหลุดพ้น เป็นไปเพื่อเตรียมกายใจสำหรับการฝึกจิตขั้นสูงต่อไป ดังนั้น วิธีการ หลักการในการฝึกก็จะสอดคล้องกับเป้าหมาย ร่างกายก็ถูกเตรียมให้เอื้อต่อการภาวนา สามารถอยู่ในท่านั่งเพื่อการภาวนาได้อย่างต่อเนื่องยาวนานโดยร่างกายไม่เป็นอุปสรรค

อาสนะที่ฝึกตามตำราโยคะดั้งเดิมเป็นแบบที่ฝึกไปเพื่อเกื้อกูลการภาวนาดูจะเน้นไปเรื่องของมัสเซิลโทนมากกว่าการมีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หากมองตามหลักวิทยาศาสตร์ก็อาจจะอธิบายได้ว่าอาสนะช่วยกระตุ้นสัญญาณประสาท-กล้ามเนื้อให้ทํางานอย่างเหมาะสม และพัฒนาความแข็งแรงของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (มัสเซิลโทน)

ดังนั้น อาสนะต่างๆ ก็จะมาช่วยดูแลมัสเซิลโทน ทั้งอาสนะในหมวดเพื่อสร้างความสมดุล เพื่อสมาธิ และเพื่อความความผ่อนคลาย การที่ฝึกอาสนะเหล่านี้ด้วยความมั่นคงของร่างกาย ความผ่อนคลายของจิตใจ คงค้างอยู่ในอาสนะนั้นได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นก็แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของมัสเซิลโทน ความพร้อมของใจเพื่อที่ผู้ฝึกจะฝึกมรรคในขั้นที่สูงขึ้นไป

ดังนั้นความ Advance ในอาสนะตามตำราดั้งเดิมอาจจะไม่ได้ซับซ้อน พิสดาร เหนือธรรมดาอะไรมากมาย

ช่วงไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา ความต้องการของคนเราก็มีหลากหลาย เนื่องจากสภาพร่างกาย วิถีชีวิต เป้าหมายของการฝึก อากาศ อาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ฯลฯ บางคนก็สนใจโยคะในเชิงทางจิตวิญญาณ บางคนก็สนใจอาสนะในด้านออกกำลังกาย บางคนก็ชอบด้านปรัชญาที่แฝงอยู่ในอาสนะ บางคนก็รู้สึกได้ได้ออกทั้งกำลังกายและกำลังใจไปพร้อมกัน อาสนะจึงค่อยๆ มีความหลากหลายขึ้นอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ แต่อาสนะทั้งหมดก็อยู่ภายใต้กรอบของร่างกายมนุษย์ที่สามารถก้ม แอ่น บิด เอียง ยืด กลับบนลงล่าง สมดุล ซึ่งก็เป็นหลักการพื้นฐาน

เมื่อเรามีพื้นฐาน เข้าใจพื้นฐาน เราจะรู้ซึ้งถึงความเรียบง่าย สิ่งซึ่งจำเป็นที่เราพึงมี อาสนะพื้นฐานที่ดูธรรมดาหากเราฝึกด้วยความรู้สึกที่เป็นปัจจุบันขณะ เราจะรู้สึกถึงความสดใหม่เสมอ ไม่เหมือนเดิมในทุกวัน ไม่ได้ซํ้าซาก ไม่ล้าสมัย

ทัศนคติและเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ กรอบของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน เราสามารถให้เกียรติกัน เคารพซึ่งกันและกันและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ ดีกว่าที่จะมาหักล้างกันบนพื้นฐานที่ต่างกัน เป้าหมายที่ต่างกัน ตำราคนละเล่ม ครูคนละคน

ขอให้พวกเราเดินทางบนเส้นทางด้านในด้วยสันติสุข มีเมตตากับเพื่อนร่วมทางและทุกสรรพชีวิต ให้เราได้เกื้อกูลกันและกันโดยปราศจากอุปสรรคปัญหาทั้งปวง และประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังไว้นะคะ

________________________
เล่าสู่กันฟัง : มกราคม 2565
เรื่องและภาพ : วิลินทร วิภาสพันธ์

09/01/2022

ชวนสัมผัสหญ้า

 #กิจกรรมทางกาย หรือ   เป็นคำที่หลายคนไม่คุ้นเคย แต่พวกเราอยากชวนให้มาทำความรู้จักคำนี้  เพราะคำนี้จะช่วยทำให้คุณสร้างสุ...
31/12/2021

#กิจกรรมทางกาย หรือ เป็นคำที่หลายคนไม่คุ้นเคย แต่พวกเราอยากชวนให้มาทำความรู้จักคำนี้ เพราะคำนี้จะช่วยทำให้คุณสร้างสุขภาพที่ดีได้ด้วยตัวเอง ง่าย และ ประหยัด ไม่มีอะไรซับซ้อน หากสนใจคลิกไปได้เลย https://youtube.com/playlist... สวัสดีปีใหม่ 2565

Admin อยากชวนเพื่อนอ่าน บทความนี้ สั้น ๆ 2 นาทีได้ใจความ https://www.facebook.com/169838760031293/posts/1540863396262149...
11/09/2021

Admin อยากชวนเพื่อนอ่าน บทความนี้ สั้น ๆ 2 นาทีได้ใจความ https://www.facebook.com/169838760031293/posts/1540863396262149/

จิตวิทยาจริงๆ ตอนที่ 11

ในที่สุดโควิด-19จะเป็นโรคประจำถิ่นและเราจะอยู่กับมันตลอดไป นั่นแปลว่าภาวะการหวาดระแวงผู้คนหรือคนในครอบครัวจะนำโควิดมาให้เรา หรือเราจะนำโควิดไปให้พ่อแม่จะกลายเป็นภาวะคุกคามคนไทยเรื้อรังไปอีกนาน จนกว่าเราจะได้วัคซีนครบหรือไม่ก็ชาชินไปเอง

ระหว่างนี้เราจึงควรรู้วิธีคลายเครียดตัวเองที่ดีที่สุด ง่ายที่สุด และมีภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด นั่นคือการออกกำลังกาย - แบบแอรอบิก

เพราะอะไรผมจึงมักพูดอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องออกกำลังกาย?

เพราะไม่สะดวกที่เราจะพูดเรื่องศาสนา พูดแล้วเป็นเรื่อง ไม่นับว่าการปฏิบัติใดๆมีภาวะแทรกซ้อนได้ถ้าผิดพลาด ส่วนวิธีการอื่นๆ เช่น ปลูกต้นไม้ เลี้ยงหมา เล่นไพ่ หรือเล่นหมากรุก แม้จะมีเสียงยืนยันว่าช่วยได้อยู่มาก แต่ไม่มีอะไรที่ชัดเจน ไม่มีหลักฐานที่วัดเป็นตัวเลขได้ ทำดีกว่าไม่ทำ

ในขณะที่มีงานวิจัยจำนวนมากมายหนุนหลังการออกกำลังกาย

ลองคีย์คำว่า “ซึมเศร้า” “การออกกำลังกาย” และ “ฮิปโปแคมปัส” ในกูเกิล คือ depression, exercise ,hippocampus จะพบงานวิจัยหลักๆนับสิบรายการ และงานวิจัยรองๆนับร้อยรายการ

สรุปอย่างสั้นที่สุดคือ

“การออกกำลังกายทุกวันจะไปเพิ่ม neuroplasticity (แปลง่ายๆว่าความยืดหยุ่น) ของสมองส่วนฮิปโปแคมปัสของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า”

ประโยคนี้จริงและพิสูจน์ได้ เพราะตัวแปรทั้งสามตัวล้วนวัดค่าเป็นตัวเลขได้หมด!

ฮิปโปแคมปัสมีหลายหน้าที่มาก ที่สำคัญคือเรื่องความจำใช้งานและอารมณ์ ความจำใช้งานที่ดีกว่าย่อมวางแผนอนาคตได้ดีกว่า

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ต้องการดีขึ้น ดีมาก ไปจนถึงมีลุ้นว่าหายขาด (ถ้าพันธุกรรมไม่มากมายจนเกินไป) ท่านต้องออกกำลังกายทุกวัน

โรคซึมเศร้าทำให้ท่านเหนื่อยง่ายจริง กล้ามเนื้อไม่มีแรงจริง และเฉื่อยชาจริง สามอย่างนี้มิได้แกล้ง ทั้งสามประการนี้ยาปฏิโทมนัสช่วยได้ และการออกกำลังกายช่วยได้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเป็นต้นแบบ โรคเครียดและโรคทางจิตเวชอื่นๆจะได้รับประโยชน์ในลักษณาการคล้ายๆกัน



ความตึงเครียดในสังคมมากเกินไป นานเกินไป และไม่มีทางออกโดยง่าย เป็นปัจจัยที่ทำให้ทุกคนเครียด แล้วส่งต่อให้ผู้ป่วยจิตเวชประเภทต่างๆกำเริบได้มาก

12/07/2021

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โยคะเบิกบานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์

ประเภท