แฟนเพจพระเครื่องเมืองไทย

แฟนเพจพระเครื่องเมืองไทย ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก แฟนเพจพระเครื่องเมืองไทย, Professional Services, เขตดอนเมือง, Bangkok.

เนื้อสมเด็จวัดระฆังจร้า..
10/02/2017

เนื้อสมเด็จวัดระฆังจร้า..

Good morning ja...Have a nice day ka...:)อรุณสวัสดิ์ยามเช้าคร้า....สดใส สดชื่น ต้อนรับวันใหม่  ทำงานๆๆ มีความสุข เฮงๆๆคร...
15/08/2016

Good morning ja...Have a nice day ka...:)
อรุณสวัสดิ์ยามเช้าคร้า....สดใส สดชื่น ต้อนรับวันใหม่ ทำงานๆๆ มีความสุข เฮงๆๆคร้า

เปิดค่ะ พระพุทธรูปหล่อสมัยลพบุรี เนื้อทองคำ!! กล่องนากประจำตระกูลสมัยเก่า สวยมากๆ!! หายากสุดๆ ท่านใดสนใจ....... #ทักอินบ...
14/08/2016

เปิดค่ะ พระพุทธรูปหล่อสมัยลพบุรี เนื้อทองคำ!! กล่องนากประจำตระกูลสมัยเก่า สวยมากๆ!! หายากสุดๆ ท่านใดสนใจ....... #ทักอินบ้อก #(กล่องข้อความ)
ได้นะคะ ช้าอดนะคร้า ขอบคุณมากคร้า...
Can ask price in my box thank you very much...

พระนางพญาพิษณุโลก จัดว่าเป็นพระเนื้อที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นพระชั้นนำที่สุดของเมืองพิษณุโลกและถูกจัดให้เป็นพระในชุด “เ...
22/04/2016

พระนางพญาพิษณุโลก จัดว่าเป็นพระเนื้อที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นพระชั้นนำที่สุดของเมืองพิษณุโลกและถูกจัดให้เป็นพระในชุด “เบญจภาคี” ที่ถือว่าสุดยอดของประเทศไทยอีกด้วย พระนางพญากำเนิดที่ “วัดนางพญา” พิษณุโลกความจริงวัดนางพญาก็เป็นวัดเดียวกับ “วัดราชบูรณะ ต่อมาภายหลังได้สร้างถนนผ่ากลางเลยกลางเป็น 2 วัด การได้ชื่อว่า “วัดนางพญา” ก็เพราะได้พบพระนางพญานั่นเอง

ตามการสันนิฐาน พระนางพญานั้นเป็นผู้ที่สร้างคือ “พระวิษุสุทธิกษัตรี” มเหสีของ “สมเด็จพระมหาธรรมราชา” ผู้ที่ได้สร้างหรือปฏิสังขรณ์วัดราชบูรณะ ซึ่งเป็นบริเวณที่พบพระนางพญานั่นเอง เข้าใจว่าการสร้างพระนางพญานั้นประมาณปี พ.ศ. 2090 – 2100 หรือประมาณสี่ร้อยกว่าปี
พระนางพญา เป็นพระรูปทรงสามเหลี่ยมทุกพิมพ์นั่งมารวิชัยไม่ประทับบนอาสนะหรือมีฐานรองรับ รูปทรงงดงามแทบทุกพิมพ์โดยเฉพาะจะเน้นบริเวณอกที่ตั้งนูนเด่นและลำแขนทอดอ่อนช้อยคล้ายกับ “ผู้หญิง” จึงเรียกพระพิมพ์นี้ว่าพระพิมพ์ “นางพญา” อีกประการหนึ่งก็คือผู้ที่สร้างก็คือ “พระวิสุทธิกษัตรี” นั่นเอง

พระนางพญาถูกค้นพบเมื่อประมาณ พ.ศ. 2444 สมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จะเสด็จประพาสเมืองพิษณุโลก ทางจังหวัดจึงเตรียมการรับเสด็จที่วัดนางพญา โดยจัดการสร้างปะรำพิธีรับเสด็จ เมื่อคนงานขุดหลุมก็เกิดพบพระจำนานมาก ก็คือพระนางพญานั่นเอง ทางจังหวัดและเจ้าอาวาสก็เก็บพระเหล่านั้นไว้ พอสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จ ทางเจ้าอาวาสและทางจังหวัดก็ได้นำพระขึ้นทูลเกล้าฯ สมเด็จพุทธเจ้าหลวงก็ได้ทรงแจกจ่ายให้แก่ราชบริพารที่ตามเสด็จถ้วนหน้า ส่วนที่เหลือก็นำกลับกรุงเทพฯ

พระนางพญาถูกค้นพบต่อมาอีกหลายกรุ แต่ก็เป็นพระพิมพ์เดียวกันกับพระที่พบที่วัดนางพญาทุกอย่าง และเนื้อพระก็เนื้อเดียวกัน อาจจะแตกต่างกันก็เพียงภูมิประเทศที่ค้นพบ เช่น พบที่บ้าน “ตาปาน” บริเวณนี้น้ำท่วมประจำ พระเสียผิวมีเม็ดแร่ลอยมาก จึงเรียกว่า “กรุน้ำ” ในปี พ.ศ. 2479 มีผู้พบพระนางพญา ที่วัด “อินทรวิหาร” บรรจุอยู่ในบาตรที่เจดีย์องค์เล็ก

ต่อมามีผู้ค้นพบพระนางพญาที่วัดเลียบ (ราชบูรณะ) ในกรุงเทพฯ พบที่ “พระราชวังบวรมงคล” (วังหน้า) พบที่ “วัดสังขจาย” ฝั่งธนบุรี ครั้งสุดท้ายพบที่ “วัดราชบูรณะ” จังหวัดพิษณุโลกอีกครั้ง เมื่อมีการทำท่อระบายน้ำในบริเวณวัดในประมาณปี พ.ศ. 2532 พระนางพญา เป็นพระที่สร้างจากเนื้อดิน ผสมว่าน เกสรดอกไม้ 108 ตลอดจนแร่กรวดทรายต่าง ๆ แล้วนำไปเผา
ลักษณะของพระนางพญา พระส่วนใหญ่จะมีเนื้อหยาบ ที่ละเอียดอ่อนจะมีน้อยกว่ามาก มีทั้งหมด 7 พิมพ์ด้วยกัน คือ
1. พิมพ์เข่าโค้ง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่พิมพ์หนึ่ง
2. พิมพ์เข่าตรง ถือเป็นพิมพ์ใหญ่ โดยเฉพาะพิมพ์เข่าตรง แยกออกเป็น 2 พิมพ์ด้วยกันคือ พิมพ์เข่าตรง “ธรรมดา” กับพิมพ์เข่าตรง “มือตกเข่า” แต่ทั้งสองพิมพ์ก็ถือว่าอยู่ในความนิยมเหมือนกันทั้งคู่
3. พิมพ์อกนูนใหญ่ ถือเป็นพิมพ์ใหญ่
4. พิมพ์สังฆาฏิ ถือเป็นพิมพ์กลาง
5. พิมพ์อกแฟบ (หรือพิมพ์เทวดา) ถือเป็นพิมพ์เล็ก
6. พิมพ์อกนูนเล็ก ถือเป็นพิมพ์เล็ก
7.พิมพ์พิเศษ เช่น พิมพ์เข่าบ่วง หรือพิมพ์ใหญ่พิเศษ
พระนางพญาไม่ว่าพิมพ์ไหน ลักษณะของเนื้อจะเหมือนกันหมด ผิดกันแต่พิมพ์ทรงเท่านั้น ส่วนทางด้านพุทธคุณนั้นยอดเยี่ยมทางด้านเมตตามหานิยม และแคล้วคลาดเป็นเลิศ สมกับเป็นหนึ่งในห้าชุดของชุดเบญจภาคีนั้นเอง
พระนางพญาเป็นพระดินเผาที่มีเนื้อหยาบที่สุดในบรรดาพระเนื้อดินชุดเปญจภาคี อีกทั้งยังฝังจมดิน ซึ่เป็นดินเหนียวริมน้ำเป็นเวลานานนับร้อยปี เนื้อพระจึงรักษาสภาพความแกร่งไว้ได้เป็นอย่างดี จุดเด่นของเนื้อพระนางพญา คือ มวลดินประเภทเม็ดทรายที่แทรกปนอยู่ในเนื้อเป็นจำนวนมากเรียกกันว่าเม็ดแร่ ขนาดสัณฐานของเม็ดทรายจะต้องใกล้เคียงกันทั่วองค์พระ เพราะเป็นเนื้อที่ผ่านการกรองมาแล้ว

การค้นพบพระนางพญาในยุคหลังในเวลาประมาณ พ.ศ.2470 องค์พระเจดีย์ด้านตะวันออก ของวัดนางพญาได้พังลง เจ้าอาวาสในยุคนั้นคือ พระอธิการถนอม ได้ให้ชาวบ้าน และพระเณรช่วยกันขนเอาดิน และเศษอิฐ เศษปูน จากซากเจดีย์ล่มนั้นมาถมคูน้ำ ต่อมาอีกหลายปี ก็กลายเป็นดงกล้วย เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.2485 ชาวบ้านได้หนีภัยสงคราม เข้าไปหลบอยู่ในดงกล้วย และได้ทำการขุดหลุมหลบภัย จึงพบพระพญากระจายตัวจมอยู่ใต้พื้นดิน

นอกจากค้นพบ ที่วัดนางพญาแล้ว พระนางพญาถูกค้นพบต่อมาอีกหลายกรุ แต่ก็เป็นพระพิมพ์เดียวกัน กับพระที่พบที่วัดนางพญาทุกอย่าง และเนื้อพระก็เนื้อเดียวกัน อาจจะแตกต่างกันก็เพียงภูมิประเทศ ที่ค้นพบ เช่น กรุบางสะแก หรือที่เรียกว่ากรุน้ำ พบบริเวณพื้นที่ตำบลบางสะแก ริมฝั่งของแม่น้ำน่าน ด้านทิศตะวันตกของพิษณุโลก มักเรียกกันว่ากรุเหนือ พบประมาณปี พ.ศ.2497 พบพระนางพญาบรรจุอยู่ในหม้อดิน ฝังในดินจำนวน 3 ใบ พบพระมากกว่า 1,000 องค์ ที่พบพระนั้นมักจะมีน้ำท่วมขัง พระจึงเสียผิวและมีเม็ดแร่กรวดทรายปรากฏอยู่เรียกกันว่า "แร่ลอย"

กรุวังหน้าพบที่พระอุโบสถวัดพระแก้ววังหน้า ข้างโรงละครแห่งชาติ (ปัจจุบันเป็นวิทยาลัยนาฏศิลป์) โดยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ได้จากเจ้าเมืองพิษณุโลก จึงทรงบรรจุไว้ในพระอุโบสถ ขณะที่กำลังบูรณะพระอุโบสถพบพระที่บริเวณใต้ฐานชุกชี พระที่พบเนื้อแห้งสนิทและลงรักปิดทองทุกองค์ สภาพของรักแห้งและร่อนออกง่าย พบจำนวนไม่มาก ต่อมามีผู้ค้นพบพระนางพญาที่วัดเลียบ (ราชบูรณะ) ในกรุงเทพฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะโดนระเบิดโจมตีโรงไฟฟ้าวัดเลียบจำนวนไม่มาก เป็นพระลงรักปิดทอง อีกครั้งพบที่วัดสังข์กระจาย ฝั่งธนบุรีที่กำลังรื้อพระเจดีย์ครั้งนี้ ได้พระที่แห้งสนิท แต่ไม่ลงรักปิดทองจำนวนไม่มากนัก

ปี พ.ศ.2497 พบที่พระเจดีย์องค์เล็ก ที่วัดอินทรวิหาร คนร้ายได้แอบเจาะ พบพระนางพญาใส่ไว้ในบาตรพระ ที่ผุแล้ว พระชุดนี้จะมีคราบของสนิมเหล็กติดอยู่ พบพระนางพญาครบทุกพิมพ์ และยังพบลานทองจารึกไว้ว่า "พระที่บรรจุอยู่ในกรุนี้เป็นพระพิมพ์ที่ได้นำมาจากวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลกในปี พ.ศ.2444" ซึ่งตรงกับปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ประพาสเมืองพิษณุโลก

ครั้งสุดท้ายพบที่วัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก อีกครั้ง เมื่อมีการทำท่อระบายน้ำ ในบริเวณวัด เมื่อประมาณปี พ.ศ.2532

พุทธคุณ เป็นพระสร้างความเด่น ด้านเมตตา มหาเสน่ห์ แคล้วคลาดคงกระพัน

พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี พระเครื่องอันดับหนึ่งของจังหวัด ได้รับการยอมรับยกย่องให้เป็นหนึ่งใ...
22/04/2016

พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี พระเครื่องอันดับหนึ่งของจังหวัด ได้รับการยอมรับยกย่องให้เป็นหนึ่งในพระชุดเบญจภาคี พระยอดนิยมของประเทศไทย

อันว่า “พระผงสุพรรณ” นี้ จากจารึกลานทองได้กล่าวถึงเนื้อมวลสารไว้ว่ามี 2 เนื้อ คือ เนื้อดินเผาและเนื้อชิน “พระเนื้อดินเผา” จะเป็นส่วนผสมของดิน ว่าน และเกสรดอกไม้ต่างๆ แล้วเข้าเตาเผาตามแบบกรรมวิธีการสร้างพระพิมพ์สมัยโบราณ ส่วน “พระเนื้อชิน” หรือที่รู้จักกันในนาม “พระผงสุพรรณยอดโถ” จะสร้างจากแร่ธาตุและโลหะต่างๆ

พระผงสุพรรณ ที่นับเป็นพระยอดนิยมจะเป็นพระเนื้อดินเผา ซึ่งเป็นดินของ จ.สุพรรณบุรีที่ค่อนข้างละเอียดเป็นมวลสารหลัก แล้วนำมาผ่านการกรอง หมัก และนวดอย่างละเอียด ผสมกับว่านและเกสรดอกไม้มงคล โดยวิธีการนำหัวว่านมาคั้นเอาแต่น้ำมาผสมเรียกว่า “แก่ว่าน” ฉะนั้น เมื่อผ่านกรรมวิธีการเผาผิวขององค์พระจึงไม่เป็นโพรงจากการย่อยสลายของเนื้อว่าน เนื้อจะดูชุ่มฉ่ำไม่แข็งกระด้าง วงการพระเรียก “หนึกนุ่มซึ้งจัด” อันเป็นลักษณะพิเศษที่ต่างจากเนื้อดินทั่วๆ ไป อีกทั้งกรรมวิธีการเผามีการควบคุมอุณหภูมิความร้อนให้สม่ำเสมอ ทำให้เนื้อขององค์พระมีสภาพแข็งแกร่งไม่เปราะหักง่ายเหมือนพระเนื้อดินเผาอื่นๆ แต่สีสันยังคงเป็นเช่นเดียวกับพระเนื้อดินที่ผ่านการเผา คือ มีตั้งแต่สีแดง สีมอย สีน้ำเงินเข้ม สีเทา ไปจนถึงสีดำ ลักษณะการตัดขอบก็ไม่มีรูปแบบที่แน่นอนและไม่มีความละเอียดพิถีพิถัน บางองค์เป็นเหลี่ยมสี่ด้านบ้าง ห้าด้านบ้าง บางองค์ตัดปีกกว้าง บางองค์ตัดเฉพาะด้านซ้ายขวาและล่างแล้วปล่อยด้านบนไว้ ฯลฯ ลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งคือ ในขั้นตอนการสร้างจะใช้วิธีใส่เนื้อมวลสารลงในแม่พิมพ์แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือกดด้านหลังให้แน่น จึงปรากฏ “รอยนิ้วมือ” ที่ด้านหลังขององค์พระเป็นลักษณะของนิ้วคนโบราณ และมีเส้นลายนิ้วมือเป็นแบบก้นหอย
เนื่องจาก “พระผงสุพรรณ” เป็นพระที่บรรจุในกรุ และผ่านกาลเวลายาวนาน จึงมีคราบดินกรุติดอยู่ทั่วบริเวณองค์พระและตามซอกต่างๆ เรียกว่า “นวลดิน” โดยเฉพาะพระที่ไม่ได้ผ่านการใช้จะปรากฏชัดเจน คราบนวลดินนี้จะเกาะติดแน่นแทบกลืนเป็นเนื้อเดียวกันกับผิวขององค์พระ นับเป็นเอกลักษณ์สำคัญอีกประการหนึ่ง

พระผงสุพรรณ เป็นพระขนาดเล็ก พุทธลักษณะองค์พระประธานประทับนั่ง แสดงปางมารวิชัย บนฐานเขียงชั้นเดียว พระเกศคล้ายฝาละมี มีกระจังหน้า พระพักตร์เคร่งขรึม พระนาสิกหนาใหญ่ พระอุระหนา พระกรทอดเรียว ที่เน้นความละม้ายคล้ายคลึงมนุษย์แบบศิลปะสกุลช่างอู่ทอง ลักษณะการแบ่งจำแนกพิมพ์และการเรียกชื่อก็เหมือนกับพระพุทธรูปศิลปะอู่ทองคือ พิมพ์หน้าแก่ พิมพ์หน้ากลาง และพิมพ์หน้าหนุ่ม

พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่ เค้าพระพักตร์จะมีเค้าความเหี่ยวย่นคล้ายคนชรา พระเนตรด้านซ้ายขององค์พระยาวรีและลึก ปลายตวัดขึ้นสูงกว่าด้านขวา พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อย พระกรรณด้านขวาขมวดแบบมวยผม และตอนบนมีร่องลึกเหมือนร่องหู พระกรรณซ้ายด้านบนใหญ่หนาคล้ายหูมนุษย์ และมีเม็ดผดคล้ายเมล็ดข้าวสารสลับไปมาถึงปลายพระกรรณ พระอุระใหญ่แล้วคอดกิ่วมาทางพระนาภีคล้าย “หัวช้าง” พระหัตถ์ซ้ายหนาใหญ่ ปลายพระหัตถ์ไม่จรดพระกรขวา ข้อพระกรขวาด้านในเว้าลึก

พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้ากลาง เค้าพระพักตร์มีความอิ่มเอิบคล้ายคนหนุ่ม พระอิริยาบถวางเฉย พระหนุกลมมนไม่เสี้ยมเหมือนพิมพ์หน้าแก่ พระขนงเป็นขอบลึกวาดตามรูปพระเนตรเช่นเดียวกับพิมพ์หน้าแก่ แต่ปลายไม่เชิดสูงตามหางพระเนตร พระเนตรได้ระดับเสมอกัน ไม่เหลือบสูงต่ำเหมือนพิมพ์หน้าแก่ ทำให้ลดความดุดันลง แต่เม็ดพระเนตรเป็นลักษณะเดียวกัน คือด้านขวาโบ๋ ด้านซ้ายโปนออกมา พระนาสิกป้านปลายบาน และพระโอษฐ์เล็กจู๋เหมือนพิมพ์หน้าแก่ พระกรรณด้านซ้ายยาวกว่าพิมพ์หน้าแก่ และพระกรรณด้านขวาสั้นกว่า ไม่มีเส้นพระศอเช่นกันพระอังสากลมมน บางองค์ช่วงไหปลาร้าจะบุ๋มลงไป แขนท่อนบนลีบและผอม ทำให้ช่วงรักแร้ห่างกว่าพิมพ์หน้าแก่ และช่วงแขนท่อนบนด้านซ้ายจะยาวและเล็กกว่าด้านขวา ทำให้เห็นข้อศอกซ้ายต่ำกว่าข้อศอกขวาอย่างชัดเจน พระหัตถ์ด้านซ้ายยาวกว่าพิมพ์หน้าแก่ ปลายพระหัตถ์กระดกขึ้น ส่วนด้านขวาเหมือนพิมพ์หน้าแก่ ลำพระองค์คล้าย “หัวช้าง” เหมือนพิมพ์หน้าแก่

ส่วน พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่ม เค้าพระพักตร์จะดูอ่อนเยาว์ สดใส และเรียวเล็กกว่าพิมพ์หน้าแก่และพิมพ์หน้ากลาง โบราณเรียก “พิมพ์หน้าหนู” พระเนตรทั้งสองอยู่ในระนาบเดียวกัน ปลายพระเนตรด้านซ้ายเฉียงขึ้นเล็กน้อย พระนาสิกหนาใหญ่ ริมพระโอษฐ์หนา พระกรรณตั้งเป็นสันแนบพระพักตร์และยาวลงมาเกือบจรดพระอังสะทั้งสองข้าง พระอุระหนาใหญ่และสอบลงมา พระกรขวาด้านในเว้าลึก ประการสำคัญ จะมีความหนามากกว่าทุกพิมพ์ และจะตัดขอบชิดเส้นทรวดทรงขององค์พระ สามารถเห็นมิติความตื้นความลึกได้อย่างชัดเจน อีกทั้งเป็นพิมพ์ที่มีความลึกและคมชัดมาก สันนิษฐานว่าการถอดแม่พิมพ์น่าจะค่อนข้างยากเป็นพิเศษ ทำให้หาองค์พระที่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์จริงๆ ได้น้อยมาก

อรุณสวัสดิ์คร่า ทุกๆท่าน..:)
16/04/2016

อรุณสวัสดิ์คร่า ทุกๆท่าน..:)

มีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นเป็นมีดหมอที่มีความศักดิ์สิทธิ์ อาถรรพ์ มีพลังความสามารถพิเศษในการปกป้องสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ซึ่งมีดหม...
16/04/2016

มีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นเป็นมีดหมอที่มีความศักดิ์สิทธิ์ อาถรรพ์ มีพลังความสามารถพิเศษในการปกป้องสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ซึ่งมีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นจะมีอานุภาพที่ต่างกันไปกับมีดเหล็กน้ำพี้ มีดเหน็บ มีอรัญญิก มีดพับ และวัคถุมงคลชนิดอื่นๆ แต่อาจจะมีความคล้ายคลึงกันบ้างในพลังอำนาจในบ้างข้อ วิธีและขั้นตอนการใช้งานก็มีความแตกต่างกันออกไป เรามาดูกันว่าวิธีการใช้งานมีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นจะต้องทำอย่างไรบ้าง
ก่อนใช้งานมีดหมอหลวงพ่อเดิมต้องการท่อง “นะโมพุทธายะ” จากนั้นมาดูว่ามีดหมอหลวงพ่อเดิมมีอานุภาพทำอะไรได้บ้างตามข้อดังต่อไปนี้

1. มีดหมอหลวงพ่อเดิมเป็นมีดที่มีความศักดิ์สิทธิ์สามารถป้องกันคุณไสยความชั่วร้ายหากว่าพกมีดหมอหลวงพ่อเดิมติดตัวอยู่ไม่ต้องกังวลเลยว่าใครจะมีทำอะไรหรือว่าลงคุณไสยเพื่อเป็นการย่ำยีทำลาย หมดห่วงเรื่องนี้ได้เลยมีดหมอหลวงพ่อเดิมช่วยเอาไว้ได้

2. มีดหมอหลวงพ่อเดิมมีพลังอานุภาพในการปกป้องดีแลตัวเองได้ และดูแลผู้เป็นเจ้าของมีดหมอหลวงพ่อเดิมให้พ้นขาดศัตรูที่หวังปองร้ายพ้นจากมหาอำนาจที่รุนแรงคิดจะทำลายเจ้าของ มีดหมอหลวงพ่อเดิมเป็นมหาอำนาจ เมตตา แคล้วคลาด และที่สำคัญมีดหมอหลวงพ่อเดิมยังมีความเป็นมหาอุตมหาอุตม์อีกด้วย

3. มีดหมอหลวงพ่อเดิมสามารถมีพลังในการขับไล่จำพวกภูตผีและปีศาจร้ายต่างๆที่หวังจะเข้าทำร้ายคนธรรมดา หรือจะเป็นผีที่ที่มีเจ้าของถูกปล่อยมาเพื่อให้เข้าสิงร่างก็ตาม มีดหมอหลวงพ่อเดิมสามารถขับไล่ไปได้อย่างง่ายดาย

4. มีดหมอหลวงพ่อเดิมสามารถนำมาอารธนาแล้วทำเป็นน้ำมนต์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์แข็งแกร่งนำมาใช้แก้คุณไสยที่แรงกล้า ขับไล่พวกเสนียดจังไรไม่ให้เข้ามาหาคนและทำให้ฝันร้ายไม่เกิดขึ้นได้อีกด้วย ถือว่ามีดหมอหลวงพ่อเดิมมีพลังวิเศษที่ไม่ธรรมดามากๆ

5. มีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นมีพลังอานุภาพในการที่จะช่วยแก้ในเรื่องของอาถรรพ์รุนแรงและความคงกระพันต่างๆนาๆได้ แม้ว่าผู้นั้นจะมียันต์สักอยู่เต็มตัวและเป็นยันต์ที่มีความแข็งแกร่งมากเพียงใดที่ทำให้ผู้นั้นมีความคงกระพันมีดหมอหลวงพ่อเดิมสามารถทำลายความคงกระพันนั้นได้อย่างง่ายดาย หรือจะเป็นการกินว่านของดีอื่นๆ แต่เมื่อเจอกับใดหมอหลวงพ่อเดิมก็ยังต้องยอมสยบเพราะว่าความขลังเหล่านั้นจะค่อยๆหมดลง ต้องยอมรับในความมีอานุภาพของมีดหมอหลวงพ่อเดิมในข้อนี้จริงๆถือว่าเยี่ยมยอดมากในหมู่วัตุถุมงคลด้วยกันเอง
6. มีดหมอหลวงพ่อเดิมมีหลากหลายด้ามและฝักในตัวด้ามนั้นก็มีความศักดิ์สิทธิ์รวมอยู่ด้วยเช่นกัน และนำที่ใช้ในการล้างใบมีดหมอหลวงพ่อเดิมจะเป็นน้ำที่ช่วยในการแก้พิษจากสัตว์ร้าย จำพวกแมลงสัตว์กัดต่อยต่างๆได้ดี วิธีใช้คือนำเอาน้ำล้างมีดหมอหลวงพ่อเดิมไปทาตรงบริเวณที่ถูกแมลงกัดต่อยจะค่อยๆบรรเทาอาการลงและหายดี

7. มีดหมอหลวงพ่อเดิมมีพลังความสามารถพิเศษในการป้องกันสัตว์มีพิษ อรพิษ ทั้งหลายทั้งปวง รวมไปถึงเขี้ยวและงาต่างๆด้วย หากไปในที่เสี่ยงต่อการมีสัตว์มีพิษนั้นให้นำเอามีดหมอหลวงพ่อเดิมติดต่อไปด้วยและพกอยู่ตลอดเวลาจะช่วยขับไล่และป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษเหล่านั้นได้อย่างดี

8. มีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นจะมีข้อพิเศษและแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือข้อนี้คือการไม่ทำลายซึ่งกันและกัน ใครที่เป็นเจ้าของมีดหมอหลวงพ่อเดิมอยู่นั้น มีดหมอหลวงพ่อเดิมจากเจ้าของคนอื่นก็จะไม่มีอานุภาพในการทำร้ายคนที่มีมีดหมอเหมือนกัน เพราะว่าถือว่าเป็นศิษย์อาจารย์เดียวกันจักต้องไม่ทำร้ายไม่ทำลายกันเอง ถือว่าเป็นข้อดีอีกข้อของมีดหมอหลวงพ่อเดิมที่น่าสนใจไม่น้อย

9. มีดหมอหลวงพ่อเดิมหากนำมาบูชาและเก็บไว้บูชาที่บ้านจะทำให้บ้านหลังนั้นปลอดภัย เพราะมีดหมอหลวงพ่อเดิมจะช่วยในการป้องการโจรขโมยที่จะขึ้นบ้าน ป้องกันไม่ให้เกิดอัคคีภัย หากว่ามีการอารธานาแล้วเมื่อจะมีภัยเกิดขึ้นจะทำให้รู้ตัวก่อน จึงทำให้ปลอดภัยได้

10. มีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นเวลาที่จะเดินทางไกลให้พกติดตัวไปด้วยเพราะว่าเป็นการเดินทางไปในถิ่นที่ไม่ใช่บ้านของตนเองอาจจะมีหลายอย่างซ่อนเร้นอยู่แต่เรามองไม่เห็น หรือแม้จะทั่งจะออกไปในกลางป่ากลางเขาก็ต้องพกเอาไปด้วยแต่ว่ากรณีที่พกเข้าป่าแล้วต้องนอนกลางป่ากลางดินให้เอาปลายมีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นทำหารขอขมาต่อพระแม่ธรณีก่อน เมื่อขอขมาแล้วให้ใช้ปลายมีดขีดเป็นเส้นรูปสี่เหลี่ยมหรือจะเป็นวงกลมก็ได้ก็ได้โดยจะต้องขีดรอบๆตัวเองในบริเวณที่จะนอนในเวลานั้น จำพวกสัตว์ร้าย มด แมลง รวมไปถึงผี ปีศาจร้ายต่างๆจะไม่ย่างกรายเข้ามาใกล้ทำให้นอนหลับสนิทอย่างสบายใจ
11. มีดหมอหลวงพ่อเดิมสามารถคุ้มกันปกป้องเจ้าของได้ทั้งบนบกและในน้ำ หากมีเหตุให้ต้องลงไปในน้ำที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรอันตรายอยู่ใต้น้ำบ้าง เวลาที่ลงไปให้ทำการชักมีดหมอหลวงพ่อเดิมออกมาจากฝักและคาบเอาไว้ที่ปากค่อยข้ามแม่น้ำนั้น หรือว่าจะคาบทั้งๆที่อยู่ในฝักก็ได้ช่วยได้เหมือนกัน หรือหากไปเป็นการเดินข้ามไม่คาบมีดหมอเอาไว้ก็ใช้วิธีการใช้มีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นโบกน้ำนำหน้าตัวเองไปก่อน มีดหมอหลวงพ่อเดิมจะป้องกันไม่ให้สัตว์ร้ายที่อยู่ในน้ำนั้นมาทำร้ายได้ ทั้งนี้รวมไปถึงผีพราย และอื่นๆที่จะทำอันตรายในน้ำให้ออกห่างไปจากตัวเจ้าของมีดหมอหลวงพ่อเดิม

12. มีดหมอหลวงพ่อเดิมนอกจากจะช่วยป้องกันอันตรายจากภายนอกและรอบด้านแล้วนั้น หากว่าเป็นฝีร้ายเจ็บปวด เป็นฝีหนอง ทรมาณ หรือว่ากำลังเริ่มเป็นฝีอยู่ วิธีใช้มีดหมอหลวงพ่อเดิมในการแก้ฝีนั้นนำเอาปลายแหลมๆของมีดหมอหลวงพ่อเดิมวนเบาๆตรงบริเวณที่เป็นฝีจากนั้นก็ให้ระรึกถึงหลวงพ่อไปด้วยและเป่าลมลงไป หากเริ่มเป็นใหม่ๆฝีนั้นจะค่อยๆยุบลง แต่ถ้าหากว่าเป็นมากแล้วจนเป็นฝีกลัดหนองให้ใช้มีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นยกขึ้นมาอยู่ที่ด้านบนหัวฝีและทำการผ่าฝีหนองบนอากาศ ปาดสลับกันไปมาเป่าลมและระลึกถึงหลวงพ่อไปด้วย ไม่นานเกิน 3 วัน ฝีหนองนั้นก็จะแตกออกแต่จะไม่เป็นอันตรายไม่เป็นพิษ

13. มีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นมีความสามารถในการแก้พิษยาเบื่อ ยาสั่งอื่นๆได้ ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารแปลกๆหรืออาหารที่คาดว่าจะมียาพิษก็ให้ใช้ด้ามมีดหมอหลวงพ่อเดิมที่เป็นด้ามงานั้นจุ่มลงไปในชามอาหารนั้นจากนั้นก็ดูว่างากลายเป็นสีอะไร ถ้าเป็นสีดำอย่าได้ทานเด็ดขาดเพราะว่ามียาพิษอยู่เต็มๆ แต่ว่าหากเมื่อเราได้เผลอทานเข้าไปแล้วเรียบร้อยออกมาการแพ้ของพิษตามมาวิธีการแก้ก็หมอหลวงพ่อเดิมออกมาจากฝักมีดจากนั้นก็อารธนาจิตคิดถึงหลวงพ่อแล้วทำการแกว่งมีดนั้นลงไปในน้ำหรือเครื่องดื่มในแก้วน้ำ ขันน้ำ เพื่อเป็นการแพ้พิษ จะช่วยให้บรรเทาอาการได้ดีหลังจากนั้นก็พบแพทย์ตามปกติ

14. มีดหมอหลวงพ่อเดิมนั้นจะช่วยได้เมื่อถูกบมพัดลมเพ หรืออะไรก็ตามที่มาตามอากาศทำให้เกิดอาการแพ้ บวมแดงตามตัว หลายจุดวิธีแก้ก็ให้เอามีดหมอหลวงพ่อเดิมทำการอารธนาแล้วนำมาทเป็นน้ำมมนต์โดยต้องไม่ลืมระลึกถึงหลวงพ่อจากนั้นเอามีดหมอหลวงพ่อเดิมออกจากฝัก แล้วนำมาไล่หก้อนที่ทำให้บวมนั้นออกไปยิ่งถ้าเป็นก้อนที่ถูกปล่อยออกมาตามอากาศก้อนบวมจะสามารถหนีมีดหลวงพ่อเดิมเองได้ ก็ให้เอามีดหลวงพ่อเดิมนั้นไล่ก้อนไปเรื่อยๆจนไปสุดที่ปลายนิ้วมือหรือว่าปลายเท้า ก้อนนั้นก็จะออกไปแต่ว่าถ้าหากว่าไล่ยังไงก็ไม่ไป มี่อะไรเกิดขึ้นเลย นั่นแปลว่าก้อนนั้นไม่ใช่ของที่ถูกปล่อยออกมาแต่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ ไม่ต้องไล่เพราะว่าไม่นานนั้นก้อนบวมก็จะหายไปเอง แต่ว่าหากมีดหมอหลวงพ่อเดิมที่ใช้นั้นเป็นของปลอมขึ้นมาแล้วก้อนบวมนั้นเป็นของจริงก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเหมือนกันต้องพึงระวังให้ดีเวลาซื้อมีดหมอหลวงพ่อเดิมต้องหาของแท้ที่แน่นอน

มีดหมอนั้นไม่ว่าจะเป็นมีดหมอหลวงพ่อเดิมมีดหมออื่นๆจะถูกสร้างจากวัสดุต่างกันไป และมีชื่อเรียกไปตามส่วนประกอบนั้นๆ

- มีดหมอที่ใช้ในการปราบผีปีศาจ มีดหมอชนิดนี้จะทำด้วยเหล็กกล้าชั้นดี มีขนาดความกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร และขนาดความยาว 10 เซนติเมตร มีดหมอชนิดนี้จะใช้ป็นอาวุธประจำกายของหมอผีหรือว่าหมอพื้นบ้าน ตามความเชื่อโบราณแล้วถ้ามีคนที่ถูกผีเข้าสิงให้นำมีดหมอชนิดนี้ไปขับไล่ผีไป โดยการเสกคาถาและชีดมีดหมอกรีดไปตามตัวของผู้นั้น แต่ถ้าในตอนนั้นหมอผีไม่มีมีดหมออยู่กับก็จะใช้งาช้างกำจัดแทนกันได้เหมือนกัน

- มีดหมออีกชนิดใช้ประกอบพิธิทางไสยศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นพิธิชาเรือน พิธีการสะเดาะเคราะห์ เป็นต้น มีดหมอจะใช้เป็นตัวแทนของครูในการทำพิธี มีดหมอชนิดนี้จะยาวประมาณ 1 ฟุตรวมด้ามไปด้วย ฝักของมีดหมอทำด้วยไม้ใช้สะดวกในการเหน็บที่เอวป้องกันมีดบาดตัวเอง

ประวัติกำเนิดผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เมื่อกลางปี 2515 คณะกรรมการวัดละหารไร่ มีนายสาย แก้วสว่าง ไวยาวัจกร ประช...
16/04/2016

ประวัติกำเนิดผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เมื่อกลางปี 2515 คณะกรรมการวัดละหารไร่ มีนายสาย แก้วสว่าง ไวยาวัจกร ประชุมกันเรื่องการสร้างพระเครื่องวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการสมนาคุณแด่ชาวบ้านและสาธุชนทั่วไป ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินร่วมทำบุญกับวัดละหารไร่ ต่อไปในวันข้างหน้าโดยเฉพาะงานผูกพัทธสีมาพระอุโบสถ วัดละหารไร่ ในการนี้หลวงปู่ทิมได้กล่าวว่า หากได้ผงพรายกุมารมหาภูติผสมใส่ลงไปด้วย พระเครื่องที่สร้างขึ้นนี้จะมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นเพราะมีอานุภาพแห่งพรายกุมารมหาภูติแฝงอยู่คอยช่วยเหลือเอื้ออำนวยพร เมื่อหลวงปู่ทิมมีความต้องการจะทำผงพรายกุมารมหาภูติ เพื่อนำมาเป็นมวลสารที่สำคัญยิ่งในการสร้างปลุกเสกพระเครื่องครั้งนี้นั้น ในบรรดาลูกศิษย์ยุคแรกของหลวงปู่ทิมอิสริโกทั้งหมดไม่มีใครกล้าเสนอตัวอาสากระทำการ เพราะต่างคนต่างก็เกรงกลัวความอาถรรพ์ของผีตายทั้งกลม ซึ่งโบราณกล่าวไว้ว่ามีความดุร้ายและหวงลูกมาก ถึงขั้นตามเอาชีวิตกันเลยทีเดียว มีแต่เพียง “หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ “ ผู้เดียวที่มีวิชาคาถาอาคมและสมาธิกล้าแข็งเพียงพอ กล้าขอเสนอตัวรับอาสาสนองพระคุณหลวงปู่ทิม จะไปนำ ” กะโหลกพรายกุมาร “ วัตถุอาถรรพ์สำคัญยิ่ง จากหญิงตายทั้งกลม (หญิงชาวบ้านท้องแก่ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุสยดสยอง ทางญาติได้นำศพมาฝังไว้ที่ป่าช้าวัดละหารใหญ่ ปัจจุบันเป็นบริเวณที่ชาวบ้านทำไร่สับปะรด ) มาเพื่อให้ท่านสร้างปลุกเสกเป็น ”ผงพรายกุมารมหาภูติ “ ซึ่งหมอกุหลาบ จ้อยเจริญ ต้องพบกับอิทธิฤทธิ์ของอาจารย์พรายนายป่าช้า แม่นางพราย และพรายกุมาร แต่ด้วยมูลเหตุแห่งวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างบุญกุศลในพระพุทธศาสนา บารมีของหลวงปู่ทิม และคาถาอาคมที่หลวงปู่ทิมได้ประสิทธิให้นั้น ทำให้นายป่าช้า แม่นางพราย และพรายกุมาร ได้ยินยอมและเต็มใจ เกิดความปิติในกุศลผลบุญที่ตนเองจะได้รับ หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ จึงกระทำการครั้งนี้ได้สำเร็จเรียบร้อยทุกประการ “ วิญญาณของาจารย์นายป่าช้า แม่นางพราย และพรายกุมาร มีอยู่จริงเห็นตัวตนเป็นเงาใสๆ ลางๆ เหมือนกับภาพที่สะท้อนบนพื้น ในปัจจุบันวิญญาณเหล่านี้ก็ยังอยู่คุ้มครองที่วัดละหารไร่ “ หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ กล่าวย้ำ การสร้างผงพรายกุมารมหาภูตินั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เมื่อได้กระโหลกพรายกุมารมาแล้ว หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ ใส่ห่อผ้าเก็บไว้หลังพระประธานในพระอุโบสถหลังเก่า เป็นระยะเวลาประมาณสามถึงสี่เดือน จนกระโหลกพรายกุมารแห้งสนิทหมดกลิ่นดีแล้ว จึงนำมาโขลกตำให้ละเอียดแล้วผสมกับผงวิเศษสำคัญต่างๆ ที่หลวงปู่ทิมมอบให้มาจนครบทั้งหมดผสมน้ำแช่เกสรบัวทั้งห้า ปั้นเป็นแท่งขนาดใหญ่ แล้วตากแดดไว้จนแห้งสนิท เมื่อได้ฤกษ์งาม ยามดีวันดี ตามที่หลวงปู่ทิมได้กำหนดไว้ จึงจะนำแท่งผงปั้นนี้มาเขียนอักขระพระยันต์ต่างๆ บนกระดานชนวน กระทำในพระอุโบสถหลังเก่า ท่ามกลางการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ ๙ รูป โดยหลวงปู่ทิมอิสริโก เป็นประธานสงฆ์ เขียนอักขระพระยันต์ต่างๆ ลงบนกระดานชนวนแล้วลบผงก่อนเป็นปฐมฤกษ์ แล้วจึงมอบให้หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ เป็นผู้ลงอักขระพระยันต์และลบผงต่อไป การปลุกเสกผงพรายกุมารมหาภูตินี้ หลวงปู่ทิมท่านได้ปลุกเสกพรายกุมารทั้งหลายให้เป็นกึ่งเทพกึ่งภูติเป็นมหาภูติขวาและซ้าย(พระพรายคู่ เป็นรูปเทวดานั่งคู่กัน แทนรูปมหาภูติซ้าย-ขวา) วิญญาณพรายกุมารไม่ใช่มีอยู่ตนเดียว แต่มีมากมายประมาณมิได้ หลวงปู่ทิมได้อธิฐานให้วิญญาณพรายกุมารทุกตนที่ผ่านไปมาในบริเวณพิธี หากจะช่วยกันบำรุงพระพุทธศาสนา ก็ให้มาสถิตย์อยู่รวมกันในผงพรายกุมารมหาภูติที่ท่านปลุกเสกนี้ ให้มีอิทธิฤทธิ์คอยช่วยเหลือคุ้มครองอำนวยพรให้ผู้ศรัทธาบูชาอยู่ระยะเวลาหนึ่ง หลังจากเสร็จพิธีเรียบร้อยแล้วได้ผงพรายกุมารมหาภูติบริสุทธิ์สีขาวหม่นอมเทาประมาณ 1 ถาดใหญ่ เมื่อแบ่งผสมผงว่านมหามงคลจะได้ผงพรายกุมารมหาภูติเนื้อละเอียดสีน้ำตาลเข้มประมาณ 1 กะละมังใหญ่ แล้วเก็บรวบรวมไว้ในกุฎิหลวงปู่ทิม เมื่อจะทำพระเครื่องจึงจะขออนุญาตหลวงปู่ทิมไปตักแบ่งเอามาผสมผงที่จะกดพิมพ์พระอีกครั้งหนึ่ง.หมอกุหลาบ จ้อยเจริญ กล่าวยืนยันโดยเห็นกับตาตนเองว่า “ผงที่หลวงปู่ทิมอิสริโก เขียนอักขระพระยันต์ต่างๆ นั้น หลุดร่วงทะลุลอดกระดานชนวนลงมา และทะลุผ้าขาวที่ปูรองเอาไว้ถึงเจ็ดชั้นจนถึงพื้นพระอุโบสถวัดละหารไร่ “ที่กล่าวนี้ไม่ได้กล่าวเกินความจริงแต่อย่าง แต่กล่าวเปิดเผยเพื่อให้ท่านทั้งหลายที่ศรัทธาหลวงปู่ทิมอิสริโก จะได้เกิดความปิติ และซาบซึ้ง ในบุญญาบารมีของหลวงปู่ทิมอิสริโก หากผู้ใดได้ครอบครองบูชา พระผงขุนแผนพรายกุมาร นับว่าท่านมีของวิเศษขั้นสูงอยู่กับ จะส่งผลให้เกิดโภคทรัพย์ ความเจริญรุ่งเรือง เป็นสิริมงคลแก่ตนเอง นับว่าเป็นบุญกุศลของผู้นั้นที่เคยได้ร่วมสร้างกันมา หลวงปู่ท่านกล่าวว่าพระของท่านมีเจ้าของอยู่แล้ว ของของใครต้องมาอยู่กับผู้นั้น ผู้ใดมิใช่เจ้าของจักมีอันต้องเปลี่ยนมือไปไม่ช้าก็เร็ว เรื่องจริงที่เล่าขานกันโด่งดัง ของ จังหวัดอยุธยา ณ.วัดสะแก เมื่อประมาณปี ๒๕๒๐ ขณะนั้นเป็นเวลาบ่ายเย็น หลวงปู่ดู่ แห่งวัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ออกมานั่งคุยกับศิษย์ที่บริเวณระเบียงกุฏิของท่าน เมื่อนั่งคุยกันชั่วครู่ใหญ่ หลวงปู่ดู่และศิษย์เห็นรถยนต์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาในวัดแล้วจอด มีชาย ๔ คนลงจากรถ และเดินตรงมาที่กุฏิของท่าน "เอ๊ะ..อ้ายพวกนี้มาแปลก..." หลวงปู่ดู่อุทาน "มันเอาผีมาด้วย" บรรดาศิษย์ของหลวงปู่ดู่ เมื่อได้ยินหลวงปู่พูดถึงผี ก็พากันชะเง้อดูคนทั้งสี่ "เอ...ผมมองไม่เห็นผี" ศิษย์คนหนึ่งบอกกับหลวงปู่ "ผมไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ มีอะไรหรือครับหลวงปู่..." หลวงปู่ดู่หัวเราะกับศิษย์ และพูดกับศิษย์ว่า.. "ฉันเห็นผีมันล้อมรอบพวกสี่คนที่กำลังเดินมาเต็มไปหมด" คนทั้งสี่ เมื่อเดินมาถึงหน้าบันได้กุฏิ ก็พากันถอดรองเท้า แล้วพากันขึ้นบนกุฏิ คลานเข้ามากราบหลวงปู่ดู่.. "นี่...พวกเธอมาหาฉัน ทำไมจึงเอาผีมาด้วย" หลวงปู่ดู่ถามชายทั้งสี่ พร้อมกับหัวเราะด้วยอารมณ์ดี คนทั้งสี่มองหน้ากัน ตีหน้าเลิ่กลั่ก เมื่อได้ยินหลวงปู่ดู่บอกว่า พวกตนที่มาหา...พาผีมาด้วย "ผีที่ไหนครับหลวงปู่" นายเบิ้ม พบร่มเย็น หนึ่งในสี่คนที่มาหาหลวงปู่ ถามขึ้นด้วยความสงสัย "ยังไม่รู้อีกเรอะ" หลวงปู่ดู่หัวเราะด้วยอารมณ์ดี "ผีมันออกมาจากพระที่แขวนอยู่ที่คอน่ะสิ" ทั้งสี่คนที่มาหาหลวงปู่ถึงบาง "อ้อ" คนทั้งสี่ที่มาหาหลวงปู่ดู่เป็นศิษย์ของ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง และทุกคนมีพระเครื่องที่หลวงปู่ทิมสร้าง แขวนอยู่บนคอ เช่น พระพรายเพชร พรายบัว (พระสององค์ติดกัน)พระพิมพ์สี่เหลี่ยมหัวโต...หรือพระเล็กๆ แบบสามเหลี่ยมเรียกนางพญา และพระขุนแผนเล็กและใหญ่ บรรดาพระเครื่องที่เอ่ยนามมานี้ นอกจากจะมีผงพระพุทธคุณแล้ว ยังผสม "ผงผีพรายกุมาร" ที่ได้มาจากเด็กที่ตายทั้งกลม.... คนทั้งสี่นำสร้อยคอที่แขวนพระที่มีส่วนผสมของผงพรายกุมาร ให้หลวงปู่ดู หลวงปู่นั่งหลับตาชั่วครู่ใหญ่บอกว่า "ของเขาแรงใช้ได้ดีทีเดียว แต่ดูเหมือนผู้สร้าง..ได้เสีย..เสียแล้ว"

พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาด ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับการขนานนามว่า เป็นหนึ่งในเบญจภาคีพระปิดตาเนื้อผงคล...
16/04/2016

พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาด ต.ท่าถ่าน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับการขนานนามว่า เป็นหนึ่งในเบญจภาคีพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักอันลือลั่น สุดยอดแห่งพระปิดตาเมตตามหานิยม และหายากมากในปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมาของหลวงปู่จีน ในสมัยนั้นไม่มีผู้ใดบันทึกไว้เลย เพียงแต่เล่าสืบต่อกันมาจากผู้ที่เกิดทันได้พบหลวงปู่จีนเท่านั้น จากการสืบค้นดู สันนิษฐานว่า ท่านคงเกิดประมาณ พ.ศ.๒๓๗๕ และมาเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าลาด ประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๗

หลวงปู่จีนเป็นพระที่เมตตาธรรมสูง มีความรู้ในด้านวิปัสสนาธุระเป็นอย่างดี ได้สั่งสอนอบรมลูกศิษย์ พระเณรอยู่เสมอๆ และหลวงปู่จีนท่านยังเก่งกล้าในด้านพุทธาคม อีกทั้งวิชาแพทย์แผนโบราณก็เชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ท่านได้ช่วยเหลือชาวบ้านในแถบนั้นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาโรคภัย ไข้เจ็บ และชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในทุกๆ ด้าน ท่านก็ได้ช่วยปัดเป่าให้ทุเลาหายได้ทุกรายไป

ด้วยเหตุดังกล่าว หลวงปู่จีน จึงเป็นที่เคารพนับถือและศรัทธามากในย่านนั้น และกิตติคุณของท่านก็ล่วงรู้กันไปทั่วทั้งแปดริ้วและจังหวัดใกล้เคียง จึงทำให้ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ต่างหลั่งไหลไปสู่วัดท่าลาดเหนือไม่ขาดสาย หลวงปู่จีนท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดท่าลาดเหนือสืบจนถึงประมาณ พ.ศ.๒๔๔๐ ท่านก็มรณภาพที่วัดท่าลาดเหนือนั่นเอง สิริอายุได้ราว ๘๓ ปี

ทั้งนี้มีการสันนิษฐานว่า หลวงปู่จีนท่านได้สร้างพระปิดตาเนื้อผงคลุกรักไว้ประมาณ พ.ศ.๒๔๓๐ โดยสร้างด้วยเนื้อผงพุทธคุณผสมว่านวิเศษต่างๆ และนำมาคลุกรักเพื่อเป็นตัวประสาน นำมากดแม่พิมพ์พระปิดตา ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายพิมพ์ เช่น พิมพ์แข้งหมอน พิมพ์เม็ดกระบก พิมพ์กลีบบัวใหญ่ พิมพ์กลีบบัวเล็ก พิมพ์เม็ดบัว พิมพ์ไม้ค้ำเกวียน เป็นต้น

พระปิดตาคลุกรัก หลวงพ่อเฒ่ายิ้ม วัดหนองบัวพระปิดตาหลวงพ่อเฒ่ายิ้ม (หลวงปู่ยิ้ม) วัดศรีอุปลาราม (หนองบัว) จ.กาญจนบุรี นับ...
16/04/2016

พระปิดตาคลุกรัก หลวงพ่อเฒ่ายิ้ม วัดหนองบัว
พระปิดตาหลวงพ่อเฒ่ายิ้ม (หลวงปู่ยิ้ม) วัดศรีอุปลาราม (หนองบัว) จ.กาญจนบุรี นับเป็นพระปิดตาเนื้อผงอีกสำนักหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ด้วยความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ที่มีมานานปี ปัจจุบันเช่าหากันในราคาแพง
หลวงพ่อเฒ่ายิ้ม เป็นพระเกจิอาจารย์ชั้นสุดยอดของเมืองกาญจนบุรี ผู้มีพุทธาคมเชี่ยวชาญอย่างเอกอุ สามารถปลุกเสกเลขยันต์ต่างๆ ได้อย่างเข้มขลัง โด่งดังมากในอดีต แม้ปัจจุบัน วัตถุมงคลของท่านก็ยังมีอภินิหารประจักษ์แก่สายตาผู้ศรัทธาเลื่อมใสอยู่เสมอ
ที่วัดของท่านเป็นสำนักเรียนพุทธาคมที่โด่งดังมาก มีพระภิกษุเดินทางไปขอเรียนวิชามากมาย แต่สอบเพื่อเรียนได้ไม่กี่รูป เพราะผู้ที่จะเรียนได้ ท่านจะทดสอบให้นั่งเพ่งเทียนจนไส้เทียนขาด จึงจะสอบผ่าน แสดงว่ามีกระแสจิตกล้าแข็ง พอจะสอนให้เก่งได้ในอนาคต มิเช่นนั้นท่านจะไม่สอนให้เสียเวลา
วัดหนองบัว ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น วัดศรีอุปลาราม จากบันทึกของ พระโสภณสมาจาร (เหรียญ สุวณฺณโชติ) ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิ และเป็นสมภารต่อจากหลวงพ่อเฒ่ายิ้ม ได้กล่าวถึงประวัติหลวงพ่อเฒ่ายิ้มไว้ว่า ท่านเป็นชาววังด้ง จ.กาญจนบุรี เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๗
เมื่อสมัยเด็ก ท่านมีอุปนิสัยใจกล้า เป็นนักเลง พูดจริงทำจริง เด็กรุ่นเดียวกัน หรือแก่กว่า ยกให้ท่านเป็นลูกพี่ ท่านเป็นกำลังช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพค้าไม้ไผ่ ล่องไปขายทางปากอ่าวแม่กลอง จนคุ้นเคยกับชาวแม่กลองเป็นอย่างดี
พออายุครบบวช ท่านได้อุปสมบทที่วัดทุ่งสมอ พระอาจารย์กลิ่น วัดหนองบัว เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แดง วัดเหนือ กับพระอาจารย์อินทร์ วัดทุ่งสมอ เป็นคู่สวด ได้ฉายาว่า “จนฺทโชติ”
บวชแล้วเรียนหนังสือขอม บาลี มงคลทีปนี มูลกัจจายน์ พระเจ้า ๑๐ ชาติ สูตรสนธิ จนช่ำชอง ท่องจำพระปาติโมกข์สวดได้แต่พรรษาที่ ๒
ด้วยท่านชอบหาวิชาความรู้ ได้รับคำแนะนำว่า เมืองบางช้าง (สมุทรสงคราม) มีอาจารย์เก่งๆ หลายวัด วิชาแขนงต่างๆ ไม่ซ้ำกัน ท่านจึงมุ่งหน้าไปเมืองบางช้าง อาจารย์ท่านแรกที่ไปพบ คือ หลวงพ่อพระปลัดทิม วัดบางนางลี่น้อย ได้เรียนทางน้ำมนต์โภคทรัพย์
อาจารย์ท่านต่อมา คือ หลวงพ่อพ่วง วัดลิงโจน (วัดปากสมุทรสุดคงคา) เรียนวิชาทำธงกันอสุนีบาตสายฟ้า และพายุคลื่นลม ชาวทะเลนิยมวิชาหวายลงอักขระ ทำรูปวงกลม เวลาขาดน้ำจืด ให้เอาหวายนี้โยนลงทะเล แล้วตักน้ำภายในวงหวาย จะได้น้ำจืดทันที ลูกอมหมากทุยของท่านก็ลือชื่อ นอกจากนี้ท่านยังสำเร็จจินดามนต์ เรียกปลาเรียกเนื้อได้แบบพระสังข์ทอง
จากนั้นจึงไปเรียนกับ หลวงพ่อกลัด วัดบางพรมอัมพวา เรียนทางมหาอุด ผ้าเช็ดหน้าทางมหานิยม เชือกคาดเอวถักเป็นรูปกระดูกงู กันเขี้ยวงา และทางคงกระพันชาตรี หลวงพ่อกลัดท่านสามารถย่นหนทางได้ ข้ามแม่น้ำลำคลองโดยไม่ต้องใช้เรือแพ
อาจารย์ท่านสุดท้าย คือ หลวงพ่อแจ้ง วัดประดู่อัมพวา ได้เรียนทางแพทย์แผนโบราณ มีดหมอ ปราบภูตผีปีศาจ ทางมหาประสาน ปิดปากแผลได้อัศจรรย์ รวมทั้งเชือกคาด ชื่อตะขาบไฟ หรือไส้หนุมาน มีตะกรุดอยู่คู่หัวเชือก
ต่อมา หลวงพ่อเฒ่ายิ้ม ได้เป็นสมภารหลังจากหลวงพ่อกลิ่นมรณภาพแล้ว ท่านได้ปฏิบัติทางวิปัสสนาธุระ จนมีชื่อเสียงเป็นอาจารย์ทางวิปัสสนา และได้ทำตะกรุดอม อมแล้วออกได้เอง คือ กลืนลงในท้องเอาไว้ ตอนเช้าตื่นนอน ตะกรุดจะออกมาอยู่ข้างหมอน
นอกจากนี้ ท่านยังทำ พระผงปิดตาภควัมบดี สีขาว และ สีดำคลุกรัก ที่โด่งดังจนถึงทุกวันนี้
หลวงพ่อเฒ่ายิ้มชอบทางรุกขมูลธุดงควัตร ออกพรรษาแล้วจะเข้าป่าทำสมาธิในป่าลึก ท่านรู้ภาษานกกา สัตว์ป่าทุกชนิด จิตกล้าเข้มแข็งมาก กิตติศัพท์ของท่านเลื่องลือไปไกล เจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ อาทิ เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (เจ้าชายอาภากรเกียรติวงษ์) ซึ่งโปรดวิชาไสยศาสตร์ ได้ไปหาท่านถึงวัด ๒ ครั้ง ทรงเลื่อมใสนับถือท่านเป็นอาจารย์ ขอเรียนวิชาจากท่าน และได้ขอมีดหมอจากท่าน ๑ เล่ม ประจำพระองค์
มีดหมอมีสรรพคุณปราบภูตผีปีศาจ และปราบคนที่อยู่คง ถ้าถูกคมมีดแล้วเป็นได้เลือด ไม่ว่าผู้นั้นจะเก่งเพียงไรก็คุ้มไม่ได้ มีติดตัวป้องกันอันตรายทางแคล้วคลาด เสด็จในกรมฯ โปรดมาก ทั้งๆ ที่ท่านก็เป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท อยู่แล้ว ก็ยังเกรงวิชาของหลวงพ่อเฒ่ายิ้ม (หลวงปู่ศุข เคยธุดงค์มาจำวัดกับหลวงพ่อเฒ่ายิ้มที่วัดหนองบัว และได้แลกเปลี่ยนวิชากัน)
สำหรับพระปิดตาภควัมบดีผงขาวและดำนั้น ดีทางเมตตาและมหาลาภ ซื้อง่ายขายคล่อง ทำให้คนร่ำรวยเป็นเศรษฐีกันมาก ตะกรุดคลอดบุตรง่าย ทำด้วยทองแดง ตะกั่ว ผู้หญิงมีครรภ์มาขอท่านเสมอ พร้อมกับดอกบัวเสก ต้มน้ำรับประทานแล้ว บุตรที่เกิดจะมีสติปัญญา
หลวงพ่อเฒ่ายิ้มท่านรักสันโดษ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง ท่านเป็นเจ้าคณะตำบล และเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชคนเป็นจำนวนมากมาย ไม่หวงวิชาความรู้ ใครจะมาขอเรียน ถ้าสอบนั่งไส้เทียนขาด แสดงว่าพลังจิตสูง เป็นประสิทธิ์ประสาทให้ทันที
ศิษย์ของท่านที่มีชื่อเสียงในสมัยต่อมา เช่น ๑.พระโสภณสมาจารย์ (เหรียญ) ศิษย์ก้นกุฏิ ซึ่งท่านใช้ให้ลงเครื่องรางของขลังตั้งแต่สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ๒.พระเทพมงคลรังษี (ดี) วัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) ๓.พระกาญจนวัตรวิบูลย์ (สอน) วัดลาดหญ้า ๔.พระราชมงคลวุฒาจารย์ (ใจ) วัดเสด็จ เจ้าคณะอำเภออัมพวา จ.สมุทรสงคราม ได้รับความชมเชยจากท่านว่า นั่งเทียนไส้เทียนขาดเร็ว ๕.พระอธิการแช่ม โสรส วัดจุฬามณี อัมพวา ท่านองค์นี้เป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม ๖.พระครูสกลวิสุทธิ (เหมือน รัตนสุวรรณ) วัดกลางเหนือ อ.บางคนที อายุยืนถึง ๙๗ ปี
หลวงพ่อเฒ่ายิ้มป่วยด้วยโรคในท้อง จนในที่สุดได้มรณภาพเมื่ออายุ ๖๖ ปี แต่เกียรติคุณชื่อเสียงยังดังอยู่จนทุกวันนี้

เสือ หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน สมุทรปราการ"คุณวิเศษที่คนเลื่อมใส คือให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากคือ เข...
16/04/2016

เสือ หลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน สมุทรปราการ
"คุณวิเศษที่คนเลื่อมใส คือให้ลงตะกรุด ด้ายผูกข้อมือ รดน้ำมนต์ ที่นิยมกันมากคือ เขี้ยวเสือแกะที่เป็นรูปเสือ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ฝีมือหยาบๆ ข่าวที่ร่ำลือกันว่า เสือนั้นเวลาจะปลุกเสกต้องใช้หมูมาล่อ ปลุกเสกเป่าเข้าไปเมื่อไรนั้นเสือจะกระโดดลงไปในเนื้อหมูได้ ตัวพระครูเองเห็นจะได้ความลำบากเหน็ดเหนื่อยในการที่ใครๆ กวนให้ลงโน่นลงนี่ เขาว่าบางทีก็หนีไปอยู่บนเขาโพธิ์ลังกา คนก็ยังตามไปกวนไม่เป็นอันหลับอันนอน แต่บริวารเห็นจะได้ผลประโยชน์ในการทำอะไรๆ ขาย เวลาแย่งชิงก็ขึ้นไปถึง ๓ บาท ว่า ๖ บาทก็มี ได้รูปเสือแล้วจึงไปให้พระครูปลุกเสก สังเกตดูอัธยาศัยเป็นคนแก่ใจดีมีกิริยาเรียบร้อย อายุ ๗๐ แล้วยังไม่แก่มาก รูปร่างล่ำสันใหญ่โต"

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็น ส่วนหนึ่งของพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง "เสด็จประพาสมณฑลปราจิณ" ที่ทรงกล่าวถึงเสือเขี้ยวแกะของหลวงพ่อปาน หรือพระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ (หลวงพ่อปาน อคฺคปญฺโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดคลองด่าน

เดิมที่ "วัดคลองด่าน" มีชื่อเรียกว่า "วัดบางเหี้ย" หรือถ้าเป็นทางการจะเรียกว่า "วัดมงคลโคธาวาส" ตั้งอยู่ที่ ต.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ ส่วนที่เรียกกันมาแต่โบราณว่าวัดบางเหี้ยนั้น เนื่องจากเดิมมีตัวเงินตัวทองอยู่มาก เพราะเป็นเขตน้ำกร่อย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกด้วยว่า ครั้งหนึ่งขณะที่หลวงพ่อปานเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ได้ให้เด็กวัดถือพานใส่เขี้ยวเสือที่แกะเป็นรูปเสือไปด้วย (ในสมัยนั้นแกะจากเขี้ยวเสือจริงๆ) เมื่อไปถึงที่ประทับหลวงพ่อได้เรียกเอาพานใส่เขี้ยวเสือจากเด็กวัดที่ถืออยู่ แต่พบว่าไม่มีเขี้ยวเสืออยู่ในพานแล้วโดยเด็กวัดบอกว่าเสือกระโดดลงน้ำระหว่างทางจนหมดแล้ว

พอหลวงพ่อปานทราบก็ได้ให้เด็กวัดนำเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปหมูแล้วเสียบไม้แกว่งล่อเสือขึ้นมาจากน้ำต่อหน้าพระพักตร์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ซึ่งประทับทอดพระเนตรอยู่ตลอด จนถึงกับตรัสกับหลวงพ่อปานว่า "พอแล้วหลวงตา"

เขี้ยวเสือของหลวงพ่อปานนั้นท่านแกะจากเขี้ยวเสือโคร่ง แล้วลงเหล็กจารด้วยตัวเองปลุกเสกโดยใส่ "‘พระคาถาหัวใจเสือโคร่ง" ลูกศิษย์ลูกหาได้ยินท่านท่องว่า พยัคโฆ พยัคฆา สูญญา สัพติ อิติ ฮัมฮิมฮึม "วิธีจาร" ของท่าน ท่านจะจารตัว “อุ” มีทั้งหางตั้งขึ้นและลง ที่ขาหน้า ส่วนใต้ฐาน ท่านจะจาร "ยันต์กอหญ้า" ถ้าเสือตัวใหญ่หน่อยท่านจะลงยันต์กอหญ้า ๒ ตัว ตรงข้ามกัน และลงตัว ฤ ฤา พร้อมตัวอุณาโลม บางตัวมีรอยขีด ๒ เส้นขนานกัน

เอกลักษณ์ของเขี้ยวเสือของหลวงพ่อปาน ในปัจจุบันก็คือ เสือหน้าแมว หูหนู ตาลูกเต๋า ยันต์กอหญ้า ซึ่งมีทั้งเสือหุบปาก และเสืออ้าปาก เขี้ยวต้องกลวง มีทั้งแบบซีกและเต็มเขี้ยว เขี้ยวหนึ่งอาจแบ่งทำได้ถึง ๕ ตัว ตัวเล็กๆ เรียก "เสือสาริกา" เป็นปลายเขี้ยว ส่วนใหญ่พบว่าเป็นซีก คนโบราณนิยมเลี้ยงไว้ในตลับสีผึ้งทาปาก มีพุทธคุณครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางเมตตา แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี แต่ที่เด่นที่สุดคือมหาอำนาจ

ที่อยู่

เขตดอนเมือง
Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+660922649405

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ แฟนเพจพระเครื่องเมืองไทยผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์

ประเภท